นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) #13
รจนา ณ เจนีวา
...แฟนคลับ​ที่รัก เสน่ห์ของหน้าร้อนในยุโรปอยู่​ตรงกลางวันอันยาวนาน อบอุ่น​และสดใส วันๆ​หนึ่ง​ยาวนานถึงสิบสี่สิบห้าชั่วโมง เรา​ใช้เวลาทำอะไร​​ได้มากมาย​ ทำงาน...

ตอน : 12 วัดไทยในต่างแดน

แฟนคลับ​ที่รัก

เสน่ห์ของหน้าร้อนในยุโรปอยู่​ตรงกลางวันอันยาวนาน อบอุ่น​และสดใส วันๆ​หนึ่ง​ยาวนานถึงสิบสี่สิบห้าชั่วโมง เรา​ใช้เวลาทำอะไร​​ได้มากมาย​ ทำงาน ทำสวน ออก​ไปทะเลสาป ออก​ไปปิกนิก ​ไปบาร์บีคิวกลางแจ้ง ขับรถขึ้น​ภูเขา ออก​ไปเดินเล่นยามค่ำ กินอาหารนอกบ้าน ทำงานในบ้าน ทาสี ซ่อมแซม ตอกโน่น​แต่งนี่อะไร​สารพัน (​แต่อย่าให้เสียงดังรบกวน​เพื่อนบ้าน) อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย​เพราะมองออก​ไปนอกบ้านทีไรก็เห็นแสงสว่าง

หน้าร้อนพวกเราจึงมัก​จะเหนื่อยกว่าปกติ นอนกันไม่ค่อยพอ วันๆ​ทำอะไร​มากมาย​ แล้ว​ก็ไม่อยากนอนจนกว่า​จะมืดจริงๆ​ (ร่วมเ​ที่ยงคืน) พอ​พระอาทิตย์ขึ้น​ตีห้าก็ตื่นแล้ว​ อยู่​สายกว่านั้น​ไม่​ได้​เพราะมันอุ่นขึ้น​เรื่อยๆ​ เรื่อง​การกินก็ดู​จะเจริญอาหารกว่าฤดูกาลอื่นๆ​ ​เพราะเวลา​ที่​จะทานมีมากขึ้น​

พอฤดูใบไม้ร่วงเริ่มย่างกรายเข้ามา กลางวันก็หดสั้นขึ้น​เรื่อยๆ​ กิจวัตรต่างๆ​นอกบ้านก็เริ่มน้อยลง ดอกไม้ใบไม้หลายชนิดก็หยุดผลิบาน​และเริ่มสลัดใบ​เพื่อเตรียมจำศีลในหน้าหนาว กิจกรรมนอกบ้านก็​จะเปลี่ยน​เป็นการกวาดใบไม้ร่วง​เพราะเธอเล่นร่วง​เอาร่วง​เอา กวาดไม่หวาดไม่ไหว

ลานจอดรถ​ที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น พวกต้นโอ๊ก ต้นเมเปิ้ล ​และต้น​ที่ไม่รู้จักชื่อ อีกไม่กี่อาทิตย์เธอก็​จะสลัดใบให้พวกเราเก็บกวาด​เป็นการออก​กำลังกายสู้อากาศเย็นกันต่อ​ไป วัฏจักรของธรรมชาติ​ที่นี่น่าสนใจ ทำให้เรา​ได้เรียนรู้การสังเกตดินฟ้าอากาศต้นไม้ใบไม้ดอกไม้ เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ​ ​ได้ปรับตัว​ไป​พร้อมๆ​​กับอากาศ ​ความหนาวทำให้เรา​ได้เห็นคุณค่าของแสงแดด​และ​ความอบอุ่น​ที่เรามีเหลือเฟือ​ที่เมืองไทย



ตอน​ที่เขียนบทนี้ แม่บ้านมาอยู่​สวิส​ได้ปีกว่าๆ​แล้ว​ค่ะ​ วันย้ายเข้าบ้านหลังนี้​คือ 6 กันยา ​เมื่อปี 2001 วันเดินทางมาสวิส​คือ 6 กรกฎา ก็ถือ​ได้ว่า​ได้ผ่านขวบปีของชีวิตใหม่​ไปด้วยดี มาพิจารณาแล้ว​ก็พบว่า เรา​ได้ทำอะไร​​ไปเยอะพอสมควร ​ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสจนตอนนี้อยู่​ระดับ​เอาตัวรอด​ได้ ถามทาง​ได้ไม่หลง รับโทรศัพท์พอรู้เรื่อง​ ดูทีวีพอเข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์​ได้นิดหน่อย​

นอกจากนั้น​ ก็​ได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอไม่ให้วิทยายุทธขึ้น​สนิม ​ได้กลับบ้านเมืองไทยตั้งหลายรอบ ​ได้ย่ำหิมะ ​ได้​เพื่อน​ทั้งไทย​และเทศเพิ่มอีกหลายคน ​ได้เข้าใจชีวิต​ความ​เป็นอยู่​​ที่นี่มากขึ้น​ ปรับตัว​กับอากาศ​ได้ดีขึ้น​ ​ได้เริ่มเข้าวัดเข้าวาสม​กับ​เป็นพุทธมามกะคนหนึ่ง​

อ้าว จั่วหัวอย่างนี้ก็​จะแว้บพา​ไปเ​ที่ยววัดน่ะสิ...​...​

วัดไทยในโลซานน์นี้ย้าย​ไปจากเจนีวา​เมื่อปีกว่าๆ​​ที่ผ่านมาเหตุผล​เพราะทางชุมชนรอบข้าง​เขาร้องเรียนเรื่อง​เสียง​และคนเข้าออกวัดพลุกพล่าน ทางวัดก็เลย​​ไปหา​ที่นอกเมือง​ที่สันโดษหน่อย​ เมืองโลซานน์นี่เปรียบ​ไปก็เหมือนชลบุรี​กับกรุงเทพฯ ห่างจากเจนีวาประมาณหกสิบกิโล ขับรถเลียบทะเลสาป (​เป็นทางธรรมดาเหมือนถนนสุขุมวิท) หรือเลียบภูเขา (​ซึ่ง​เป็นทางด่วนเหมือนมอเตอร์เวย์บ้านเรา) แล้ว​​แต่มีเวลามากน้อย​และอยาก​ได้วิวแบบไหน

ตัววัดอยู่​ในหมู่บ้านชื่อ เอชาลองส์ (Echallens) มีธงธรรมจักร​กับธงชาติไทยเห็น​เป็นเครื่องหมาย วัดอยู่​ตรงทางออกจากหมู่บ้าน ตัววัดมิ​ได้มีช่อฟ้าใบระกามองจากข้างนอกไม่เหมือนวัด ​แต่ข้างในใช่เลย​ อาคารวัด​เป็นบ้านแบบชนบทหลังใหญ่ประมาณสองชั้นครึ่งจากสายตา​ที่เห็น เนื้อ​ที่​ใช้สอยภายในน่า​จะมากกว่าห้าร้อยตารางเมตร มีห้องครัวขนาดสบาย ห้องโถงรับญาติโยม (เหมือนศาลาการเปรียญ) สะดวก​สบาย มีห้องทำงานเล็กๆ​ มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องอยู่​ ​ที่วัดมีอีเมล์ด้วย ​และยังมีโรงนาเล็กๆ​อีกหลัง​ซึ่งทางวัดปรับ​ใช้​เป็นโรงเรือนเก็บของ หลังบ้านมีสวนดอกไม้สวยงาม มีสระบัว​และมีน้ำพุเล็กๆ​ ข้างหนึ่ง​ของวัดด้าน​ที่ติดถนน​เป็นสนามหญ้ามีต้นไม้ใหญ่อยู่​หลายต้น



​ที่วัดมี​พระประจำ​ทั้งหมดสามรูป ทางญาติโยม​สามารถทำกิจกรรมทางศาสนา​ได้ครบถ้วนเหมือนอยู่​เมืองไทย ​จะใส่บาตร ทำสังฆทาน ก็ตาม​แต่ศรัทธา เท่า​ที่สังเกตคิดว่าชุมชนพุทธในสวิสคงอบอุ่นพอสมควร​เพราะทางวัดมีปัจจัยไทยทานครบถ้วนไม่ขาดแคลน ห้องครัวเต็ม​ไปด้วยอาหารไทยหลากชนิด​ทั้งของสดของแห้ง วัน​ที่แม่บ้าน​ไปใส่บาตรนั้น​ไม่มีญาติโยมอื่น​ไป​เพราะ​เป็นวันธรรมดา หลังจากถวายเพลเสร็จแล้ว​ จึงมีโยมท่านหนึ่ง​เพิ่งมาถึงซูริค (นั่งรถไฟประมาณสองชั่วโมง) อันนี้ก็ทำให้พอประมาณการ​ได้ว่า วัด​เป็น​ที่รู้จักของคนไทยในสวิสดีพอควร

อาจารย์เจ้าอาวาสท่านชื่อ อาจารย์สุทิน ​เป็น​พระค่อนข้างหนุ่ม อารมณ์ดี​และมีอารมณ์ขัน สนทนา​กับท่านแล้ว​ก็​ได้หัวเราะบ่อยๆ​ ท่านมีโครงการทำโน่นนี่มากมาย​ วัน​ที่​ไปถวายเพล ท่านก็ขอให้ช่วยเขียนโครงการส่งเสริมเยาวชนไทยในต่างแดน (เด็กไทย​ที่​ไปโต​ที่สวิส หรือ​ที่เกิดในสวิส) ให้มี​ความรัก​และผูกพันในวัฒนธรรมไทย ท่านบอกว่ามีกลุ่ม​ที่ค่อนข้าง​เอาการ​เอางานอยู่​แล้ว​

นอกจากนั้น​ ทางวัดเริ่มผลิตจดหมายข่าวถึงชุมชนไทยทั่วโลก​ที่​เป็นสมาชิกของวัด ฉบับ​แรกคงเพิ่งตีพิมพ์สักสองสามอาทิตย์​ที่ผ่านมา ​ได้ทราบจากญาติโยมว่าก่อนหน้านี้ก็มีข่าวสารส่งจากวัดอยู่​แล้ว​ ​แต่​เป็นการแจ้งข่าวเรื่อง​กองทุน​และการทำบุญมากกว่า ตอนนี้ท่านเจ้าอาวาสมีดำริห์​ที่​จะให้จดหมายข่าวมีเรื่อง​ราว​ที่เกี่ยว​กับชีวิตของคนอยู่​ต่างแดนมากขึ้น​

วัน​ที่แม่บ้าน​ไปนั้น​ ​ได้พบ​พระอาวุโสท่านหนึ่ง​ชื่อ อาจารย์สิงห์ทน ท่าน​เป็นผู้มี​ความรู้เรื่อง​การบำบัดรักษา​โดย​ใช้พลังธรรมชาติ ท่านเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม​และ​ได้รับการสัมภาษณ์ก็หลายครั้ง ตัวอย่างหนังสือของท่านในกรณีแฟนคลับสนใจ​จะ​ไปหาซื้ออ่าน ก็เช่น "พลังรังษีธรรม" "พลังธรรมะชนะโรคร้าย​ได้อย่างไร" "ธรรมะในบทสวดมนต์" "​พระพุทธศาสนา​กับพลังชีวิตของข้าพเจ้า"



ท่านอธิบายให้ฟังหลายอย่างเกี่ยว​กับการดูแลตัวเองอย่าง​เป็นธรรมชาติ เกี่ยว​กับการฝึกลมหายใจ ว่าง่ายๆ​ ​คือ ท่านบอกว่าการหายใจ​ที่​กำลังพอเหมาะ​คือ หกครั้งต่อนาที ​และการหายใจเข้าให้ท้องพอง หายใจออกให้ท้องยุบ การหายใจ​ที่ถูก​ต้องมี​ความสำคัญต่อสุขภาพ ​เพราะลมหายใจนำ​เอาออกซิเจน​ไปหล่อเลี้ยงเม็ดเลือด​ซึ่งก็​ไปหล่อเลี้ยง​ส่วนต่างๆ​ของร่างกายต่อ​ไป ทำให้เลือดลมดีขึ้น​ ช่วยให้ร่างกายต่อสู้​กับโรคภัยไข้เจ็บ​ได้ดีขึ้น​

​ส่วนการหายใจแบบชั้นสูง​คือหายใจ​พร้อมสวดอิติปิโสฯให้​ได้ครบเก้าจบในการหายใจหนึ่ง​รอบ การหายใจแบบนี้ท่านบอกว่ามี​พระ​ที่ปฏิบัติมามากๆ​​ที่ทำ​ได้ อันนี้แม่บ้านว่าน่า​จะจริง อย่างเราแค่อิติปิโสฯครึ่งจบก็คง​ไปไม่รอดแล้ว​ ​จะหมดลมเสียก่อน

นอกจากเรื่อง​การหายใจ ท่านอธิบายเรื่อง​การอยู่​​กับธรรมชาติ​โดยอ้างหลักนิสัยสี่(​ถ้าสะกดผิดขออภัยค่ะ​)​ที่​พระพุทธเจ้ากำหนดให้แก่​พระภิกษุ นิสัยสี่นี้ประกอบด้วย การบิณฑบาตร การอยู่​ใต้ต้นไม้ การ​ใช้ผ้าบังสุกุล ​และการดื่มน้ำมูตรเน่า แฟนคลับอ่านแล้ว​อย่าเพิ่งตกเก้าอี้นะคะ​ เรา​ต้อง​เอามาปรับ​กับชีวิตคนธรรมดาค่ะ​

ท่านอธิบายว่า เวลา​พระออกบิณฑบาตร ท่านเดินเท้าเปล่า หมาย​ความว่า เราคนธรรมดาควรหัดเดินเท้าเปล่าให้เท้า​ได้ติดดินจริงๆ​​เพื่อรับพลังจากพื้นดิน ​ส่วนเรื่อง​การอยู่​ใต้ต้นไม้นั่นก็​คือการอยู่​​กับธรรมชาติให้มากขึ้น​ เช่นเดียว​กับการเดินดิน ​เพราะต้นไม้​คือแหล่งออกซิเจนชั้นดี ​และการเดินดิน​และอยู่​ใต้ต้นไม้ก็เท่า​กับเรา​ได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์​และแสงแดดมากขึ้น​ด้วย

ในเรื่อง​การ​ใช้ผ้าบังสุกุลนั้น​ ​คือการ​ใช้ผ้าเก่า ผ้าห่อศพ มาหุ้มห่อร่างกาย อันนี้ อาจารย์ท่านไม่​ได้อธิบายว่า ในมุมของฆารวาสเราควรทำอย่างไร อาจ​ต้อง​ไปปรับ​เอาเอง (แม่บ้านคิดว่า​เป็นเรื่อง​ของการ​แต่งกายให้ง่าย สมถะ การสำรวมทางกาย ​จะถูกผิดอย่างไร แฟนคลับช่วยกันเถียง​ได้นะคะ​) ​ส่วนเรื่อง​สุดท้าย​คือ ดื่มน้ำมูตรเน่า ในกรณีนี้ ท่านหมายถึงน้ำปัสสาวะ ฟังแล้ว​อาจทำใจยาก

​แต่ท่านเล่าถึงกรณีตัวอย่างหลายกรณีของคน​ที่เจ็บป่วยจนสุด​จะเยียวยา​ได้หลายคน​ที่สุดท้ายลองดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเอง ก็กลับหายวันหายคืน ​ถ้าว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ก็อาจ​เป็น​เพราะในน้ำปัสสาวะนั้น​ประกอบด้วยเชื้อโรค​ที่​เป็นเหมือนวัคซีนเข้า​ไปต่อสู้​กับเชื้อโรคตัวจริงในระบบของร่างกายก็​ได้ ​เป็นการ​เอาพิษสู้พิษหรือเกลือจิ้มเกลือ เรื่อง​ดื่มน้ำปัสสาวะนี้คิดว่า หลายท่านอาจเคย​ได้ยิน​ได้ฟังมาจาก​ที่อื่นบ้างแล้ว​

นี่ก็​เป็นเรื่อง​​ที่แม่บ้าน​เอามาฝากท่านจากการ​ไปวัดค่ะ​ ว่าด้วยเรื่อง​วัดไทยแล้ว​ ขอตัดฉาก​ไป​ที่ข่าวสารรอบโลกนิดหน่อย​แล้ว​กันนะคะ​

คนฝรั่งเศสอายุยืน
วันก่อนอ่านสรุปข่าวของหนังสือเอคโคโนมิสต์​เขาบอกว่า ผู้หญิงฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ยสูง​ที่สุดในกลุ่มประเทศอียู ​คือ 83 ปี ข่าวบอกว่า ​เป็นเรื่อง​แปลก​เพราะคนฝรั่งเศส (​โดยเฉพาะผู้หญิง) ดื่มจัด สูบบุหรี่จัด ​และมีนิสัยการบริโภค​ที่สุดโต่ง​คือ บท​จะไม่กินอะไร​ก็อดเสียจนผอมแห้ง ​แต่บท​จะกินขึ้น​มาก็​จะ​เป็นอาหาร​ที่อุดม​ไปด้วยโปรตีน​และไขมัน

ข่าว​เขาสรุปว่า น่า​จะ​เป็น​เพราะการ​ใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหาร ​และการ​ที่คนฝรั่งเศสชอบหยุดพักร้อนประจำปีทีละนานๆ​ (อันนี้พ่อบ้าน​เขาเถียงว่า คนยุโรป​ส่วนใหญ่ก็หยุดพักร้อนทีละนานๆ​เหมือนกันทำไมไม่เห็นอายุยืนเท่าคนฝรั่งเศส แม่บ้านก็จนปัญญา​จะตอบค่ะ​) ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศส​เป็นประเทศ​ที่ทานอาหารเช้า​เบามาก ​คือ กาแฟ ขนมปัง​และแยม ​เมื่อเทียบ​กับชาติอื่นๆ​​ที่ทานอาหารเช้า​สมบูรณ์กว่า

มีการวิจัยวิเคราะห์กันว่า​เป็น​เพราะคนฝรั่งเศสทานข้าวเช้า​น้อย (​ความจริงไม่​ได้ทานข้าวด้วยซ้ำ ​แต่ทานขนมปัง) จึงทำให้อัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงเช้า​สูงมากกว่าปกติ ​เพราะ​เป็นช่วงเวลา​ที่ร่างกายเริ่มขาดพลังงาน​พอดี แหม ​เขาก็เข้าใจ​ไปสังเกตนะคะ​



ขายโควต้าปล่อยมลพิษ
อีกเรื่อง​หนึ่ง​​คือ ตลาดค้าโควต้าปล่อยมลพิษ เข้าใจว่าเราคง​ได้ข่าวบ้างแล้ว​ว่า องค์การสิ่งแวดล้อม​และพลังงานโลก (ชื่อเรียกกลางๆ​ค่ะ​​เพราะจำชื่อเฉพาะไม่​ได้ค่ะ​) ​เขาเหล่ๆ​เมืองไทยอยู่​​ที่ไม่ค่อย​จะให้​ความร่วมมือในการลดการปล่อยมลพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ​แต่​เขา​จะมีมาตรการจูงใจอย่างไรให้รัฐบาลเปลี่ยนใจ อันนี้​ต้องตามข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยต่อ​ไป

สิ่ง​ที่อยากเล่า​คือ หนังสือฟอร์จูน​เขา​ไปทำข่าวมาว่าในตลาดหุ้น​เขามีการขายโควต้าการปล่อยมลพิษ เรื่อง​ของเรื่อง​มัน​เป็นอย่างนี้ค่ะ​ ​คือ โรงงานพลังงานหรือโรงงานผลิตยักษ์ใหญ่​ทั้งหลาย​ที่มีโอกาสปล่อยมลพิษ (เช่น สารตะกั่ว กำมะถัน ​และอื่นๆ​) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศนั้น​ ​เขาถูกควบคุม​โดยองค์การพลังงานโลกให้ปล่อย​ได้ไม่เกินปริมาณกี่ตันต่อปี ​เพื่อป้องกันอาการชั้นโอโซนโหว่ ​โดยมีเป้าหมายว่า​จะลดการปล่อยมลพิษให้เหลือน้อย​ที่สุดถึงปริมาณ​ที่กำหนดภายในกี่ปี

โรงงานหรือบรรษัท​ที่ปฏิบัติ​ได้ตามหรือน้อยกว่าโควต้าก็​จะ​ได้รับอภิสิทธิ์ทางการค้าเพิ่มเติม​เป็นการจูงใจ รวม​ทั้ง​ได้รับการยกย่อง​เป็นชื่อเสียงต่อบรรษัท (ก็ทำให้ราคาหุ้นดีขึ้น​ด้วย) ​แต่​ถ้าปล่อยเกินก็​จะถูกทำโทษ​โดยตัดโควต้าในปีต่อ​ไป อันนี้​เขาคง​ต้องมี​ความรับผิดชอบทางสังคมสูง ​เป็นแรงจูงใจทางการค้า ​และคงมีการบังคับ​ใช้กฎระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ​เขาจึงทำ​ได้

เรื่อง​ของเรื่อง​​ที่​เป็นข่าว​คือ ใน​แต่ละปี​จะมีบางบรรษัท​ที่​ใช้โควต้าไม่หมด ​แต่บางบรรษัท​ต้อง​ใช้เกินโควต้า ​แต่ไม่อยากถูกทำโทษ ​เขาก็เลย​ขอซื้อโควต้า​ที่เหลือของบรรษัทเด็กดี ทีนี้ไอ้โควต้า​ที่ว่าก็เลย​กลาย​เป็นทรัพย์​ที่มีราคา​และหาซื้อกัน​ได้ในตลาดหุ้น ข่าวบอกว่า ไม่ใช่หลักทรัพย์​ที่มีมูลค่ามหาศาลในตลาดหุ้นก็จริง ​แต่ก็มี​ความสำคัญไม่น้อยต่อ​ความอยู่​รอดของโลก จึง​เป็นเรื่อง​น่าจับตามอง

​เขาวิเคราะห์ว่า ​ถ้าโควต้านี้​เป็นสิ่ง​ที่ขายต่อให้กัน​ได้ ก็​จะ​เป็นแรงจูงใจให้บรรษัทต่างๆ​พยายามลดขีดการปล่อยมลพิษให้น้อย​ที่สุด ​เพื่อ​จะ​ได้​เอาโควต้า​ที่เหลือ​ไปขาย​เป็นราย​ได้เข้าบรรษัท ​ซึ่งผลดีก็​จะเกิดในระยะยาวต่อบรรยากาศของโลกเรา ​แต่ข่าวไม่​ได้บอกว่า ​จะทำอย่างไร​กับบรรษัท​ที่ชอบ​ไปซื้อโควต้าของคนอื่น คำตอบก็คงอยู่​​ที่สมดุลย์ของการค้า ​เพราะบรรษัทเหล่านี้ย่อมไม่​สามารถซื้อโควต้ามลพิษ​ได้เรื่อย​ไป ​เนื่องจากถือ​เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง​ อย่าง​ที่สอง​คือ บรรษัทเหล่านี้ก็ยัง​ต้องถูกองค์การพลังงานโลกกวดขัน​และแทรกแซงจนกว่า​จะลดการผลิตมลพิษ​ได้ใน​ที่สุด

รูป​ที่​เอามาฝากคราวนี้คงไม่ค่อยตรง​กับเรื่อง​เท่าไร ​เป็นดอกไม้หน้าสปริง​ที่พบเห็น​ได้รอบบ้านค่ะ​ (​จะ​ได้ตรงกันข้าม​กับภาพรถ​ที่ลง​ไป​เมื่อตอน​ที่แล้ว​)

แม่บ้านคงจบจดหมายฉบับ​นี้ตรงนี้ ​พร้อมด้วย​กำลังใจให้พวกเราช่วยกันดูแลสุขภาพตัวเอง​และสุขภาพของโลกของเราต่อ​ไปนะคะ​

ด้วยรัก​และคิดถึงค่ะ​
แม่บ้าน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-228 Article's Rate 40 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) --Series
ชื่อตอน 12 วัดไทยในต่างแดน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๘๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-1151 ], [203.121.131.31]
เมื่อวันที่ : ๒๓ มี.ค. ๒๕๔๗, ๐๘.๔๘ น.

คุณรจนา...​​.

ดีจังค่ะ​​เรื่อง​​ ​​ความรู้เรื่อง​​การบำบัดรักษา ​​โดย​​ใช้พลังธรรมชาติ ดิฉันสนใจเรื่อง​​นี้มากๆ​​เลย​​ ​​เพราะคิดอยู่​​ว่า การรักษาในปัจจุบันค่อนข้าง​​ใช้​​ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์​​แต่เพียงอย่างเดียว ไม่​​ได้​​ใช้พลัง​​ที่เรามีอยู่​​แล้ว​​ในตัวเราเลย​​ อ่านดูแล้ว​​วัดไทย​​ที่สวิสก็ดูสมถะดีนะคะ​​ ​​เป็น​​ที่พึ่งพิงทางใจ​​ได้ดีนะคะ​​

เรื่อง​​คนฝรั่งเศสอายุยืน อาจ​​เป็น​​เพราะ ​​เขาไม่เครียดกระมังคะ​​ บ้านเมืองตามชนบทของ​​เขาก็ดูเรียบง่ายกว่าบ้านเรามาก (ไม่เคย​​ไป ฮ่า ดูในทีวี ​​และอ่านหนังสือ ดูหนัง) เห็นตามชนบท คนมีอายุก็ยังขี่จักรยานกัน ในขณะ​​ที่บ้านเรามักหลงใหลในวัตถุกันมาก เดี๋ยวนี้ชนบทก็​​ต้องมีรถมอเตอร์ไซด์ขี่กัน การเดิน​​ไปไหนมาไหนเหมือน​​เมื่อก่อนไม่ค่อย​​จะมีแล้ว​​ค่ะ​​

​​แต่คนรุ่นแม่​​ที่อยู่​​ในหมู่บ้านชนบท ​​ที่จันทบุรีนี้นะคะ​​ คุณยาย คุณลุง คุณป้า อายุยืนมากค่ะ​​ ยายหลี อายุ 98 ปียังเดิน​​ไปทำบุญ​​ที่วัด​​ได้ ลุงแอ่ง 87 ปี ฯลฯ ​​แต่มีข้อสังเกตว่า คนชรา​​ที่อายุยืนแล้ว​​ยังแข็งแรงเหล่านี้ ​​จะมีรูปร่างผอมค่ะ​​ ผอมมากๆ​​

ดอกไม้น่ารักดีค่ะ​​ คุณรจนา

ขอลิงค์ตอนนี้​​ไปให้​​เพื่อนๆ​​อ่านนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น