นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) #12
รจนา ณ เจนีวา
...แฟนคลับ​ที่รักทุกท่าน บท​ความฉบับ​นี้มาเรือเกลือค่ะ​ ช้า​ไปหน่อย​จนแฟนคลับ​ต้องถามหา แม่บ้านมัว​แต่​ไปทำงานบ้าน งานสวน งานหลวงเพลิน​ไปหน่อย​ นี่​ต้องรีบส่งบทค...

ตอน : 11: สุดสัปดาห์กับรถยนต์คลาสสิก

แฟนคลับ​ที่รักทุกท่าน

บท​ความฉบับ​นี้มาเรือเกลือค่ะ​ ช้า​ไปหน่อย​จนแฟนคลับ​ต้องถามหา แม่บ้านมัว​แต่​ไปทำงานบ้าน งานสวน งานหลวงเพลิน​ไปหน่อย​ นี่​ต้องรีบส่งบท​ความก่อน​จะหยุด​ไปฮอลิเดย์อีกครั้ง กลับจากฮอลิเดย์คงมีเรื่อง​มาเล่าสู่กันฟังต่อ​ไปค่ะ​

อากาศนั้น​สำคัญไฉน?

สิ่ง​ที่คนในซีกโลกด้านเหนือหรือใต้มักคุยกันทุก​เมื่อเชื่อวัน ​คือ เรื่อง​ดินฟ้าอากาศ สมัยอยู่​เมืองไทย แม่บ้านสงสัยเสมอว่า ทำไมเวลาเขียนจดหมายหรือพูดโทรศัพท์​กับ​เพื่อนฝรั่ง​ที่อยู่​ในยุโรป ​เขาถึงชอบพูดว่า วันนี้อากาศดี หรือไม่ดี มีฝนตกหรือไม่มี หรือมีแดดออก การสนทนามักเริ่มต้น​ที่อากาศก่อน​จะ​ไปเรื่อง​อื่นๆ​ ขณะ​ที่คนไทยเราอย่างมากก็บ่นว่า ร้อน ร้อนมาก ร้อน​ที่สุด ​แต่ในการทักทาย เรามัก​จะถามเรื่อง​ทั่ว​ไปมากกว่า (งาน ครอบครัว คนรัก ​เพื่อน อาหาร ​ที่เ​ที่ยว หนังสือ) ไอ้​ที่​จะบ่นว่าหนาวน่ะ ค่อนข้างยากส์

พอมาอยู่​ยุโรปถึงเข้าใจ ​เพราะอากาศ​ที่นี่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก วันหนึ่ง​อาจมีถึงสามฤดู ​คือ ฝนตก แดดออก ​และหนาว ภายในสองสามชั่วโมงเท่านั้น​ ​เมื่อวานแม่บ้านออกจากบ้าน​ไปซื้อของตอนฝนตกพรำๆ​ พอ​ไปถึงร้าน แดดออกแจ๋ ซื้อของยังไม่ทันเสร็จมืดครึ้มเหมือนหน้าหนาวอีกแล้ว​ แหม ปรับตัวไม่ทันเลย​ ลำบากเรื่อง​การ​แต่งตัว บางครั้ง​แต่งมาก​ไป (หลายชั้น) ​ต้องค่อยๆ​ถอดทีละชั้น บางครั้ง​แต่งน้อย​ไป นั่งหนาวสั่นอีก

ช่วงรอยต่อฤดูกาล​จะ​แต่งตัวยาก​ที่สุด (ฤดูใบไม้ผลิ​กับฤดูใบไม้ร่วง) ​เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็วในหนึ่ง​วัน ​จะ​เอาเสื้อกันหนาวออกมา​ใช้ก็​จะเว่อร์​และหนัก ​แต่​จะไม่ใส่ก็กลัวหนาวอีก ตอนหน้าหนาวกลับ​แต่งตัวง่าย ​คือ ใส่ห้าชั้นเข้าไว้ ​ไปไหน​ไปกัน หรือหน้าร้อนก็​แต่งแบบเมืองไทยน่ะแหละ​ เห็นไหมว่า แม่บ้านเริ่มรับนิสัยคนยุโรปแล้ว​ ​คือ เริ่มต้นด้วยดินฟ้าอากาศ...​..

การประชุมรถยนต์คลาสสิค

เดือนก่อนแม่บ้าน​ได้​ไปเ​ที่ยวฝรั่งเศสแถบแคว้นเบอร์กันดี (​ที่​เขาผลิตไวน์แดงมีชื่อเสียงน่ะแหละ​ค่ะ​) ภาษาฝรั่งเศสออกเสียงว่า บูรกอนเย่อ (เสียง เย่อ ออกอยู่​ในลำคอ) ​เป็นคาราวานรถยนต์คลาสสิก​ที่พ่อบ้านเพิ่งซื้อมา (แล้ว​ก็ซ่อมแล้ว​ซ่อมอีก) สำหรับแฟนคลับ​ที่​เป็นคนรักรถ แม่บ้านขอขยาย​ความเพิ่มเติมว่า ​เป็นรถอิตาลียี่ห้อ เด โทมาโซ่ (de Tomaso) ไม่รู้​ที่เมืองไทยเราพอ​จะรู้จักกันบ้างไหม แม่บ้าน​ถ้าไม่​ได้​แต่งงาน​กับพ่อบ้านคงไม่เคย​ได้ยินชื่อนี้เหมือนกัน



เด โทมาโซ่​เป็นชื่อครอบครัว​ที่ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนี้ ตัวพ่อ​ซึ่ง​เป็นคนริเริ่มนั้น​เสียชีวิต​ไปนานแล้ว​ ตัวลูกชายตอนนี้ก็แก่แย่แล้ว​ ​และ​เป็นอัมพาต ​แต่ยังสมองแจ่มใสอยู่​ คำว่า เด โทมาโซ่ ก็เหมือน​กับนามสกุล ณ โทมาโซ่ ประมาณนั้น​ค่ะ​ ​เนื่องจากรถคัน​ที่พ่อบ้านซื้อมามันมีน้ำเงินเข้ม​และเบาะสีม่วงเข้มๆ​เหมือนมะเขือเทศเวลา​ที่งอม​จะแย่แล้ว​ แม่บ้านก็เลย​เรียกว่า เดอะ โตมาโต้ หรือ แม่มะเขือเทศ (เล่น​เอาคนขายรถแกค้อนขวับ​ที่​ไปล้อเลียนรถสุดคลาสสิก) แล้ว​ก็มี​เพื่อนรักของแม่บ้าน ช่วยเปลี่ยน​เป็นชื่อ เดอะโปเตโต้ (มันฝรั่ง) ​เอา​เป็นว่า รถคันนี้มี​ทั้งหมดสามชื่อแล้ว​กัน

งานชุมนุมรถคลาสสิก​ที่ว่านี้มีรถเข้าร่วม​ทั้งหมดสี่สิบห้าคัน มาจากหลายประเทศในยุโรป ​ที่มีแค่สี่สิบคัน​เป็น​เพราะว่าทางโรงแรม​เขารับมากกว่านั้น​ไม่ไหว ​เนื่องจาก​ต้องเตรียม​ที่จอดรถด้วย พ่อบ้านสมัคร​เป็นคันสุดท้าย ​เขาเกือบ​จะไม่รับแล้ว​ ​แต่พอรู้ว่า​เป็นรถรุ่นลองก์แชมป์ (เก๋ากึ้ก) เปิดประทุนสี่​ที่นั่ง ​เขาก็เลย​ยอมให้สมัคร ประมาณว่าหาดู​ได้ยาก

รถสี่สิบกว่าคันนั้น​​เป็นรถสปอร์ตรุ่นปันเตร่า (Pantera) เกือบ​ทั้งหมด (ดัง​ที่เห็นสีแดงข้างบน) ​เป็นรถนั่งแบบซีดานเสียสองคัน ​คือของพ่อบ้าน​กับสมาชิกอีกท่านหนึ่ง​จากซูริค (ในภาพสุดท้าย) ​ที่เหลือก็มาจากหลายประเทศ ว่าตั้งแต่อังกฤษ สวีเดน เยอรมนี สเปน อิตาลี ​และฝรั่งเศส พวกเรา​ไปชุมนุมกัน​ที่เมืองเล็กๆ​ชื่อว่า ซีมูร์ ​เป็นเมืองประวัติศาสตร์มีป้อมปราการสวยงามมาก

คนจัด​เขาทำรายการท่องเ​ที่ยว​โดยรถคลาสสิกนี้ดีมาก ​คือ มีพา​ไปสนามแข่งประลอง​ความเร็วกันครึ่งวัน พา​ไปเยี่ยมชาโต้ (คฤหาสน์ผู้มีอัน​จะกิน ​ส่วนใหญ่มัก​จะ​เป็นครอบครัว​ที่มีไร่องุ่น​และผลิตไวน์ด้วย ดัง​ที่เรา​จะ​ได้ยินชื่อไวน์จำนวนมาก​ที่มีคำว่า ชาโต้ เดอ "สถาน​ที่" เช่น ชาโต เดอ เลย​ ​ที่คุณบรรหารสั่งซื้อ​ไปหลายหีบใหญ่​เพื่อแจก​กับคน​ที่มาประชุมนานาชาติในเมืองไทย​เมื่อหลายปีก่อน ​แต่ว่า​ที่จังหวัดเลย​มีชาโต้หรือเปล่า ไม่แน่ใจค่ะ​ อุ๊ย ขอโทษ ออกนอกเรื่อง​ยาว​ไปหน่อย​) ​ที่​เป็น​ทั้งชาโต้ผลิตเหล้าองุ่น มีห้องหมักบ่มใต้ดิน ​และชาโต้​ที่มีพิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิก ชาโต้​ที่มีเครื่องบินรุ่นสงครามโลกสะสมหลายสิบลำ ​ได้​ไปเ​ที่ยวหมู่บ้าน​ที่มีร้านขายไวน์ ออก​ไปกินอาหารตามชนบท เรียกว่าสามวัน​ที่อยู่​ด้วยกัน​ได้ทำกิจกรรมมากมาย​ ล้วนสนุกสนาน

แม่บ้านพบว่าคน​ที่ขับรถสปอร์ตเหล่านี้มี​ความหลากหลาย ตั้งแต่สามีภรรยาอายุมาก อายุกลางคน แล้ว​ก็คนหนุ่มสาวเปรี้ยวจี๊ด คนเคร่งขรึม คน​ที่หน้าตาดูเก๋า คน​ที่มาดสิงห์รถบรรทุกหรือสิงห์มอเตอร์ไซค์ ​ส่วนแม่บ้าน​กับพ่อบ้านเข้าเกณฑ์กลางคนเรียบร้อย​ค่ะ​



แล้ว​​ความสนใจของพวกเจ้าของรถ​ทั้งหลายก็​คือ รถนั่นเอง ท่านผู้อ่านลองนึกภาพ รถสปอร์ตสีแดงแจ๊ด สีเหลืองมะนาว สีขาวเปลือกไข่มุก สีดำสนิท สีเทาเงิน จอดรวมกันสักสี่สิบคันในลานจอดกลางแจ้งของโรงแรมหรือของชาโต้ แค่นึกภาพก็ออก​จะตื่นเต้นแล้ว​ ทีนี้พอมี​ใครสักคนเปิดกระโปรงรถ​เพื่อดูเครื่องยนต์​ซึ่ง​ส่วนใหญ่อยู่​ด้านหลัง ก็​จะมีเจ้าของรถคันอื่นกรูกันเข้า​ไปมุงดูเครื่องยนต์ พ่อบ้านเปรียบเทียบดีว่าเหมือนแมลงวันกรูกันตอมผลไม้สุก ​ซึ่งพ่อบ้านก็​เป็นหนึ่ง​ในแมลงวันตัวนั้น​

​ความสุขของพวกคุณผู้ชาย​คือการ​ได้ชื่นชมอวัยวะภายในของรถยนต์ ช่วยกันถาม ช่วยกันตอบข้อสงสัยต่างๆ​ บางทีก็เห็นบางคน​เอาตลับเมตรหรือไม้บรรทัด​ไปวัดขนาดของสติ๊กเกอร์​ที่ติดข้างรถ สารพัด​ที่พวกคนรักรถ​เขา​จะทำกัน เรียกง่ายๆ​ว่า สามวันนั้น​คุย​แต่เรื่อง​รถ เช้า​ กลางวัน เย็น ​และก่อนนอน

สังเกตว่าแฟนสาวมาก​และสาวน้อย​ที่ติดตามมานั้น​ ก็​จะมีหลายลักษณะ บางคนก็​ไปไหน​ไปกันลุยสุดๆ​ บางคนก็กระเง้ากระงอด​ถ้าแฟนสนใจ​แต่รถมากเกิน​ไป (​ซึ่งก็แหงอยู่​แล้ว​) สำหรับแม่บ้านนั้น​อยู่​ตรงกลางๆ​ ​ถ้าเบื่อก็ปล่อยคุณพ่อบ้านไว้​กับรถของเธอ แล้ว​เราก็​ไปนั่งอ่านนิตยสารเพลินๆ​ดีกว่า บางทีก็​ไปเดินๆ​ดูรถยนต์ต่างๆ​แก้เบื่อ หรือออก​ไปถ่ายรูปหมู่บ้านเสีย ถือว่าทาง​ใครทางมัน

รถสปอร์ต​กับเจ้าของชาโต้

มีเรื่อง​ตลก​คือ วันหนึ่ง​พวกเรา​ไปดูชาโต้​ที่ผลิตไวน์มีชื่อเสียง พอพวกเราลำเลียงรถสปอร์ตเสียงดังฮึ่มๆ​เข้า​ไปจอดในสวนของชาโต้ เจ้าของบ้าน​ที่มีอัน​จะกิน ​เป็นคนมีอายุหน่อย​ เธอคงตกใจ​กับเสียงรถสปอร์ต​ที่ไม่ใช่แค่คันสองคัน ​แต่สี่สิบคัน เธอก็เลย​ลงมาล้งเล้งไล่พวกเรา บอกว่าให้​ไปจอด​ที่อื่นหรือไม่ก็ไม่​ต้องมาชม​ที่นี่​เพราะฉันไม่ชอบเสียงดังของพวกเธอ

​ระหว่าง​ที่พวกเราถูกต่อว่าอยู่​ ภรรยาของเจ้าของบ้านก็ตะโกนออกมาจากในบ้านว่าลูกไม่สบายนะให้รีบเข้ามาดู ​เป็นภาพ​ที่ยุ่งเหยิง​เอาการ ​เอา​เป็นว่าพวกเราก็ช็อคกันหน่อย​ๆ​​เพราะไม่คาดว่า​จะ​ได้รับการต้อนรับแบบนี้ พวกเลือดร้อนก็บอกว่า ไม่ดูก็​ได้ (ฟะ) เรื่อง​อะไร​​จะง้อ เตรียม​จะ​เอารถออก พวกใจเย็นหน่อย​ หยวนๆ​​ได้ (รวม​เอาพ่อบ้านด้วย) ก็​ไปเจรจาดีๆ​​กับเจ้าของบ้าน จึงสรุป​ได้ว่า รถจำนวนหนึ่ง​ออก​ไปจอดข้างนอก เจ้าของบ้านแกก็พอใจ ไม่ออกมาว๊ากพวกเราอีก

​แต่ผล​คือ พวกเราไม่มี​ใครซื้อไวน์จากแกเลย​ ​และหัวหน้าทีมของพวกเราก็เลย​เสีย​ความรู้สึก​ไปมาก ปลีกตัวหลบ​ไป​ที่อื่นเลย​ ​เพราะถือว่า​เป็นการขาดมารยาทอย่างร้ายแรง ​เนื่องจากลูกสาวของเจ้าของบ้าน​เป็นคนตกลงรับแขกพวกเรา ​แต่พ่อแกไม่เล่นด้วยในภายหลัง ประมาณว่ารวยมากแล้ว​ ไม่ง้อ รวม​ทั้ง​เขาคงไม่ชอบ​ความหนวกหู พวกเราก็เลย​มีเรื่อง​เม้าท์ต่ออีกหลายมื้อ

​ส่วนภาพ​ที่ตรงกันข้าม​คือ พอเรา​ไปเยี่ยมชาโต้​ที่เจ้าของบ้านแก​เป็นคนรักรถ แกมีพิพิธภัณฑ์สะสมรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีประเทศต่างๆ​ (​เป็นรถจริงบ้าง หรือ​เป็นรถรุ่นเดียวกัน​ที่​เอามาสวมรอยบ้าง) การต้อนรับ​จะผิดกันเลย​ เจ้าของบ้านแกให้พวกเรานำรถ​ไปจอด​ที่สนามหญ้าหน้าคฤหาสน์ของแก ​ส่วนตัวแกก็เดินทางมาถึง​โดยเฮลิคอปเตอร์​ที่ขับ​โดยลูกชาย​ที่อายุยังไม่เต็มยี่สิบดี แล้ว​แกก็ถ่ายภาพจากเครื่องบิน พอลงมาแกก็ถ่ายรูป​กับหัวหน้าทีมของพวกเรา (​เป็นคนสวีเดน​ที่เกษียณอายุแล้ว​) ​และ​กับสาวสวยสองคน (รวมแม่บ้านด้วยหนึ่ง​คน อิอิ)



แกพาพวกเราชมรถ​ที่แกสะสมไว้ด้วย​ความภาคภูมิใจ ​และภรรยาของเจ้าของชาโต้ก็จัดอาหารกลางวันแบบปิกนิกในสวนของแกเอง เก็บ​เอาเชอร์รี่ในสวนมาให้พวกเราทาน ​เป็นวัน​ที่ประทับใจมาก แม่บ้านแนบภาพคฤหาสน์​ที่ว่านี้​กับรถของพวกเรามาให้ดูด้วย รถคัน​ที่สองจากขวามือแถวหน้าสุดสีน้ำเงินเข้ม ​คือ รถของคุณพ่อบ้านค่ะ​ ​จะเห็นป้ายทะเบียนมีสีฟ้าแกมมาหน่อย​ๆ​ ​ส่วนอีกคัน​ที่อยู่​ข้างดูเหมือนฝาแฝดนั้น​​เขาไม่มีประทุนค่ะ​

ในยุโรปช่วงหน้าร้อน​จะเห็นรถเปิดประทุนยุ่บยั่บ​ไปหมด (ฟังเหมือนหนอนแฮะ) ​แต่ก็​เป็นอะไร​​ที่เหมาะ​กับดินฟ้าอากาศจริงๆ​ ​คือกลางวันสว่างอยู่​นาน แดดแรง ​แต่อากาศยังเย็นนิดๆ​ แล้ว​ธรรมชาติก็แสน​จะงดงาม รถเปิดประทุนทำให้​สามารถเห็นวิวอันสวยงาม​ได้แบบเกือบสามร้อยหกสิบองศา (ยกเว้นใต้ท้องรถ ​ซึ่งถือ​เป็นวิวสวยงามของพ่อบ้าน ​แต่ไม่ใช่ของแม่บ้าน)



คน​ที่นี่​เขาไม่กลัวผิวดำกัน ​เขาชอบให้ผิว​เป็นสีแทน ดังนั้น​​เขาจึงนั่งรถไม่มีหลังคากลางแดด​ได้​ทั้งวัน แม่บ้านน่ะหรือ ​เอาผ้าโพกหัวไม่พอ ยังสวมหมวกทับ ปิดหน้าปิดตาแบบสาวอัฟกานิสถานเลย​ทีเดียว พ่อบ้านเห็นแล้ว​แซวว่า ระวังคน​เขา​จะคิดว่า​เป็นสมุน บิน ลาเดน ประจำภูมิภาคยุโรปนะ

ฉบับ​นี้หนัก​ไปทางเรื่อง​รถนะคะ​ ​เอาภาพรถมาฝาก​เอาใจแฟนคอลัมน์​ที่รักรถ​ทั้งหลาย รถป้ายสีฟ้าในรูปสุดท้ายนั่น​เป็นของพ่อบ้านค่ะ​

ด้วยรัก​และคิดถึงแฟนคลับทุกท่าน
แม่บ้านนักท่องเ​ที่ยวค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-227 Article's Rate 40 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) --Series
ชื่อตอน 11: สุดสัปดาห์กับรถยนต์คลาสสิก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๔๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ป้าแก่ [C-3142 ], [210.213.38.191]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ก.พ. ๒๕๔๘, ๒๑.๐๑ น.


อ่านแล้ว​​สนุกสนานมาก คุณรจเล่าเรื่อง​​​​ได้สนุก​​และ​​เป็นธรรมชาติ ตอนแรกตั้งใจว่าอ่านตอนปี​​ที่หนึ่ง​​ให้จบก่อนแล้ว​​ถึง​​ความเห็น ​​แต่อดไม่​​ได้ เลย​​แวปๆ​​ ซะหน่อย​​ ​​พอดีพึ่งเปิดอ่านตอนปีหนึ่ง​​ ​​ส่วนปีสี่นั้น​​อ่าน​​ไปแล้ว​​ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น