นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ลิขิตรักเส้นขนาน #13
กาบแก้ว
......​..ปัง ! เสียงระเบิดของกระสุนปืนกัมปนาทก้อง​ไป​ทั้งเกาะ เสียงดังสะท้อนกังวานกระทบหินผาดังทอดกลับ​ไปมา​เป็นช่วงๆ​ ฝูงนกแตกฮือบินกันพรึบพรับ...​.....

ตอน : สู้ยิบตา

ปัง !

เสียงระเบิดของกระสุนปืนกัมปนาทก้อง​ไป​ทั้งเกาะ เสียงดังสะท้อนกังวานกระทบหินผาดังทอดกลับ​ไปมา​เป็นช่วงๆ​ ฝูงนกแตกฮือบินกันพรึบพรับ พลันเสียงสัตว์ป่า​และแมลงเงียบกริบ ​และดูเหมือนกระแสลมก็พลอยนิ่งเงียบ​ไปด้วย ใบไม้แทบไม่ไหวติง ปานประหนึ่ง​​เป็นช่วงจังหวะ​ที่โลก​กำลังหยุดหมุน

ปัง !

เสียงระเบิดของกระสุนปืนก็กัมปนาทอีกครั้งในเวลาเกือบ​จะใกล้ชิดกันหาก​แต่เสียง​ที่ก้องดังคราวนี้พา​เอาสรรพสำเนียง​ที่พลันหยุดเงียบหาย​ไป​เมื่อครู่กลับคืนสู่ภาวะปกติ กระแสลมพัดผ่าน ใบไม้พลิ้วไสวดังเดิม

ร่างกำยำบึกบึนล่ำสันของทองสุขนอนเหยียดยาวแน่นิ่งไม่ไหวติง เลือด​เป็นลิ่มๆ​ไหล​เป็นทางย้อยจากหน้าผากลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง ตาเบิกโพลง ในมือกำอาวุธปืนคู่กายแน่นไม่ยอมปล่อย

โซ้ดเหน็บ .44 แม็กนั่มไว้​ที่เอวดังเดิม กระโดดแผล็วเข้า​ไปในหมู่ก้อนหิน​ที่เห็นซับซ้อนสลับ​กับพุ่มไม้หนาทึบซุกเร้นกายคอยเชิงอยู่​ในที ​เมื่อ​เขา​ได้ยินเสียงวิ่งตุ้บตั้บผ่านต้นตะเคียนคู่มาทางลานหินโต๊ะหมากรุก

เล่าเปาะหยีพยักหน้า​ไปทางไอ้อู๊ด​พร้อมโบกปืนในมือ​เป็นเชิงให้สัญญาณในการบุก ไอ้อู๊ดวิ่งพรวดตรงมาทางช่องต้นตะเคียนคู่ตามเสียงปืน​ที่ดังขึ้น​สองนัดติดๆ​กัน​เมื่อครู่ ครั้นพอมันวิ่งพ้นเลย​หว่างต้นตะเคียน​ทั้งสองเข้าสู่เขตลานหินโต๊ะหมากรุก ไอ้อู๊ดก็​ต้องสะดุ้งสุดตัวใจหายวาบ

"ไอ้อู๊ด ! กูอยู่​นี่ !"

มันหันขวับ​ไปทางเสียงเรียก​พร้อม​กับหันปากกระบอกปืน​ไปทางเดียวกันหมายสาดกระสุนเข้าใส่เจ้าของเสียงเรียกนั้น​​เพราะมันจำเสียง​ได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่เสียงไอ้ทองสุขแน่นอน

​แต่ก่อน​ที่มัน​จะทันกระดิกนิ้วลั่นไก ปืนในมือของลุงชูผู้​เป็นเจ้าของเสียงเรียกมันก็แผดเสียงแหวกอากาศดังก้อง กระสุน 9 มม.แล่นตัดขั้วหัวใจของมัน​พอดี ไอ้อู๊ดหงายหลังล้มตึงนิ้วชี้ในโกร่งไกปืนชักกระตุกลั่นไกขึ้น​ฟ้าดังโป้งเสียงสะท้อนพื้นลานหินก้องกังวาน​ไปทั่วแนวป่า ร่างของมันนอนหงายแผ่สองสลึงแน่นิ่ง

ไอ้ชาย​และไอ้จี่​ที่วิ่งตามมาติดๆ​ ​ทั้งคู่สาดกระสุนรัว​ไปทางหมู่ก้อนหิน​ที่ลุงชู จ้อน​และสายัณห์ซ่อนตัวอยู่​นั้น​เสียงดังเฟี้ยวฟ้าวกังวานก้อง

เล่าเปาะหยีอาศัยจังหวะ​ที่ฝ่ายตรงข้ามหลบวิถีกระสุนวิ่งมาหลบบังซ่อนตัวอยู่​​ที่ใต้ต้นตะเคียนใหญ่หนึ่ง​ในสองต้นนั้น​

จ้อนเล็งปืนวาดตาม​ไปยังร่างของไอ้ชาย​ที่วิ่งพลางรัวกระสุน​ไปพลางนำหน้าไอ้จี่​ไปนั้น​ ทันที​ที่มันวิ่งถึงโต๊ะหินตาหมากรุก​เพื่อหลบเข้า​ที่กำบัง จ้อนก็ลั่นไกเปรี้ยงเข้า​ที่กลางอกของมัน ร่างของไอ้ชายหมุนติ้วล้มคว่ำหน้าพาดร่างอยู่​บนโต๊ะหมากรุกนั่นเอง

ไอ้จี่กระโดดทิ้งตัวหมุนกลิ้งเข้า​ไปหลบอยู่​​ที่ข้างก้อนหินใหญ่อีกด้านหนึ่ง​ของลานหิน​โดยมีโต๊ะหินตาหมากรุกคั่นกลางอยู่​​ระหว่างตัวมัน​และกลุ่มของจ้อน สายัณห์​และลุงชู ไอ้จี่จัดการบรรจุกระสุนใหม่คอยทีอยู่​ มันมอง​ไป​ที่ร่างของไอ้ชาย​ที่นอนคว่ำหน้าหายใจรวยรินอยู่​บนโต๊ะหินเลือดแดงฉานไหลนองเต็มโต๊ะ​ไปหมด ปืนในมือมันสั่นระริกไหวด้วย​ความตื่นเต้นสุดขีด

เสียงก้อนหิน​ที่โยนมาตกลงข้างตัวมันทำ​เอาไอ้จี่ตาเหลือกกระชากปืนในมือเหนี่ยวไก​ไปทางเสียงดังนั้น​สองนัดซ้อนติดๆ​กัน ดวงตา​ทั้งคู่ของมันระวังข้างหน้าทีข้างหลังทีหลุกหลิกอยู่​ตลอดเวลา

คราวนี้โซ้ดหยิบหินก้อนใหญ่กว่าเดิมขว้างมาตกบนพื้นด้านหลัง​ที่ไอ้จี่นอนอยู่​ดังตุ้บ มันตกตลึงผลุดลุกขึ้น​ยืนทันควันหันปากกระบอกปืน​ไปทางเสียงนั้น​อีกครั้งหมายลั่นกระสุนเต็มเหนี่ยว ​เป็นจังหวะ​พอดี​กับ​ที่สายัณห์เล็งปืนจ้องตรงมาตามเสียงนั้น​เช่นเดียวกัน ​เพราะพอไอ้จี่ลุกขึ้น​ยืนสายัณห์ก็เหนี่ยวไกลั่นกระสุน 11 มม.ทะลุเข้า​ที่ชายโครงของมัน​พอดี ร่างไอ้จี่ยืนหมุนคว้างควงสว่านทรุดลงกอง​กับพื้นตัวงอแน่นิ่ง​ไป

เล่าเปาะหยีเห็นเหตุการณ์​โดยตลอด ในเสี้ยววินาทีแห่งการเผด็จศึกนั้น​เล่าเปาะหยีก็กระตุก​เอาระเบิดมือออกมาจากเอวถอดสลักทำท่าเหวี่ยงเต็มแรง​ไปยังหมู่ก้อนหิน​ที่จ้อน สายัณห์​และลุงชู​ใช้​เป็น​ที่กำบังอยู่​นั้น​หวัง​ที่​จะให้จบเกมส์การต่อสู้ในครั้งนี้

หาก​แต่ปืนในมือของโซ้ด​ซึ่งจ้องเขม็งเล็งอยู่​บนเนินนานแล้ว​ก็พลันชิงลั่นเปรี้ยงออกมาก่อน กระสุน .44 แม็กนั่มทะลวงอกเล่าเปาะหยีเลือดพุ่งกระฉูด ระเบิดในมือค่อยๆ​ร่วงลงสู่พื้นดิน เสียงระเบิดสังหารดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว

ตูม ! !

ร่างของนายโอฬาร เล่าระบือนามหรือเล่าเปาะหยีแหลกกระจายปลิวว่อนไม่มีชิ้นดี

​เป็นอันจบสิ้นกันทีสำหรับวายร้ายข้ามชาติตัวยงแห่งวงการค้ายาเสพติด​ที่มีเครือข่ายโยงใยอันมโหฬารพันลึก

หากมันคง​เป็นเพียงการปิดฉากเฉพาะกลไกหรือตัวจักรเพียงตัวหนึ่ง​เท่านั้น​ ฟันเฟืองหรือกงจักรแห่งวงการอุบาท​ว์ก็ยังคงมีต่อ​ไปตราบเท่า​ที่ผลประโยชน์​ที่​ได้รับจากการเสี่ยงยังมีมูลค่ามหาศาล​เป็น​ที่ล่อตาล่อใจของผู้​ที่​ต้องการมีอิทธิพล อำนาจ​และเงินตรา

​เพราะสิ่งต่างๆ​เหล่านี้ทำให้​เขามีบารมีล้นฟ้า ! !

​ที่​ใครๆ​ก็ต่างมุ่งแสวงหาด้วยกัน​ทั้งนั้น​ ! !

เล่าเปาะหยีนั้น​​เขามีครบทุกอย่าง​ที่​เขา​ต้องการแล้ว​ในชีวิตนี้ เพียง​แต่​เขาเลิกล้างมือหยุดมันไว้แค่นั้น​ หาก​แต่วิถีชีวิตของบุคคลประเภทนี้เปรียบเสมือนขึ้น​ขี่หลังเสือแล้ว​ยาก​ที่จักลง​ได้สมดังคำพังเพยโบราณไม่มีผิดเพี้ยน ​เขาจึง​ต้องมาจบสิ้นชีวิตลง​แม้ร่างกายตัวเองก็ยังหาชิ้นแทบไม่เจอ


***************


ท่ามกลางเสียงปืน​ที่เริ่มดังรัวกันก้องกังวาน​ไปทั่ว​ทั้งเกาะนั้น​ ไอ้มินอ่องพอ​จะนึกเดาเหตุการณ์ออกว่า​ต้องมีการสูญเสียกันอย่างมโหฬารไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง​หรืออาจ​จะ​ทั้งสองฝ่าย มันจึงติดเครื่องเรือคุมเชิงรออยู่​เผื่อวินาทีฉุกเฉิน มันรีบเหวี่ยงสมอขึ้น​เรือ​เมื่อ​ได้ยินเสียงระเบิดตูมใหญ่นั้น​

ฉะนั้น​​เมื่อ​ทั้งสี่คนรวมตัว​และวิ่งตรงมายังชายหาด ครั้งแรกทีเดียวนั้น​ไอ้มินอ่องคิดว่า​เป็นพวกเดียวกัน ​เพราะกว่ามัน​จะทันกลับหัวเรือก็สาย​ไปเสียแล้ว​ ​แต่พอมันเห็นร่างถนัดเท่านั้น​จึงรู้ว่าไม่ใช่ มันจึงยกปืนขึ้น​เล็งเหนี่ยวไกลั่นเปรี้ยงมายังร่างของคน​ทั้งสี่​ที่​กำลังวิ่งมา

ปัง !!
ปัง !!


กระสุนโคลท์ 9 มม.กระทบร่างสายัณห์ทะลุโคนขาซ้าย สายัณห์ทรุดฮวบลง​ไปกระแทกพื้นทราย มันรัวยิงนัด​ที่สองก่อน​ที่​จะเร่งเครื่องเบนหัวเรือออกนอกฝั่ง ​ทว่าอาจ​เป็นด้วยอารามรีบ​และตื่นเต้นทำ​เอาวิถีกระสุน​ที่ยิงมานั้น​ห่าง​เป็นศอก กระสุนกระทบพื้นทรายฟุ้งกระจาย

โซ้ดยกปืนเล็ง​ไป​ที่เรือแล้ว​เหนี่ยวไก

ปัง ! !

กระสุน .44 แม็กนั่มทะลุช่วงด้านหน้าหัวเรือตอนปริ่มน้ำขณะ​ที่เรือเลี้ยวโค้งออกสู่นอกฝั่ง​พอดี ไฟเบ้อร์กล๊าสกระจุยรูโหว่ น้ำทะเลทะลักเข้าสู่ลำเรือขณะ​ที่เรือทะยานวิ่งประทะผืนน้ำราวประปาก๊อกแตก ไอ้มินอ่องสบถ​เป็นภาษาเมียนม่าในลำคอ​เมื่อเห็นน้ำเริ่มทะลักเข้าลำเรือสูงขึ้น​เรื่อยๆ​

หนุ่มเมียนม่ารู้ตัวดีว่าไม่​สามารถ​ที่​จะพานาวาลำน้อยฝ่าคลื่นออก​ไปหาเรือตังเกลำใหญ่​ได้ ​เพราะเรือ​จะ​ต้องอับปางลงกลางคันอย่างแน่นอน​เนื่องจากน้ำ​ที่ไหลทะลักเข้าเรือนั้น​เร็วมาก

มันรีบบ่ายหัวเรือตรง​ไปทางแนวซอกหลืบโขดหิน​ที่เต็ม​ไปด้วยร่มไม้ครึ้มอัน​เป็นทางลับสู่ถ้ำกาหลงทันที

​แต่ก่อน​ที่เรือ​จะทันเข้าใกล้ลานหินปากทางเข้าถ้ำกาหลงอัน​เป็นแนวร่องน้ำลึกน้ำทะเลก็เข้าเต็มลำเรือ​พอดี ไอ้มินอ่องรีบสละเรือว่ายน้ำตรงเข้า​ไป​ที่ลานหินหน้าปากถ้ำกาหลงนั้น​

ขณะเดียวกันเรือก็ค่อยๆ​อับปางจมลงสู่ก้นทะเลเบื้องล่าง

หากหนุ่มเมียนม่ามีประสาทสัมผัส​ที่​สามารถล่วงรู้ถึงอนาคต​ได้ มันคงยอมตายด้วยกระสุนปืนหรือลอยคอโต้คลื่นอยู่​กลางทะเลลึกเสียยังดีกว่า​ที่มัน​กำลัง​จะผจญอยู่​ในไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้​เป็นแน่แท้


​เพราะ ณ ​ที่ลานหินปากถ้ำกาหลงนั้น​ ชายร่างผอมผิวเหลืองซีด กระดูกหน้าโหนก แก้มตอบ ตาลึก ​กำลังยืนจังก้ารอมันอยู่​แล้ว​

อาเม้ง ! ​พระกาฬแห่งถ้ำกาหลงนั่นเอง !

ทันที​ที่มันแหงนหน้าขึ้น​​ไปมองเห็นหน้าอาเม้งเข้าเท่านั้น​ หัวใจของไอ้มินอ่องก็แทบ​จะหยุดเต้น ​เพราะตั้งแต่รู้จักกันมามันไม่เคยพูดคุย​กับอาเม้งเลย​สักครั้งเดียว

​เพราะมัน​เป็นคนของเล่าเปาะหยี !

​ส่วนอาเม้งนั้น​​เป็นคนของโกหลก เจ้าพ่อบางมะขาม !

​ทั้งมันเองยังรู้ดีว่าอาเม้ง​คือมือพิฆาตเจ้าของอาถรรพ์แห่งคืนเดือนเพ็ญของเกาะกาหลง

เกาะกินคน ! !

หนุ่มเมียนม่าเอื้อมมือเกาะยึดปุ่มหิน​ที่ยื่นออกมาค่อยๆ​ไต่ขึ้น​​ไปบนลานหินหน้าถ้ำกาหลง ​แม้มันรู้ดีว่า​จะ​ต้องเผชิญหน้า​กับพญายมมันก็ยินดียอมเสี่ยง ​เพราะมัน​เป็นหนทางเดียวเท่านั้น​ในสถานะการณ์ปัจจุบัน​ที่​จะ​เอาตัวรอด​ได้ในขณะนี้

เสียงวิทยุสื่อสาร​ที่​กำลังออกคำสั่งดังแว่วๆ​อยู่​ในมือ​ที่แนบข้างหูของอาเม้งนั้น​รัวเร็วถี่ยิบ​เป็นภาษาจีน ​ทั้งอาเม้งก็ตอบ​เป็นภาษาเดียวกัน​ที่ไอ้มินอ่องคุ้นหู​แต่ไม่รู้ว่า​เขาพูดอะไร​กันบ้าง มันรู้​แต่เพียงว่าผู้พูด​คือโกหลกคง​จะสั่งการอะไร​บางอย่างแก่อาเม้งเท่านั้น​เอง

ยังไม่ทัน​ที่มัน​จะลุกขึ้น​ยืน ปืนในมือของอาเม้งก็จ่อหมับเข้า​ที่หน้าผากของมัน แล้ว​ปืนอาวุธคู่กายของมันก็ถูกยึด​ไปเหน็บไว้​ที่เอวของอาเม้งเช่นเดียวกัน

"เข้า​ไปในถ้ำ" อาเม้งพูดเสียงต่ำดุๆ​ในลำคอ

"อาเม้งจำผมไม่​ได้เหรอ ผมมินอ่องลูกน้องเล่าเปาะหยีไง"

"อั๊วจำ​ได้"

"เรา​เป็นพวกเดียวกันนะ"

"อั๊วรู้แล้ว​"

"พวกมัน​กำลังตามมา"

"พวกไหน"

"พวกเกาะขนาน"

"พวกมันตามลื้อมาทำไมวะ อั๊ว​ได้ยิน​ทั้งเสียงปืน​กับเสียงระเบิด"

"พวกมันมาตามหาผู้หญิงฝรั่ง แหม่มผมบลอนด์"

"มันมากันกี่คน"

"สี่คน"

"ทำไมลื้อมาคนเดียววะ"

"มากันหกคน ผมเฝ้าเรือคนเดียว อีกห้าคนขึ้น​ฝั่งตามพวกมัน​ไป"

"แล้ว​ทำไมลื้อหนีมาคนเดียววะ"

"พวกเราเสียท่ามัน คิดว่าคงถูกพวกมันยิงตายหมด"

"ลื้อเห็นหรือว่าพวกเราตายหมด"

"ไม่เห็น"

"อ้าว ! แล้ว​แล้ว​ลื้อขับเรือหนีมาทำไมวะ"

"พวก​เขายิงกันสนั่น พอสิ้นเสียงระเบิดเห็นพวกมันสี่คนวิ่งมา ผมติดเครื่องเรือรออยู่​แล้ว​จึงยิงสู้​กับมัน โดนมันยิงเรือทะลุผมขับเรือหนี เห็นว่า​ไปไม่ถึงเรือใหญ่แน่จึงขับเรือหลบเข้ามานี่"

"เล่าเปาะหยีล่ะ"

"สงสัยตายด้วย"

"ลื้อไม่เห็นแล้ว​ลื้อพูด​ได้ยังไงวะว่าอีตายแล้ว​..หา?" อาเม้งถามเสียงตะคอก

"ก็ไม่เห็นมี​ใครวิ่งออกมาเลย​ เห็นมี​แต่พวกมันเท่านั้น​"

"พวกมันอาจ​จะ​กำลังวิ่งหนีพวกเราออกมาก็​ได้" อาเม้งตั้งข้อสังเกต

"ก็ผมไม่เห็นพวกเราเลย​สักคนเดียว" ไอ้มินอ่องทำหน้าละห้อย

"พวกมันอยู่​ครบทุกคนหรือวะ?"

"ครบ​ทั้งสี่คน"

"​เป็น​ไปไม่​ได้ เดี๋ยวเรา​ไปดูกัน ลื้อจำทางลัด​ไปศาลเจ้า​ได้ไหม?"

"​ได้ครับ​"

"เอ้า..​เอาปืนลื้อคืน​ไป ลื้อเดินนำหน้า"

อาเม้งโยนปืนโคลท์ 9 มม.คืนให้มินอ่อง มันรีบกระโดดตะครุบรับด้วย​ความดีใจ มันเดินนำหน้าลัดเลาะ​ไปตามซอกไหล่​เขา​ที่ขรุขระ​และรกครึ้มจนแทบมองไม่รู้​ได้เลย​ว่านี่​คือทางเดินลับอัน​เป็นทางลัดจากถ้ำกาหลงวกขึ้น​​เขาอ้อม​ไปยังศาลเจ้ากุหลาบไฟ

เมี่อ​ทั้งสองคนเดินขึ้น​เนินมา​ได้สักครู่หนึ่ง​ขณะ​กำลังเดินผ่านกอไผ่หนาทึบ ​ทั้งคู่ก็พลัน​ได้ยินเสียงเรือเร็วติดเครื่องถอยหลังกลับหัวเรือเร่งเครื่องมุ่งตรงมาทางเขตซอกหลืบทางลับเข้าสู่ถ้ำกาหลงอันลึกลับนั้น​

อาเม้งชะเง้อดูจากบนเนินมองเห็นเรือแล่นพุ่งน้ำแตก​เป็นฟองพรายฟู่อยู่​เบื้องหลัง​เป็นทางยาว ​เนื่องจากปากทางเข้าสู่ถ้ำกาหลงลึกลับซับซ้อนมากคงยาก​ที่​จะหาพบ

อาเม้งคาดคะ​เน​เอาว่ากว่า​ที่พวกนั้น​​จะหาทางเข้าสู่ถ้ำกาหลง​ได้ก็คง​ใช้เวลานานพอดู โขดหิน​ที่มีต้นไม้ขึ้น​รกครึ้มซับซ้อนหลายชั้นอย่างนั้น​​ถ้าคน​ที่ไม่เคยเข้า​ไปด้านในแล้ว​​จะไม่มีโอกาสรู้​ได้เลย​ว่ามีปากทางเข้าถ้ำอยู่​ด้านในสุด คงคิดว่ามัน​คือโขดหินรกร้างริมเกาะหินทั่วๆ​​ไป ​โดยเฉพาะเรือเร็ว​ที่ค่อนข้างใหญ่การ​ที่​จะวิ่งเ​ที่ยวซอกแซกหาคง​จะยากสักหน่อย​

"กาเหว่าเรียกกาหลง กาเหว่าเรียกกาหลง​ได้ยินแล้ว​ตอบด้วย"

เสียงวิทยุส่งระหัสเรียกจากเครื่องในมือของอาเม้ง

"กาหลงพูด ทราบแล้ว​เปลี่ยน" อาเม้งกรอกคำพูดลง​ไปทันที

"เป้าหมาย​กำลังค้นหาทางเข้าฐานอยู่​ เตรียม​พร้อมด้วย เปลี่ยน" เสียงโกหลกชัดแจ๋ว

"อยู่​นอกฐาน ​กำลัง​ไปดู​ความเสียหายแนวรบ เปลี่ยน"

"ระวังเป้าหมายพบเรือซีโอวัน เปลี่ยน"

"ซีโอวันอับปาง ไม่​ต้องห่วง เปลี่ยน"

"​กำลังเบน​ความสนใจเป้าหมายทางนี้ รายงาน​ความเสียหายแนวรบด้วย โชคดี เปลี่ยน"

"โชคดี ทราบแล้ว​ เปลี่ยน"

เสียงเรือตังเกลำใหญ่ติดเครื่องครางกระหึ่ม สมอเรือถูกกว้านขึ้น​เข้า​ที่เสียงดังกังวาน​ได้ยิน​ไปไกล เรือค่อยๆ​เคลื่อนตีวงผ่านโขดหินสีเทาใหญ่อ้อม​ไปทางด้านหน้าผาของเกาะกาหลง​ที่มีหน้าผาสูงชันโต้คลื่นอยู่​โครมครืนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เรือโชคโอฬารแล่นเอื่อยๆ​ตัดเกลียวคลื่น​ไปอย่างช้าๆ​

แปลกเหลือเชื่อ​ที่ด้านหน้าผาสูง​ที่คลื่นลมแรงราวทะเลบ้านี้ ด้านหลังเกาะ​ที่มีหาดทรายขาวสะอาดกลับเงียบสงบจนดูลึกลับน่ากลัวจากป่ารกชัฏ​และตำนานอาถรรพ์

โกหลกสั่งให้ไต้ก๋งนำเรือโชคโอฬารแล่น​ไปดักหน้าเรือรัญจวนใจอีกด้านหนึ่ง​ของเกาะ​โดยอ้อม​เป็นวงกลม​เพื่อหลอกล่อเบน​ความสนใจในการ​ที่​จะไม่ให้เรือรัญจวนใจมีโอกาสค้นพบถ้ำกาหลง ​เขาสั่งให้ลูกเรือทุกคนเตรียม​พร้อม​ที่​จะถล่มด้วยอาวุธหนักทุกชนิดประดามี​เมื่อเข้าประชิดเรือรัญจวนใจ

แปลกมาก ! ! ​ที่​เมื่อเรือโชคโอฬารแล่นเอื่อยๆ​โผล่พ้นหน้าผาสูงชันเข้าสู่เขตโขดหินสลับซับซ้อนรกครึ้มหนาแน่น​ไปด้วยต้นไม้น้ำใกล้แนวช่องทางซอกหลืบปากทางเข้าสู่ถ้ำกาหลงนั้น​ โกหลก​และพรรคพวกกลับมองไม่เห็นวี่แววของเรือรัญจวนใจเลย​สักนิดเดียว

โกหลกสั่งให้จอดเรือ​และทอดสมอลงจอดรอดูทีท่านิ่งอยู่​บริเวณนั้น​ก่อน ​เขาสั่งให้​เอาเรือเล็กอีกลำหนึ่ง​​คือซีโอทูหรือโชคโอฬาร 2 ลงออกตระเวนหาตามแนวซอกหลืบลึกลับต่างๆ​ทั่วบริเวณ​โดยรอบ

เรือซีโอทูออกค้นหาอยู่​เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่เห็น​แม้​แต่เงาของเรือรัญจวนใจ ซ้ำ​เมื่อออกมาดู​ที่หน้าอ่าวก็ไม่เห็นเรือตกปลา​ที่จอดอยู่​คู่กันอีก ​เป็น​ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักว่าแค่ชั่วเรือตังเกใหญ่แล่นรอบเกาะเพียงรอบเดียว​จะคลาดกันเร็วขนาดนี้

โกหลกนึกถึงสองพ่อลูก​ที่อยู่​ในกรงภายในถ้ำกาหลง ​ซึ่ง​เป็น​ไป​ได้ว่าอาจหลบหนีออก​ไป​พร้อม​กับพวก​ที่มา​กับเรือรัญจวนใจแล้ว​ก็​เป็น​ได้

"กาหลงเรียกกาเหว่า กาหลงเรียกกาเหว่า ทราบแล้ว​ตอบด้วย"

เสียงสัญญาณเรียกเข้ามาจากอาเม้ง

"กาเหว่าทราบแล้ว​ เปลี่ยน" เสียงโกหลกพูดตอบกลับ​ไป

"รายงาน​ความเสียหายจากแนวรบ"

"ว่า​ไป"

"นางนวลตายสี่ อินทรีโดนระเบิดเละ"

"​ใครหนีมา​กับซีโอวัน"

"มินอ่อง"

"กาหลงรีบกลับฐานด่วน เปลี่ยน" เสียงโกหลกสั่งหนักแน่น

"เป้าหมายอยู่​ไหน เปลี่ยน"

"ไม่รู้หาไม่เจอ พวกมัน​เอาเรือตกปลา​ไปด้วย เปลี่ยน"

"​ได้ยินเสียงเครื่องเรือ​ที่หน้าหาด ​แต่ไม่​ได้ดู คิดว่ามัน​ไปทางโขดหินใหญ่สีเทานั่น ​กำลังเดินทางกลับฐาน เปลี่ยน"

"พบกัน​ที่ในฐาน เปลี่ยน"



โกหลกหน้าถอดสี​เมื่อรู้ว่าเล่าเปาะหยีตาย ​ทั้งคู่ร่วมงานกันมาหลายปีแล้ว​ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ​เมื่อหุ้น​ส่วนคนสำคัญ​ต้องมาจบชีวิตลงบัดนี้ทำให้​เขารู้สึกเคียดแค้น​และชิงชังสองพ่อลูกชาวนอร์วีเจี้ยนอย่างมาก​ที่​เป็นต้นเหตุสำคัญในการสูญเสียครั้งนี้ ​เป็น​เพราะ​ความชะล่าใจ​และประมาทในฝีมือของพวก​ที่มาจากเกาะขนานนั่นเอง

ด้วยเล่าเปาะหยี​และพวกคงนึกว่าพวกนี้​เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไม่มีพิษสงอะไร​

ตรงกันข้ามกลับกลาย​เป็นว่าขบวนการของพวกโกหลก​ต้องมาเจอ​กับหนามยอกอกเข้าอย่างจัง !

โกหลกลงเรือซีโอทูสั่งให้​ไปส่ง​ที่ถ้ำกาหลงในทันที​พร้อมสมุนคู่ใจสองนาย​คือเบิ้มหนุ่มใหญ่ร่างสูงหัวหน้าชุด​ที่ฉุดแอนนามารีมาจากเกาะขนานในคืนก่อน​และอีกคน​คือเดชาหนุ่มหน้าแหลมผมยาว​ที่ลุงชูเห็น​ที่โขดหินในคืนนั้น​เช่นเดียวกัน ​ส่วนพวกสมุน​ที่เหลืออยู่​บนเรือภายใต้การควบคุมของบุญทวีไต้ก๋งให้เตรียม​พร้อม​ที่​จะถล่มพวก​ที่มาจากเกาะขนาน​ที่อยู่​บนเรือรัญจวนใจ​และเรือหาปลา​ได้ทันที​โดยไม่​ต้องรอคำสั่งด้วยอาวุธร้ายแรง​ทั้งหมด​ที่มีอยู่​บนเรือตังเกโชคโอฬาร

ด้วยเหตุนี้แผนการณ์ทุกอย่างในการค้นหาสมบัติโจรสลัดตาม​ที่​ได้ตกลงไว้​กับมร. ฮันส์ กุลลิคเซ่นจึงจำ​เป็น​ต้องเปลี่ยนแปลง​ไป​โดยกระทันหัน !


***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2145 Article's Rate 31 votes
ชื่อเรื่อง ลิขิตรักเส้นขนาน --Series
ชื่อตอน สู้ยิบตา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๕๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น