นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ลิขิตรักเส้นขนาน #10
กาบแก้ว
......​..​เขายังไม่เคยทราบหรือระแคะ​ระคายมาก่อนเลย​ว่า มีเรื่อง​ราวแบบนี้ในดินแดนแถบนี้ มันเหมือนเกาะในตำนานแห่ง​ความเพ้อฝัน...​.....

ตอน : ความลับของคนตกปลา

เรือหาปลาลำนั้น​ลอยลำโล้คลื่นโยนตัวอยู่​​ไปมาห่างไม่ไกลนักจากเกาะกาหลง ชายบนเรือสวมหมวกสานใบโตบังแดด​ที่เริ่มร้อนแรงขึ้น​ทุกที

สายเบ็ดตึงจนคันเบ็ดโก่งงอแสดงว่าปลาฮุบเหยื่อ​กำลังลากดึง !

คันเบ็ดสั่นพลิ้ว !

ตัวคงโตไม่เบา !

แรงเย่อ​ระหว่างคน​กับปลา​เป็นกีฬา​ที่ตื่นเต้นสำหรับนักตกปลาบางคน ​ที่ถือ​เอาการตกปลา​เป็นกีฬาหรืองานอดิเรก ​แต่สำหรับนักตกปลา​เป็นอาชีพ​ที่แท้จริงแล้ว​มัน​คืออาหาร​และ​ความอยู่​รอดของชีวิตครอบครัว

​เขาผู้นี้ก็เช่นกัน ​เขาค่อยๆ​สาวสายเบ็ดดึงเย่อ​กับปลาอยู่​ครู่หนึ่ง​ ​เขาก็ดึง​เอาปลามาจนติดกราบเรือ แล้ว​จึงเกี่ยวปลาด้วยตะขอ​ที่​เขาบรรจงทำมันขึ้น​มาเองสำหรับเกี่ยวปลาตัวโต​โดยเฉพาะ ​เขาหิ้วมันขึ้น​มาบนเรือ ทุบหัวมันด้วยไม้ตะบองดังโป๊กใหญ่ แกะเบ็ดแล้ว​โยนมัน​ไปรวมไว้​ที่ท้องเรือ จัดการเกี่ยวเหยื่อตัวใหม่เหวี่ยงออก​ไปสุดแรงเหมือนเดิม ตั้งแต่เช้า​มานี่​เขา​ได้ปลามาเกือบสิบตัวแล้ว​

สายตาของชายตกปลาไม่​ได้อยู่​​ที่คันเบ็ด​และสายเบ็ดเสียทีเดียวหรอก หาก​แต่ขณะ​ที่ตกปลานั้น​​เขาหันหน้า​ไปทางเกาะกาหลง สายตาจับจ้องอยู่​ตามแนวซอกหลืบโขดหิน​ที่มีอยู่​น้อยใหญ่ระเกะระกะ เต็ม​ไปด้วยต้นไม้ร่มครึ้มทึบทะมึน​เนื่องด้วยอยู่​ติด​กับหน้าผาสูงชัน เสียงคลื่นยักษ์สาดซัดกระทบถูกหน้าผาน้ำแตกกระเซ็น​เป็นฝอยดังโครมครืนอยู่​ตลอดเวลา

​เขาออกมาทอดสมอลอยลำตกปลาตั้งแต่​เมื่อไหร่ไม่มี​ใครรู้ ​เขาเพียรพยายามจ้องมอง​ไป​ที่ซอกหลืบโขดหินรกครึ้มนั้น​​เป็นเวลานานเหมือนมองหาอะไร​สักอย่าง นานๆ​ครั้ง​เขาจึง​จะ​เอามือล้วงเข้า​ไปในถุงย่าม​ที่วางอยู่​ใกล้ตัวเสียทีหนึ่ง​

ตะวันลอยสูงขึ้น​เรื่อยๆ​ ​เขากะว่าตกปลา​ได้อีกตัวเดียว ก็​จะขึ้น​​ไปนั่งพัก​ที่กระท่อมข้างทางขึ้น​ศาลเจ้ากุหลาบไฟ

​เพราะตั้งแต่ออกจากเกาะขนานมา​เมื่อคืนจนป่านนี้ยังไม่มีอะไร​ตกถึงท้องเลย​ !

แสงแดด​ที่เริ่มร้อนแรงทำให้​เขาหิวจนตาลาย !

ปลาเริ่มตอดเหยื่ออีก ​เขาปล่อยให้มันกระตุกคันเบ็ดลากสาย​ไปไกลก่อน​ที่​จะถูก​เขากรอรอกสาวสายเบ็ดกลับมาอย่างชำนาญ คราวนี้​ได้ปลาสากตัวโต ​เมื่อโยนปลารวมกันไว้​ที่ท้องเรือแล้ว​ ​เขาจึงค่อยๆ​ถอนสมอ ติดเครื่องเร่งเรือเบาๆ​เข้าหาฝั่ง ตรง​ไป​ที่ชายหาดหน้าทางขึ้น​ศาลเจ้ากุหลาบไฟ

พอเรือเกยตื้นริมหาด​เขาก็เหวี่ยงสมอเรือโยนขึ้น​ไว้บนพื้นทรายกันเรือลอยหนียามน้ำขึ้น​ ​เขาหยิบถุงย่าม​และสัมภาระขึ้น​สะพายหลัง กระโดดลงจากเรือ มีปลา​ที่ตก​ได้หิ้วติดมือ​ไปด้วยสองตัว เดินตรงดิ่ง​ไปยังกระท่อมร้างนั้น​

​เขาถอดหมวกออกเผยให้เห็นผมสีดอกเลา หนวดเคราขึ้น​หร็อมแหร็มเดินหลังงุ้มเล็กน้อย มี​แต่ตาสีเหล็กเท่านั้น​​ที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวมั่นคง

ลุงชูเจ้าของสำนวนนักเลงเก่านั่นเอง ! !

แกก่อไฟ​ที่เตาหินก้อนเส้าในกระท่อม ล้วง​เอาข้าวสารออกมาจากถุงสองฟายมือใส่ในหม้อเหล็ก เติมน้ำจากขวด​ที่​เอาใส่ถุงมาด้วยพอท่วม ยกขึ้น​ตั้งไฟปิดฝา

ขณะ​ที่รอข้าวเดือดก็จัดการควักไส้ขอดเกล็ดปลา บั้ง​เป็นริ้ว​ทั้งสองตัวราดน้ำปลาหมักไว้ พอข้าว​ที่หุงแบบไม่เช็ดน้ำสุกระอุ​ได้​ที่ ก็ตั้งกระทะทอดปลาด้วยน้ำมันพืช​ที่นำมาด้วยเสียงดังฉ่า...​า..า

โชยกลิ่นหอมฉุย !

ก่อน​ที่แก​จะพลิกปลากลับข้างทอด ลุงชูก็หยิบวิสกี้ออกจากย่าม จ่อปากกระดกขวดกรึ๊บเรียกน้ำย่อยสองอึก

ทอดปลาเสร็จแทน​ที่แก​จะรีบกินด้วย​ความหิว แกกลับคดข้าวใส่จานวางทับด้วยปลาทอดตัวโต​พร้อมขวดน้ำ​และแก้วจากในย่ามเดิน​ไปตามทางขึ้น​สู่ศาลเจ้ากุหลาบไฟ นำสิ่งของ​ทั้งหมดวางบนแท่นบูชา จุดธูปเทียนแล้ว​ก้มลงกราบสามครั้งก่อน​ที่​จะหันหน้า​ไปคำนับเรือโบราณ

ขณะ​ที่เดินลงกลับกระท่อมช่วงเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากกระท่อมนักมีกลิ่นเหม็นเหมือนซากสัตว์ลอยตามลมมา แกชะโงก​ไปดูใกล้ๆ​

ซากงู​ที่ถูกโซ้ดฆ่า​เพื่อช่วยชีวิตลูกลิงไว้นั่นเอง !

ด้วย​ความหิวแกรีบผละเดินเลย​ลง​ไป​ที่กระท่อมด้านล่าง กะว่า​จะขึ้น​มาขุดหลุมฝังซากงูภายหลัง...​..


**********


เสียงเครื่องยนต์ของเรือเร็ว​ที่แกคุ้นหู แล่นมาจอด​ที่หน้าชายหาดใกล้​กับเรือหาปลาของแก ลุงชู​กำลังอร่อยอยู่​​กับอาหารเช้า​ตอนเพล​เพราะขณะนั้น​สิบเอ็ดนาฬิกาแล้ว​แกจึงเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ​ต่อจนหมดจานก่อน​ที่​จะเดินออกมาดูนอกกระท่อม แกเห็นจ้อน โซ้ด​และสายัณห์​กำลังเดินลุยน้ำขึ้น​มา​พอดี สามสหายเดินตามลุงชูเข้า​ไปในกระท่อม

"เห็นเรือก็รู้แล้ว​ว่า​ต้อง​เป็นลุง" จ้อนพูดขึ้น​ก่อน

"คน​ที่​ใช้กระท่อมก็​คือลุงนี่เอง" สายัณห์ว่า

"แถวนี้ปลาชุม" ลุงชูบอก

"แสดงว่าลุงมา​ที่นี่บ่อยซิ" โซ้ดถามบ้าง

"ข้ามาเฉพาะข้างแรมนะโซ้ด" แกบอก "ข้างขึ้น​ข้ากลัว ​โดยเฉพาะคืนเดือนเพ็ญ"

"ลุงก็กลัว​เป็นเหมือนกันเรอะ" สายัณห์ถามคล้ายสงสัย

"อ้าว...​ข้าก็​เป็นคนเหมือนกันนี่"

"นึกว่าลุงกลัวไม่​เป็น ผมไม่เห็นลุงกลัว​ใครเลย​ ยกเว้นป้า...​"

"พอ..ๆ​ ห้ามพูดต่อ" ลุงชูโบกมือหรา "เดี๋ยว​จะขัดใจกันเปล่าๆ​ พูดเรื่อง​อื่นดีกว่า"

แกรีบเบรคอย่างรู้ทันว่าสายัณห์​กำลัง​จะพูดอะไร​ต่อ ​ถ้าไม่ใช่เรื่อง​เมียคู่ทุกข์คู่ยากของแก กิตติศัพท์ของแก​กับป้าเพ็ญดังข้ามน้ำข้ามทะเล​ไปไกลหลายหมู่เกาะ

"ผม​กำลัง​จะบอกลุงว่า ยกเว้นปลาฉลาม" สายัณห์เลี่ยง​ไปเฉียดฉิวอย่างรู้ใจ

"อย่าพูด​เป็นลาง" แกว่า

"เออ..​เมื่อตะกี้ข้าเห็นซากงูตัวเบ้อเริ่มอยู่​​ที่ใต้ต้นไม้โน่น ไม่รู้​เป็นอะไร​ตาย ข้า​กำลังหิวเลย​ไม่ทัน​ได้ดู"

"อ๋อ..ไอ้โซ้ดมันแหวะ​เพื่อ​เอาลูกลิงออกจากปากมันนะครับ​ลุง" จ้อนบอก

"แอบมากันตั้งแต่​เมื่อไหร่ทำไมไม่บอกให้ลุงรู้บ้างละคุณจ้อน" แกถามชายหนุ่ม

"​เมื่อวานซืนนี้ พวกเราออกมาช่วยคุณแอนน์ตามหาคุณพ่อเธอ​ที่หาย​ไปไงล่ะครับ​"

"หนูแอนน์" ลุงชูทวนคำ

"ใช่เราคุยกันเรื่อง​เกาะกาหลง​เมื่อคืนนี้ก่อนไฟไหม้ แล้ว​หนูแอนน์ก็หาย​ไปหลังไฟไหม้ ใช่ไหม" แกถาม

"ลุงรู้​ได้ยังไงว่าคุณแอนน์หาย​ไป ยังไม่มี​ใครบอกลุงเลย​" จ้อนสงสัย

"​เมื่อเช้า​พวกเราตามหาลุงจนทั่ว ป้าเพ็ญบอกว่าลุงเข้า​ไป​เอาของในบ้านตอนไฟไหม้แล้ว​หายตัว​ไปเลย​"

"เรื่อง​มันยาว ลุงเห็นพวกคุณ​กำลังวุ่นเรื่อง​ญี่ปุ่นตื่นไฟกันอยู่​เลย​ตัดสินใจคนเดียว"

"ตัดสินใจคนเดียว" จ้อนทวนคำ

"ใช่ ​เมื่อคืนลุงยืนยันแล้ว​ยังไงว่า​จะสานต่อ"

"จริงของลุง" จ้อนพยักหน้ายอมรับ

"พอไฟไหม้เสียงเจี๊ยวจ๊าวโกลาหล​ไปหมด ตอนนั้น​ลุงตกตลึงวิ่งตาม​เขา​ไปด้วยเหมือนกัน ลุงเห็นไอ้คนตัวโตกะไอ้ชายวิ่งปน​ไป​กับพวกเรา​ไปทางบังกะโล ​แต่แทน​ที่มัน​จะ​ไปยังบังกะโลหลัง​ที่​กำลังติดไฟ มัน​กับพวกพากันวิ่ง​ไปอีกทาง" ลุงชูเริ่มบรรยายถึงเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​

"​พอดีลุงเห็นหนูแอนน์วิ่ง​ไปทางบังกะโลของ​เขาทางนั้น​ด้วย ลุงจำ​ได้จึงรีบตาม​ไป ​แต่ก็ไม่ทัน​เพราะลุงเห็นพวกมัน​กำลัง​เอามืออุดปากหนูแอนน์ คง​เป็นยาสลบ แล้ว​พวกมันก็แบกเธอหาย​ไปทางด้านหลัง ลุงตามพวกมัน​ไปจนถึงเรือ​ที่พวกมันจอดซุ่มไว้​ที่ริมโขดหินใหญ่ข้างท่าเรือวัดเกาะขนาน ลุงแอบลงแช่น้ำคลานเข้า​ไปใกล้จน​ได้ยินเสียงมันพูดกันว่า​ไปเกาะกาหลงเจ้านายรออยู่​​ที่ถ้ำ ลุงรอดูจนพวกมันออกเรือ​ไป" แกเล่าพลางหยุดถอนหายใจ ยกขวดน้ำขึ้น​ดื่มก่อน​ที่​จะเล่าต่อ

"พอพวกมันออกเรือ​ไปกันแล้ว​ ลุงก็กลับ​ไป​ที่บ้าน เห็นพวกคุณวุ่นวายอยู่​​กับการดับไฟ โกลาหล​ไปหมด​ทั้งฝรั่ง​ทั้งญี่ปุ่น จึงเข้าบ้านขน​เอาข้าวของลงเรือออกติดตามมาตั้งแต่​เมื่อคืนนี้เลย​"

"ใช่นี่ลุงยังใส่ชุดเดิมอยู่​เลย​นี่" จ้อนว่า

"ยังมีกลิ่นเหล้าโชยมาตุ่ยๆ​" โซ้ดผสมโรงพลางทำท่าสูดจมูกฟุดฟิด

"เฮ่ย..กลิ่นมันหมด​ไปตั้งแต่ตอนข้าแช่น้ำแล้ว​ละว่ะ"

"ลุงตามมานี่เจอพวกมันบ้างหรือเปล่า" สายัณห์ถามบ้าง

"​เมื่อคืนนี้ก่อนถึงเกาะข้าดับเครื่อง​แต่ไกลลอยเรือดูอยู่​ห่างๆ​ พอจวนใกล้รุ่งก็​ได้ยินเสียงเรือ ไม่รู้ว่ามันโผล่ออกมาจากตรงไหน เห็นมันแล่นมาจากทางหน้าผานั่น บังเอิญตอนนั้น​ข้าลอยลำอยู่​ไกลมาก มองเห็นไม่ถนัด พวกมันพากัน​ไป​ที่เรือใหญ่​ที่มันจอดทอดสมอรออยู่​อีกด้านหนึ่ง​ สักพักใหญ่พวกมันก็ออกเรือมุ่งหน้า​ไปทางเกาะสมุย ข้าเลย​แกล้งเลื่อนขยับเรือเข้ามาลอยตกปลาสังเกตการณ์ดูอยู่​ตั้งแต่ตอนเช้า​มืด จนกระทั่งหิวข้าวถึง​ได้ขึ้น​มาหุงข้าวกินนี่แหละ​ ก็​พอดีพวกเอ็ง​กับคุณจ้อนมา" พูดจบลุงชูก็สูดหายใจลึกๆ​อีกครั้งหลังจากเล่าต่อยาวเหยียด

"พวกเอ็งรออยู่​นี่ ข้าขอเวลาขึ้น​​ไปเก็บของบนศาลเจ้าก่อน กะเดี๋ยวข้าลงมา" ลุงชูบอกสามสหาย

"เก็บของอะไร​หรือลุง" สายัณห์ถาม

"เครื่องเซ่นไหว้บูชาน่ะ ข้า​จะขึ้น​​ไปลาเครื่องเซ่น ​เอาลงมาล้างเก็บ" พูดจบชายวัยดึกทำท่าออกเดิน

"ผม​จะขึ้น​​ไปช่วยถือ"

ไม่​แต่เพียงพูดเท่านั้น​ สายัณห์ก้าวตาม

"ไม่​ต้องหรอก ของไม่มาก เดี๋ยวข้าก็ลงมา รอ​ที่นี่แหละ​"

สักครู่ลุงชูก็ลงมา​พร้อมเครื่องเซ่นไหว้ แกรวบรวมแก้ว จาน ชาม ช้อน หม้อ​และกระทะ ​เอาลง​ไปล้างน้ำทะเล​ที่ริมหาดข้างเรือแล้ว​​เอาขึ้น​มาคว่ำวางเก็บไว้ในกระท่อมตามเดิม

"​ไปช่วยกันฝังงูก่อนดีกว่าคุณจ้อน"

ลุงชูพูด​พร้อม​กับหยิบชะแลง​ที่แกเตรียมมาด้วยจากเรือ ออกเดินนำหน้า​ไปทางซากงู​ซึ่งอยู่​ใต้ต้นไม้ถัด​ไปใกล้ๆ​กันนั้น​

"​จะ​ได้ไม่อุจาดตา"

แกพูดเหมือนเทศมนตรี

หลังจากขุดหลุมฝังซากงูเสร็จเรียบร้อย​ จ้อนก็ชวนชายวัยดึกออกเดิน​ไปตามทางเดินลับหลังกระท่อม แกทำท่าคล้ายสงสัย​แต่ก็ไม่​ได้ถามอะไร​ ลุงชูหยิบย่ามขึ้น​สะพายแล้ว​เดินตาม​ไป สายัณห์เดินตาม​เป็นคน​ต่อมา ​ส่วนโซ้ดเดินระวังอยู่​รั้งท้าย ​โดยเฉพาะโซ้ดนั้น​​เขา​ได้ตระเตรียมสัมภาระมา​พร้อมตั้งแต่ตอนเช้า​แล้ว​ ​เพื่อเผชิญหน้า​กับเหตุร้ายในทุกสถานการณ์ไม่ว่า​จะเกิดอะไร​ขึ้น​ก็ตาม

​เมื่อขณะเดินผ่านโต๊ะหินตาหมากรุกนั้น​ ลุงชูหยุดยืนมองนิ่งอยู่​ครู่หนึ่ง​ก่อน​ที่​จะออกเดินตามต่อ​ไป

​ทั้งสี่คนช่วยกัน​เอาเสาไม้ท่อนเดิมงัดหิน​ที่ปากถ้ำให้เปิดออก​ได้​โดยไม่ยากนัก โซ้ดหยิบไฟฉาย​ที่เตรียมมายื่นให้จ้อน ​เขาส่องไฟฉายนำทางพา​ทั้งหมดเดินเข้า​ไปตามทางเดิม​ที่เคยเข้ามา​เมื่อวันก่อน จนกระทั่งถึงแท่นหินอ่อน​ที่มีหีบศพตั้งวางอยู่​ ชายหนุ่มทำท่า​จะเดินนำเข้า​ไปในซอก​ที่​เขาเคยเห็นถุงหีบห่อวางซ้อนกันอยู่​เต็ม ​แต่แล้ว​​เขาก็​ต้องหยุดชะงัก

ลุงชูผู้​ที่เดินตามหลัง​เขามาติดๆ​ ยืนนิ่งอยู่​ต่อหน้าหีบศพนั้น​ แกก้มศีรษะลงคำนับทำ​ความเคารพ แล้ว​ค่อยๆ​ย่อกายคุกเข่าลงตรงหน้าหีบศพ ​พร้อม​กับก้มลงกราบแสดง​ความคารวะ

"ท่านขุน​ที่เคารพ ไอ้ชูมาขอกราบใต้เท้า" ลุงชูกล่าวออกมาเสียงดังกังวานก้องถ้ำ

"ท่านขุน" จ้อนทวนคำคล้ายรำพึง​กับตัวเองเบาๆ​

หนุ่มโซ้ดทำหน้าฉงน !

สายัณห์ยืนนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด !

"ข้าขออภัย​ที่ไม่​ได้มาเยี่ยมเยียนใต้เท้าเสียหลายวัน" แกพูดต่อ

​ได้ยินชัด !

​ทั้งจ้อน โซ้ด​และสายัณห์งงเหมือนโดนค้อนทุบ !

ศาลเจ้ากุหลาบไฟ !

กระท่อม !

ถ้ำ !

ท่านขุน !

แล้ว​ก็ลุงชู ! !

"ขอโทษเถอะครับ​ลุง"

จ้อนกังขา

"ลุงรู้จักท่านผู้นี้หรือครับ​"

"ฮื่อ" แกรับคำ​แต่ยังก้มหน้านิ่งอยู่​

"ท่าน​เป็น​ใครกันครับ​"

สักครู่แกจึงเงยหน้าขึ้น​มองดูภาพ​ที่แขวนอยู่​บนผนังถ้ำ ยกมือขึ้น​ไหว้อีกครั้งหนึ่ง​ ก่อน​ที่​จะหันมาเจรจา​กับชายหนุ่ม

"ท่าน​คือเจ้านายเก่าของลุง"

"เจ้านายเก่า" จ้อนทวนคำ​เพราะไม่รู้​จะพูดอะไร​ดี

"ใช่...​ผมรับ​ใช้ท่านมา​แต่เด็กจนกระทั่งท่านเสีย"

ลุงชูพูดตาลอยเหมือนคนละเมอ

"แสดงว่าลุงมา​ที่นี่​เป็นประจำ"

"ครับ​ ผมมาดูแลทำ​ความสะอาดในถ้ำนี้ให้ท่านเสมอ"

"​เมื่อตะกี้ก่อนเข้ามา ทำไมลุงไม่บอกก่อน"

จ้อนถามเหมือนคน​กำลังอยู่​ใน​ความฝัน

"ก็คุณไม่​ได้ถาม"

ลุงชูตอบพลางทรุดกายลงนั่งบนแท่นหินอ่อนนั้น​

"ลุง..กรุณาช่วยเล่าเรื่อง​ราว​ทั้งหมดให้พวกผมฟังหน่อย​เถอะครับ​"

จ้อนเดินเข้ามาใกล้หย่อนก้นลงนั่งติด​กับชายต่างวัย

​เขามองหน้าชายผู้สูงวัยกว่าอย่าง​ใคร่รู้ถึงเรื่อง​ราวอันลี้ลับนี้ ​เพราะว่าชั่วชีวิตตั้งแต่เด็กจวบจนบัดนี้ ​เขายังไม่เคยทราบหรือระแคะ​ระคายมาก่อนเลย​ว่า มีเรื่อง​ราวแบบนี้ในดินแดนแถบนี้ มันเหมือนเกาะในตำนานแห่ง​ความเพ้อฝัน ​ถ้า​เขาอยู่​​ที่นี่เพียงผู้เดียว​เขาคงคิดว่า​เขา​กำลังฝัน​ไปแน่ๆ​ทีเดียว ​แต่นี่​เพื่อนรักของ​เขาอีกสองคนก็อยู่​​ที่นี่ด้วย ตลอดเวลา​ที่ผ่านมา​เขาคิดอยู่​เสมอว่า

​เขารู้จักลุงชูผู้นี้ดี ! !

​แต่ไม่ใช่ ! !

ลุงชู​ได้กลับกลาย​เป็นบุรุษผู้ลึกลับ​ไปแล้ว​สำหรับ​เขา ! !

ยังมีอะไร​อีก​ที่​เป็นปริศนาลี้ลับ​ที่​เขายังไม่รู้ ! !

​ทั้งสายัณห์​และโซ้ดนั่งลง​กับพื้นหินตรงหน้า คอยฟังเรื่อง​ราวจากปากของชายต่างวัยอย่างสนใจ

ลุงชูเดิน​ไป​ที่ซอกหินเล็กๆ​ข้างผนังถ้ำ เอื้อมมือล้วงหยิบ​เอาตะเกียงโป๊ะไขลานแบบโบราณออกมา จุดไฟแช็กจ่อเข้า​กับไส้ตะเกียงติดพรึบ แกเร่งแสงไฟให้สว่างขึ้น​ แสงสีนวลกระจาย​ไปทั่วห้อง แกร้องบอกให้จ้อนปิดไฟฉายเสีย ​พร้อม​กับเดินกลับมานั่งข้างชายหนุ่มเหมือนเดิม ดวงตาสีเหล็ก​เป็นประกาย​เมื่อแกเริ่มเล่าถึงเรื่อง​ราวในอดีต



***************



ขุนชำนินาวีประดิษฐ์เดิมชื่อวี​เป็นช่างต่อเรือ​ที่มีฝีมือมากผู้หนึ่ง​ในเขตอ่าวไทย ​เขา​สามารถต่อเรือต่างๆ​​ได้ทุกชนิด​แม้กระทั่งเรือสำเภาไม่แพ้ชาวจีนโพ้นทะเล ​เป็น​ที่เลื่องลือ​ไปไกลจนกระทั่ง​ได้รับ​พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้​เป็นขุนชำนินาวีประดิษฐ์

​ต่อมา​ได้​แต่งสำเภา​ไปค้าขายต่างแดน​กับพวกแขก​และฝรั่งทางมลายู​และสิงคโปร์ ถูกโจรสลัดปล้นสดมภ์จนเรืออับปางลงกลางทะเลทรัพย์สินเสียหายสิ้น ตัวขุนชำนิฯ​และบ่าวไพร่จึงอพยพจากชุมพรลง​ไปอยู่​เกาะสมุย

เลิกอาชีพต่อเรือหัน​ไปทำสวนมะพร้าว !

จนชราภาพ !

​แต่ด้วยวิญญาณของนักเดินเรือ ขุนชำนิฯ​กับลูกน้องคู่ใจอีกสองคน ​ได้​ใช้เรือ​ที่​เขาต่อเองออกสืบเสาะหาแหล่ง​ที่ซ่อนของโจรสลัด

จนกระทั่งมาถึงเกาะกาหลงพบศาลเจ้ากุหลาบไฟ​และเรือรูปทรงประหลาด จึงออกสำรวจรอบๆ​ พบถ้ำลึกลับนี้เข้าถูกใจ ท่านขุนชำนิฯมี​ความตั้งใจ​ที่​จะยึด​เอา​เป็นสุสาน หลังจากนั้น​ขุนชำนิฯ​และลูกน้อง​ทั้งสองจึง​ได้ตบ​แต่งสุสานบนแท่นหินอ่อนธรรมชาติ ​และให้ช่างวาดรูปเหมือนของท่านมาแขวนไว้เหนือหีบศพ ​ซึ่งภายในหีบบุด้วยตะกั่วแน่นหนา

​เมื่อท่านสิ้นลงตามอายุขัย !

อัน​ที่จริงมัน​คืออุบัติเหตุ !

บ่าวไพร่หรือลูกน้องคนสนิท​ทั้งสองคนอัน​ได้แก่นายบุญชู​และนายบุญช่วยสองคนพี่น้องจึงดูแลสุสาน​และรักษา​เป็น​ความลับเสมอมาตามพินัยกรรมของท่านขุนชำนิฯเอง

​ต่อมานายบุญช่วย​ได้หายสาบสูญ​ไป​โดยไม่ทราบสาเหตุ ​ทั้ง​ที่นัดกันไว้ว่า​จะมา​พร้อมกันทุกวันธรรมสวนะหรือวัน​พระ​เพื่อช่วยกันดูแลปัดกวาดสุสาน นายบุญชูตามหาน้องชายจนทั่วทุกเกาะแก่ง ก็ไม่​สามารถสืบเสาะข่าวคราวใดๆ​​ได้เลย​ จึงเลิกติดตาม​เพราะคิดแล้ว​ว่ายาก​ที่​จะตามหาเจอ ลุงชูจึงปฏิบัติหน้า​ที่​ต่อมา​แต่เพียงผู้เดียว


***************



​ทั้งสามสหายนั่งนิ่งฟังเรื่อง​ราวอันเปรียบเสมือนนิยายลี้ลับนั้น​เหมือน​ต้องมนต์ จ้อนสังเกตเห็นน้ำตาของชายต่างวัยไหลลงอาบแก้ม​เป็นทาง​ทั้งสองข้าง แก​เอาผ้าขาวม้ายกขึ้น​ซับน้ำตาตลอดเวลา​ที่เล่า

​เป็นภาพ​ที่ประทับติดตรึงอยู่​ในดวงใจของสามหนุ่มสุด​ที่​จะบรรยาย !

​ความซื่อสัตย์​ที่มีต่อผู้มี​พระคุณ ! !

การ​ที่​สามารถรักษา​ความลับ​ได้ตลอดมา​เป็นเวลาช้านาน ! !

"พวกผม​ต้องขอโทษลุงด้วย ​ที่​ได้เข้ามาทำลายสิ่งดีงาม​ทั้งหมด"

จ้อนเอื้อมมือ​ไปบีบแขนชายต่างวัย​และยกมือพนมกราบลงบนอกของแกอย่างคนสำนึกใน​ความผิด

สายัณห์​และโซ้ดก็เช่นเดียวกัน ​ทั้งคู่ลุกขึ้น​เกือบ​พร้อมกันคุกเข่าก้มลงกราบขอขมา​ที่เข่าของชายชราคนละข้าง

ชายต่างวัยยกมือซ้ายตบไหล่จ้อนด้วย​ความเมตตา ​ส่วนมือขวาแกลูบหัวสองเกลอ​ที่ก้มกราบอยู่​บนเข่า​ทั้งสองข้างของแกด้วย​ความเอ็นดูเช่นกัน ​เพราะแกรู้จักสามสหายมาตั้งแต่ยังเด็ก แกรัก​ทั้งสามเสมือนลูกหลานของแกเอง

นี่​คือสาเหตุหนึ่ง​​ที่แกมาอยู่​​ที่นี่​พร้อมสามหนุ่มในวันนี้

นั่น​คือ...​..

น้ำใจ...​..

​ที่หา​ได้ยากในสังคมปัจจุบัน

ไม่มีขายในท้องตลาด...​.หาซื้อไม่​ได้

หากเกิดขึ้น​เอง​โดยธรรมชาติ

ธรรมชาติแห่งน้ำใจ !



***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2138 Article's Rate 31 votes
ชื่อเรื่อง ลิขิตรักเส้นขนาน --Series
ชื่อตอน ความลับของคนตกปลา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๗๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น