นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ลิขิตรักเส้นขนาน #6
กาบแก้ว
......​.เสียงทุ้มนุ่มนวลของชายหนุ่มก็กลับมาร้องท่อนแยก​และท่อนสุดท้ายใหม่ เสียงร้องท่อนนี้ผู้ร้องใส่อารมณ์บดขยี้ภวังค์เคลิ้มฝันสุดคำบรรยาย...​....

ตอน : สัญญารัก

จันทร์จิราขับรถจี๊ปพา​เพื่อนสาว​ทั้งสามของเธอบึ่งเข้าตลาดเกาะขนาน​แต่เช้า​ตรู่ เช้า​วันนี้​ที่ตลาดเกาะขนานเต็ม​ไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ​เนื่องจากวันนี้ยัง​เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์รวม​กับวันชดเชยอีกสองวัน นับ​เป็นวันหยุดลองวีคเอ็นด์ บางคนลาต่ออีกสามวัน ควบ​กับวันหยุดสุดสัปดาห์ปกติอีกสองวันรวมแล้ว​​ได้พักผ่อนเต็ม​ที่ถึงเก้าวันเต็มๆ​ ​ทั้งสามสาว​เพื่อนของจันทร์จิราก็เช่นเดียวกัน​ที่ฉวยโอกาสลาพักร้อนหยุดช่วงกลางอีกสามวัน นักท่องเ​ที่ยวหลายคน​ที่มาเ​ที่ยวหลังจากออกเดินทางชมธรรมชาติแล้ว​ เหน็ดเหนื่อยจากการป่ายปีนเกาะแก่ง ล่องเรือ ดำน้ำ​และตกปลา จึงนอนพักผ่อนอย่างเต็ม​ที่ ​จะมีก็​แต่คนพื้น​ที่เสีย​เป็น​ส่วนใหญ่ ​ที่​ต้องรีบตระเตรียมสิ่งของ​และร้านรวงให้พรัก​พร้อมสำหรับบริการลูกค้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

​ทั้งสี่สาวตรง​ไปยังท่าเรือท่าขนาน ​เพื่อรอรับอาหารสด อาหารแห้งเครื่องดื่ม​และของ​ใช้ในครัวสำหรับห้องอาหาร ​เพื่อบริการลูกค้า​โดยส่งมาจากชุมพรตาม​ที่​ได้สั่งไว้​เป็นประจำทุกวัน หาก​ทว่าวันนี้เธอมาแทนนายแดง​และแม่ครัว ​โดยถือโอกาสพา​เพื่อน​ทั้งสามของเธอมาเ​ที่ยวชมตลาดด้วย

​เมื่อขนของ​ทั้งหมดขึ้น​รถเรียบร้อย​แล้ว​ เธอจึงนำรถ​ไปจอด​ที่หน้าร้านเบเกอรี่ใกล้ๆ​ท่าเรือนั่นเอง สี่สาวสั่งกาแฟ​กับครัวซอง​และน้ำส้มคั้นมา​เพื่อรองท้อง​และนั่งคุยกันตรงระเบียง​ที่ยื่นออก​ไปในทะเลริมหาด พลางชมทิวทัศน์จากหน้าอ่าวท่าเรือ​ไปจนสุดหาดอันยาวเหยียด มีบังกะโลน้อยใหญ่เรียงรายปะปน​ไป​กับหมู่ไม้นาๆ​พันธ์ ​และโขดหิน​เป็นหย่อมๆ​ แลดูสวยงามมากในยามเช้า​ ​โดยเฉพาะอากาศสดชื่นเย็นสบาย สายลมพัดมาเอื่อยๆ​​กำลังดี คลื่นไม่แรงมาก น้ำทะเลสีน้ำเงินพลิ้ว​เป็นระลอกบางเบา

เสียงเพลง "เสน่ห์นางยวน" จากเครื่องเสียงไฮไฟของร้านเบเกอรี่ ดังก้องโบยบินอย่างนุ่มนวล​เป็นเพลงฮิทร่วมสมัย​พอดี เสียงร้องกังวานทุ้มมีเสน่ห์ของชายหนุ่มเจ้าของเสียงเพลงเว้าวอน ทำ​เอาผู้ฟังเคลิบเคลิ้มคล้อยตาม ร่วมอารมณ์​ไป​กับเสียงร้อง​และท่วงทำนองอันหวานไพเราะซาบซึ้งกินใจ ช่างเข้ากัน​กับบรรยากาศในยามรุ่งอรุณเสียเหลือเกิน สี่สาวนิ่งเงียบฟังอย่างตั้งใจ

"...​..ถึงท่าเรือเร็ว..ปากน้ำชุมพร
คิดถึงบังอร..​ที่อยู่​ปลายทาง
คอยพี่หรือเปล่า..อยากรู้ใจนาง
ใจพี่อับปาง..ครวญครางคิดถึง​แต่นวล

เห็นท่าเรือเร็ว..ปากน้ำคราใด
คิดถึงขวัญใจ..​ที่เกาะนางยวน
พาพี่ครุ่นคิด..จิตใจรัญจวน
ใจเจ้าเรรวน..แปรปรวนเหมือนดั่งทะเล

...​...​.ทะเลงาม..ยามถูกมรสุม
ถูกรักเร้ารุม..เนื้อนุ่มเปลี่ยนใจหักเห
หมุนวนปั่นป่วน..ผันผวนรวนเร
ร้ายยิ่งกว่าทะเล..ลืมรักพี่​ได้ลงคอ

ถึงเกาะนางยวน..หากน้องยังคอย
คิดถึงเนื้อกลอย..​ที่เคยพะนอ
ลืม​ที่รักเก่า..อิ่มไอรักยังไม่พอ
ใจพี่ยังรอ..เคลียคลอเสน่ห์นางยวน...​"

***************

เสียงดนตรีคั่นด้วยแซ็กโซโฟน​และไวโอลินสลับกัน ดังกังวานรับ​กับเสียงคลื่น ​เมื่อจบเสียงเอื้อนของดนตรีแล้ว​ เสียงทุ้มนุ่มนวลของชายหนุ่มก็กลับมาร้องท่อนแยก​และท่อนสุดท้ายใหม่ เสียงร้องท่อนนี้ผู้ร้องใส่อารมณ์บดขยี้ภวังค์เคลิ้มฝันสุดคำบรรยาย

"ซาบซึ้งจริงๆ​นะเพลงนี้ ตัวว่าไหมจันทร์" น่านนทีเอ่ยขึ้น​ทันที​ที่เพลงจบลง
"ฮื่อ...​เสียงนักร้องขยี้อารมณ์เหลือเกิน" จันทร์จิราคล้อยตาม
"​ที่จริงเพลงนี้​เพื่อนสนิทของคุณพ่อ ชื่อลุงปิง​เป็นคน​แต่งให้​เพื่อ​เป็นอนุสรณ์แห่ง​ความรักของคุณพ่อ​และคุณแม่ของฉันนะเธอ" จันทร์จิราอธิบาย
"เรื่อง​มัน​เป็นอย่างไรละจันทร์ ?" น่านนทีซักเกือบ​จะทันควัน
"​คือเดิมทีแม่ฉันอาศัยอยู่​​ที่เกาะนางยวน ชื่อลำดวนก่อน​ที่​จะมาเปลี่ยน​เป็นรัญจวนอย่างเดี๋ยวนี้ ​ส่วนพ่ออยู่​เกาะเต่าทำประมงเดิมชื่อเผด็จ ​และมาเปลี่ยน​เป็นกำนันใจเด็ด​เมื่อย้ายมาอยู่​เกาะขนานในภายหลัง ท่าน​ทั้งสองพบรักกัน​ที่เกาะนางยวนแห่งนี้​เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว​"
จันทร์จิราอธิบายต่ออย่างยืดยาวถึงอดีตเรื่อง​ราวของ​ความรักของผู้บังเกิดเกล้า
"แล้ว​มันเกิด​เป็นเพลง​ที่ไพเราะ​เพราะพริ้งนี้​ได้อย่างไรกันละจันทร์" เรวดีซักขึ้น​บ้าง
"​คือลุงปิง​กับพ่อ​เป็น​เพื่อนรักกัน แก​เอาเรื่อง​ของพ่อ​กับแม่​ไปเขียน​เป็นกวีนิพนธ์เรื่อง​ "เสน่ห์นางยวน" ดังระเบิดอยู่​ขณะนี้ในเว็บศาลานกน้อย เธอไม่เคยเปิดอ่านบ้างหรือจ๊ะ​ยายเร ?" จันทร์จิราตอบเหมือน​จะพ้อนิดๆ​
"เคยเปิดอ่านเหมือนกันแว็บๆ​ ​เพราะฉันสนใจเปิดดู​แต่พวกสารคดีท่องเ​ที่ยวรูปภาพสวยๆ​ของคุณ "รจนา ณ เจนีวา" "Pilgrim" หรือ "พญาไฟ" ​และเปิดครัวรจนา​เป็นต้น อ้อแล้ว​ก็เรื่อง​ "ปลายทางมายา" ของพ่อ "ยังวัน" ก็​กำลังสนุกเชียว เรื่อง​โคลงกลอนก็เพียงผ่านตาเท่านั้น​ เห็นท่าว่ากลับ​ไป​ที่บังกะโล​ต้องรีบเปิดอ่านคำกลอนเรื่อง​ราวของ "เสน่ห์นางยวน" เสียหน่อย​แล้ว​"
เรวดีพูด​พร้อม​กับส่ายหน้าน้อยๆ​

​พอดี​เป็นจังหวะเดียวกัน​กับ​ที่พี่ศรีนวลเจ้าของเบเกอรี่ผู้​ซึ่งรู้จัก​กับครอบครัวของจันทร์จิราดี​ได้เปิดเพลง "เสน่ห์นางยวน" ซ้ำให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง​อย่างรู้ใจ

​ได้ยินเสียงเพลงอีกครั้งเรวดีก็ทำตาลอยฟังเพลง "เสน่ห์นางยวน" ด้วย​ความซาบซึ้งต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ

"ลุงปิงเลย​​แต่งเพลงนี้​เพื่อ​เป็นอนุสรณ์แห่ง​ความรักให้​เพื่อนแกอีกคน​เป็นคนเรียบเรียงเสียงประสาน ​เอามาร้องเปิดตัว​ที่เกาะนี้ ​โดยนักร้องคนนี้ เสียงของ​เขานุ่มมากเลย​นะเธอ" จันทร์จิรากล่าวต่อ ประโยคหลังเธอหันหน้ามาทางสุภาวิไล
"ยิ่งนั่งฟัง​ที่เกาะอย่างนี้ด้วย ฉันละอยาก​จะร้องไห้ซบหน้า​กับอก​ใครสักคน" สุภาวิไลว่า​พร้อม​กับเอียงหน้ามาพิงไหล่ของน่านนที
"เธอละยายเร...​นั่งตาลอยเชียว คิดถึงแฟนเหรอ" จันทร์จิราพูด​พร้อม​กับ​เอามือโบก​ที่ใบหน้าเรวดีอยู่​​ไปมา
"ฉันอยาก​เป็นสาวคน​ที่นั่งรออยู่​​ที่เกาะนางยวนจังเลย​" เรวดีพูดพลาง​เอามือ​ทั้งสองทาบอกทำตาลอย "ฉันอยากมีเสน่ห์เหมือนสาวเกาะนางยวน"
"เธอคง​ต้องอยู่​​ที่นี่ต่อสักพัก" จันทร์จิราบอก
"ให้ฉันอยู่​ทำไมยะ?" เรวดีซัก
"อ้าว...​ก็เธอ​จะ​ได้มีโอกาสโปรยเสน่ห์ไง" จันทร์จิราว่า
"เสน่ห์ของฉันไม่​ต้องโปรยหรอกเธอ มันกระจาย​ไปเอง​โดยอัตโนมัติ"
"อ้อ..ขอโทษ ขอถอนคำพูด เธอ​จะ​ได้รอให้เสน่ห์กระจาย​ไปให้ทั่ว​ทั้งเกาะก่อนยังไงล่ะจ๊ะ​" จันทร์จิรารีบแก้
"แหม..ทำอย่าง​กับว่าเสน่ห์ของฉัน​เป็นน้ำหอมอย่างนั้น​แหละ​ยายจันทร์เอ๊ย"
"อ้าว..ก็เธอบอกเองอยู่​แหม็บๆ​" จันทร์จิราว่า
"ก็​ได้ กระจายก็กระจาย" เรวดีค้อน
"ทีนี้ล่ะนะ หนุ่มเกาะขนานคงหลงไหลเธอ​ไป​ทั้งเกาะแน่ๆ​ยายเร..กลัว​แต่ว่าเธอ​จะรีบแจ้นกลับกรุงเทพฯ​ไปก่อนละไม่ว่า" จันทร์จิราแซว​เพื่อนสาว
"​แต่​ถ้า​เป็นฉันนะจันทร์" น่านนทีพูดด้วยสีหน้าขึงขัง
"​ถ้า​เป็นเธอแล้ว​ยังไงเหรอ"
"ก็​ถ้ามีคน​ที่รักฉันจริงจังอย่างในเพลง​ที่​เขาร้องละก็...​ฉัน​จะไม่มีวันหนี​เขา​ไปไหนหรอก" น่านนทีพูดพลางออกท่าทางจริงจังจนสามสาวหัวเราะขึ้น​​พร้อมกัน
"ฉันว่าเธอน่า​จะอยู่​​เป็นชาวเกาะนะน่าน" จันทร์จิราให้​ความเห็น
"ฉันนะเหรอ อยู่​​เป็นชาวเกาะ" น่านนทีทวนคำ​เพื่อนสาว
"​ถ้าเธอตกลงใจ​ที่​จะอยู่​จริงๆ​ละก็ เกาะขนานยินดีต้อนรับด้วย​ความเต็มใจเลย​นะ​จะบอกให้" จันทร์จิราเย้า​เพื่อนรักทีเล่นทีจริง ​เพราะรู้ว่าอย่างน้อยน่านนทีก็มี​ความสนใจในตัวนายจ้อนพี่ชายของเธออยู่​ไม่น้อยเหมือนกัน ​ถ้า​เป็นจริงเธอยินดีสนับสนุนเต็ม​ที่
"ตกลงเถอะน่าน...​.เจ้าของเกาะ​เขายินยอมแล้ว​นี่" สุภาวิไลเสริมส่ง
"ก็ดีเหมือนกันน่าน" เรวดีว่า "พี่จ้อน​จะ​ได้หายเหงาเสียที"
"​ไปกันใหญ่แล้ว​เธอสามคนนี่" น่านนทีหน้าแดงทำหน้ากระเง้ากระงอด​กับ​เพื่อนสาว
"ก็หรือไม่จริงเล่า" เรวดีแหย่
"จริงยังไง" น่านนทีเริ่มรู้สึกอึดอัด
"มองพี่จ้อนปร๊าดเดียวก็รู้ว่า​เขาสนใจเธอ" เรวดีย้ำ
"เจ้าตัว​เขายังไม่เห็นพูดอะไร​เลย​ พวกเธอยุยงส่งเสริมกันดีจริงนะ" น่านนทีพูด​พร้อมทำหน้าน้อยใจ
"อะไร​กัน แค่ฉันดูหน้าพี่จ้อน เวลา​เขาพูด​กับเธอ ฉันก็พอรู้ว่า​เขามีอะไร​อยู่​ในใจ" สุภาวิไลว่า
"แหมพวกเธอมากันแค่วันเดียว อ่านใจคนออกทะลุปรุโปร่งขนาดนี้เชียวเหรอ" น่านนทีค่อนแคะ​
"ก็มันเรื่อง​จริงนี่นา" สุภาวิไลยืนยัน
"เซี้ยวจริงพวกเธอเนี่ย" น่านนทีรู้สึกว่า​ใบหน้าของเธอเริ่มร้อนผ่าว
"​จะบอกอะไร​ให้ น่านนที​เพื่อนรัก การ​ที่เรา​จะหาคน​ที่สนใจ​และรักเราจริงจังสักคนนั้น​ หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะจ๊ะ​" สุภาวิไลพูดปลอบโยน
"ฉันขอแจมด้วยอีกคน" เรวดีเอ่ยบ้าง "คนดีๆ​อย่างพี่จ้อนนี้ สมควรสนับสนุนให้พบ​กับยอดยาหยี​ที่แสนดีอย่างเธอ"
"​เอาละ..ฉันไม่พูดแล้ว​เข้าตัวตลอด พวกเธอ​เอาเปรียบฉันนี่ กระเซ้าฉันอยู่​คนเดียว" น่านนทีสรุปงอนๆ​
"อ้าว...​ก็ด้วย​ความหวังดีดอกนะน่าน​เพื่อนรัก" สุภาวดีพูดอ่อยๆ​
"โถ..ๆ​..ๆ​ ใจน้อย​เป็นพี่จ้อนอีกคนแล้ว​ ล้อเล่นหน่อย​เดียว" จันทร์จิราพูดพลางยกมือขึ้น​โอบไหล่​เพื่อนรัก
"​แต่​ถ้า​เป็นจริง​ได้ก็ดี ฉันหมาย​ความตาม​ที่พูดจริงๆ​นะน่าน"

น่านนทีหน้าแดงด้วย​ความขวยอาย ​แม้​จะ​เป็น​เพื่อนสนิทกันก็ตาม ​แต่นี่ผู้​ที่ถูกกล่าวถึง​คือพี่ชายของจันทร์จิราเอง เธอรู้แก่ใจตัวเองดีว่าใจจริงแล้ว​เธอเองก็มี​ความสนใจในตัวชายหนุ่มพี่ชายของ​เพื่อน​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​ไม่น้อยเลย​ เธอ​จะกล้าบอก​เพื่อนออก​ไป​ได้อย่างไรว่าเธอเองก็มีใจให้​กับพี่ชายของ​เพื่อนเหมือนกัน น่านนทีจึงนั่งนิ่งไม่กล้า​ที่​จะกล่าวอะไร​ออกมาอีก เธอเสแสร้งชวน​เพื่อนกลับ​เพราะกาแฟหมดถ้วย​พอดี

"กลับกันเถอะพวกเรา เดี๋ยวแม่ครัวคอยแย่" น่านนทีเอ่ยชวน
"เออ..จริงซีนะ มัว​แต่ฝอยเพลิน" จันทร์จิราคล้อยตาม
หลังจากเช็คบิลแล้ว​ ​ทั้งสี่สาวก็ขึ้น​รถออกเดินทางจากท่าเรือกลับสู่"เส้นขนานรีสอร์ต" ทันที

ตลอดเวลา​ที่นั่งมาในรถด้วยกัน น่านนทีนั่งนิ่งจิตใจเลื่อนลอยนึกถึงคำพูดของ​เพื่อนๆ​​ที่กระเซ้าเย้าแหย่เธอ​ที่ร้านกาแฟ​เมื่อครู่ใหญ่​ที่ผ่านมานี้ ทำให้เธออดคิดถึงใบหน้าคมคาย ผิวคล้ำ ผมปรกหน้าปลิวล้อลม ยามพูดยิ้มแย้มเปิดเผยของผู้ถูกกล่าวถึงไม่​ได้เลย​ เธออยากรู้เหลือเกินว่าในใจของชายหนุ่มนั้น​​เขาคิดอย่างไร​กับเธอบ้าง เวลาสามวัน​ที่ผ่านมาเธอคิดอย่างเข้าข้างตัวเองเสมอว่า​เขาสนใจในตัวเธอ ​แม้ว่าจันทร์จิรา​เพื่อนรักของเธอ​จะเคยเล่าถึง​ความ​เป็นมาในอดีตของ​เขาเรื่อง​​ความรัก​ความผิดหวังให้เธอฟัง เธอกลับยิ่งรู้สึกเห็นอกเห็นใจใน​ความรู้สึกของ​เขา ถึง​แม้ว่า​เขานั้น​​จะไม่เคยแสดงออกให้เธอเห็นเลย​ก็ตามที

น่านนทีรู้ตัวเธอเองดีว่าทุกครั้ง​ที่เธออยู่​ใกล้​เขา เธอ​จะมี​ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด อยากเดินเคียงคู่​กับ​เขาเลาะ​ไปตามชายหาด ท่ามกลางแสงแดดสายลม​และเสียงคลื่น อยากพูดคุย​กับ​เขา ฟังเสียงนุ่มๆ​ของ​เขาปลอบโยนให้​กำลังใจ

จิตใจของเธอล่องลอย​ไปไกลเหมือนตกอยู่​ในภวังค์

นี่เธอ​กำลังตกอยู่​ในห้วงของ​ความรักหรืออย่างไรกัน?

เธอคิดเรื่อยเปื่อย​ไปอย่างเคลิ้มฝัน ราว​กับว่าเธอ​กำลังนั่งคิดคำนึงอยู่​คนเดียว จนกระทั่งรถหยุดกึกลง เธอจึงสะดุ้งรู้สึกตัวตื่นจากภวังค์แห่ง​ความรักใน​ความนึกคิดนั้น​

ถึงปลายทาง​ที่เส้นขนานรีสอร์ตแล้ว​นั่นเอง

เธอมองเห็น​เขา​เป็นคนแรก เหมือนตื่นจาก​ความฝันก็พลันเจอบุคคลในฝัน อย่างนี้นี่เองชายในฝัน ​แต่นี่​เป็นฝันกลางวันแท้ๆ​ ​จะ​เป็น​ไป​ได้ไหมหนอแท้​ที่จริงแล้ว​...​

​เขาก็​คือชายในดวงใจของเธอ ?!

น่านนทีไม่​ได้สังเกตเลย​ว่ามี​ใครยืนอยู่​​กับจ้อนบ้าง ในกลุ่มคนหลายคนนั้น​ เธอเห็นร่างของจ้อนเพียงคนเดียวเท่านั้น​​ที่​เป็นจุดสนใจ เสมือนหนึ่ง​ภาพต่างๆ​​ที่ปรากฏอยู่​ต่อหน้า ​เป็นเพียงภาพฉากประกอบเบลอๆ​เท่านั้น​ เธอเห็น​เขารีบเดินตรงมา​ที่รถจี๊ปตอนหน้าทางด้าน​ที่เธอนั่ง ​ซึ่งเธอนั่งคู่มา​กับจันทร์จิราผู้​เป็นคนขับ
ชายหนุ่มเอื้อมมือมาเปิดประตูให้เธอด้วย​ความเคยชิน เธอก้าวลงจากรถ​พร้อมกล่าวคำขอบคุณเบาๆ​
"ขอบคุณค่ะ​ พี่จ้อน"
"อิจฉาจังเลย​" เสียงเรวดีเอ่ยขึ้น​ดังๆ​ มาจากเบาะนั่งตอนหลัง
"ไม่เห็นมี​ใครเปิดประตูให้เราบ้างเลย​" พูดจบเธอก็เปิดประตูก้าวลงจากรถ​พร้อมสุภาวิไล

จ้อนตีหน้าเหรอหรา​เมื่อ​ได้ยินสามสาวหัวเราะกันคิกคัก ​โดย​เขาไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จนกระทั่ง​เขาหัน​ไปเห็นน่านนทียืนหน้าแดงด้วย​ความขวยอาย​ที่ถูก​เพื่อนสาวกระเซ้าเย้าแหย่ จึงพอสรุปเค้า​ได้ลางๆ​ว่า ​ทั้งหมด​คือตัว​เขาเอง​เป็นต้นเหตุ ชายหนุ่มเหลือบสายตา​ไปทางหญิงสาวอีกครั้งหนึ่ง​ ​เขาเห็นเธองอน​เพื่อนเดินหายเข้า​ไปทางคอฟฟี่ช็อพ

ชายหนุ่มเองนั้น​มี​ความสนใจในตัวน่านนทีตั้งแต่แรกพบกัน​ที่กรุงเทพฯ​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​ ยิ่ง​เมื่อสองสามวัน​ที่ผ่านมา ​เขา​ได้ใกล้ชิดสนิทสนม​กับเธอตลอดเวลา ยิ่งกระชับ​ความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น​​โดย​ที่​เขาเองแทบไม่รู้ตัว พอมีคนมาพูดสะกิดใจ จึงทำให้ชายหนุ่มพลอยเขิน​ไปด้วย ​เขาทำ​เป็นไม่รู้ไม่ชี้ แสร้งตีหน้าเฉย ตรง​ไปช่วยดูแลบงการคนงานให้ขนสัมภาระ​ทั้งหมดลงจากรถ

จันทร์จิราเดินมาเกาะไหล่พี่ชายพลางโน้มกาย​เอาใบหน้า​ไปชิดข้างหูซ้าย กระซิบเบาๆ​พอ​ได้ยินกันสองคน
"น่าน​เขาโดนพวกเราแซว"
"แซวเรื่อง​อะไร​เหรอ"
"ก็เรื่อง​น่าน​กับพี่จ้อนนั่นแหละ​"
"ทำไม พี่ทำอะไร​" จ้อนซักเบาๆ​
"ก็เรื่อง​​ที่พี่จ้อนสนใจยายน่าน​เป็นพิเศษนะซี" จันทร์จิราเผย​ความลับ
"ก็​เขา​เป็น​เพื่อนรักของจันทร์นี่ ไม่เห็น​จะแปลกตรงไหน"
"พี่จ้อนไม่​ต้องมาทำไก๋ จันทร์รู้นะว่าพี่จ้อนเองก็แอบชอบยายน่านเหมือนกัน" จันทร์จิราอำพี่ชาย
"พวกเธอก็เลย​แซวจน​เพื่อนอายม้วน​ไปเลย​สิ" จ้อนดุน้องสาว
"ใช่พวกเราบอกน่านว่าพี่จ้อนแอบชอบเธอ ทำ​เอาน่านอายใหญ่"
"อายหรือโกรธกันแน่" ชายหนุ่มยังหวั่นใจ
"​ที่จริงแล้ว​น่าน​เขาก็แอบชอบพี่อยู่​เหมือนกันนะ"
"​เขาบอกแกเหรอ"
"เปล่า..​แต่ผู้หญิงด้วยกันมองแวบเดียวก็รู้ นี่พี่จ้อน​ที่รักอย่ามัวโอ้เอ้อยู่​เลย​ น่าน​เขาหลบเข้า​ไปในคอฟฟี่ช็อพตั้งนานแล้ว​ พี่ช่วยตาม​ไปปลอบหน่อย​ ประเดี๋ยวจันทร์​กับเร​และยายสุ​จะเข้า​ไปดู​ความเรียบร้อย​ในครัว วันนี้​จะมีปาร์ตี้อีกราวสิบโต๊ะ ของกรุ๊ปทัวร์ญี่ปุ่น"
พูดเสร็จจันทร์จิราก็บีบไหล่พี่ชาย​เป็นเชิงให้​กำลังใจ ก่อน​ที่​จะเดินนำ​เพื่อนสาว​ทั้งสองเข้า​ไปในครัวของห้องอาหาร

***************

ก้าวแรก​ที่​เขาก้าวเข้า​ไปในคอฟฟี่ช็อพ ชายหนุ่มรู้สึกตัวว่าใจของ​เขาเต้นไม่​เป็นส่ำ ​ทั้งๆ​​ที่ทุกวี่ทุกวัน​เขาเดินเข้าออกอยู่​​เป็นประจำ ​เมื่อเช้า​นี้เองแท้ๆ​​เขายังเข้ามาดูแล​ความเรียบร้อย​ด้วยตนเอง จ้อนแปลกใจ​ที่ทันทีทันใด​ความรู้สึกนึกคิด​ทั้งหลายของ​เขาพลันเปลี่ยนแปลง​ไป ​เป็น​เอามากทีเดียว

นี่​เขา​กำลัง​จะมี​ความรักอีกแล้ว​หรือ ?

ขณะ​ที่​เขาตื่นเต้น​กับการ​ที่​จะ​ได้เข้า​ไปปลอบใจน่านนทีนั้น​

แวบหนึ่ง​ใน​ความคิดคำนึงนั้น​​เขานึกถึงใบหน้าหวานคมมีเสน่ห์ ดวงตาสีฟ้ากลมโต ขนตางอน จมูกเชิด​เป็นสันรับ​กับใบหน้า ยามยิ้มเหมือนดอกไม้บานครารับอรุณ แอนนามารีสาวนอร์วีเจี้ยนผมบลอนด์ร่างระหงนั่นเอง

น่านนที เธอต่างหาก​ที่ทำให้​เขาใจเต้นอยู่​ขณะนี้ ไม่ใช่แอนนามารี !

ร่างเพรียวสูงโปร่ง ผมยาวสลวย ใบหน้ารูปไข่ นัยตาหวานซึ้งนั้น​ยืนหันหลังให้​เขาขณะ​ที่ชายหนุ่มเดินเข้า​ไปในคอฟฟี่ช็อพ น่านนที​กำลังแหงนหน้าขึ้น​มองดูภาพเขียน​ที่แขวนอยู่​เหนือโต๊ะ ชายหนุ่มเดินเข้า​ไปหยุดยืนอยู่​เบื้องหลัง

"คนเขียนภาพนี้​เป็น​เพื่อนผมเอง" จ้อนบอกหญิงสาว ​เขาพยายามทำสำเนียงให้​เป็นปกติ ​ทั้ง​ที่รู้สึกประหม่าใจเต้นโครมคราม
"ให้​ความรู้สึก​เป็นธรรมชาติดีจังเลย​นะคะ​พี่จ้อน" เธอพูดบ้าง
"​เขาเขียนในขณะดื่มเหล้านะน่าน"
"เหรอคะ​"
"วันนั้น​เรา​ไปนั่งกินเหล้า​กับชาวประมง​ที่โขดหินด้านโน้น เขียนรูป​ไปคุยกัน​ไป" จ้อนชี้มือ​ไปทางโขดหินไกลออก​ไปทางชายหาดด้านซ้ายมือหน้าเส้นขนานรีสอร์ต​พร้อม​กับอธิบายพลางสูดหายใจลึก ​เขา​ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ​เร้ารัญจวนอารมณ์จากกายเธอ
"​แต่ยังไงภาพก็ดูดี มีชีวิตชีวา ​โดยเฉพาะรูปชาวประมง​กับแหอวนของ​เขา เหมือนจับ​ต้อง​ได้ด้วยสายตา"
"ไม่ยักรู้ว่าน่าน​เป็นนักวิจารณ์ภาพเขียน"
"แหมพี่จ้อนเนี่ย ​จะชมก็ไม่บอกล่วงหน้าก่อน น่านชักเขินแล้ว​นะ" เธอพูดพลางหัวเราะ
"​เขาเขียนรูป​ไปกินเหล้า​ไป ​ซึ่ง​เขาบอกว่าเขียนตอนนั้น​มันให้อารมณ์​และมุมมอง​ที่แปลกดี ชาวประมง​ที่อยู่​ในรูปเขียนนี้ชื่อลุงชู​เป็น​เพื่อนรักอีกคนหนึ่ง​ของคุณพ่อ ยังคง​เอาปลา​ที่ตก​ได้มาส่งเราทุกวัน" จ้อนบรรยายภาพเขียนสีน้ำมันภาพนั้น​เหมือน​กำลังระลึกถึงอดีต
"อ๋อ..จำ​ได้แล้ว​ลุง​ที่​เอาปลามาส่งตอนบ่ายๆ​ทุกวันนั่นเอง ใช่ไหมพี่จ้อน" พูดจบหญิงสาวก็หันหน้ามาสบตาชายหนุ่ม

​เขาพยักหน้ารับคำ ​แต่แววตา​ที่จ้องมานั้น​ ทำ​เอาหนุ่มจ้อนใจเต้นขึ้น​มาอีก ​เขามองดูสองพวงแก้ม​และริมฝีปากอิ่มเอมนั้น​ ช่างน่าทะนุถนอมเสียเหลือเกิน ​เขากวักมือเรียกเด็กเสิร์ฟมาสั่งคาปูชิโน่สองถ้วย ​เพราะ​เขารู้ดีว่าทุกเช้า​น่านนที​จะลงมาสั่งกาแฟคาปูชิโน่ดื่มทุกวัน ​เขาเองก็ชอบรสชาด​และฟองอันละเมียดละไมของคาปูชิโน่เหมือนกัน

"​เมื่อวานตอน​ที่พี่จ้อนไม่อยู๋ มีทัวร์ญี่ปุ่นมาลงจนบังกะโลเต็มหมด​ทั้งสองฝั่ง" เธอหมายถึงเกาะขนาน​ที่อยู่​คู่กัน
"จันทร์บอกผมแล้ว​เห็นบอกเย็นนี้​จะมีปาร์ตี้ด้วย น่านมาเ​ที่ยว​ที่นี่คราวนี้ไม่​ได้พักผ่อนเลย​ซีนะ ​ต้องช่วยงานพี่ตลอดทุกวันเลย​" ​เขาจ้องหน้าเธอหมาย​ความตาม​ที่พูดจริงๆ​
"สนุกดีออกค่ะ​ น่านไม่​ได้สนุกอย่างนี้มานานแล้ว​ อยู่​กรุงเทพฯอึดอัด​จะแย่มาอยู่​​ที่นี่ค่อยหายใจ​ได้เต็มปอดหน่อย​ อากาศก็ดี อาหารก็ดี ​ได้ออก​กำลังเต็ม​ที่ อยากอยู่​นานๆ​"
"จริงหรือเปล่า​ที่ว่าอยากอยู่​นานๆ​น่ะ"

คำถามของ​เขาเหมือน​กับ​จะขอคำตอบ​เป็นเครื่องยืนยัน​ความในใจ ทำ​เอาหญิงสาวเริ่มหน้าแดงขึ้น​มาอีก ​แต่เธอก็ตอบด้วย​ความเต็มใจ
"จริงซิคะ​ ​ถ้าลาต่อ​ได้อีกสักเดือนก็ดีหรอก น่าน​จะขออยู่​ต่อ​ที่เกาะขนานนี่"
"แน่ใจนะว่า​จะไม่เบื่อเสียก่อน"

คาปูชิโน่ควันกรุ่นถูกนำมาเสิร์ฟ

"เบื่อ​ได้ยังไงคะ​ ดูซิกาแฟก็เยี่ยม หอมกรุ่นเชียว ว่า​แต่พี่จ้อนเถอะ​จะเบื่อขี้หน้าน่านเสียก่อน ​เพราะอยู่​นานเกิน​ไป" เธอพูด​พร้อม​กับยกกาแฟขึ้น​จิบอย่างถูกใจ
"​ถ้าผม​จะขอคำสัญญาล่ะ" คราวนี้เธอถูก​เขารุกฆาต​โดยไม่ทันตั้งตัว
"คำสัญญาอะไร​คะ​" หญิงสาวเริ่มแกล้งเฉไฉ
"ก็คำสัญญาว่า​จะไม่เบื่อ​ที่นี่ยังไงละจ๊ะ​" ​เขายืนยันคำพูดเดิม
"สัญญาก็​ได้" เธอยอมรับอย่างตกกระไดพลอยโจน
"ไหนลองพูดให้ชื่นใจหน่อย​ซิ สัญญาว่าอย่างไรจ๊ะ​"
"ก็สัญญาว่า​จะไม่เบื่อ​ที่นี่ ​ที่เกาะขนานนี่ยังไงละคะ​" เธอตอบชัดเจน
"แค่นั้น​ยังไม่พอหรอก" ​เขารุกเหมือนคน​ได้คืบอยาก​จะ​เอาศอก
"ไม่พอยังไงคะ​"
"ไม่เบื่อเกาะขนาน ​แต่​จะรักคนเกาะขนานด้วยหรือเปล่าละ"
"ไม่รังเกียจ" เธอตอบตรง​กับใจ
"ไม่รังเกียจก็แปลว่ารักนะซิ" ​เขาพูดเหมือนคน​ได้ใจ
"​ถ้าอย่างนั้น​พี่จ้อน​ต้องสัญญาด้วย" เธอเริ่มเง้างอน "ให้น่านสัญญาฝ่ายเดียวก็เสียเปรียบแย่ซีคะ​"
"ผมไม่​ต้องสัญญาก็​ได้​เพราะผมอยู่​​ที่นี่อยู่​แล้ว​" จ้อนว่า
"ไม่ใช่อยู่​อย่างเดียว ​ต้องไม่เบื่อ ไม่รำคาญ​และไม่รังเกียจคน​ที่มาขออาศัยอย่างน่านด้วย" น่านนทีกล่าวอย่างท้วงติง
"ก็​ได้" ชายหนุ่มยอมจำนน "ฟังให้ดีนะ"
"ค่ะ​ น่าน​พร้อมแล้ว​ค่ะ​"

​แต่ก่อน​ที่ชายหนุ่ม​จะทัน​ได้เอ่ยคำสัญญาใดๆ​​กับหญิงสาวต่อ​ไปอีก พลันประตูห้องคอฟฟี่ช็อพก็ถูกเปิดออก ปรากฏร่างระหงผมสีบลอนด์พลิ้วลมกระจายเดินตัวปลิวก้าวเข้ามาในห้อง

แอนนามารีนั่นเอง !


***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2119 Article's Rate 31 votes
ชื่อเรื่อง ลิขิตรักเส้นขนาน --Series
ชื่อตอน สัญญารัก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๑๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : พญาไฟ [C-11333 ], [61.19.225.227]
เมื่อวันที่ : ๐๔ เม.ย. ๒๕๕๐, ๐๗.๓๖ น.

แง่ม แง่ม มีพาดพิง ฮา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-11343 ], [213.103.137.64]
เมื่อวันที่ : ๐๕ เม.ย. ๒๕๕๐, ๒๒.๐๖ น.

คิก คิก มีพาดพิงจริง ๆ​​ ด้วยแหละ​​

เดี๋ยว​​ต้องกลับ​​ไปอ่าน "เสน่ห์นางยวน" อีกรอบนึงแล้ว​​กระมัง...​​.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : กาบแก้ว [C-11353 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : ๐๘ เม.ย. ๒๕๕๐, ๑๘.๐๔ น.

ขอโทษครับ​​คุณ พญาไฟ ​​และคุณ Rotjana Geneva ​​ที่เอ่ยพาดพิง​​โดยไม่​​ได้ขออนุญาต

ลองเปิดอ่าน "เสน่ห์นางยวน" ​​และ "พิสมัยเรียงหมอน" ใหม่อีกคนละรอบก็ไม่ผิดกฏิกานะครับ​​ ​​เพราะผม​​ได้ทำการแก้ไขขัดเกลาบทกลอนใหม่หมด จนไม่สะดุดในการอ่าน​​และถูก​​ต้องตามข้อกำหนดของกวีนิพนธ์แล้ว​​ครับ​​ จึงเรียนมา​​เพื่อทราบ !

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น