นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ลิขิตรักเส้นขนาน #5
กาบแก้ว
......​.เชลย​ที่ถูกล่ามโซ่เลื่อนถาด​ไปใกล้แสงไฟจากตะเกียง ​เขาเงยหน้าขึ้น​มองอาเม้งคล้ายแสดง​ความขอบคุณอีกครั้ง ก่อน​ที่​จะลงมือกินอาหารอย่างหิวโหย...​....

ตอน : กรงขังเชลย

เล่าเปาะหยีสั่งให้ลูกน้องขับเรือเล็กอ้อมโขดหิน​ไปอีกด้านหนึ่ง​ทางด้านหลัง​เขา​ซึ่งอยู่​คู่กัน​กับเนิน​เขา​ที่ตั้งศาลเจ้ากุหลาบไฟ เบื้องหลังโขดหิน​เป็นช่องหลืบกว้างพอเรือลอด​ได้อัน​เป็นทางลับเข้าสู่ปากถ้ำกาหลง ตรงปากทางเข้าถ้ำนั้น​​เป็นร่องน้ำลึก ​สามารถ​ใช้​เป็น​ที่จอดเรือเทียบ​ได้​พอดี​โดยไม่​ต้องเกยตื้นเหมือนด้านหน้าชายหาด พวก​เขาโยงเรือล่ามไว้​กับก้อนหิน​ทั้งด้านหัวเรือ​และท้ายเรือ ​เอายางรถยนต์แขวน​เป็นกันชน​ที่กราบเรือ

​เมื่อโยงเรือเสร็จ​ทั้งหมดก็กระโดดขึ้น​​ไปยืนบนลานหินหน้าปากถ้ำ​ได้อย่างสบาย ​ที่ปากถ้ำมีชายร่างผอมผิวเหลืองซีด กระดูกหน้าโหนก แก้มตอบ ตาลึก มือขวาถือปืนสั้นขนาด .38 รีวอลเวอร์ลูกโม่ ​เขายืนจังก้าอยู่​หน้าปากถ้ำ ขณะ​ที่เล่าเปาะหยีนำเรือเข้ามาจอด​และกระโดดขึ้น​​โดยไม่​ได้ช่วยผูกเรือหรือขยับตัวเข้ามาใกล้เลย​​แม้​แต่น้อย

เล่าเปาะหยีโบกมือให้​พร้อม​กับเดินเข้า​ไปใกล้​และตบไหล่ชายผู้นั้น​​เป็นเชิงทักทายอย่าง​เป็นกันเอง

"​เป็นไงอาเม้งรอนานไหมวะ"
"สวัสดีอาเสี่ย อั๊ว​กำลังรออยู่​​พอดี" ชายร่างผอมหรืออาเม้งตอบ
"เ​ที่ยวนี้มาค่ำหน่อย​ เตรียมของไว้​พร้อมหรือยัง"
"เรียบร้อย​เสี่ย อั๊วขนมากองรอไว้​ที่หน้าปากถ้ำนี้แล้ว​" อาเม้งบอก
"​ทั้งหมดร้อยห้าสิบกิโล"
"เออ...​ดีมากอาเม้ง ลื้อทำงาน​ได้ดีมาก" เล่าเปาะหยีกล่าวชม
"อั๊ว​เอาเสบียงมาฝากลื้อเพียบเลย​"
"เสบียงอาลาย"
"อ้าวก็ของ​ที่ลื้อฝากซื้อยังไงล่ะ" เล่าเปาะหยีบอก "เฮ้ยสองคนนั่น ขนของอาเม้งเข้า​ไปไว้ในถ้ำด้วย" ประโยคหลัง​เขาหัน​ไปสั่งลูกน้องสองคน​ที่มาด้วย
"ขอบคุณมาก อาเสี่ย" อาเม้งกล่าวขึ้น​​พร้อมยกมือคารวะ
"​ส่วนมาก​เป็นของกิน​ที่ลื้อชอบ"
"ยอดเยี่ยมจริงๆ​" อาเม้งยกนิ้วโป้ง
"เออ..อาเม้ง ​เมื่อตะกี้นี้อั๊วให้ไอ้สุขอ้อมข้ามมาทางหลังศาลเจ้า​กับไอ้มินอ่อง ยังมาไม่ถึงอีกเรอะ"
"เอ๊ะ...​ยังไม่เห็นนี่"
พูดจบอาเม้งก็เหลือบขึ้น​​ไปดูบนเนิน ​ซึ่ง​เป็นทางลับเชื่อม​ระหว่าง​เขาสองลูก ​ถ้าไม่สังเกต​จะไม่มีทางรู้​ได้เลย​ว่านั่น​คือทางเดิน ใน​ที่สุด​เขาก็พึมพำออกมาเบาๆ​ ​เมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆ​ของคนสองคน​กำลังเดินมา
"สงสัยมากันแล้ว​ล่ะ ​กำลังเดินมานั่น" อาเม้งพูด​พร้อม​กับขยับปืนกริ๊กด้วย​ความเคยชิน

สักครู่ทองสุข​และมินอ่องก็มายืนรวมกันอยู่​​ที่ลานหินตรงปากทางเข้าถ้ำ ​พร้อมรายงาน
"ผมไม่เจอพวกมันสักคน"
"เอ็งขึ้น​​ไปดูบนศาลเจ้าหรือเปล่า" เล่าเปาะหยีซัก
"​ที่บนศาลเจ้าก็ไม่มี ข้าสองคนเดินดูจนรอบ"
"พวกมันคงรู้ตัว" เล่าเปาะหยีว่า
"สงสัยว่า​จะซ่อนตัว ​เมื่อเห็นพวกเรา​เอาเรือเข้าจอดเทียบ​และขึ้น​ฝั่ง"
"มันหลบกันอยู่​ในกระท่อมหรือเปล่าวะ"
"​ที่กระท่อมก็ไม่มี พบ​แต่ซากงูตัวใหญ่โดนชำแหละ​​ที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ​กระท่อม พวกมันคงฆ่างู​เพราะตกใจกลัวมากกว่า เห็นเจ้านายบอกว่ามีผู้หญิงด้วยไม่ใช่เรอะ"
"เออ...​ผู้หญิงฝรั่งผมบลอนด์ พวกมันคงพามาเ​ที่ยว​และไหว้ศาลกัน"
เสียงเจ้านายตอบ
"นี่พวกมันยังไม่กลับ"
"หรือว่าพวกมันมาลองของเรื่อง​คนหาย คืนนี้​พระจันทร์เต็มดวงดีเสียด้วยซี" เล่าเปาะหยีกล่าว​พร้อม​กับแหงนหน้าขึ้น​มองดวงจันทร์อย่างมี​ความหมาย
"เดี๋ยวผม​จะ​ไปคอยเฝ้าดู" ทองสุขบอก
"ไม่​ต้องหรอกสุข อีกสักพักมันก็คงกลับกัน คอยฟังเสียงเรือให้ดี รอให้พวกมันกลับกันก่อนแล้ว​เราค่อย​ไป" เล่าเปาะหยีปราม
"เอ้า...​พวกเราช่วยกันขนของลงเรือ เบาๆ​มือหน่อย​นาโว้ย ของแพงอย่าให้เสียหาย​ได้" ประโยคหลังเล่าเปาะหยีหันมาสั่งลูกน้อง

พวกนายโอฬารหรือเล่าเปาะหยีขนของลงเรือหมด​พอดี ขณะ​ที่​ได้ยินเสียงเรือเร็วเดินเครื่อง​และแล่นวนอ้อมผ่านโขดหิน​และช่องหลืบทางลับของปากทางเข้าถ้ำกาหลง ตีวงกว้างออก​ไปทางหน้าผามุ่งตรงกลับ​ไปทางเกาะเต่า
"พวกมันคงไม่กล้าอยู่​บนเกาะในคืนเดือนเพ็ญอย่างนี้หรอก" เล่าเปาะหยีว่าพลางหัวเราะหึๆ​
"​ใครก็ไม่กล้า​แม้ผมเอง ​ทั้งๆ​​ที่รู้ให้อยู่​บนเกาะคนเดียวอย่างนี้ก็ไม่​เอาเหมือนกัน" สุขพูดขึ้น​พลางเหลือบตาชำเลือง​ไปทางอาเม้งอย่างเกรงๆ​
"จริงของเอ็งไอ้สุข นอกจากอาเม้งแล้ว​ อั๊วไม่เห็นมี​ใครกล้าอยู่​บนเกาะนี้คนเดียวเลย​" เล่าเปาะหยีคล้อยตาม
"คืนเดือนหงาย เงียบเชียบ วังเวง ​ได้ยิน​แต่เสียงสัตว์ป่า​และแมลง​กับเสียงคลื่นซัดหน้าผา ยิ่งอยู่​คนเดียวด้วยแล้ว​ชวนให้ขนลุก" ทองสุขเสริม
"​โดยเฉพาะคืน​ที่​พระจันทร์เต็มดวงอย่างนี้" เล่าเปาะหยีพูดเหมือนรำพึงดังๆ​ "ทำให้ตำนานคนหายดูน่ากลัว​และศักดิ์สิทธิ์"
"นักท่องเ​ที่ยวเลย​กลัวเกาะกาหลง ไม่อยากเข้าใกล้" ทองสุขว่า
"อั๊วชอบถ้ำนี้ อั๊วอยากอยู่​​ที่นี่" อาเม้งพูดเสียงดังขึ้น​มาลอยๆ​คล้ายคนละเมอ
"ใช่...​โกหลกถึง​ได้ให้ลื้ออยู่​​ที่นี่ไง" เล่าเปาะหยีพูดเหมือนปลอบประโลม

​พระจันทร์เริ่มโผล่พ้นจากก้อนเมฆ เงาเหลืองอร่ามสว่างนวลสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ คืนนี้ดวงดาวขึ้น​เต็มท้องฟ้า แสงจันทร์สาดส่องลอดเงาไม้มายังปากถ้ำกาหลงกระทบใบหน้าของอาเม้ง ผู้​ซึ่งบัดนี้หันหน้า​ไปทางดวงจันทร์ จากใบหน้า​ที่ดูซูบโหนกนูน แก้มตอบ​และเบ้าตาลึก นัยตาเรียวยาว ยิ่งมองยิ่งดูน่ากลัว ทำ​เอาทองสุขเมินหน้า​ไปทางอื่น เสแสร้งเดิน​ไปคุย​กับมินอ่อง​และพรรคพวกอย่างหวาดๆ​

หลังจาก​ที่นายโอฬารหรือเล่าเปาะหยีนั่งคุย​กับอาเม้งอีกครู่ใหญ่ ก็ลงเรือเล็ก​ที่มารับสินค้าออกเดินทางกลับ​ไปยังเรือตังเกใหญ่ลำนั้น​ ไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์จากเรือตังเกก็ครางกระหึ่มถอนสมอ​และค่อยๆ​เคลื่อนออกเดินทางบ่ายโฉมหน้า​ไปทางเกาะสมุย

อาเม้งยังคงยืนอยู่​หน้าปากถ้ำกาหลง รอจนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์จากเรือตังเกค่อยๆ​เลือนเงียบหาย​ไป ​เขาหันหลังกลับเดินเข้า​ไปในถ้ำ เอื้อมมือเร่งแสงไฟจากตะเกียงรั้ว​ที่ตั้งอยู่​บนโต๊ะให้สว่างขึ้น​ ตรวจดูเสบียง​ที่เล่าเปาะหยีนำมาให้ ​ซึ่ง​ส่วนมาก​เป็นพวกเครื่องกระป๋อง​และของแห้ง เดิน​ไปเปิดเตาแก๊ส​ที่วางอยู่​ใกล้ๆ​ เปิดกระป๋องอาหารสำเร็จรูป เทใส่หม้อยกขึ้น​ตั้งบนเตาพอเดือด​เขาก็​เอาเทใส่ชามกระเบื้อง หยิบขนมปังแซนด์วิช 4 แผ่นวางบนจานอีกใบ ​เขาไม่ลืมหยิบ​เอาช้อนวาง​ไปให้ด้วย ​โดย​ทั้งหมดวางอยู่​บนถาดอลูมิเนียม

อาเม้ง​เอาปืนเหน็บไว้​ที่เอวก่อน​ที่​จะยกถาด​และหยิบไฟฉายเดินส่องเข้า​ไปในถ้ำ เดินลึกเข้า​ไปราว 5 เมตร มีกรงเหล็กกั้นติดอยู่​​กับผนังถ้ำ​และเพดานถ้ำสูงประมาณ 2.50 เมตร อาเม้งไขกุญแจเปิดประตู ​เอาถาดยื่นวางเข้า​ไปไว้ภายในกรงขังนั้น​ ปิดประตูแล้ว​ไขล็อกไว้อย่างเดิม เสียงโซ่ลากครูดพื้นขยับจากด้านในกรงขังตรงมายังถาดอาหารนั้น​ อาเม้งเดิน​ไปเร่งแสงตะเกียงอีกดวง​ที่แขวนอยู่​ข้างๆ​กรงขังให้สว่างขึ้น​หน่อย​หนึ่ง​

"วันนี้มีสตูเนื้ออย่าง​ที่ลื้ออยากกินแล้ว​ล่ะ ​กับขนมปังด้วย กินซะ" ​เขาพูดเสียงเนือยๆ​​กับผู้​ที่อยู่​ในกรงเหล็กนั้น​
"ขอบคุณ" เสียงแหบๆ​ตอบมาจากในกรงเหมือนคน​เป็นหวัดลงคอ
"กินเสร็จแล้ว​เดี๋ยวอั๊ว​จะชงกาแฟมาให้" อาเม้งบอกอีก
"ขอบคุณ​ที่มีน้ำใจ ขอบคุณมากจริงๆ​ อาเม้ง" เสียงแหบๆ​เหมือนเดิมย้ำ​ความรู้สึก ​แต่สำเนียง​ที่เปล่งออกมาเท่านั้น​​ที่ยังพอฟังออก​ได้ว่า​เป็นสำเนียงของชาวยุโรป

เชลย​ที่ถูกล่ามโซ่เลื่อนถาด​ไปใกล้แสงไฟจากตะเกียง ​เขาเงยหน้าขึ้น​มองอาเม้งคล้ายแสดง​ความขอบคุณอีกครั้ง ก่อน​ที่​จะลงมือกินอาหารอย่างหิวโหย ​เขากิน​ไปบ่นพึมพำ​ไปคนเดียว ผมยาว​เป็นกระเซิง หนวดเครารุงรัง เสื้อคอกลม​และกางเกงขาสั้นดูเกรอะกรัง โซ่เส้นยาว​ที่ล่ามขา​เขาไว้นั้น​ มีผ้าพัน​เอาไว้ตรงข้อเท้า

แสงไฟจากตะเกียง​ที่ส่องลงมาทำให้​สามารถมองเห็นรอยสัก​ที่ข้อมือของ​เขา​ได้อย่างชัดเจน

ใช่แล้ว​...​! !

​เขา​คือ...​มร. ฮันส์ กุลลิคเซ่น !

​เขามาอยู่​​ที่นี่​ได้อย่างไร ?


อาเม้งยกแก้วน้ำ​และกาแฟมาให้เกือบ​เป็นเวลาเดียว​กับ​ที่​เขากินอาหารเสร็จ ​เขาขอดจนเกลี้ยงจาน​และดื่มน้ำหมดแก้ว
ก่อน​ที่​จะเริ่มซดกาแฟ ​เขาหันมาขอบคุณอาเม้งอีกครั้งหนึ่ง​
"ขอบคุณมากอาเม้ง สตูเนื้ออร่อยมาก"
"อั๊วอยู่​​ที่นี่คนเดียว อั๊วรู้ดีว่าคนเราเวลาอยากกินอาหาร​ที่ตัวเองชอบแล้ว​​ได้ลิ้มรสสมใจอยากมัน​เป็นยังไง" อาเม้งพูดเหมือน​กับ​จะระบาย​ความในใจลึกๆ​ของตัวเอง
"ถูกของอาเม้ง มัน​เป็น​ความรู้สึก​ที่เกินคำอธิบาย" มร.ฮันส์ ​ซึ่งขณะนี้ซุ่มเสียงดีขึ้น​กล่าวอย่างจริงใจ
"เพียงคำว่าอร่อยมากอย่างเดียวคงไม่พอ" ​เขาหมาย​ความตาม​ที่พูดนั้น​จริงๆ​
"ตานี้ลื้อก็สมใจอยากแล้ว​ซี" อาเม้งว่า
"ใช่เหมือนเด็ก​ได้ของเล่นถูกใจ" ฮันส์ กุลลิคเซ่น ขยาย​ความ
"ลื้อเข้าใจพูด" ชายหน้าเหี้ยมหัวเราะในลำคอ
"นี่อาเม้ง" ฮันส์เรียกชื่อเหมือนอยากพูดด้วย
"ทำไมรึ"
"รู้ไหมว่าอาเม้งนั้น​เปรียบเหมือนทองคำหลอมผิดเบ้า" ฮันส์ว่า
"อั๊วไม่เข้าใจ" อาเม้งเริ่มงง
"​คืออย่างนี้ ทองคำนั้น​มีค่า ​ถ้า​เอา​ไปหลอม​เป็นทองรูปพรรณ​เป็นเครื่องประดับก็​จะมีราคา งดงาม ​เป็น​ที่ชื่นชม​ต้องการของคนทั่ว​ไป ​เพราะ​ได้เบ้าหลอม​และช่างทองฝีมือดี" มร.ฮันส์พยายามอธิบาย
"แล้ว​ยังไง" อาเม้งยังตามไม่ทันอยู่​ดี
"​แต่ทองคำ​ถ้า​ได้ช่างไม่ดี ​เอา​ไปเข้าเบ้าหลอมขึ้น​รูป​เป็นอาวุธหรือปีศาจ อสุรกาย ก็​จะมี​แต่คนหวาดกลัว ​แม้​จะยังมีราคา​แต่ก็ปราศจาก​ความงดงาม" ฮันส์พูด​พร้อม​กับไอแค็กๆ​ หอบจนตัวโยนด้วยโรคประจำตัว
"ลื้อหมาย​ความว่า...​" อาเม้งพูดค้างอยู่​แค่นั้น​
"ใช่..หมาย​ความว่าใน​ส่วนลึกจริงๆ​แล้ว​อาเม้ง​เป็นคนดีมาก"
"ลื้อรู้​ได้ยังไง"
"​ถ้าอาเม้งไม่มี​ความดีหรือคุณธรรม อาเม้ง​จะ​เป็นห่วง​เป็นใยผมทำไม จริงไหม" ฮันส์อธิบายด้วยคำถาม
อาเม้งพยักหน้าหงึกๆ​​เพราะไม่รู้​จะพูดอะไร​
"ทำไมอาเม้งถึงมาอยู่​​ที่นี่ ทำงาน​กับคนพวกนี้" ฮันส์ซักต่อ
"อั๊วเบื่อสังคม เบื่อคน เบื่อโลก ​เพราะในชีวิตอั๊วเจอ​แต่คน​เอาเปรียบโกงสารพัด ​จะทำอะไร​ก็มี​แต่คนเห็นแก่ตัว ​แม้​แต่เมียอั๊วเอง"
พูดถึงตรงนี้อารมณ์ของอาเม้งเริ่มแปรปรวน ​เขาพยายามข่มอารมณ์ด้วยการขบกรามจน​เป็นสันนูน
"แล้ว​อยู่​​กับคนพวกนี้ ​ที่นี่" ฮันส์รู้สึกเห็นใจอาเม้ง​แต่ก็ถามต่อ​เพราะ​ความอยากรู้
"โกหลก...​อีดี​กับอั๊วมาก​แม้อี​จะร้าย​กับคนอื่นก็ตาม อีให้ทุกอย่าง​ที่อั๊ว​ต้องการ ​ที่นี่อั๊วอยู่​คนเดียวมาเกือบสิบปี นี่​คือโลกของอั๊ว มัน​คืออาณาจักรของอาเม้ง"
แววตาของอาเม้งวาวโรจน์​เป็นประกายฉาย​ความรู้สึกของผู้ครอบครองปานประหนึ่ง​องค์จักรพรรดิ์ผู้เกรียงไกร
"ไม่คิด​จะออกจาก​ที่นี่กลับ​ไปหาครอบครัวบ้างหรือ"
"อั๊วไม่มีครอบครัว ไม่มีบ้าน"
"แล้ว​ลูกล่ะ"
"ไม่มี"
"เมีย"
"ตายแล้ว​...​อั๊วฆ่ามันเอง"
กรามของอาเม้งบดกันราว​กับ​จะให้แหลกละเอียด​เป็นผุยผง ​เมื่อพูดถึงอดีตอันแสนรันทดในช่วงหนึ่ง​ของชีวิต
"ทำไม"
"มันมีชู้" อาเม้งพูดเสียงดังเหมือนตะคอก
"ขอโทษ..อาเม้ง" ฮันส์เอ่ยขึ้น​ "ผมไม่ควรถามในเรื่อง​​ที่ทำให้อาเม้งไม่สบายใจ" ​เขารู้สึกเสียใจ​ที่คำถามของ​เขา​เป็นเหตุให้คู่สนทนา​ต้องสะเทือนอารมณ์
"ไม่​เป็นไร..อาหัง อั๊วรู้สึกโล่ง​ที่​ได้ระบายออกมาเสียบ้าง" อาเม้งกล่าวตอบถึง​ความรู้สึก​ที่แท้จริง ​เขาเรียกฮันส์ กุลลิคเซ่นว่าอาหัง
"ใช่ถูก​ต้อง​ที่สุด ​เมื่อมีอะไร​อึดอัดหรือคับแค้นในใจ ​ถ้า​ได้ระบายออกมา​จะเหมือน​กับยกภูเขาออกจากอกทีเดียว" ฮันส์เห็นด้วย
"ลื้อเข้าใจพูด อาหังอั๊วชอบ"
"ขอบใจ​ที่อาเม้งชอบ"
"​แต่อั๊วว่าลื้ออธิบายเรื่อง​ทองคำหลอมผิดเบ้า ทำให้อั๊วงง เข้าใจไม่แจ่มแจ้ง ​ที่จริงลื้อน่า​จะพูดว่า...​."
"พูดว่าอย่างไร" ฮันส์ซักอย่างอยากรู้
"พูดว่า...​อั๊วเปรียบเหมือนทองเก๊ไม่ใช่ทองคำแท้ จริงไหม"
ฮันส์กุลลิคเซ่นสะอึก​กับปรัชญาสามัญของอาเม้ง ง่าย​และเข้าใจ​ได้แจ่มแจ้งในประโยคสั้นๆ​เพียงประโยคเดียว ​เขาผงกศีรษะยอมรับ​โดยดุษฎี
"ถูกของอาเม้ง ถูก​ต้อง​ที่สุด"
"นี่แสดงว่าอั๊วพูดถูกใช่ไหม" อาเม้งมีท่าทีตื่นเต้น​ที่มีคนยอมรับ
"แน่นอน"
"ใช่ซี อั๊วคุย​กับลื้อทุกวัน ทำให้อั๊วหายเหงา" อาเม้งว่า
"เลย​ทำให้ผม​ได้กินของชอบมี​ทั้งสตู ​ทั้งกาแฟ ​ต้องขอบคุณอาเม้ง"
"ไม่​เป็นไร ลื้อจำ​ได้ไหม วันก่อน​ที่เราคุยกัน อั๊วถามถึงอาหาร​ที่ลื้อชอบ" อาเม้งรื้อ​ความจำ
"จำ​ได้"
"อั๊วคิดว่า​ถ้าลื้อ​ได้กินแล้ว​คงหายคิดถึงบ้าน ไม่อยากคิดสั้นอีก"
อาเม้งหมายถึงตอน​ที่ฮันส์ กุลลิคเซ่นถูกจับมาใหม่ๆ​ ​เขาถูกทรมาณอย่างหนักเรื่อง​​ที่ซ่อนของสมบัติโจรสลัด จน​เขาทนไม่​ได้​และคิดฆ่าตัวตาย​โดย​เอาโซ่ยาว​ที่ล่ามนั้น​รัดคอตัวเอง ​ทว่าอาเม้งมาเห็นเข้าเสียก่อน จึงเข้า​ไปแก้ไข​ได้ทันท่วงที ตั้งแต่นั้น​มาอาเม้งก็พยายามทำดี​กับ​เขาตลอดเวลา​ที่ลับหลังเจ้านาย​และพวกพ้อง หาก​แต่ต่อหน้าพรรคพวกแล้ว​ อาเม้ง​จะกลาย​เป็นคนละคน
"อั๊วเลย​สั่งของมาให้ลื้อหลายอย่าง อั๊วบอกพวกมันว่าอั๊วอยากกิน พวกมัน​เอาใจอั๊ว ​เอามาให้ทุกอย่าง​ที่อั๊ว​ต้องการ พวกเล่าเปาะหยีเพิ่ง​เอามาให้​เมื่อกี้นี้ พรุ่งนี้อั๊ว​จะต้มมันฝรั่งให้ลื้อกิน"
"มีมันฝรั่งด้วยรึอาเม้ง"
"ใช่" อาเม้งพยักหน้า
"ขอบคุณม้าก..มากอาเม้ง" ฮันส์พูดภาษาไทยสำเนียงฝรั่งตะวันตก​กับอาเม้งด้วย​ความจริงใจ
"ขอบคุณจริงๆ​​ที่มีเมตตาต่อผม วันนี้เจ้านายของอาเม้งไม่มาหรือ"
"ไม่มา วันนี้มา​แต่เล่าเปาะหยี ลื้อถามทำไม"
"อยากรู้ว่า​เมื่อไหร่​เขา​จะปล่อยผมเสียที"
"ลื้อก็บอกเรื่อง​​ที่ซ่อนลายแทงมหาสมบัติให้อี​ไปซิ อี​จะ​ได้ปล่อยให้ลื้อกลับบ้าน" อาเม้งว่า
"ไม่รู้​จะบอก​ได้อย่างไร ก็ผมไม่รู้จริงๆ​"
"​แต่รอยสัก​ที่ข้อมือลื้อ เห็น​เขาบอกว่ามันตรงกัน​กับเครื่องหมายบนลายแทง​ที่อีมีนี่"

อาเม้งเองก็เคยเห็นลายแทงนั้น​แว่บๆ​ เพียงครั้งเดียว ​เมื่อตอน​ที่ฮันส์ถูกจับมาใหม่ๆ​ ​เพราะโกหลกเจ้าพ่อบางมะขาม แห่งเกาะสมุย ผู้​ซึ่ง​เป็นเจ้านาย​โดยตรงของอาเม้งนำมันมาวางเทียบกัน​กับรอยสักบนข้อมือของ​เขา

"รอยสักนี้ พ่อผมให้ช่าง​เขาสักให้ตั้งแต่ผมยังเด็กอยู่​เลย​ ​จะ​ไปรู้​ได้อย่างไร"
"​แต่มันก็แสดงว่ามี​ความเกี่ยวข้องกัน​กับลายแทง" อาเม้งซักอย่างอยากรู้เสียเต็มประดา

ฮันส์กระดกถ้วยกาแฟขึ้น​ซดจนเกลี้ยงถ้วย ​พร้อมส่งคืนผ่านซี่กรงเหล็กออกมาให้อาเม้งก่อน​ที่​จะพูดต่อ​ไปว่า

"ผมเองก็อยากรู้อยู่​เหมือนกันว่ามัน​คืออะไร​"
"มันก็​คือเครื่องหมายของลายแทงมหาสมบัตินะซี" อาเม้งบอกตาม​ที่รู้มา
"ไม่เห็นว่ามัน​จะบอกตรงไหนเลย​ว่าเกี่ยวข้องกัน" ฮันส์พูดต่อ
"ข้อแรก​ที่อั๊วรู้ก็​คือ รอยสักบนข้อมือลื้อ มันเหมือนกัน​กับเครื่องหมายบนลายแทงมหาสมบัตินั่น" อาเม้งว่า
"ข้อ​ที่สองล่ะ" ฮันส์รุกต่อ
"ข้อ​ที่สอง" อาเม้งทวนคำ "ก็​คือสาเหต​ที่ลื้อถูกจับตัวมานี่แหละ​"
"ทำไม"
"​เพราะลื้อ​เป็นฝรั่งคนแรก​และคนเดียว​ที่ถามถึงถ้ำมหาสมบัตินั่น นี่แสดงว่าลื้อรู้เรื่อง​ลายแทงนั้น​ดี"
"ข้อ​ที่สาม" ฮันส์ถามอีก
"ลื้อจ้างคน​ที่​เป็นลูกน้องของโกหลกบนเกาะเต่า ออกตามหา​ที่ซ่อนตามลายแทง​ที่ตรงกัน​กับของโกหลก" อาเม้งบอก
"อ้อมิน่าล่ะ...​นายสมชายนี่เอง​ที่หลอกให้มาถูกจับ" ฮันส์ กุลลิคเซ่นเพิ่งถึงบางอ้อ
"ไม่​แต่เพียงแค่นั้น​" อาเม้งพูดต่อ
"อะไร​อีกล่ะ" ฮันส์กังขา
"ลื้อดันมาค้างคืน​ที่เกาะกาหลงคนเดียว"
"ก็นายสมชายแอบหนีกลับ​ไปก่อนนี่" ฮันส์ว่า
"ไม่ใช่หนี มันกลัวต่างหากเล่า"
"กลัวอะไร​" ฮันส์ถามอย่างสงสัย
"เรื่อง​นี้อั๊วว่า​จะพูด​กับลื้อหลายทีแล้ว​ ​แต่อั๊วกลัวลื้อหัวเราะเยาะ​เอา" อาเม้งบอก
"นั่นซิมันเรื่อง​อะไร​กันล่ะ" ฮันส์ถามงงๆ​
"อ้าว..ลื้อไม่รู้หรอกหรือว่าในคืน​ที่​พระจันทร์เต็มดวง ไม่มี​ใคร​เขากล้าขึ้น​มาบนเกาะกาหลงกันหรอก ​เขากลัวกัน"
"​พระจันทร์เต็มดวง ฟูลมูน ใช่คืนนั้น​​พระจันทร์เต็มดวง" ฮันส์พูดเหมือนคนละเมอ
"​ที่​เขากลัวกัน​เพราะ​เขาเล่าลือกันว่า...​" อาเม้งเล่าต่อ
"​ถ้า​ใครขึ้น​มาบนเกาะกาหลงนี้ในคืน​ที่​พระจันทร์เต็มดวง แล้ว​​จะหายสาบสูญ​ไปไม่​ได้กลับบ้าน"
"นี่เอง...​คืนนั้น​นายสมชายถึง​ได้หนี​ไป ทิ้งให้ผมอยู่​คนเดียว" ฮันส์รำพึง
"​ที่สำคัญ​ที่สุดเรื่อง​ของลื้อ ​คือแทน​ที่ลื้อ​จะนอนรออยู่​เฉยๆ​​ที่กระท่อมหรือ​ที่ศาลเจ้า ลื้อกลับเดินเซ่อซ่ามาจนถึงถ้ำนี้"
"​แต่พวก​เขาไม่ควรจับผม"
"ทำไม​จะไม่สมควรล่ะ คืนนั้น​โกหลกอีคุมคนมาเอง​เพื่อขนถ่ายสินค้า อีไม่ฆ่าลื้อตายก็บุญแล้ว​"
"มันเกี่ยวอะไร​กันด้วย"
"เกี่ยวซิ ​เพราะทุกคน​ที่รู้เรื่อง​ถ้ำนี้ ​จะถูกฆ่าตายหมด ​โดยเฉพาะคน​ที่ขึ้น​เกาะมาในคืน​พระจันทร์เต็มดวง ​จะ​ได้ไม่มี​ใครสงสัย" อาเม้งเล่า​เป็นฉาก
"​ถ้าอย่างนั้น​ผมก็โชคดี​ที่ไม่ถูกฆ่าตายเหมือนคนอื่น" ฮันส์พูด​พร้อม​กับรู้สึกเสียวสันหลังวูบ
"ไม่ใช่โชคดีหรอก รอยสัก​และสมบัติตามลายแทงต่างหาก​ที่ทำให้ลื้อไม่ตาย" อาเม้งสรุปใน​ที่สุด
"โอ..มายก๊อด" ฮันส์อุทาน
"เจ้าของเรือ​ที่ลื้อเช่า​เขามาก็​เป็นลูกน้องโกหลกด้วย มีหลายคนยืนยันว่า ลื้อมาตามล่าหาสมบัติโจรสลัด ​ที่ยังไม่เคยมี​ใครค้นพบมาก่อนเลย​"
"ขอถามอีกข้อเดียว โกหลก​คือ​ใครอาเม้ง" ฮันส์ถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจพลางเอนหลังพิงลูกกรงเหล็กนั้น​
"​เอาไว้ลื้อถาม​เอาเองเวลาอีมาก็แล้ว​กัน" อาเม้งตอบ​พร้อม​กับลุกขึ้น​ยืน หรี่ตะเกียงเสร็จแล้ว​เดินออก​ไปหน้าถ้ำ

***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2108 Article's Rate 31 votes
ชื่อเรื่อง ลิขิตรักเส้นขนาน --Series
ชื่อตอน กรงขังเชลย --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๙๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : พญาไฟ [C-11281 ], [124.121.24.202]
เมื่อวันที่ : ๒๖ มี.ค. ๒๕๕๐, ๑๙.๓๔ น.

แจ้งคำผิดค่ะ​​ ย่อหน้า​​ที่ 2 คำว่า "สะบาย" ค่ะ​​

"​​เมื่อโยงเรือเสร็จ​​ทั้งหมดก็กระโดดขึ้น​​​​ไปยืนบนลานหินหน้าปากถ้ำ​​ได้อย่างสะบาย ​​ที่ปากถ้ำมีชายร่างผอมผิวเหลืองซีด กระดูกหน้าโหนก แก้มตอบ ตาลึก มือขวาถือปืนสั้นขนาด .38 รีวอลเวอร์ลูกโม่ ​​เขายืนจังก้าอยู่​​หน้าปากถ้ำ ขณะ​​ที่เล่าเปาะหยีนำเรือเข้ามาจอด​​และกระโดดขึ้น​​​​โดยไม่​​ได้ช่วยผูกเรือหรือขยับตัวเข้ามาใกล้เลย​​​​แม้​​แต่น้อย"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : กาบแก้ว [C-11286 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : ๒๗ มี.ค. ๒๕๕๐, ๑๓.๕๐ น.

ขอบคุณครับ​​คุณพญาไฟ ​​ได้แก้ไขคำผิดเรียบร้อย​​แล้ว​​
ขอบคุณ​​ที่ติดตาม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-11342 ], [213.103.137.64]
เมื่อวันที่ : ๐๕ เม.ย. ๒๕๕๐, ๒๒.๐๐ น.

เข้าใจผูกเรื่อง​​นะคะ​​ ลุงปิง...​​.น่าติดตามมากค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : กาบแก้ว [C-11352 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : ๐๘ เม.ย. ๒๕๕๐, ๑๗.๕๔ น.

ขอบคุณ​​ที่ติดตามครับ​​คุณ Rotjana Geneva.

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น