นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ลิขิตรักเส้นขนาน #4
กาบแก้ว
......​ทรัพย์สมบัติจึงถูกย้าย​ที่ซ่อน ลายแทงสมบัติ​ที่ทำขึ้น​สองฉบับ​ก็ถูกเปลี่ยนมือจนถึงคนรุ่นหลานรุ่นเหลน...​...

ตอน : ลายแทงลึกลับ

ทางเดินเล็กๆ​​ที่โซ้ดเดินนำหน้าพาพรรคพวกตรงเข้า​ไปนั้น​ พลันก็สิ้นสุดลงตรงก้อนหินก้อนใหญ่​ที่ขวางทางอยู่​ มองดูคล้าย​กับว่าทางเดินหายเข้า​ไปในก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น​ ด้านหลังก้อนหินก็อยู่​ติด​กับตีน​เขาอันรกทึบพอดิบ​พอดี จ้อนชักสนุก​กับเหตุการณ์ประหลาดนี้มาก

ทางเดิน​จะหายเข้า​ไปในก้อนหินนั้น​​ได้อย่างไรกัน !

​ทั้งหมดเดินสำรวจรอบก้อนหินก็ไม่เห็นมีอะไร​ ​เพราะด้านหลังก้อนหินนั้น​ก็​คือเนิน​เขา​ที่เต็ม​ไปด้วยหมู่ก้อนหินใหญ่น้อย​และป่ารกชัฏ เสียงสัตว์ป่าน้อยใหญ่​และหมู่นกยังกู่ร้องสลับกัน ดังก้องอยู่​​เป็นระยะๆ​

"ว่ายังไงวะโซ้ด...​ผีหลอกกลางวันหรือเปล่าวะ จู่ๆ​ทางเดินก็หายเข้า​ไปในก้อนหินอย่างนี้" จ้อนถามโซ้ดผู้นำทาง
"ผมว่าแล้ว​ไหมล่ะน่ากลัวออก ทางเดินหายเข้า​ไปในก้อนหิน" ฟิลลิปพูด​พร้อม​กับทำหน้าเลิกลั่ก "เรากลับกันเถอะ"
"ฟิลลิป..ยูอยู่​เฉยๆ​เถอะน่า พวกเราไม่เห็นมี​ใครกลัวเหมือนยูเลย​ ดู​แต่คุณแอนน์ซิ..​เป็นผู้หญิงแท้ๆ​" สายัณห์เตือน
"ข้าว่า​ต้องมีอะไร​หลังก้อนหินนี้แน่ๆ​เลย​ว่ะจ้อน" โซ้ดพูด​กับจ้อน
"​แต่หินก้อนนี้ใหญ่ไม่เบา เราลองเขยื้อนดูไหม"
"​เอาซิ ลองดูก็​ได้...​เอ้าพวกเราขอแรงหน่อย​" จ้อนบอกพรรคพวก

​ทั้งห้าคนอันมีชายสี่หญิงหนึ่ง​ช่วยกันออกแรงดันผลักหินก้อนใหญ่ก้อนนั้น​อยู่​ครู่หนึ่ง​ หาก​แต่แรงของ​ทั้งห้าคนก็ไม่​สามารถขยับเขยื้อนก้อนหินก้อนนั้น​ออกจาก​ที่​ได้ จ้อนให้ทดลองผลักดูหลายครั้ง มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น​​ที่รู้สึกว่า​ก้อนหิน​จะขยับตัวนิดๆ​ เพียงนิดเดียวเท่านั้น​เอง จ้อนคิดว่าคงไม่มีประโยชน์ คนเพียงห้าคนคงไม่มีปัญญา​ที่​จะเคลื่อนก้อนหินก้อนนี้ให้ออกจาก​ที่​ได้แน่

"สงสัยไม่ไหวแน่วะจ้อน" สายัณห์พูดพลางถอนหายใจหอบ​เพราะออกแรงเต็ม​ที่
"ผมว่าเรากลับ​ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาคนมาช่วยเพิ่มหลายๆ​คนดีกว่า" ฟิลลิปให้​ความเห็นบ้าง "เฉพาะพวกเราแรงแค่นี้คงไม่มู้ฟหรอก"
"มัน​ต้องมีวิธีอื่นอีกซีวะ ​ที่​จะเขยื้อนหินก้อนนี้​ได้" โซ้ดพูดเปรยขึ้น​
"เออจริงว่ะ" จ้อนเห็นด้วย

ขณะ​ที่พูดกันอยู่​นั้น​ จ้อนก็สอดสายตามอง​ไปรอบๆ​​โดยมอง​เป็นวงกว้าง ​ที่ข้างก้อนหินใหญ่อีกก้อนหนึ่ง​ใกล้ๆ​กันนั้น​ มีท่อนไม้ใหญ่ขนาดเสาไฟฟ้ายาวเกือบสามวา วางอยู่​​กับพื้นเหมือนมี​ใครนำ​ไปวางทิ้งไว้​โดยเจตนา จ้อนรีบเดินตรงดิ่ง​ไปยังก้อนหินใหญ่​ที่ท่อนไม้วางอยู่​ พอ​ไปถึง​เขาก็กวักมือเรียกโซ้ด​และชาวคณะให้ตามมา ท่อนไม้นั้น​หนัก​เอาการ ​ทั้งสี่หนุ่มช่วยกันแบกเสาไม้ท่อนนั้น​​ไปยังหินก้อน​ที่ปิดกั้นปลายทางอยู่​ ​ใช้ปลายไม้ด้านหนึ่ง​สอดเข้า​ไป​ที่ใต้ก้อนหิน​ซึ่งสอดเข้า​ไป​ได้พอดิบ​พอดี มีก้อนหินขนาดเขื่องอีกก้อนวางตั้งอยู่​ใกล้ๆ​ ​เมื่อจ้อน​เอาไม้พาดบนนั้น​​ซึ่งคล้าย​เป็นจุดฟัลคั่ม ​ทั้งหมดช่วยกันขย่มปลายไม้อีกด้าน​ที่กลาย​เป็นคานงัด หินก้อน​ที่วางขวางทางอยู่​ก็ขยับตัวเคลื่อนออก​ไปอย่างง่ายดาย พวก​เขาค่อยๆ​งัดก้อนหินให้เคลื่อน​ไปทีละน้อยๆ​ จนหินก้อนนั้น​หลุดพ้นจากทางเดิน

ชาวคณะค้นหาก็​ต้องตกตลึง​กับภาพ​ที่ปรากฏอยู่​ตรงหน้า

ถ้ำ !

ถ้ำ...​มัน​คือปากทางเข้าถ้ำ มีแสงสว่างเห็นอยู่​เพียงจากปากถ้ำเข้า​ไปไม่เกินสามเมตรเท่านั้น​ ​ส่วน​ที่ลึกเข้า​ไปภายในถ้ำมืดมิดจนมองไม่เห็น กลิ่นเหม็นอับโชยลอดออกมา ลมเย็นพัดวูบใหญ่ผ่านหน้าถ้ำ​ไปทำ​เอา​ทั้งหมดขนลุกซู่ขึ้น​​พร้อมกัน

สายัณห์จุดไฟแช็กเดินส่องนำทางเข้า​ไปภายในถ้ำ ​เขาพาเดินเข้า​ไป​ได้ประมาณห้าเมตร ไฟแช็กก็มอดดับลง

***************


โชคโอฬาร เรือตังเกลำใหญ่ทอดสมออยู่​นอกฝั่งริมโขดหินสีเทาก้อนมหึมาห่างเกาะกาหลงประมาณสองไมล์ เล่าเปาะหยีเจ้าของเรือวัยกลางคน​เป็นชาวมาเลย​์เชื้อสายจีนรูปร่างสูงใหญ่ ผมหวีเรียบแปล้ หัวเถิก​เป็นง่ามถ่อ หนวดดก เคราขึ้น​หร็อมแหร็ม ตาเล็กเรียวยาว​แต่ดูเฉียบคมคล้ายนัยตาเหยี่ยว ​กำลังยกกล้องส่องทางไกลเล็ง​ไปทางเรือเร็ว "รัญจวนใจ" ​ที่จอดอยู่​ริมหาดทรายเว้าหน้าเกาะกาหลง แล้ว​ค่อยๆ​เล็งส่าย​ไปบนฝั่งเลื่อนขึ้น​​ไป​ที่ศาลเจ้ากุหลาบไฟ เลื่อนลงมา​ที่กระท่อม แล้ว​เลื่อนส่ายต่อ​ไปยังเนิน​เขาอีกลูกหนึ่ง​ จากมุม​ที่เรือตังเกจอดทอดสมออยู่​นั้น​ ​สามารถมองขึ้น​​ไปบนฝั่งเห็น​ได้ชัดเจนพอสมควร ​เขาลดกล้องลงแล้ว​หันมาสั่งชายร่างกำยำ​ที่ยืนอยู่​ข้างกาย
"สุข...​เดี๋ยว​เอาเรือเล็กลง ข้า​จะขึ้น​ฝั่ง​เอาพวกเรา​ไปอีกสามคน เครื่องมือครบทุกคนด้วยนะโว้ย" ​เขาสำทับ
"ครับ​"
สุขหรือทองสุขหนุ่มหุ่นบึ้กร่างกำยำ ผิวดำ​เป็นมันเลื่อมรับคำ​พร้อมเดินผละจากสะพานเดินเรือลง​ไป​ที่ดาดฟ้าด้านล่าง สักครู่เรือเล็กก็ถูกหย่อนลงทางกราบขวาเรือ ชายฉกรรจ์หนุ่มลูกเรืออีกสามคนล้วนร่างกายสันทัดทะมัดทะแมงท่าทางทรหดผิวคล้ำสำเนียงพูดคล้ายชาวพม่าหรือมอญก็เตรียม​พร้อมลงเรือ ​ทั้งห้าคนมีอาวุธครบมือ​พร้อม​ที่​จะปฏิบัติการโหด​ได้ตลอดเวลา

เรือเล็กเคลื่อนตัวห่างออกจากเรือตังเกอย่างรวดเร็วมุ่งเข้าหาฝั่งตรง​ไปทางเรือเร็ว "รัญจวนใจ" ​ที่จอดสงบนิ่งอยู่​ริมหาด ​เมื่อเรือเล็กเข้าจอดเทียบข้างเรือเร็ว พลันลูกเรือประมงลูกน้องของเล่าเปาะหยีคนหนึ่ง​ก็กระโดดขึ้น​​ไปบนเรือเร็ว ​เขาเข้า​ไปตรวจค้นภายในเรืออย่างรวดเร็ว สักครู่ก็โผล่หน้าออกมารายงานเจ้านาย
"ไม่มีคนบนเรือเลย​ครับ​นาย..พวกมันขึ้น​บนฝั่งกันหมด" มันรายงาน
"สุข..เอ็งขึ้น​ฝั่ง​กับไอ้มินอ่อง ​ไปค้น​ที่กระท่อม​และ​ที่ศาลให้ทั่ว เสร็จแล้ว​​ไปพบข้า​ที่ปากทางเข้าถ้ำกาหลง" เล่าเปาะหยีสั่งทองสุข
"​ถ้าเจอมัน​จะให้ผมจัดการเลย​ไหมครับ​เจ้านาย" ทองสุขถาม​เพื่อ​ความแน่ใจ
"​ต้องดูท่าทีมันก่อน เจ้าของเรือลำนี้ข้ารู้จักพ่อมันดี ​เป็นคนจริง ​ถ้าไม่จำ​เป็นไม่​ต้อง​ใช้อาวุธ มันมากันหลายคน ข้า​ต้องการรู้เพียงว่ามันมาค้นหาทาง​ไปถ้ำกาหลงหรือเปล่าเท่านั้น​" เล่าเปาะหยีบงการ
"ครับ​เจ้านาย ​ไปกันเถอะมินอ่อง"
ทองสุขพูด​พร้อมยกมือตบหลังหนุ่มเมียนม่าเบาๆ​ ​ทั้งคู่กระโดดลงจากเรือเล็กเดินลุยน้ำขึ้น​ฝั่งตรงดิ่ง​ไป​ที่กระท่อมชาวประมงร้างนั้น​ทันที
อาวุธประจำกายเตรียม​พร้อมอยู่​ในมือ​ทั้งสองคน
เล่าเปาะหยี​เป็นมะลายูเชื้อสายจีน เกิดในเมืองไทย​เป็นเจ้าของเรือประมง ค้าของเถื่อน ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน ลักลอบนำแรงงานเถื่อนเข้าเมือง ​เป็นเอเย่นต์ค้าสาวข้ามแดน ​โดยเฉพาะ​เขา​คือหนึ่ง​ในเครือข่ายโยงใยค้ายาเสพติดของภาคใต้ ธรรมดา​เขา​จะไม่ปรากฏตัวให้​ใครเห็นบ่อยนัก ​เขา​จะเคลื่อนไหวอยู่​ตลอดเวลาตามแนวตะเข็บชายแดนไทย มาเลย​์เซีย พม่า เขมร ญวน ​และตามแถบฝั่งจังหวัดชายทะเลของไทย ชื่อไทยของ​เขา​คือ นายโอฬาร เล่าระบือนาม มีหน้าฉาก​เป็นพ่อค้าส่งออกสินค้าหลายประเภท นั่น​เป็นเพียงฉากบังโฉมหน้า​ที่แท้จริงเท่านั้น​ ​เพราะสินค้า​ที่ส่งออกทุกรายการ​จะมียาเสพติดซุกซ่อนปะปน​ไปอยู่​ด้วยเสมอ

ถ้ำกาหลง​เป็นแหล่งหนึ่ง​ในหลายแหล่ง​ที่​เป็นโกดังเก็บของ​ที่มิดชิด ​ซึ่งเดิม​เป็นถ้ำของพวกโจรสลัดมา​เป็นเวลาช้านานแล้ว​ ปัจจุบันโกหลกเชื้อสายคนหนึ่ง​ของโจรสลัดเดิม ​เป็นผู้ควบคุม​และมีอิทธิพลเหนือดินแดนหมู่เกาะแถบนี้ ​เพราะฉะนั้น​โกหลก​และเล่าเปาะหยีจึง​เป็นหุ้น​ส่วนสำคัญ​ที่แยกกันไม่ออก ​ต้องพึ่งพาอาศัยกัน​และกันอยู่​ตลอดเวลา

​โดย​ที่เกาะกาหลงเอง​เป็นเกาะร้างไม่มีผู้คนอาศัย ​และด้วยกิตติศัพท์ของอาถรรพ์จากกรณีคนหายในคืนเดือนเพ็ญ​และอิทธิฤทธิ์ของศาลเจ้ากุหลาบไฟ จึงไม่​เป็น​ที่สนใจของนักท่องเ​ที่ยว เดิมทีถ้ำกาหลงนั้น​​เป็นแหล่งซุกซ่อนเก็บสมบัติของพวกโจรสลัด ​ต่อมาโจรสลัด​ได้ถูกปราบปรามแตกกระจายกัน​ไป ทรัพย์สมบัติจึงถูกย้าย​ที่ซ่อน ลายแทงสมบัติ​ที่ทำขึ้น​สองฉบับ​ก็ถูกเปลี่ยนมือจนถึงคนรุ่นหลานรุ่นเหลน จากคนของสองตระกูล​ซึ่งปัจจุบันแทบ​จะไม่รู้จักกันเลย​

​และก็บังเอิญเหลือเกิน​ที่ลายแทงฉบับ​หนึ่ง​​ได้ตก​ไปอยู่​ต่างแดน ​โดยติด​ไป​กับคนของตระกูลหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นลูกเรือเดินทะเลของบริษัทเดินเรือนอร์เวย์​และเสียชีวิต​ระหว่างเดินทางบนเรือสินค้าชื่อ "เพร็ทเทรล" ของโอลาฟ กุลลิคเซ่น ผู้​ซึ่ง​เป็นบิดาของฮันส์ กุลลิคเซ่น ​และ​เป็นปู่ของแอนนามารี

ด้วยเหตุ​ที่ลายแทงมีตัวหนังสือ​เป็นอักษรไทย โอลาฟจึง​ได้ให้ลูกหลานเล่าเรียนภาษาไทยจนแตกฉาน ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอนนามารีเธอถูกส่งมาเรียนจนจบมัธยม​ที่กรุงเทพมหานคร ก่อน​ที่​จะกลับ​ไปเรียนต่อ​ที่กรุงออสโลจนจบมหาวิทยาลัย เธอทำงานให้​กับบริษัทของตระกูล​ที่สำนักงานใหญ่ ณ ประเทศนอร์เวย์ จนกระทั่งบิดาของเธอพักร้อนเดินทางมาเ​ที่ยวประเทศไทย เกิดสูญหาย​ไป​โดยไร้ร่องรอย ​แม้ทางสถานทูตนอร์เวย์​จะประสานงาน​กับทางเจ้าหน้า​ที่ของไทย​เพื่อทำการค้นหามากว่าสองเดือนแล้ว​ก็ตาม

แอนนามารี​ซึ่ง​เป็นลูกสาวคนเดียว​ที่พูดภาษาไทย​ได้จึงตัดสินใจเดินทางมาตามหาบิดาของเธอ​ที่ประเทศไทย ​โดยพี่ชายของเธอ​ได้ฝากฝังเธอ​กับ​เพื่อนสนิท​คือปีเตอร์ ทอปป์แห่งสถานทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ​และบังเอิญเหลือเกิน​ที่ปีเตอร์ ทอปป์ผู้นี้ก็​คือ​เพื่อนซี้ย่ำปึ้กของนายจ้อนหรือนายจรจรัล แจ้งขนานชลนั่นเอง

***************


ฟิลลิปเริ่มกระสับกระส่าย​เมื่อเปลวไฟจากไฟแช็กในมือของสายัณห์ดับวูบลง ​เขาสังเกตเห็นว่าขณะนั้น​ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม แสงแดดอ่อนแสงลง ท้องฟ้าสลัว ลำแสงสีแดงของดวงอาทิตย์ส่องทะลุก้อนเมฆ​ที่เริ่มบดบังอยู่​ทางทิศตะวันตก

นับ​เป็นยามอาทิตย์อัสดง​ที่งดงามมาก !

สายัณห์พยายามจุดไฟแช็กซ้ำอีก​แต่ไม่​เป็นผล​เพราะปรากฏว่าแก๊สหมด
"​ใครมีไม้ขีดบ้าง" สายัณห์ร้องถาม
"เสียใจว่ะไม่มี​ใครสูบบุหรี่เลย​ คุณแอนน์ล่ะมีหรือเปล่าครับ​" จ้อนตอบ​พร้อม​ทั้งหัน​ไปถามแอนนามารี
"ไม่มีค่ะ​ ​แต่แอนน์มีไฟฉายอันเล็กพกมาด้วย อยู่​ในกระเป๋านี่ค่ะ​" แอนนามารีพูดพลางล้วงมือลง​ไปในกระเป๋าสะพาย ควัก​เอาไฟฉายขนาดจิ๋วส่งให้ชายหนุ่ม
"ผมว่าเรากลับ​ไป​ที่เรือก่อนดีกว่า นี่จวนมืดแล้ว​นะ" เสียงฟิลลิปพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ​เมื่อเห็นไม่มี​ใครสนใจคิด​ที่​จะเดินทางกลับ

ไม่มี​ใครตอบฟิลลิปเลย​สักคนเดียว จ้อนเปิดไฟฉายเดินนำหน้าเข้า​ไปในถ้ำ ตามติดด้วยคนสองคู่ คู่แรก​คือโซ้ด​กับแอนนามารี คู่หลัง​คือสายัณห์​กับฟิลลิป ลำแสงจากไฟฉายสาดส่อง​ไปยังริมคูหาถ้ำ​ทั้งสองฝั่ง เห็นผนังถ้ำมีน้ำซึมไหลย้อย​เป็นทางลงมา​ต้องแสงไฟฉาย​เป็นประกาย บางจุดแสงสะท้อน​เป็นสีรุ้งงดงามมาก ทางเดินคดเคี้ยว​ไปมา

จนกระทั่งถึง​ที่หนึ่ง​​เป็นทางแยกซ้าย​และขวา ​เนื่องจากมีไฟฉายเพียงกระบอกเดียว จ้อนจึงตัดสินใจพาชาวคณะเดิน​ไปทางซ้าย ​เขาเดินนำทาง​ไปด้วย​ความระมัดระวังทุกฝีก้าว ​เพราะไม่รู้ว่า​จะมีเหตุการณ์อะไร​เกิดขึ้น​มาอีก หลังจาก​ที่วันนี้พบเห็น​แต่เรื่อง​ตื่นเต้นมาตลอด​ทั้งวัน พ้นทางแยกมาอีกสองโค้งตามทางคดเคี้ยวนั้น​ จ้อน​ต้องหยุดยืนนิ่งอยู่​​กับ​ที่เหมือนถูกมนต์สะกด

ภาพปรากฏเบื้องหน้าของพวก​เขานั้น​ มีแท่นหินสีขาวนวลขนาดใหญ่เหมือนหินอ่อน ​ที่บนแท่นหินมีหีบยาวคล้ายหีบศพ ​ที่ผนังถ้ำด้านหลังเหนือหีบนั้น​ มีภาพเขียน​เป็นรูปชายชราผมขาว หนวดขาว สวมเสื้อชุดราชปะแตน นุ่งผ้าม่วงใส่ถุงน่องรองเท้าเต็มยศ มีหรีดดอกไม้แห้งแขวนขนาบข้างภาพนั้น​อยู่​สองพวง ตรงซอกข้างแท่นหินอ่อนสีนวลนั้น​ มีทางเดินเล็กๆ​เข้า​ไปแลดูสะอาดตา จ้อนส่องไฟฉายเข้า​ไปข้างใน เห็น​เป็นห้องเล็กๆ​ มีของ​เป็นห่อน้อยใหญ่วางซ้อน​เป็นชั้นๆ​อยู่​เต็มห้อง

"คง​เป็นถ้ำเก็บศพคนโบราณ ไม่รู้ว่า​เป็น​ใคร" จ้อนเอ่ยขึ้น​
"น่า​จะ​เป็นเจ้าของถ้ำนี้ เอ...​​แต่ตาม​ที่รู้มา ประวัติเกาะนี้ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้คนเคยอาศัยอยู่​เลย​นี่นา" โซ้ดในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกาะนี้มากกว่าผู้ใดพูดขึ้น​บ้าง
"หรือ​จะ​เป็นเมืองลับแลอย่าง​ที่สายัณห์มันว่า" จ้อนเอ่ยขึ้น​อีกอย่างเลื่อนลอยคล้ายคนตกอยู่​ในอำนาจลึกลับ
"อืม..ม หรือว่าเมืองลับแลจริงๆ​" สายัณห์คล้อยตาม
"อะไร​..เมืองลับแลอะไร​กัน" ฟิลลิปถามด้วย​ความสงสัย
"อ้าว..ก็เมือง​ที่อยู่​คนละภพ​กับเราไง" สายัณห์บอก
"คนละภพยังไง ไม่เข้าใจ" ฟิลลิปยังงง
"ก็เมือง​ที่อยู่​อีกมิติหนึ่ง​ เราค้นพบ​โดยบังเอิญ​โดยผ่านปากถ้ำเข้ามานะซี" สายัณห์อธิบาย
"โอ..มายก้อด นี่เราอยู่​อีกโลกหนึ่ง​หรือนี่" ฟิลลิปคราง
"คงอย่างนั้น​แหละ​" สายัณห์แกล้งตอบให้ฟิลลิปเชื่อหนักเข้า​ไปอีก
"แล้ว​เรา​จะออก​ไป​ได้ไหมนี่"
"​ได้ซิ ​แต่ก็ต่อ​เมื่อเจ้าของ​เขาอนุญาต หรือว่าคุณทำอะไร​ผิด" สายัณห์บอก
"ทำผิด"
"ใช่ เช่นพูดโกหก"
"เรา​จะรู้​ได้อย่างไรว่าเจ้าของ​เขา​จะอนุญาตให้เราอยู่​หรือกลับ" หนุ่มสวิสซัก
"เดี๋ยวยูก็รู้เอง" จ้อนว่า "ว่า​แต่ว่ายูไม่อยากเห็นคนสวยหรือ เมืองลับแลนี้มี​แต่ผู้หญิงสวยๆ​​ทั้งนั้น​เลย​นะ"
"พูด​เป็นเล่น​ไป" ฟิลลิปชักเริ่มรู้ตัวแล้ว​ว่าถูก​เพื่อนหลอก
"จริง..​ถ้า​ที่นี่​คือเมืองลับแลจริงๆ​ ถ้ำนี้ก็​คือถ้ำลับแล เราอาจ​เป็นพวกแรก​ที่ค้นพบทางเข้าสู่นครลับแลอันลี้ลับก็​ได้" จ้อนบอก
"​ถ้าอย่างนั้น​คุณช่วยพาผม​ไปพบชาวเมืองลับแลเลย​ดีกว่า" ฟิลลิปผสมโรง
"ไม่​ได้หรอก คุณ​ต้องพิสูจน์ว่าคุณ​เป็นผู้บริสุทธิ์ สะอาดไร้มลทิน ไม่มีประวัติด่างพร้อยเลย​ในชีวิต คุณจึง​จะมีโอกาสเข้าสู่นครลับแล​ได้ ​โดยเฉพาะคนกิเลสหนาอย่างพวกเราไม่มีทาง​ได้เข้า​ไปเมืองลับแลหรอก" จ้อนอธิบายส่งเดช​ไปอย่างนั้น​เอง
"อ้อ..​ถ้าอย่างนั้น​...​." ฟิลลิปพูดค้าง
"ใช่..​ถ้าอย่างนั้น​เรากลับกันดีกว่า" จ้อนสรุป
"ผมอยาก​ได้ยินพวกคุณพูดคำนี้มานานแล้ว​" ฟิลลิปเอ่ยขึ้น​อย่างรู้สึกโล่งอกใน​ที่สุด
"โอเค...​ฟิลลิป เราพอกันแค่นี้ กลับกันเถอะ" จ้อนพูด​พร้อมหันกระบอกไฟฉายส่องกลับ​ไปตามทางเดิม​ที่เข้ามา

จ้อนเดินนำทางพาพรรคพวกออกจากถ้ำมาตามทางเดิม ​โดยไม่​ได้แวะ​ไปอีกทางแยกหนึ่ง​​ที่ยังไม่​ได้​ไปสำรวจ ​เขาคาดว่าเ​ที่ยวหน้า​จะสำรวจถ้ำลึกลับนี้ให้ครบทุกซอกทุกมุม

​เมื่อออกมานอกปากถ้ำแล้ว​ จ้อนขอร้องให้ทุกคนช่วยกัน​เอาท่อนซุงงัดก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น​ปิดปากถ้ำไว้ดังเดิม เสร็จแล้ว​จึงเดินผ่านลานหินมา​ที่กระท่อม เลย​ผ่านลงมา​ที่ชายหาด ปีนขึ้น​เรือ แล้ว​โซ้ดก็ทำหน้า​ที่ขับเรือย้อนกลับ​โดยแวะ​ไปส่งสายัณห์​ที่เกาะเต่าก่อน​ที่​จะเลย​กลับ​ไปเกาะขนาน

ถึงเกาะขนานต่างก็แยกย้ายกันกลับ​ที่พัก นอนหลับ​ไปด้วย​ความอ่อนเพลีย หลังจาก​ที่​ได้ผจญภัยอันระทึกใจตื่นเต้นมาแล้ว​ตลอด​ทั้งวัน


***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2106 Article's Rate 31 votes
ชื่อเรื่อง ลิขิตรักเส้นขนาน --Series
ชื่อตอน ลายแทงลึกลับ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๐๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-11341 ], [213.103.137.64]
เมื่อวันที่ : ๐๕ เม.ย. ๒๕๕๐, ๒๑.๕๔ น.

โล่งใจจัง​​ที่คลาดแคล้ว​​กับกลุ่มคนร้าย​​ได้...​​.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : กาบแก้ว [C-11351 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : ๐๘ เม.ย. ๒๕๕๐, ๑๗.๕๐ น.

คนเขียนก็โล่งใจครับ​​​​ที่หาทางลงจน​​ได้ !

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น