นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ลิขิตรักเส้นขนาน #3
กาบแก้ว
...เหมือนเทพเจ้า​จะ​ได้ยิน ลมแรงพัดซู่กราวใหญ่ พัดพา​เอาใบไม้ ฝุ่นผงทรายปลิวว่อน​เป็นวงคลุ้งอยู่​ตรงหน้าศาลเจ้ากุหลาบไฟบริเวณรูปสลักเรือโบราณนั้น​...

ตอน : เกาะกาหลง

บ่ายวันนั้น​เองทุกคนก็กลับมายังเรือเร็วรัญจวนใจอีกครั้ง ​โดยมีสายัณห์​เป็นผู้​โดยสารเพิ่มขึ้น​อีกคนหนึ่ง​ โซ้ดพาเรือแล่นฉิวตรงลิ่วฝ่าคลื่นน้ำแตกกระจายมุ่ง​ไปยังเกาะกาหลงอัน​เป็นจุดหมายปลายทาง เกาะกาหลงอยู่​ห่างจากเกาะเต่าประมาณสามสิบกิโลเมตร​ซึ่ง​เป็นระยะทางพอๆ​กัน​กับเกาะขนาน​ไปเกาะเต่า หน้าผาสูงชันของเกาะกาหลงแลเห็นโดดเด่น คลื่นลูกใหญ่สาดซัดชะง่อนหินหน้าผาอยู่​โครมครืนเสียงดังสนั่นก้อง​ไปไกล

โซ้ดบังคับเรือ​เป็นวงโค้งอ้อม​ไปด้านหลังหน้าผา ​ซึ่ง​เป็นหาดทรายค่อนข้างเรียบคลื่นลมสงบบางเบา ​แต่เสียงคลื่นซัดหน้าผายังคงดังก้องให้​ได้ยินอยู่​ตลอดเวลา ทุกคนจับเบาะพนักพิงเกร็งแน่นอยู่​ตลอดเวลาด้วย​ความตื่นเต้นถึง​แม้​จะมีชูชีพสวมรัดแน่นกันอย่างมั่นคงแล้ว​ก็ตาม แอนนามารีนั้น​มีท่าทีตื่นตะลึง​กับคลื่นลูกโต​ที่เรือแล่นตัดผ่านจนเรือลอยหล่นลงกระแทกผืนน้ำ เสียงพื้นท้องเรือกระทบน้ำทะเลดังตั้บ..ตั้บ..ๆ​..ตลอดเวลาจนดูน่ากลัว ​โดยเฉพาะฟิลลิปสีหน้าไม่สู้ดี​เอาเสียเลย​ ​ส่วนผู้​ที่ไม่มีท่าทีรู้สึกรู้สมก็เห็น​จะมีโซ้ด​แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น​ ​เพราะใบหน้าของ​เขาอ่านยากเหลือเกิน

โซ้ดทอดสมอเรือ​ที่ข้างโขดหินสีเทา ​ทั้งหมดลุยน้ำเดินขึ้น​สู่ชายหาด พื้นทรายช่วงนี้ขาวสะอาดหาดทรายเว้า​เป็นอ่าวเข้า​ไป มีเส้นทางเล็กๆ​ค่อนข้างรก เต็ม​ไปด้วยหญ้าใบแห้งพริ้วลมไสวอยู่​สองข้างทาง​ที่ลาดตามเนินขึ้น​สู่ศาลเจ้ากุหลาบไฟ ​ซึ่งตั้งอยู่​บน​ที่ราบตอนบนด้านหลังหน้าผาสูงชันนั้น​ มองจากริมหาด​จะแลเห็นศาลรูปทรงคล้ายเก๋งจีนสร้างด้วยหินฉาบปูนตั้งเด่นอยู่​บนเนิน ​ที่หน้าศาลมีรูปสลักหิน​เป็นรูปกุหลาบดอกใหญ่​พร้อมก้านใบมีหนามแหลม กลีบกุหลาบทาด้วยสีแดงแจ้ดเห็นชัด​แต่ไกล

​ทั้งหมดเดิน​ไปหยุดยืนพัก​ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางก่อนขึ้น​เนิน ​เพื่อหลบร่มยามบ่าย​ซึ่งแดดร้อนจ้าแผดเผาจนมองเห็นไอแดดพลิ้ว หาก​แต่มีลมเย็นพัดผ่านมา​เป็นระยะ

​ที่ข้างศาลกุหลาบไฟด้านขวามือไม่ไกลนัก มีเนิน​เขาอีกลูกหนึ่ง​เต็ม​ไปด้วยหินก้อนใหญ่น้อยซ้อนเหลื่อมกันเรียงราย แลเห็นต้นไม้สูงขึ้น​อยู่​ทั่ว​ไป เสียงร้องโหยหวนของชะนีป่า​และนกป่าดังอยู่​​เป็นช่วงๆ​​แต่ไกล ข้างทางมีกระท่อมชาวประมงร้างตั้งอยู่​ ดูเหมือน​จะไม่มีผู้คนเลย​บนเกาะนี้ กระรอกวิ่งไล่กัน 3-4 ตัวบนกิ่งไม้ต้นถัด​ไปส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสนุกสนาน

ฟิลลิปหนุ่มชาวสวิสยืนตัวแข็งทื่ออยู่​หลังสายัณห์ ​เขา​เป็นคนแรก​ที่เหลือบ​ไปเห็นงูหลามตัวเขื่องพันอยู่​บนกิ่งไม้เหนือหัวบนต้นไม้​ที่​ทั้งหมดยืนหลบแดดกันอยู่​ ​เขาเอื้อมมือสะกิดสายัณห์พลางชี้มือขึ้น​​ไปข้างบน สายัณห์เหลือบขึ้น​​ไปมองตามมือของฟิลลิป ​เขาอ้าปากค้าง ​เพราะ​ที่ปากงูมีร่างลิงตัวน้อย​กำลังถูกกลืน​ไปครึ่งตัว

"คุณแอนน์อย่ามองขึ้น​​ไปบนต้นไม้นะครับ​...​ทุกคนค่อยๆ​เดินตามผมมาก็แล้ว​กัน" สายัณห์เอ่ยบอกทุกคน​โดยพยายามทำสำเนียงให้ดูตื่นเต้นน้อย​ที่สุด

​ทั้งหมดค่อยๆ​เดินถอยห่างออกมาจากใต้ต้นไม้​โดยอัตโนมัติ ไม่มี​ใครกล้าแหงนขึ้น​​ไปมองบนต้นไม้ตามคำของสายัณห์ หลังจาก​ที่ถอยห่างออกมาพอสมควร ทุกคน​ต้องตกตะลึงพรึงเพริด ​เพราะขณะ​ที่ก้าวถอยออกมาอย่างช้าๆ​นั้น​ โซ้ดค่อยๆ​เหลือบขึ้น​​ไปมองบนกิ่งไม้

ในทันที​ที่เห็นงูหลามตัวนั้น​​กำลังขยอกลิงน้อย โซ้ดก็พุ่งตัวกระโจน​ไป​ที่ต้นไม้​พร้อม​กับกระชากมีดคมกริบออกจากเอว งอเข่าสปริงตัวขึ้น​โหนกิ่งไม้ใหญ่ด้วยมือซ้าย ​ส่วนมือขวา​ที่กำมีดก็จ้วงแทง​ไป​ที่กลางลำตัวของงูยักษ์จนมิดด้าม ​แต่มือของโซ้ดยังกำด้ามมีดแน่น​พร้อม​กับกระชากมีดกลับจากร่างงูยักษ์ในขณะ​ที่มัน​กำลังสะบัดตัวคลายหล่นจากกิ่งไม้ใหญ่ลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง โซ้ดปล่อยมือโดดตามลงมาตระหวัดมีด​ไปบนลำตัวงูยักษ์นั้น​อีกหลายครั้ง แล้ว​จึงกระโดดขึ้น​คร่อมร่างเหยียดยาว​ที่​กำลังดิ้นเร่าๆ​อยู่​นั้น​ เกล็ดสีเหลืองปนดำของมันสะท้อนแสงแดด​เป็นมันแวววาว

โซ้ด​เอามือซ้ายจับปากงูด้านบน​ที่​กำลังขยอกลิงน้อยไว้ มีดคมกริบจ่อกรีดอย่างบรรจงตามร่องขากรรไกรของปากงูยักษ์ ผ่าตามยาวจนพ้นร่างลิงน้อย เลือดแดงฉานไหลนองโคนต้นไม้ งูใหญ่สิ้นฤทธิ์ ร่างเหยียดยาวดิ้นกระตุกอยู่​ชั่วครู่แล้ว​จึงแน่นิ่ง โซ้ดค่อยๆ​​เอามือประคองร่างลิงน้อยออกมาจากปากงู ตัวมันเปียกโชก ​เขาอุ้มมัน​ไปวางไว้​ที่บนก้อนหินใต้ร่มไม้ มันทำตาปริบๆ​ หายใจรวยริน ตัวสั่นเทา

เหตุการณ์​ทั้งสิ้นเกิดขึ้น​รวดเร็วมากจนทุกคนแทบไม่​ได้กระพริบตา นับว่าการตัดสินใจของโซ้ด​เป็น​ไปอย่างฉับไว ทันควัน แม่นยำ ​และ​สามารถควบคุมสถานะการณ์ไว้​ได้ทันท่วงที

แอนนามารีช่วยโซ้ด​เอาผ้าเช็ดร่างลิงน้อย จนตัวแห้งดีแล้ว​จึง​เอาผ้าห่มคลุมร่างมันไว้​พร้อม​กับอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้น​มากอดแนบไว้​กับอก​เพื่อให้​ความอบอุ่นจนมันหายตัวสั่น เธอเหลียวมอง​ไปรอบๆ​​เพื่อหาพ่อแม่ของมัน

​ที่ยอดไม้สองต้นห่างออก​ไปจ้อนมองเห็นกิ่งไม้ไหวโอนยวบยาบ ​ได้ยินเสียงร้องเจี๊ยกๆ​อยู่​ไกลๆ​ จ้อนเดินนำหน้าพาแอนนามารีเดิน​ไปทางเสียงนั้น​ พอ​ไปใกล้​ที่ใต้ต้นไม้​เขาบอกให้เธอวางเจ้าลิงน้อย​ที่ตอนนี้หายตัวสั่นแล้ว​ไว้บนคาคบไม้ต้นเดียว​กับ​ที่ลิงสองตัวบนต้นไม้ส่งเสียงร้องเรียกอยู่​

พอ​ทั้งจ้อน​และแอนนามารีถอยห่างออกมาสักครู่ ลิงสองตัวบนต้นไม้ก็ค่อยๆ​ไต่ลงมาอย่างรวดเร็วเจ้าตัว​ที่ท่าทางคล้าย​เป็นแม่กระโดดกอดอุ้ม เจ้าตัวน้อยรัดคอแม่มันแน่นด้วย​ความดีใจ ครู่เดียวมันก็พากันห้อยโหนหายลับ​ไปทางดงไม้ทึบทาง​เขาอีกลูก​ที่มีหินน้อยใหญ่ซ้อนสลับดงไม้หนาทึบอยู่​เรียงราย

ฟิลลิปอกสั่นขวัญแขวน​กับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก ​เพราะ​เขา​เป็นคนแรก​ที่เห็นเหตุการณ์​โดยไม่คลาดสายตาเลย​ ​เขาหน้าซีดเผือดตัวเย็นเฉียบ เหงื่อแตกพลั่กยืนโงนเงนคล้ายๆ​​จะ​เป็นลม สายัณห์​ซึ่งยืนอยู่​ใกล้ปราดเข้าประคองร่างของ​เขาไว้ก่อน​ที่​จะล้มลงฟาด​กับพื้น สายัณห์พาร่างปวกเปียกนั้น​​ไปเอนกายลงบนก้อนหินใหญ่ พอ​ได้สติฟิลลิปก็ระล่ำระลักด้วย​ความตื่นเต้นสุดขีด
"งู...​งู​กำลังกลืนลิง​ทั้งตัว บรู๊..ว..ว..ว์ น่ากลัวมาก..ก..ก" ​เขาพูดเหมือนคนละเมอ
"งูมันคอยดักหาอาหารน่ะ ธรรมชาติของมัน" โซ้ดพูดด้วยใบหน้าปกติ
"ยังไงก็น่ากลัวอยู่​ดี" ฟิลลิปคราง
"นี่ก็​เป็นครั้งแรกของแอนน์เหมือนกัน ​ที่เห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้" แอนนามารีพูดขึ้น​บ้าง

สำหรับแอนนามารีนั้น​ ​แม้ว่าเธอ​จะตกตะลึงต่อเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ ​แต่เธอก็ไม่​ได้กลัวถึงขนาดหมดสติหรือร้องแรกแหกกระเฌอ อาจ​เป็น​เพราะว่าเธอ​เป็นผู้หญิงคนเดียว​ที่อยู่​ในหมู่ชายหนุ่มฉกรรจ์​ซึ่ง​สามารถปกป้องเธอ​ได้ตลอดเวลาไม่ว่า​จะมีสิ่งใดเกิดขึ้น​ ​โดยเฉพาะนายโซ้ดหนุ่มร่างสันทัดบึกบึนนัยน์ตาดุคนนั้น​ เธอรู้ดีว่า​เขา​พร้อม​ที่​จะกระโจนออกปกป้องเธออยู่​ตลอดเวลา หรืออาจ​เป็น​เพราะว่าเธอมีสายเลือดไวกิ้งอยู่​เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็​เป็น​ได้

"เรา​ไปต่อกันเถอะ ขึ้น​​ไปดู​ที่ศาลซิว่ามีร่องรอยอะไร​บ้าง"
โซ้ดออกปากชวน พูดจบก็ออกเดินนำหน้าขึ้น​​ไปตามทางเล็กลาดชันนั้น​

***************


ณ ศาลเจ้ากุหลาบไฟ
แท่นบูชาตั้งอยู่​หน้าดอกกุหลาบ​ที่แกะสลักจากหินชนวนทาสีแดงเพลิงมองดูร้อนแรงท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย บนแท่นบูชามีกระถางธูป​และเชิงเทียนรูปมังกรคู่พันกัน ใกล้ๆ​แท่นบูชามีรูปปั้น ช้าง ม้า​และปลาฉลามวางอยู่​เรียงราย ​ที่แปลกหน่อย​ก็​คือมีรูปแกะสลักเรือไวกิ้งโบราณลำหนึ่ง​ ​เป็นไม้เนื้อแข็งแกะสลักเก่าคร่ำคราบดำจับเต็ม​ไปหมด​ทั้งลำ ยาวประมาณสามฟุต ​แต่แปลก​ที่แท่นรองรับเรือกลับกลาย​เป็นหินแกรนิตแกะสลักลวดลายรูปเถาก้านดอกกุหลาบพันกัน​โดยรอบ ​ทั้งเรือ​และแท่นหินแกรนิตถูกยึดติดกันด้วยแท่งเหล็กแน่นหนามั่นคง จึงแลดูเสมือนประหนึ่ง​เรือไวกิ้งตั้งผงาดหันหน้าออกสู่ทะเลลึก ราว​กับ​พร้อม​ที่​จะโจนทะยานโผคลื่นอยู่​ทุกขณะ

แอนนามารียืนตลึงมองรูปสลักเรือไวกิ้งด้วย​ความสนใจ ใบหน้าแสดง​ความพิศวงอย่างเห็น​ได้ชัด !
สักครู่เธอก็เดินตรง​ไป​ที่รูปสลักเรือไวกิ้งลำนั้น​ ลงนั่งคุกเข่าก้มหน้าทำ​ความเคารพ ดวงตาเพ่งมองตรง​ไปยังเรือโบราณแน่วนิ่ง
"ข้า​แต่เทพเจ้าโอดิน...​ผู้ยิ่งใหญ่"
เธอกล่าว​เป็นภาษานอร์วีเจี้ยนโบราณ​ซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าใจ
"ข้าขอวิงวอนให้ท่าน...​จงนำฮันส์ กุลลิคเซ่นผู้หลงทาง..กลับคืนสู่แผ่นดินแม่แห่งทะเลเหนือด้วยเถิด"

เหมือนเทพเจ้า​จะ​ได้ยิน ลมแรงพัดซู่กราวใหญ่ พัดพา​เอาใบไม้ ฝุ่นผงทรายปลิวว่อน​เป็นวงคลุ้งอยู่​ตรงหน้าศาลเจ้ากุหลาบไฟบริเวณรูปสลักเรือโบราณนั้น​ แอนนามารีก้มลงคำนับอีกครั้งหนึ่ง​ ค่อยๆ​ลุกเดินถอยห่างออกมา ครู่เดียวลมก็หยุดหมุน เธอยืนสงบนิ่งหันหน้าตรงออกสู่ทะเลลึก ดวงใจของเธอพลันนึกถึงท้องทะเลเหนืออันไกลโพ้น ณ บ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ภาวนาขอให้เทพเจ้าโอดินผู้ยิ่งใหญ่ จงช่วยบันดาลให้บิดาของเธอกลับคืนสู่ถิ่นเดิม​ซึ่งอยู่​ห่างไกลแสนไกล

"เรือโบราณลำนี้มาอยู่​​ที่นี่​ได้อย่างไรคะ​คุณจ้อน" เธอหันมาถามจ้อน
"ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ครั้งแรก​ที่ผมเคยมา​ที่ศาลนี้ก็เห็นมีอยู่​ก่อนนานแล้ว​" จ้อนตอบพลางหัน​ไปทางโซ้ด
"ลองถามโซ้ดดีกว่า​เขาอาจรู้เรื่อง​ราวของตำนานศาลนี้ดี"
"ว่ายังไงคะ​คุณโซ้ด มีประวัติ​ความ​เป็นมาของเรือลำนี้หรือเปล่า" เธอถามนายสดใสด้วยสีหน้าวิงวอนอยากรู้

"มีครับ​มีตำนานโบราณเล่าสืบต่อกันมาว่า นานมาแล้ว​ครั้งดึกดำบรรพ์มีเรือไม้โบราณลำใหญ่ คล้ายเรือลำนี้แล่นผ่านมา จอดทอดสมอ​ที่อ่าวหน้าหาดนี้ ​เป็นชาวตะวันตกรูปร่างสูงใหญ่ นำ​เอาศพของหัวหน้าของพวก​เขามาทำพิธีฌาปนกิจ​โดยเผาศพบนแพลอยน้ำ​ที่ตรงหน้าหาดทราย ก่อนจาก​ไป​ได้นำเรือสลักจำลองลำนี้ ​พร้อมด้วยรูปแกะสลักกุหลาบไฟขึ้น​มาตั้งไว้บนแท่นหินใหญ่บนเนิน​เขานี้ ตรง​ที่ตั้งอยู่​ตรงปัจจุบันนั่นแหละ​ครับ​" โซ้ดเล่าตำนานยืดยาวอย่างละเอียด

"​ต่อมามีพวกเรือสำเภาจีนแวะหลบมรสุมผ่านมา เห็นมีรูปสลักดอกกุหลาบ​และเรือโบราณตั้งเด่น​เป็นสง่าไม่กลัวพายุ จึงพากันเลื่อมใสสร้างศาลขึ้น​ทางด้านหลัง ​เพื่อเซ่นไหว้บูชา ​โดย​ได้​เอาสีแดงมาทากลีบกุหลาบให้ด้วย จึงกลาย​เป็นประเพณีให้ชาวเรือ​ได้นับถือเซ่นไหว้กัน​ต่อมา​และบนบานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์​ได้ช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ​ทั้งปวง" โซ้ดเล่าต่อให้ทุกคน​ได้เห็นภาพอย่างถนัดชัดเจน

แอนนามารีน้ำตาซึม เธอคิดไกล​ไปถึงกษัตริย์ไวกิ้งโบราณ ​ที่​เอาชีวิตมาทิ้งยังดินแดนอันไกลโพ้น ถึง​แม้ว่า​จะ​ได้ทำพิธีศพอันสมเกียรติชายชาตินักรบก็ตาม เธอไม่เคยนึกเลย​ว่า​จะมีชาวไวกิ้งเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ อาจ​เป็น​เพราะหลงทาง หรือด้วยวิญญาณนักสำรวจรุ่นแรกก็ตามที นี่ก็​คือการค้นพบประวัติศาสตร์การเดินเรือครั้งสำคัญ ​แม้​จะไม่ทราบชื่อเสียง​และประวัติ หาก​แต่บทพิสูจน์อันนี้ แสดงให้เห็นว่าชาวไวกิ้ง​คือนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่​ที่แท้จริง

"ทุกวันนี้​ใครก็ตาม​ที่แล่นเรือผ่านมาบริเวณนี้ ​จะ​ต้องแวะขึ้น​มาคารวะศาลเจ้ากุหลาบไฟเสมอ หรือ​ใคร​จะบนบานขอสิ่งใดก็มัก​จะ​ได้สมตาม​ความปรารถนา ถือว่าศาลนี้มี​ความศักดิ์สิทธิ์มาก" นายโซ้ดของเราเล่าต่อ​เพราะรู้เรื่อง​นี้ดีกว่า​ใคร ด้วย​เขาว่าคนในตระกูลของ​เขา เล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว​

"​แต่บรรดาผู้​ที่เคยมาเกาะนี้ ไม่มี​ใครกล้าอยู่​นานถึงยามวิกาลเลย​สักคน ​เพราะชาวบ้านเคยเล่าให้ฟังว่า ในคืนเดือนเพ็ญมักมีเหตุการณ์ประหลาดหาก​ใครขึ้น​มาบนเกาะในยามนั้น​ มัก​จะหายสาบสูญ​ไปทุกคน มีชาวเรือโดนกันมาหลายรายแล้ว​ จน​เป็น​ที่เลื่องลือกัน​ไปทั่วในหมู่เกาะแถวนี้"
"แล้ว​อยู่​ดีๆ​คน​ทั้งคน​จะหาย​ไปเฉยๆ​​ได้อย่างไร" ฟิลลิปตั้งข้อสงสัย
"อ้าวก็ดู​แต่ลิงน้อยตัว​เมื่อกี้นี้ซิยังเกือบหาย​ไป​ทั้งตัว" จ้อนว่า
"เออ...​.ท่า​จะจริงของเอ็งโว้ย อาจมีงูเหลือมยักษ์รอเขมือบเราอยู่​แถวนี้ก็​ได้" สายัณห์เห็นด้วย
"ทาง​ที่ดี...​ควรระมัดระวังตัวกันหน่อย​นะพวกเรา" จ้อนเตือน
"ผมว่าพวกเรากลับกันก่อนดีกว่านะ" ฟิลลิปกล่าวเชิงขอร้องกลายๆ​ด้วยสีหน้า​เป็นกังวลอย่างไรชอบกล
"​ความจริงพวกเราเสียเวลามากันแล้ว​ก็ควร​ที่​จะสำรวจให้ทั่วเกาะ" สายัณห์ต่อรอง
"โอเค...​อีกสักสองชั่วโมงเราค่อยกลับ" จ้อนว่า
"​แต่นี้ต่อ​ไปคง​ต้องระวังตัวทุกฝีก้าวนะ ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้ดี​ที่สุด" สายัณห์เตือน

​ทั้งหมดเดินสำรวจดูรอบศาลเจ้ากุหลาบไฟ​แต่ไม่กล้าเดิน​ไปใน​ที่รกทึบ ​โดยเฉพาะบริเวณเนิน​เขาอีกลูก​ที่มีหมู่ก้อนหินใหญ่น้อยกระจายอยู่​ทั่ว​ไป รกร้างมาก ต้นไม้ขึ้น​หนาแน่น ดูรกชัฏน่ากลัว ​เมื่อเดินดูรอบแล้ว​ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติ จึงพากันเดินลงมายังกระท่อมชาวประมง​ที่อยู่​เบื้องล่าง

ภายในกระท่อมร้างของชาวประมงนั้น​ไม่​ได้ดูรกร้างเสียทีเดียว ​ที่แปลกก็​คือมีร่องรอยการหุงต้มอาหาร ​เพราะมีฟืนถูกเผาอยู่​ในเตาหินก้อนเส้า แสดงว่ามีผู้มา​ใช้เตานี้​เมื่อไม่นานมานี้เอง ​เพราะรอยไหม้ของฟืนยังดูไม่เก่ามากเท่าไหร่ ดุ้นฟืนก็ดูไม่เก่าจนผุกร่อน มีจานสังกะสีสองใบ กะละมังสองใบแก้วน้ำถูกล้างคว่ำไว้​เป็น​ที่​เป็นทางดูเรียบร้อย​ ​ที่แปลกมากอีกอย่างก็​คือ​ที่หิ้งข้างฝาใกล้ประตูกระท่อมมีกระป๋องเก่าใบเขื่องสนิมขึ้น​เต็ม ภายในกระป๋องมีตัวหมากรุกบรรจุอยู่​ครบชุด จ้อนหยิบตัวหมากรุกเหล่านั้น​ขึ้น​มาพลิกดูด้วย​ความสนใจ

"​ต้องมีคนมา​ใช้กระท่อมนี้แน่ๆ​เลย​" จ้อนเอ่ยขึ้น​
"คงทำครัวด้วย ดูจัดเก็บจานชามเรียบร้อย​เชียว" สายัณห์ตั้งข้อสังเกต
"กระทะ​กับหม้อเหล็ก​ทั้งสองใบยังดูดีอยู่​เลย​ แปลกจริงๆ​ อาจ​เป็นพวกเรือประมงแวะผ่านมา" จ้อนว่า
"ข้าว่าน่า​จะ​เป็นพวกเรือ​ที่บังเอิญหลบมรสุมมา หรือไม่ก็พวก​ที่มาแก้บน" สายัณห์ออก​ความเห็น
"เฮ้...​พวกเราออกมาดูนี่หน่อย​ซิ" เสียงของโซ้ดตะโกนเรียกมาจากหลังกระท่อมร้าง ​เพราะ​เขาสำรวจรอบนอกกระท่อมอยู่​​กับแอนนามารี

จ้อน สายัณห์​และฟิลลิป รีบพรวดพราดออกมาจากกระท่อมชาวประมงนั้น​ ทันที​ที่​ได้ยินเสียงโซ้ดร้องเรียก ​ซึ่ง​ทั้งสามคาดเดา​เอาเหมือนกันว่าอาจมีอะไร​ตื่นเต้นเกิดขึ้น​อีกแน่ๆ​ ​แต่​เมื่อออก​ไปถึง​ที่​ทั้งสองยืนอยู่​ โซ้ดก็​คือโซ้ดคนเดิม​ที่ตีหน้าเฉย ชี้มือให้ดูทางเดินเล็กๆ​ ​ที่พุ่งตรงหาย​ไปทางพุ่มไม้รกทึบด้านหลังกระท่อม ทางเดินเล็กๆ​นั้น​เหมือน​กับมีร่องรอยคนหรือสัตว์​ใช้​เป็นประจำ ดูทางเดิน​แม้​เป็นทางเก่าก็ดูลึกลับยังไงชอบกล ผิด​กับทาง​ที่ขึ้น​​ไปสู่ศาลเจ้ากุหลาบไฟ

"เฮ้ยจ้อน...​เอ็งดูทางเดินนี่สิ ​เป็นทางเดินของคนหรือสัตว์แน่วะ" โซ้ดถามจ้อน​เพื่อขอ​ความเห็น
"อื..ม..มอาจ​เป็น​ได้​ทั้งสองอย่างโว้ย" จ้อนตอบ "ข้าว่าเหมือนทางคนเดินมากกว่าว่ะ"
"ดูเหมือนมันหาย​ไปหลังพุ่มไม้นั่น เราตาม​ไปดูไหม ข้าว่ามันอาจมีอะไร​ผิดปกติก็​ได้" สายัณห์ว่า​พร้อมเอ่ยชวน
"ผมว่าเรากลับกันก่อนเถอะ วันหลังค่อยมาดูใหม่ นี่ก็บ่ายมากแล้ว​เดี๋ยวมืดค่ำ​จะลำบาก" ฟิลลิปพูดขึ้น​
"​เอาน่าไหนๆ​ก็ไหนๆ​แล้ว​เราตาม​ไปดูกันหน่อย​ ไม่​ได้เสียหายอะไร​นี่นา" โซ้ดเอ่ยสนับสนุนสายัณห์
"ฟิลลิป..ยูไม่ควรกลัว​โดยไร้เหตุผล เรามากันตั้งหลายคน" สายัณห์ว่า
"อย่าลืมซิว่าคืนนี้​เป็นคืน​พระจันทร์เต็มดวงฟูลมูนไน้ท์" ฟิลลิปแย้งสีหน้ายังกังวลเหมือนเดิม
"​เอาน่า​เพื่อน ​พระจันทร์ยังไม่ขึ้น​สักหน่อย​ กลัว​ไป​ได้" สายัณห์พูดยิ้มๆ​ ​และนึกขันในใจ ​เพราะ​เขาไม่เคยเห็นฝรั่งกลัวมากขนาดนี้มาก่อน
"ตามผมมาเถอะฟิลลิป ไม่เห็นน่ากลัวเลย​" พูดจบสายัณห์ก็ลากแขนฟิลลิปให้เดินตามชาวคณะตรง​ไปยังหลังพุ่มไม้นั่น

***************

ทางเดินเล็กๆ​นั้น​ตรงผ่าเข้า​ไปกลางพุ่มไม้ ดิ่ง​เป็นแนวตรงสู่ช่องทางแคบๆ​​ระหว่างต้นไม้ขนาดใหญ่สองต้น ช่องทางเล็กมากพอเดินลอด​ได้ทีละคน หลังจากหลุดพ้นมาหลังต้นไม้นั่นเองชาวคณะ​ทั้งหมดก็แลเห็นแท่นหินแบนเรียบรูปเกือบ​เป็นสี่เหลี่ยมวางเทินอยู่​บนก้อนหินขนาดย่อมมองดูคล้ายโต๊ะ มีหินอีกสี่ก้อนวางอยู่​​โดยรอบ​ทั้งสี่ด้านเหมือน​เป็นเก้าอี้นั่ง ​ที่แปลกก็​คือตรงกลางแผ่นหินแบนเรียบ​ที่​เป็นโต๊ะมีรอยขีดหรือสกัดพอเห็นชัด​เป็นตารางเหมือนตาหมากรุก บริเวณ​โดยรอบ​เป็นลานหินกว้าง

"สงสัยตรงนี้​จะ​เป็นลานสำหรับเล่นหมากรุก" จ้อนให้ข้อสังเกต
"ข้าเห็นมีตัวหมากรุกครบชุดอยู่​ในกระท่อม"
"พวกนี้คง​เป็นพวกคนเมืองลับแลมั้ง..ข้าว่า" สายัณห์พูดขึ้น​
"เอ็งก็พูดส่งเดช สายัณห์" จ้อนติง​เพื่อน
"เรา​ไปกันต่อเถอะสุดทางแล้ว​ค่อยกลับ"
พูดจบโซ้ดก็เดินนำทางต่อ​โดยเดินอ้อมวนลานหิน​ไปทางด้านหลัง​ซึ่งสองข้างทางยังคง​เป็นพุ่มไม้รกทึบ เสียงสัตว์ป่าน้อยใหญ่​และหมู่นกยังกู่ร้องสลับกันดังก้องอยู่​​เป็นระยะๆ​เหมือนเดิม


***************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2105 Article's Rate 31 votes
ชื่อเรื่อง ลิขิตรักเส้นขนาน --Series
ชื่อตอน เกาะกาหลง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กาบแก้ว
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๐๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-11264 ], [83.180.103.125]
เมื่อวันที่ : ๒๐ มี.ค. ๒๕๕๐, ๑๖.๐๑ น.

สวัสดีค่ะ​​ ลุงปิง...​​.มาแจ้งว่าติดตามอ่านอยู่​​นะคะ​​...​​.เดี๋ยว​​ได้โอกาสเหมาะ ๆ​​ ​​จะเข้ามาส่งเสียงมากกว่านี้ค่ะ​​...​​.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ดาวเคียงเดือน [C-11269 ], [203.146.63.183]
เมื่อวันที่ : ๒๑ มี.ค. ๒๕๕๐, ๒๐.๒๔ น.

​​เอาดอกไม้มาให้ลุงปิงค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : กาบแก้ว [C-11272 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : ๒๔ มี.ค. ๒๕๕๐, ๐๐.๐๗ น.

ขอบคุณสำหรับ​​กำลังใจจากคุณ Rotjana Geneva
​​และคุณ ดาวเคียงเดือน ​​จะพยายามทำให้ดี​​ที่สุดครับ​​ !

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-11340 ], [213.103.137.64]
เมื่อวันที่ : ๐๕ เม.ย. ๒๕๕๐, ๒๑.๔๗ น.

คิก คิก ขำฟิลลิป ท่าทาง​​จะตื่นเต้นตกใจมากกว่าแอนนามารีเสียอีก

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น