นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) #11
รจนา ณ เจนีวา
... ​เพื่อน​ที่รักยิ่งทุกท่าน ขอบคุณเสียงตอบรับให้​กำลังใจ​ที่ยังอบอุ่นเหมือนเช่นเคยค่ะ​ พอ​ได้รับคำชม​แต่ละครั้ง แม่บ้าน​ต้องย...

ตอน : 10: แม่บ้านจีพีเอสตอนสอง

​เพื่อน​ที่รักยิ่งทุกท่าน

ขอบคุณเสียงตอบรับให้​กำลังใจ​ที่ยังอบอุ่นเหมือนเช่นเคยค่ะ​ พอ​ได้รับคำชม​แต่ละครั้ง แม่บ้าน​ต้องยึดเก้าอี้ไว้แน่น กลัว​จะลอยหาย​ไปเดี๋ยวไม่มี​ใครมาเขียนคอลัมน์ต่อจ้ะ​

แม่บ้าน​ได้​แต่หวังว่าผู้อื่นคง​จะผ่านช่วงหน้าร้อนอันแสนสาหัส​ไป​ได้แล้ว​ ​และอากาศน่า​จะคลาย​ความโหดร้าย​ไปบ้างนะคะ​ ตอนนี้เจนีวาเดือนพฤษคมเริ่มร้อนแล้ว​ค่ะ​ ประมาณเกือบสามสิบองศา เริ่มมีเหงื่อออกแล้ว​ หลังจากผิวหนังห่างเหินจากหยาดเหงื่อ​ไปนาน เสื้อยืดแขนสั้นสีแจ๋ดๆ​ ​ได้ออกมารับ​ใช้เจ้าของอีกครั้งหลังจากถูกเก็บให้มอดกินในตู้เสียครึ่งค่อนปี

จีพีเอสช่วงสุดท้าย

คราว​ที่แล้ว​เล่าทิ้งไว้ถึงการท่องเ​ที่ยว​โดยจีพีเอส ​ซึ่ง​เป็นอุปกรณ์​ที่มีประโยชน์​และน่าสนุกพอสมควร ​แต่​ใช้คนเดียวไม่สะดวก​หาก​ต้องขับรถด้วย ดูจีพีเอส​ไปด้วย

​ความจริง​เขามีโปรแกรมสำหรับบอกเส้นทาง​เป็นเสียง ​โดยเครื่อง​จะบอกว่า เดี๋ยว​ต้องเลี้ยวซ้ายแล้ว​นะ เลี้ยวขวาแล้ว​นะ เลี้ยว​ไปตรงนั้น​ทำไม ไม่ใช่เส้นทางสักหน่อย​ อ้าว ทำไมบอกแล้ว​ไม่ค่อยเชื่อเลย​...​เอ๊ย..

ประโยคสุดท้ายคิด​ไปเองจ้ะ​ เครื่องมันไม่​ได้พูดอย่างนั้น​สักหน่อย​ ​แต่โปรแกรม​ที่แม่บ้าน​ใช้มันยังไม่มีระบบออกเสียงสำหรับยุโรป ก็เลย​มี​แต่เสียงแม่บ้านบอกพ่อบ้านว่า "อีกห้าสิบเมตร​ต้องเลี้ยวขวาแล้ว​นะ" "เลี้ยวผิดแล้ว​จ้ะ​ ​ต้องย้อนกลับ​ไปไหม" "ตอนนี้เราอยู่​สูงกว่าระดับน้ำทะเลพันกว่าเมตร" "เอ๊ะ ทำไมในเครื่องไม่มีถนนชื่อนี้" "ว้าย ทำไมสัญญาณมันหาย​ไปไหนแล้ว​" "โอย ปวดตาแล้ว​ ตัวอักษรเล็กจัง" อะไร​ประมาณนี้​ไปตลอดทาง ฟังแล้ว​ น่าเห็นใจคนขับรถ​เป็นอย่างยิ่ง

ปราสาททินทาเจล (Tintagel)

​ใครเคย​ได้ยินชื่อกษัตริย์อาเธอร์​กับอัศวินโต๊ะกลมบ้าง? ​เป็นนิทานปรัมปราคลาสสิก​ที่เชื่อว่า​เป็นเรื่อง​จริงของอังกฤษ ของกษัตริย์ อัศวิน พ่อมด(เมอร์ลิน) ​และการสู้รบ​ทั้งด้วย​กำลังกาย​และด้วยเวทมนต์ ​ที่ถูกนำ​ไปสร้าง​เป็นหนังจอใหญ่​และจอเล็กหลายต่อหลายเรื่อง​ แม่บ้าน​กับพ่อบ้าน​ได้แวะ​ไปเ​ที่ยวเมือง​ที่เชื่อว่า ​เป็น​ที่เกิดของอาเธอร์ (​แต่ไม่​ได้​เป็น​ที่อยู่​อาศัย) ​ระหว่างเดินทางจากเมวากิซซี่​ไปลอนดอน

เมืองทินทาเจล (Tintagel) อยู่​ริมมหาสมุทร ตัวปราสาทถือ​เป็นป้อมปราการคอยดักศัตรู​ที่​จะมาโจมตีทางเรือด้วย สร้างบนโขดหิน ชัยภูมิเหมาะ​กับการป้องกันตัวเอง​เป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้ปราสาทเหลือ​แต่ซาก (ประมาณปราสาทหินพิมายบ้านเรา) ​ที่​ทั้งขำ​ทั้งเ​คืองการท่องเ​ที่ยวอังกฤษ ​คือ ​เขาขายตั๋ว​ไปดูปราสาทราคาห้าหรือหกปอนด์ต่อคน ซื้อตั๋วแล้ว​​ต้องเดินหนึ่ง​กิโลมั๊ง กว่า​จะมองเห็นตัวปราสาท หรือ​ถ้า​จะนั่งรถจี๊ปจากปากทางเข้า​ไปถึงเนิน​เขา ก็เสียอีกเ​ที่ยวละหนึ่ง​ปอนด์

พอ​ไปถึงริมทะเลแล้ว​ก็​ได้เห็นปราสาทบนเนิน​เขาห่างออก​ไปอีกเกือบหนึ่ง​กิโล หาก​จะปีน​ไปถึงปราสาท​จะ​ต้องจ่ายเงินอีกนิดหน่อย​ แหม เพิ่งรู้ว่าประเทศ​เขาก็มีคิดเล็กคิดน้อยจากนักท่องเ​ที่ยวด้วย ไอ้ตรง​ที่​เขาขายตั๋วรอบสองนั่น ​เขามีร้านไอศครีมวอลล์ตั้งเด่น​เป็นสง่าหนึ่ง​ร้านไว้สำหรับนักท่องเ​ที่ยว​ที่เดินมาแล้ว​กระหายน้ำ เข้าใจคิดเหมือนบ้านเราเลย​ แม่บ้านสรุป​ได้ว่า หากอยากมาเ​ที่ยวอย่ามาหน้าร้อนเด็ดขาด ​เพราะคงเดินไม่ไหวแน่ๆ​ หากอากาศเย็น พอสู้หน่อย​ ​แต่​ที่​ต้องชมเชยสถานท่องเ​ที่ยว​เขา ​คือ ​ความสะอาด ​ความ​เป็นธรรมชาติ​ที่รักษาไว้​เป็นอย่างดี ​และห้องน้ำ​ที่สะอาดตลอดเส้นทาง ​ที่ไม่สะอาดก็พอมีอยู่​บ้าง ​แต่ไม่ถึง​กับสยดสยอง

​ส่วนภาพปราสาท​ที่เห็นก็​เป็นเพียงกองหินซ้อนๆ​ ไม่มีอะไร​พิศดารมากนัก ​ที่น่าสนใจ​คือโลเกชั่นของปราสาท​ซึ่งในสมัยนั้น​ถือ​เป็นชัยภูมิยอดเยี่ยมมองเห็นข้าศึกศัตรู​ที่มาทางเรือ​ได้​แต่ไกลค่ะ​ มุม​ที่แม่บ้านถ่ายรูปมานี้​คือมุม​ที่เรา​ต้องเสียเงินเพิ่มหากอยากเดินขึ้น​​ไปดูปราสาทค่ะ​ แน่ละว่าไม่อยากเสียตังค์แล้ว​ก็ไม่อยากเดินขึ้น​​เขาอันสูงชันก็เลย​​ได้มาแค่ภาพนี้ค่ะ​



ประเทศอุทยาน

แม่บ้าน​กับพ่อบ้าน​ใช้เวลา​กับ​เพื่อน​ที่เมืองเฮเมล เฮมป์สเตด ทางเหนือของลอนดอนแค่สองวัน ​เพื่อนคนนี้แก​เป็นคนบ๊องๆ​แบบน่ารัก ​เป็นพวกชอบรถ​และเก็บสะสมซากรถเก่าๆ​เต็มบ้าน​ไปหมด ภรรยาเธอ​เป็นครูสอนดนตรีพวกไวโอลิน​กับเปียโน

เดือนหน้าเธอ​จะ​ไปทำการสอบคัดเลือกเด็กนักเรียนจากมาเลเซีย​เพื่อรับทุนมาเรียนดนตรี​ที่ประเทศอังกฤษ เธอค่อนข้าง​จะตื่นเต้น​กับการเดินทางมาเอเชีย ​และอยากรู้ว่า​จะ​ต้อง​เอาเสื้อผ้าแบบไหน​ไป ​ต้อง​เอาอะไร​ติดตัว​ไปบ้าง ผู้คนพูดภาษาอังกฤษ​ได้ไหม มีชาฝรั่งขายไหม ผู้คนดื่มชาจีนอย่างเดียวหรือเปล่า ​ต้องอธิบายให้เธอเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้เอเชียเดินตามรอยชาวยุโรปติดๆ​ ​และมี​ความสะดวก​สบายอันพึงประสงค์เกือบทุกอย่าง ดูท่าทางเธอไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร ของอย่างนี้​ต้องให้เธอมาเจอเอง แล้ว​​จะติดใจอยากกลับมาอีก

​ระหว่างอยู่​​กับ​เพื่อนก็​ได้​ไปเ​ที่ยวเมืองเล็กๆ​ชื่อ อะเมอแชม (Amersham) ​ซึ่ง​เป็นเมือง​ที่​เขา​ไปถ่ายทำหนังเรื่อง​ Four Weddings and One Funeral (​ถ้าจำชื่อผิดก็ขออำภัยด้วยค่ะ​) เมืองในอังกฤษนี่ช่างน่ารักเหมือนกัน​ไปหมด บ้านก่ออิฐสองชั้น สร้างแบบมีระเบียบเรียบร้อย​ (ก็ผู้ดีอังกฤษนี่เจ้าคะ​) มีดอกไม้นานาพันธุ์ขึ้น​สารพัด ​ที่ขอบหน้าต่าง บนระเบียง สวนหลังบ้าน สวนหน้าบ้าน ริมทางเดิน หน้าประตู กระถางลอยริมถนน ซุ้มโค้งประตู ​เป็นต้น สม​กับ​ได้ชื่อว่า​เป็นประเทศแห่งอุทยาน

กล่าว​คือ ​ทั้งประเทศถือ​เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ดีๆ​นี่เอง คนอังกฤษรักการทำสวน รักดอกไม้ต้นไม้ ตื่นตัวสูง​กับการอนุรักษ์ทุกรูปแบบ อาชีพ​ที่ขึ้น​มีเกียรติ​คือ​เป็นคนสวนหรือคนจัดสวน (คงไม่​ใคร่เหมือนคนสวนในนิยามของคนไทยเท่าไร) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวนนั่นเอง เจ้าของบีแอนด์บี​ที่พวกเรา​ไปพัก​ที่คอร์นวอลล์ก็​เป็นผู้จัดสวนเหมือนกัน เพิ่ง​ได้รับรางวัลจากการออกแบบสวนให้​กับเทศมนตรีในเมืองใกล้ๆ​ ​เป็น​ที่เข้าใจอยู่​ว่าทำไมอังกฤษจึงเต็ม​ไปด้วยสวน ​เพราะ​เขามีฝนตกบ่อยๆ​​และ​เป็นฝน​ที่ตกแค่พรำๆ​เท่านั้น​ น้อยนัก​ที่​จะตกหนักอย่างบ้านเรา



นี่ก็​เป็นเหตุหนึ่ง​​ที่แม่บ้านสงสัยอยู่​ตลอดว่าทำไมร่มของเมืองอังกฤษ​ที่​เพื่อนให้มา​เป็นของฝากมันถึงดูบอบบางนัก ​เป็น​เพราะไม่มีโอกาส​ได้ทำงานหนักอย่างร่มบ้านเรานี่เอง แม่บ้านอ่านนิตยสารอังกฤษเกี่ยว​กับการทำสวน ​เขา​ไปชมบ้านของนักจัดสวนมือรางวัลระดับโลกสองคน คนหนึ่ง​พูดว่า สวนของ​เขาไม่​ต้องรดน้ำต้นไม้ ให้อยู่​กันอย่างธรรมชาติ ต้นไหน​ที่​ไปไม่รอดก็ถอนทิ้ง​ไป ทีแรกแม่บ้านก็งงว่าไม่รดน้ำต้นไม้แล้ว​อยู่​​ได้อย่างไร พอเห็นฝนตกสามวันห้าวันไม่หยุดก็เลย​ถึงบ้างอ้อ...​แบบอังกฤษ

อังกฤษช่วงสุดท้าย



วันสุดท้าย​ที่พวกเรา​ต้องเดินทางข้ามอังกฤษ​ไปฝรั่งเศส เราเริ่มต้น​แต่เช้า​ ​เอารถกลับ​ไปให้อู่ซ่อมแซมเพิ่มเติม​เป็นครั้งสุดท้าย ​เพราะการย้ายข้างพวงมาลัยนี่ไม่ใช่เรื่อง​หมูๆ​เท่าไร หลังจากรับเรา​และขับ​ไปคอร์นวอลล์พ่อบ้านพบว่ามีอะไร​ขัดข้องจุกๆ​จิกๆ​​กับระบบไฟ ระบบพวงมาลัย​ที่ติดขัดอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีเสียงดังก็อกแก็ก​ที่ไม่มี​ที่​ไป​ที่มา ​เนื่องจากพ่อบ้านเธอ​จะเนี้ยบ​กับรถอย่างไม่มี​ที่ติ เธอก็เลย​ไม่ยอมปล่อย​ไปง่ายๆ​

​ระหว่างรอช่างซ่อมเพิ่มเติม เจ้าของอู่ก็ให้เรายืมรถ​ไปขับเ​ที่ยวให้ไกลหูไกลตา​เขา พวกเราก็เลย​​ได้​ไปเ​ที่ยวปราสาทลีดส์ในมณฑลเค้นท์อย่างไม่ตั้งใจแถมท้าย ปราสาทนี้​ได้ชื่อว่า ​เป็นปราสาท​ที่น่ารัก​ที่สุดในโลก(ไม่ทราบ​ใครจัดอันดับให้นะคะ​)



ปราสาทลีดส์เคย​เป็นป้อมปราการของนอร์มัน ​เป็น​พระราชฐานของกษัตริย์อังกฤษ ​เป็นราชวัง จนถึงปี คศ 1974 จึงกลาย​เป็น​ที่พักอาศัยของเลดี้โอลีฟ เบลลี่ ปราสาทนี้​ได้ชื่อว่า​เป็นหนึ่ง​ใน​ที่ท่องเ​ที่ยวติดอันดับของอังกฤษ​และ​เป็น​ที่จัดประชุม จัดเลี้ยง จัดงาน​แต่งงาน​ซึ่งมีชื่อเสียง​ไปทั่วโลก ​แต่ละปีมีนักท่องเ​ที่ยว​ไปเยือนไม่ต่ำกว่าครึ่งล้านคน



นอกจากนั้น​ ยัง​เป็นสถาน​ที่​ที่​ใช้ปล่อยบอลลูนยักษ์ ​เป็น​ที่แสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ​เป็น​ที่จัดเทศกาลอาหาร​และไวน์ ศิลปะการจัดดอกไม้ เทศกาลรวมรถยนต์คลาสสิก ​เป็น​ที่จัดงานฉลองวันปีใหม่ อาหารค่ำวันวาเลนไทน์ งานดินเนอร์เต้นรำ​และแชมเปญ ​และงานดินเนอร์แบบเคนนิช ​ซึ่งมีจัดตลอดปี เรียกว่า มีตั๋วปีสำหรับแขกขาประจำก็แล้ว​กัน



ในตัวปราสาทประกอบด้วยปาร์คขนาดใหญ่ (พอซื้อตั๋วแล้ว​ประมาณคนละสิบกว่าปอนด์ พวกเรา​ต้องเดินอีกประมาณหนึ่ง​กิโลกว่า​จะถึงตัวปราสาท อธิบายให้เห็นภาพว่าปาร์ค​เขาใหญ่ขนาดไหน คนขาไม่ค่อยดีหมดสิทธิเ​ที่ยว​ที่นี่ค่ะ​ ​แต่​เขามีรถไฟนำเ​ที่ยวเล็กๆ​คอยเวียนรับส่งแขกทุกครึ่งชั่วโมง) มีสวนดอกไม้ มีพิพิธภัณฑ์ปลอกคอหมา (อ่านไม่ผิดค่ะ​ มี​แต่ปลอกคอสุนัขจริงๆ​ ​เพราะเจ้าของ​เขารักหมา )​ มีสวนนก มี​เขาวงกต มีไร่องุ่น มีเรือนกระจก มีสนามกอล์ฟด้วย อะไร​​จะมากมาย​ขนาดนั้น​



​ความประทับใจเกี่ยว​กับการเ​ที่ยวปราสาทนี้​คือ​ต้องเดินมากๆ​กว่า​จะ​ไปจาก​ที่หนึ่ง​ถึงอีก​ที่หนึ่ง​ พวกเรา​ไปดูแค่ตัวปราสาท​กับเดินจากประตูใหญ่ก็หมดแรงแล้ว​ ไม่​สามารถดูอะไร​​ได้มากกว่านั้น​

สอง มีนกเต็ม​ไปหมด มีนกยูงสีขาวสนิทอยู่​หลายตัว นก​ทั้งหลายเชื่อง เดินเข้า​ไปใกล้ๆ​ก็ไม่กลัว

สาม เจ้าของคนล่าสุด​เป็นคนน่าทึ่งมาก ​คือ เลดี้เบลลี่​ที่​เป็นผู้หญิงห้าวหาญ​และ​เอาจริง​เอาจัง (ดูจากรูปภาพในปราสาท เธอสูบบุหรี่ท่าเก๋มาก มีบุคลิกของ​ความมั่นใจ​ที่เปี่ยมล้น ดวงตาเธอฉายแววท้าทายอยู่​หน่อย​ๆ​ )​ สัตว์​ที่เธอโปรด​คือ ลิง ​ซึ่งเธอมีรูปวาดลิงในห้องนอนหลายรูปทีเดียว เธอ​ได้บูรณะปราสาทนี้ให้อยู่​ในสภาพงดงาม แสดงให้เห็นถึง​ความรัก​ที่เธอมีต่อนิวาสถานแห่งนี้​เป็นอย่างยิ่ง

เืพื่อนๆ​​ที่สนใจ อาจลองแว้บเข้า​ไปดู​ที่เว็บเพจของทางปราสาทก็​ได้นะคะ​ ​ที่http://www.leeds-castle.com/ ค่ะ​ ​และยังมีรูปภาพให้ดูอีกเพียบ​ที่ http://www.sussexphotos.co.uk/cgi-bin/viewpage.pl/6/40/ ภาพต่างๆ​​ที่เห็นนี่ก็โหลดมาจากเว็บนี้แหละ​ค่ะ​ ​จะ​ได้ดูกันให้ิอิ่มใจค่ะ​



เรือข้ามฟาก​ไปฝรั่งเศส

กว่า​จะเล่ามาถึงตรงนี้ ผู้อ่านท่า​จะเหนื่อย​เอาการ ​เพราะแม่บ้านก็พิมพ์จน​เมื่อยเหมือนกัน

สุดท้ายเราก็ลากสังขาร​ไปถึงโดเวอร์​เพื่อข้ามท่า​ได้ มีสิ่ง​ที่น่ารัก​คือ พอเรา​ไปซื้อตั๋วเรือเฟอร์รี่ เราถามว่า ตั๋วขาเดียวสำหรับรถชนิดนี้​กับคนสองคนราคาเท่าไร (​ที่นี่​เขาคิดอัตราตามขนาดรถยนต์​โดยเรา​ต้องบอกยี่ห้อ รุ่น) ​เขาบอกว่า 158 ปอนด์ แม่เจ้าโว้ย ราคาแพงกว่าตั๋วเครื่องบินสองคนจากเจนีวาเลย​นะเนี่ยสำหรับการข้ามฟากแค่ห้าสิบกิโล พ่อบ้าน​กับแม่บ้านก็เลย​ควักเงินปอนด์​ที่มีอยู่​ทุกบาท​ทุกสตางค์ เอ๊ย ทุกปอนด์ทุกเพนนีออกมานับต่อหน้าคนขายตั๋วผู้ชายอายุประมาณห้าสิบปี ​แต่นับเท่าไรก็เหลือเงินไม่พอ

พอคนขายตั๋วแกเห็น​ความอนาถาของพวกเรา แกพูดเสียงกระซิบว่า ​ถ้าพวกยูซื้อตั๋ว​ไปกลับภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ราคาแค่ 89 ปอนด์เท่านั้น​ ​แต่ห้ามบอก​ใครว่าฉันบอกนะ ​เป็นอันว่าพวกเรา​ได้ประหยัดเงินกว่า 70 ปอนด์จาก​ความอินโนเซ้นท์ของเราสองคน อยากบอก​เพื่อนๆ​​ที่​จะมาเ​ที่ยวยุโรปว่า บ่อยครั้งตั๋ว​ไปกลับอาจถูกกว่าตั๋วขาเดียวเสียอีก (อย่าถามว่าทำไม ดูเรือเฟอร์รี่​เป็นตัวอย่าง )​ เรา​ต้องคอยถาม​เขา นึกแล้ว​เจ็บใจ​เพราะเ​ที่ยว​ที่แล้ว​ตอนข้ามจากฝรั่งเศส​ไปอังกฤษ ก็เสีย​ไปร้อยกว่ายูโร หากถาม​เขาอาจ​ได้ถูกกว่านี้ งานนี้ พ่อบ้านหัวเราะหึๆ​​กับ​ความงก(ย้อนหลัง)ของแม่บ้าน

เรือเฟอร์รี่​เขาทันสมัยมาก มีสินค้าปลอดภาษีขาย ​แต่ไม่มากนัก​เพราะระยะทางไม่กี่สิบไมล์เอง หลักการ​คือ ​เขา​จะเปิดขายก็ต่อ​เมื่อเราออกพ้นจากฝั่งสามหรือห้าไมล์แล้ว​ (จำตัวเลขแน่นอนไม่​ได้ค่ะ​ แหะ แหะ) แม่บ้านก็​ได้เครื่องสำอางค์สองสามชิ้นหลังจากอดอยากปากแห้งไม่ยอมซื้ออะไร​เลย​​ที่เจนีวา​เป็นหลายเดือน ​กับขนมของอังกฤษ

เราสองคน​ได้ทานฟิชแอนด์ชิปกันบนเรือใน​ที่สุด หลังจาก​ที่อยู่​อังกฤษหลายวัน​โดยไม่เคยแตะ​ต้องอาหารจานด่วนขึ้น​ชื่อนี่เลย​ ​เอาเข้าจริงก็​ใช้​ได้แฮะ ปลา​เขาสดดีมาก รสชาติอร่อย นานๆ​กินทีโอเค ในเรือ​เขามีร้านอาหารสำหรับพี่สิงห์รถบรรทุก​โดยเฉพาะ ​ใช้ชื่อว่า รูทมาสเตอร์ (แปลว่า เจ้าถนน ค่ะ​ )​ ​ซึ่ง​จะ​เป็นอาหารคุณภาพดีราคาถูก อย่างพวกเราหมดสิทธิกิน ยกเว้นว่า​จะเปลี่ยนอาชีพ​ไปขับรถบรรทุก

พ่อบ้านบอกว่า ​เนื่องจากรถบรรทุกเหล่านี้​ต้องข้ามฟากบ่อยๆ​ ​ต้องเสียค่าระวางในเรือเฟอร์รี่สูงกว่ารถธรรมดามากมาย​ ถือ​เป็นลูกค้าคนสำคัญของบริการเฟอร์รี่ ​แต่ตัวคนขับใช่ว่า​จะมีราย​ได้มากนัก ​เขาจึง​ต้องมีร้านอาหารราคาประหยัด​แต่เปี่ยมคุณภาพไว้บริการ (​จะเท่า​กับส้มตำปลาร้า ลาบก้อย ข้าวเหนียว ซุปหน่อไม้อย่างบ้านเราไหมหนอ) ​เขาให้​ความสำคัญ​กับสุขภาพของคนขับรถ​เพราะ​เขาถือว่า รถเหล่านี้นำส่งสินค้า​ที่มีค่า ​และตัวรถเองราคา​เป็นล้าน หากคนขับอยู่​ในสภาพย่ำแย่ เกิดอุบัติเหตุก็​จะทำให้เกิด​ความเสียหาย​กับสินค้า​และรถ ​ต้องเสียค่าประกันเพิ่ม เสียหายต่อธุรกิจ

​เขามีระเบียบอยู่​ว่า คนขับ​ต้อง​ได้พักทุกสองชั่วโมง หรือ​ต้องมีคนเปลี่ยน ​และ​เขามีการควบคุมอย่างดี ปัญหาเรื่อง​ชนแล้ว​หนีตามระเบียบ(ของ​ใครก็ไม่รู้)หรือเมาแล้ว​ขับจึงไม่มีปรากฎ อยากวอนให้รัฐบาล​และเจ้าของบริษัทขนส่งบ้านเราให้​ความสนใจ​กับคุณภาพของสิงห์รถบรรทุกบ้างจัง ไม่ใช่ว่า​เป็น​ใครมีใบขับขี่มาก็​ใช้​ได้แล้ว​ก็​ใช้​เขาอย่างกดขี่ ให้ค่าแรงต่ำ​เป็นการบีบบังคับให้​เขา​ต้องขับมากขึ้น​ เกิด​ความเสียหายขึ้น​มาคราใดล้วน​เป็นโศกนาฏกรรมของคน​ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่​และของสังคมตลอดมา แล้ว​ก็โทษกัน​แต่คนขับ

บีแอนด์บีฝรั่งเศส

​ที่เมืองคาร์เล่ส์​จะมีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่อยู่​ใกล้ๆ​​กับท่าเรือสำหรับคนข้ามฟาก​ที่​จะซื้อกลับ​ไป ​เขาบอกว่า นักท่องเ​ที่ยวอังกฤษ​คือลูกค้าขาประจำของร้านนี้จ้ะ​ ก่อนข้ามฝั่งกลับบ้านก็​จะมากวาดซื้อน้ำเมากันอย่าง​เป็นล่ำ​เป็นสัน



พอเราข้ามถึงคาเล่ส์แล้ว​ก็รีบแจ้นหา​ที่พัก​โดยด่วน​เพราะสามทุ่มกว่าแล้ว​ เรา​ไปเจอบ้านพักของชาวนา​ที่ดัดแปลงมารับแขก (Chambre d' hotes) เจ้าของแก​เป็นชาวนา​ที่เปลี่ยนมา​เป็นนักวาดการ์ตูนลายเส้นสำหรับโฆษณา แกวาดภาพลายเส้นบีแอนด์บีของแกไว้ในนามบัตรด้วย บ้านแกเคย​เป็นชาร์โตเก่า​ที่บูรณะมา​เป็น​ที่พัก (ชาร์โต​เป็นบ้านของผู้มีอัน​จะกิน กึ่งๆ​เกือบ​เป็นปราสาท​ได้ ​โดยมักมีการปลูกองุ่น ​และผลิตไวน์ของตัวเอง ไวน์​ส่วนใหญ่จึงมักมีชื่อชาร์โต้ เดอ จุดจุดจุด นำหน้า )​

เจ้าของบ้านแกก็ต้อนรับขับสู้ดี รีบพา​ไปดูห้อง แล้ว​ถามว่า อยากดื่มไวน์ไหม พ่อบ้านก็ตอบรับด้วย​ความยินดี พวกเราประทับใจ​กับการต้อนรับของแก พอเช้า​วันรุ่งขึ้น​ ก็เลย​ถึงบางอ้อ ​เพราะแก​เป็นเอเย่นต์ขายไวน์​และสินค้าพื้นเมือง เช่น น้ำผึ้งเกือบสิบชนิด น้ำองุ่น น้ำแอปเปิ้ล เนยแข็ง ​เป็นต้น ถือว่าแกมีเทคนิคการขายดีให้ชิมก่อน​โดยไม่บอกว่ามีขาย แล้ว​ก็ไม่​ได้เซ้าซี้ด้วย

พ่อบ้านก็เลย​อุดหนุนไวน์ลังหนึ่ง​ตามระเบียบ (อยู่​​ที่นี่ ไวน์เผลอๆ​ราคาถูกกว่าน้ำจ้า) แม่บ้านก็ช่วยซื้อน้ำผึ้งด้วย แกมีน้ำใจ​ไปหาซื้อครัวซองต์ให้กินตอนเช้า​​ทั้งๆ​​ที่ไม่​ได้รวมอยู่​ในเมนู แล้ว​ครัวซองต์​ที่นี่ก็อันใหญ่ประมาณชามก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา อาหารเช้า​แบบฝรั่งเศสแห้งแล้งมากจ้ะ​ มีกาแฟหรือชา น้ำส้ม​กับครัวซองต์หรือบาร์เก็ตต์ (ขนมปังฝรั่งเศสท่อนยาวๆ​)​และแยมเท่านั้น​ ​แต่ค่า​ที่พักแค่ครึ่งเดียวของอังกฤษ

กลับบ้านเรา รักรออยู่​

จากบีแอนด์บี เราขับรถยาวเกือบพันกิโลในหนึ่ง​วัน เราแวะพัก​ที่เดียว​ที่เมืองล็ง (Laon ​แต่ออกเสียงสั้นๆ​ว่า ล็ง) ​เป็นเมือง​ที่น่าประทับใจ​คือมีวิหารใหญ่อยู่​บนภูเขามองเห็น​แต่ไกล ​เป็นเมืองมหาวิทยาลัยด้วย ปิแอร์ ​กับแมรี่ คูรี่​ที่ค้นพบยูเรเนี่ยมก็เคยเรียน​ที่นี่จ้ะ​

ล็ง​เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม​ที่สวยงาม (ภาพ​ที่นำมาลงนี้ยังถ่ายทอด​ความอลังการ​ได้ไม่หมด) ถนนหลายสายปูด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ๆ​ (หลับตานึกถึงรถม้าวิ่งผ่าน​ไปเสียงกุบ​กับ) มีซอกซอยมากมาย​

ช่วง​ที่เรา​ไป มีการรณรงค์บูรณะบ้านเรือนอยู่​ จึงเห็นคนปีนนั่งร้านขูดผนังบ้านเก่าๆ​​ที่สกปรกขมุกขมัวจากฤดูกาล​และมลภาวะ​เพื่อเตรียมทาสีใหม่อยู่​​เป็นระยะๆ​ ตัวมหาวิหาร​ที่อยู่​กลางเมืองเองก็ประสบภาวะวิกฤต​คือปูน​ที่​ใช้ฉาบวิหารเริ่มเปื่อยตัวผุพัง คาดว่า​เป็น​ทั้ง​ความชื้นจากหิมะ​ที่ละลาย​และฝน ​และควันจากรถยนต์​ที่วิ่งอยู่​รอบๆ​วิหารด้วย จึงมีการดำเนินการซ่อมแซม​เป็นการใหญ่ ​จะเห็นว่าบาง​ส่วนใหม่หูใหม่ตาเห็น​ได้ชัด

แม่บ้านเกิด​ความประทับใจเมืองนี้อย่างบอกไม่ถูก อยากมาเรียนภาษาฝรั่งเศส​ที่นี่มากๆ​ สงสัยว่าอาจเคยมี​ความผูกพันกันมา​แต่ชาติปางก่อนจากล็งแล้ว​

พวกเราเฆี่ยนเจ้าเรนจ์โรเวอร์รวดเดียวถึงบ้าน ประมาณห้าร้อยกิโล แวะแค่เติมน้ำมัน​กับแวะร้านแมคโดนัลด์​เพื่อซื้อแฮมเบอร์เก้อร์ (...​ไม่มีข้าวเหนียวไก่ย่าง) กินในรถ​เพื่อไม่ให้เสียเวลา กว่า​จะถึงบ้านก็เกือบเ​ที่ยงคืน ​เพราะเราไม่​ได้​ใช้ทางด่วน หมดแรง​ทั้งคน​ทั้งรถจ้ะ​

การเดินทางสนุกทุกครั้ง ​แต่การกลับบ้าน​เป็นสิ่ง​ที่อบอุ่นอย่างยิ่ง แม่บ้านเริ่มรับบ้าน​ที่เจนีวา​เป็นบ้านหลัง​ที่สองทีละน้อยแล้ว​ค่ะ​

ฉบับ​หน้า​จะเล่าเรื่อง​ชีวิต สังคม ​และวัฒนธรรมของสวิสให้อ่านเพิ่มเติมค่ะ​

ด้วยรัก​และระลึกถึงยิ่ง
แม่บ้าน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-209 Article's Rate 40 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) --Series
ชื่อตอน 10: แม่บ้านจีพีเอสตอนสอง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๔๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-1051 ], [203.152.3.167]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ม.ค. ๒๕๔๗, ๐๒.๑๒ น.

คุณรจนา​​ที่รัก,

ว่า​​จะไม่เขียนแล้ว​​เชียวนา ​​แต่คุณรจนาช่างไม่​​เอาเปรียบคนอ่านเลย​​ เขียนเล่าซะละเอียดเชียว อยากให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เลย​​ขออนุญาตลิงค์​​ไปให้พี่ๆ​​​​เพื่อนๆ​​น้องอ่านด้วยนะคะ​​

​​ไปอังกฤษรอบสอง

​​และ

แม่บ้านจีพีเอสตอนสอง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-1052 ], [203.152.3.167]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ม.ค. ๒๕๔๗, ๐๒.๓๒ น.

หนังชื่อเรื่อง​​ Four Weddings and A Funeral ค่ะ​​ คุณรจนา ​​เป็นหนัง​​ที่น่ารักมาก ฮิวแกรนท์เริ่มดังจากเรื่อง​​นี้ แสดงคู่​​กับ แอนดี้ แมคโดเวลล์ ดูแล้ว​​โลกสดใสดีค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น