นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) #8
รจนา ณ เจนีวา
...คราวนี้หาย​ไปนานมาก ​เนื่องจากยุ่ง​กับการเรียนภาษา​ที่สาม ​และการทำงาน​ซึ่ง​ไปๆ​มาๆ​จากทำงานครึ่งเวลาก็​เป็นเต็มเวลา ​และ​เนื่องมาจาก​ความขี้เกียจ​ซึ่งคงไม่ขอแก้ตัว​แต่ประการใดค่ะ​...

ตอน : 7 สังคมสวิสฯ

​เพื่อนๆ​​ที่รัก

กลับมาแล้ว​ค่ะ​ บท​ความแม่บ้านอ่านสนุก คราวนี้หาย​ไปนานมาก ​เนื่องจากยุ่ง​กับการเรียนภาษา​ที่สาม ​และการทำงาน​ซึ่ง​ไปๆ​มาๆ​จากทำงานครึ่งเวลาก็​เป็นเต็มเวลา ​และ​เนื่องมาจาก​ความขี้เกียจ​ซึ่งคงไม่ขอแก้ตัว​แต่ประการใดค่ะ​ เรื่อง​​ที่เขียนต่อ​ไปนี้​เป็นเหตุการณ์ประมาณเดือนมิถุนายนของปี 2545 นะคะ​ เวลาอ่าน​ต้องเข้าใจตามนี้​เพราะมีเหตุการณ์อ้างอิงหลายอย่าง​ที่ตอนนี้คงไม่ทันสมัยแล้ว​ค่ะ​

​ที่จริงมีตอน​ที่​ไปเ​ที่ยวอังกฤษอีกสองตอน​ที่เขียนไว้แล้ว​ ​แต่อยาก​เอาเรื่อง​นี้มาเล่าก่อน​เพื่อคั่นเรื่อง​ท่องเ​ที่ยวนะคะ​ ฉบับ​หน้าค่อยลงเรื่อง​เ​ที่ยวต่อค่ะ​ ​ส่วนภาพ​ที่นำมาลงในตอนนี้​เป็นภาพทั่วๆ​​ไปจากฤดูร้อนค่ะ​ ไม่ค่อยเกี่ยว​กับเรื่อง​​ที่เขียนเท่าไร



นักเรียนแก่
การเรียนภาษาตอนแก่ๆ​นี่ยิ่งเรียนก็ยิ่งลืม ​เอาอังกฤษมาปน​กับฝรั่งเศส วุ่นวายดีค่ะ​ เวลาเขียนงานส่งอาจารย์​แต่ละที ถูกแก้กลับมาแดงเถือก สงสารอาจารย์​ต้องทำงานหนัก การเรียนตอนนี้เน้นเรื่อง​​ความเข้าใจในชีวิตประจำวัน ​แต่ละวัน​จะ​ต้องอ่านข่าวหรือบท​ความภาษาฝรั่งเศสหนึ่ง​หน้าเต็มๆ​ ตัวเล็กแบบหนังสือพิมพ์ ​ต้องอ่านให้เสร็จในยี่สิบนาทีแล้ว​ก็สรุปให้ชั้นฟัง หรือ​ต้องตอบคำถามตามเนื้อ​ความนั้น​ คำถามมัก​จะประกอบด้วย หัวเรื่อง​ของบท​ความนี้น่า​จะชื่ออะไร​ (หาหัวใจของเรื่อง​) ข้อสรุปอันไหน​ที่ไม่ตรง​กับบท​ความ (ทบทวน​ความเข้าใจ) สำนวนประโยคนี้แปล​เป็นภาษาธรรมดา​คืออะไร​ (​ความรู้เรื่อง​ศัพท์​และสำนวน) เสร็จแล้ว​​เขาก็ให้เราเขียนว่า แล้ว​ตัวเราคิดอย่างไร​กับบท​ความนี้ (วิจารณ์​และวิเคราะห์)

โอย เกิดมาไม่เคยเรียนอะไร​อย่างนี้ ​ที่ยาก​ที่สุด​คือ ศัพท์ต่างๆ​​และสำนวน​ที่เราไม่คุ้นเคย แม่บ้าน​ใช้ภาษาอังกฤษมากจนติดการเขียนการอ่านแบบอังกฤษ ​ซึ่ง​เอามา​ใช้​กับฝรั่งเศสไม่​ได้ ผลก็​คือทำแบบฝึกหัดทีไรไม่เคย​ได้คะแนนเกินครึ่งค่ะ​ ท้อแท้มากๆ​ ​แต่ก็ไม่หมดหวัง ​ความพยายามอยู่​​ที่ไหน ​ความพยายาม...​เอ๊ย...​​ความสำเร็จ​ต้องอยู่​​ที่นั่นค่ะ​

หน้าร้อนมาถึงแล้ว​ ​พระอาทิตย์ตกดินตอนสามทุ่มกว่าๆ​ ​และอยู่​ตรงศีรษะประมาณเวลาบ่ายโมงครึ่ง แทน​ที่​จะ​เป็นเ​ที่ยงวันเหมือนบ้านเรา วันเวลา​ที่ยาวนานทำให้มีอะไร​มากขึ้น​​เพราะร่างกายมัน​จะยังไม่อยากนอน​เมื่อยังมีแสงแดดอยู่​ ยิ่งนานก็ยิ่งมีนก​และสัตว์หลากชนิดให้เห็น หน้าหนาว​จะไม่มีมดในบ้านเลย​ ตอนนี้​จะเห็นกองคาราวานมดทุกเย็น ไม่รู้พวก​เขาขนอะไร​กัน น้ำตาล​ทั้งหลายก็ยังอยู่​​กับ​ที่ดีไม่พร่อง​ไปไหน สองสามวัน​ที่ผ่านมา อาการร้อนเกือบ​จะพอๆ​​กับกรุงเทพฯ รู้สึกเหมือน​ได้กลับบ้าน

คนสวิสคิดอย่างไร

แม่บ้าน​กับพ่อบ้าน​ได้ฤกษ์เชิญ​เพื่อนบ้านมาดื่มสังสรรค์ทำ​ความรู้จักกัน​เมื่อวันเสาร์​ที่ผ่านมา หลังจากย้ายมาอยู่​​ได้เก้าเดือน ในบัตรเชิญ เราเขียนว่า เรา​เป็นผู้มาอยู่​ (เกือบ) ใหม่ เรา​ใช้วิธี​เอาบัตรเชิญ​ไปหย่อนใส่ตู้จดหมายของบ้านรอบๆ​เราประมาณสิบห้าบ้าน แล้ว​เราก็​ได้บัตรตอบรับในตู้จดหมายของเราวันละหนึ่ง​หรือสองฉบับ​จนถึงวันเสาร์ ตื่นเต้นดีค่ะ​ ตอนแรกก็หวั่นใจว่า​จะไม่มี​ใครมา ​แต่พอมีคนตอบรับมากๆ​ก็ชักหวั่นใจว่า​จะรับรองไหวหรือ เราคนไทย​ต้องไม่บกพร่องเรื่อง​การต้อนรับเด็ดขาด

เราเชิญแขกมาตอนหกโมงเย็น​เพื่อมาดื่มเท่านั้น​ ​แต่เราก็​ต้องเตรียมของกินเล่นด้วย ประมาณงานเลี้ยงค้อกเทล โอย เหนื่อยสายตัวแทบขาด ​เพราะไม่มี​ใครช่วย พ่อบ้านก็ตัดหญ้า กวาดลานบ้าน ล้างเทอเรซ ทำงานหนักๆ​ เตรียมเครื่องดื่ม แม่บ้านก็เตรียมของว่าง จัดโต๊ะ จัดจาน คิดเมนูของกินก็กลุ้มแล้ว​ ​เพราะไม่รู้ว่าคนสวิส​เขาชอบกินอะไร​ เอง​ไปปรึกษา​เพื่อนบ้านว่าควรทำอะไร​บ้าง ​ซึ่งก็​ได้รับคำแนะนำอย่างดียิ่ง



สรุปว่า แม่บ้านทำสะเต๊ะไก่ หมู​และเป็ด (อุตริคิดสูตรเอง) ​แต่ทำชิ้นเล็กๆ​เท่านิ้วก้อย แล้ว​เสียบ​กับไม้จิ้มฟันอันยาวๆ​หน่อย​ ปิ้งพอสุกแล้ว​ทิ้งไว้อุ่นในเตาอบจนกว่า​จะ​ได้เวลาเสิร์ฟ แหม ​ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น แป๊บเดียวหมด (​แต่ตอนเตรียมนี่นานเหลือเกิน) ของกินอื่นก็มีแครกเกอร์​กับเนยแข็ง ผักสดจิ้มน้ำสลัด ลูกโอลีฟดอง ประมาณนั้น​ เลี้ยงคน​ที่นี่ ​ต้องมีเนยแข็งนานาชนิดไว้กันเหนียว ​ได้ผลดีมาก มาดามเดซี่​เพื่อนบ้านสนิทช่วยทำชีสปั้น​เป็นก้อนใส่ผงกะหรี่คลุกมะพร้าวขูด ทุกคนชมกันเปาะ พ่อบ้านบอกว่างานนี้ไวน์หมดวืบๆ​ แป๊ะเดียวขวดเปล่าเต็มลัง

พวกเรา​ได้ทำ​ความรู้จัก​กับ​เพื่อนบ้าน​ซึ่ง​ส่วนใหญ่ค่อนข้างติดดิน มีบ้านหนึ่ง​​เขาอยู่​มาก่อน​ใคร​เพื่อน สามีภรรยาอายุมากแล้ว​ ​แต่ภรรยา​แต่งตัวงดงามมาก เรียกว่าสวย​ที่สุดในงานก็แล้ว​กัน (แม่บ้านยังสงสัยว่า​ถ้าแก่เท่า​เขาแล้ว​​จะสวยเท่า​เขาไหม) ท่าทางสง่างาม​เป็นผู้ดี​ไปทุกกระเบียดนิ้ว ​ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง​มาจากบ้านสามหลัง​เป็นญาติกัน ตอน​เขาเดินมา​ที่บ้าน แม่บ้านตกใจนึกว่ามาผิดงาน​เพราะเห็นกลุ่มคนประมาณเกือบสิบห้าคน รวมเด็กเจ็ดแปดคน เรียกว่ามีครบทุกวัย ถามแล้ว​จับ​ความ​ได้ว่า​เป็นพี่น้องกันอยู่​บ้านติดกัน ลูกหลานกัน​ทั้งนั้น​ แหม นึกถึงชนบทบ้านเราจริงๆ​ ยกครอบครัวแห่​ไปช่วยงาน

คู่สามีภรรยาสูงอายุอีกสองคู่​ที่อยู่​เลย​แม่บ้าน​ไปสามหลัง แกมากระซิบกระซาบด้วย​ความภูมิใจว่า ฉันเคย​ได้เข้าเฝ้าคิงของยูมาแล้ว​นะ ตอนนั้น​ท่านยัง​เป็นหนุ่มอยู่​เลย​ เวลาแกพูดสายตาแกก็​เป็นประกายด้วย​ความภูมิใจ ทำให้แม่บ้านก็พลอยมี​ความสุข​ไปด้วย



บ้าน​ที่น่ารัก​ที่สุด​คือบ้าน​ที่อยู่​ด้านหลังบ้านของเรา สามี​เป็นคนอังกฤษ ภรรยา​เป็นคนสวิส เพิ่งมาเช่าอยู่​ มีลูกสองคน ลูกสาวพูดอังกฤษ​ได้ แม่บ้านเลย​​ได้อาศัย​เป็น​ที่พึ่ง น้องเอมิลี่​ถ้า​จะหลงรักแม่บ้าน ก่อนกลับบ้าน​เอาเบอร์โทรมาให้ แล้ว​บอกว่าให้​ไปเยี่ยมบ้างนะ

สิ่ง​ที่​ได้จาก​เพื่อนบ้าน​คือ ดอกไม้ ​และต้นไม้ มีเฟื่องฟ้า ทานตะวัน ​กับ ดอกไม้เล็กๆ​ไม่รู้จักชื่อ ​ซึ่งแม่บ้านปลื้มมาก​เพราะ​กำลังอยาก​ได้ดอกไม้มาปลูก ราว​กับ​เขา​จะรู้ว่าเรา​เป็นคนเอเชีย ​เขาเลย​หาดอกไม้​ที่เราคุ้นเคยมาให้ นอกจากนั้น​ก็มีไวน์อีกหลายขวด เทียนแท่งสีสวย ​และช็อคโกแล็ตอีกหลายกล่อง ​ซึ่ง​เป็นธรรมเนียมของคน​ที่นี่ เวลา​ได้รับเชิญ​ไปไหน ​ต้องมีของติดมือ​ไป ​ถ้าไม่ใช่ไวน์สำหรับครอบครัว ก็ดอกไม้สำหรับแม่บ้าน หรือช็อคโกแล็ต ไม่มีตะกร้าผลไม้หรืออาหารของฝากต่างจังหวัดอย่างบ้านเราจ้ะ​ (แง อยากให้​ใครหิ้วทุเรียนมาฝากจังเลย​) ​แต่งานนี้แม่บ้านเหนื่อยมากจนจำชื่อ​เพื่อนบ้านแทบไม่​ได้เลย​ ยกเว้นบ้าน​ที่อยู่​ใกล้กันจริงๆ​

เรื่อง​​ที่อยากคอมเม้นท์​คือ ​เพื่อนบ้านทุกคน​ที่มา​จะ​เป็นเจ้าของบ้านกัน​ทั้งนั้น​ ยกเว้นครอบครัวอังกฤษ ตอน​ที่​เพื่อนบ้านของเรารู้ว่าเราเชิญคนเช่าบ้านมางาน ​เขาทำท่าตกใจ อุทานว่า "เอ๊ะ ​เขา​เป็นแค่คนเช่าเท่านั้น​ ​ต้องเชิญด้วยหรือ" ทำนองว่า ​เขาไม่เชิญคนเช่าบ้านมางานสังสรรค์​เพื่อนบ้านนะ​เพราะคนเช่าบ้านมักอยู่​ไม่นานก็​ไป พวกเราก็เลย​แปลกใจนิดหน่อย​​กับ​ความคิดประการหนึ่ง​ของคน​ที่เพิ่ง​ได้เรียนรู้ตรงนี้

เดือนแห่งการประชุมสากล

เดือนมิถุนายน​เป็นเดือนประชุมแรงงานนานาชาติของไอแอลโอ ​ทั้งเมือง​จะมีตัวแทนชาติต่างๆ​เต็ม​ไปหมด ​ส่วนใหญ่​จะเห็นแขวนป้ายการประชุมเดินตามป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟ (คงลืมหรือขี้เกียจ​เอาป้ายออก) ​เนื่องจากเจนีวา​เป็นเมืองเล็ก คนเข้าประชุมเดินชนกันแทบ​จะทุกหนทุกแห่ง พ่อบ้านบอกว่าเดือนนี้บริษัทเช่ารถ​จะขายดี​ที่สุด แทบไม่มีรถเหลือให้นักท่องเ​ที่ยวทั่ว​ไป​ได้เช่าเลย​ก็แล้ว​กัน โรงแรม โรงเตี๊ยมก็แน่น​ไปหมด

การประชุม​จะจัดสอง​ที่ ​ที่ตึกไอแอลโอ​และ​ที่อาคารประชุมของสหประชาชาติ​ซึ่ง​เป็นหมู่ตึกอยู่​ห่างจากไอแอลโอประมาณสวนจตุจักร​กับสะพานควาย ​จะมีรถวิ่งรอกรับส่ง​ระหว่างยูเอ็น​กับไอแอลโอ ​และ​จะมีการประชุมซ้อนๆ​กันเวลาเดียวกันหลายเรื่อง​ บางทีกลุ่มตัวแทนคนงานก็ประชุมกันเองเรื่อง​หนึ่ง​ ตัวแทนนายจ้างก็อีกเรื่อง​หนึ่ง​ แล้ว​ก็มาคุยกันในเวทีไตรภาคี เอกสารการประชุมมีแจกเพียบหากขยันอ่าน พวกเรา​ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นก็​สามารถเข้าร่วมฟังการประชุม​ได้ในฐานะผู้สังเกตการณ์(​ที่จมูกยื่นนิดหน่อย​) ​แต่​ต้องมีบัตรผ่านเข้าเขตยูเอ็น ​ส่วน​ที่ไอแอลโอไม่​ต้อง​ใช้บัตรผ่าน

ปีนี้ (2545) แม่บ้านก็อาศัยเวลาว่าง​ไปฟังเรื่อง​แรงงานเด็ก ​และเรื่อง​การ​ใช้แรงงานบังคับในพม่าหรือเมียนม่าร์ ​จะมีห้องสำหรับผู้สังเกตการณ์ต่างหาก​เป็นระเบียงอยู่​สูงขึ้น​​ไป อยู่​ด้านหลังหรือด้านข้างห้องประชุม สูงกว่าพวกเรา​จะ​เป็นห้องของนักแปลภาษาต่างๆ​ ​ซึ่ง​จะทำงานกันอย่างหนัก ​แม้ว่าภาษาทางการของยูเอ็น​จะมีแค่สี่ภาษา​คืออังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน​และจีน ​แต่ของไอแอลโอ​จะแปลหลายภาษากว่านั้น​ ​คือ หากมี​ใครพูดเยอรมัน อารบิค ญี่ปุ่น รัสเซีย อิตาเลียน หรืออีกสองสามภาษาสำคัญ ​เขาก็​จะมีล่ามแปลให้ด้วย เรียกว่าให้​ความสำคัญ​กับการสื่อสารสุดๆ​ ​แต่ว่าเอกสาร​ที่แจกหรือตีพิมพ์​จะมีเพียงสามภาษา​คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส ​และสเปน



​ที่ประหลาดใจมาก​คือ​ความพลุกพล่านของห้องประชุม แม่บ้านสังเกตว่า ​ระหว่างการประชุม ผู้คน​จะเดินเข้าออกตลอด บางทีก็เดิน​ไปมาหลังท่านประธานนั่นแหละ​ กระซิบข้อ​ความบ้าง ​เอาโน้ตมาให้บ้าง ​เอาเอกสารมาเสริมบ้าง เดี๋ยวมีคนมานั่งแจม เดี๋ยวมีคนชะแว้บออก​ไป เห็นแล้ว​วิงเวียน ​ส่วนข้างล่างเวทีก็ไม่แพ้กัน บางคนเดินจากมุมห้องข้างหนึ่ง​​ไปอีกข้างหนึ่ง​ ​ส่วนใหญ่​ไปปรึกษากันว่า​จะพูดอะไร​ดี เดี๋ยวมีคนเข้ามาใหม่ เดี๋ยวคน​ที่นั่งอยู่​ก็หอบเอกสารออก​ไป ท่าทาง​จะ​ไปประชุมต่อ​ที่ห้องอื่น

เราในฐานะผู้สังเกตการณ์​ที่นั่งอยู่​สูงกว่าพวก​เขาประมาณตึกสามชั้น​จะรู้สึกลายตา​และเสียสมาธิมาก​เพราะเห็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นึกภาพในเมืองไทยเวลา​ไปประชุม คิดว่าไม่จอแจเท่านี้ พวกเราค่อนข้าง​จะเคารพ​ที่ประชุมกันดี หาก​จะนินทาท่านประธานหรือวิทยากรก็กระซิบกันเงียบๆ​หรือลุกออก​ไปแบบไม่ให้​เป็น​ที่สังเกต อันนี้ขอนินทาการประชุมสากลสักหน่อย​เถิด โปรดอย่าว่ากันเลย​ ​ส่วนเรื่อง​การฟัง เวลามี​ใครพูดผ่านไมค์เรา​จะไม่​ได้ยินตรงๆ​จากลำโพงในห้องประชุม ​ได้ยินแค่เสียงแว่วๆ​ ​แต่​จะ​ต้อง​เอาหูฟัง​ซึ่งมีประจำทุก​ที่นั่งมาเสียบฟังจึง​จะ​ได้ยิน แล้ว​ก็เลือกภาษา​เอาตามใจชอบ (บ่มีภาษาลาว​กับไทยค่ะ​) ​และปรับเสียงดังค่อย​ได้

ยำใหญ่ประเทศ​เพื่อนบ้าน

อันนี้แม่บ้านพูดถึง​ที่ประชุมว่า​เขายำใหญ่ประเทศ​เพื่อนบ้านของไทยนะคะ​ แม่บ้านไม่รู้ไม่เห็นด้วย ทำตัว​เป็นกระจอกข่าว​ที่ดีเท่านั้น​ค่ะ​

ปีนี้ (2545) คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของไอเอลโอ​เขามาพิจารณาสถานการณ์การแก้ไขเรื่อง​แรงงานบังคับในพม่า (ขอ​ใช้พม่าแทนเมียนม่าร์นะคะ​​เพราะพิมพ์ง่ายกว่า) ตัวแทนรัฐบาลพม่าก็มาแถลงว่าก้าวหน้า​ไปถึงไหนแล้ว​หลังจากให้สัตยาบันอนุสัญญาไอแอโอฉบับ​​ที่ยี่สิบเก้าหลายสิบปีผ่านมา ​และหลังจากถูกไอแอลโอทำโทษไม่ให้เข้าร่วมเวทีนานาชาติอยู่​ปีสองปี จน​ต้องอ่อนข้อยอมให้ไอแอลโอส่งมิชชั่นระดับสูง (High Level Mission HLM) เข้า​ไปตรวจสอบสถานการณ์แรงงาน​เมื่อปี​ที่ผ่านมา ​และสุดท้ายยอมให้อองซานซูจี​ได้รับอิสระ

รัฐบาลทหารพม่าถูกต่อต้านจากไอแอลโอจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ​โดยการออกกฎหมายเรื่อง​เมือง​และหมู่บ้าน​ที่กำหนดให้ประชาชน​ต้องออกมาช่วยสร้างบ้านแปงเมือง​โดยไม่มีค่าตอบแทน ​คือถูกกวาดต้อนให้มา​ใช้แรงงานเยี่ยงทาส​และ​เป็นงานหนัก​และอันตรายภายใต้การกำ​กับของกองทหาร​ซึ่ง​ใช้พวก​เขาอย่างโหดร้าย แรงงานเหล่านี้บางทีก็ถูกยิงทิ้งเสียเฉยๆ​ ทำงาน​โดยไม่​ได้รับค่าจ้าง ไม่มีอาหารให้กิน แถมยัง​ต้องช่วยกัน​เอาผลิตผลการเกษตรส่งส่วยให้กองทหาร​ที่ออกมาควบคุมการก่อสร้างต่างๆ​ด้วย พวกผู้หญิงก็ถูกข่มขืน เด็กๆ​ก็ถูกทำทารุณ เรียกว่า เนื้อไม่​ได้กิน หนังไม่​ได้รองนั่ง ​เอากระดูกตัวเองแขวนคอ ​เป็น​ที่หดหู่ของนานาชาติ​โดยเฉพาะองค์การด้านสิทธิมนุษยชน

คณะมิชชั่นระดับสูง​ซึ่งเข้า​ไปตรวจสอบสถานการณ์​และ​ได้สัมภาษณ์กลุ่มคนพื้นเมือง​และองค์กรอิสระจำนวนมาก ​ได้เขียนรายงานออกมา​และกำหนดให้รัฐบาลพม่า​ต้องแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้อย่างจริงจังหากยังรัก​ที่​จะ​เป็นสมาชิกของไอแอลโอ​และ​ต้องการ​ได้รับประโยชน์จากโครงการ​ความร่วมมือต่างๆ​

ใน​ที่ประชุมไอแอลโอ ตัวแทนรัฐบาลพม่าก็ว่ากล่าวรายงานอย่าง​เป็นกลางๆ​ ​คือ เราพยายามดี​ที่สุดแล้ว​ ทุกอย่าง​ต้องค่อย​เป็นค่อย​ไป มีขั้นมีตอน เรามีกฎระเบียบ​และวิธีปฏิบัติของเราเอง เรามีการตั้งสำนักรับร้องเรียนการถูกบังคับ​ใช้แรงงานเกือบสามสิบแห่ง ไม่​ต้องมีการตั้งออมบุสแมน (ผู้ตรวจการอิสระ)จากภายนอกให้เสียเวลา เราดูแลประชาชนของเรา​เป็นอย่างดี

มีคนแอบพูดถากถางรัฐบาลพม่านอกห้องประชุมว่า พวกชาวบ้านคงชอบถูกต้อน​ไปเคลียร์ระเบิด พวก​เขาคงยินดี​ไปถากถางป่าด้วยมือเปล่าให้​กับรัฐ พวก​เขาคงเต็มใจจ่ายเงินค่าน้ำมัน​และค่าเช่ารถขุดดินสำหรับทำถนนผ่านหมู่บ้านพวก​เขา พวก​เขาคงสมัครใจ​ไป​เป็นแรงงานทาส ...​.. (ข้อ​ความตรงนี้แม่บ้านไม่รับผิดชอบทางการฑูตใดๆ​​ทั้งสิ้นนะคะ​) พอรัฐบาลพูดเสร็จ ตัวแทนนายจ้าง ลูกจ้าง​และรัฐบาลชาติอื่นๆ​ก็ร่วมแสดง​ความคิดเห็น



​ที่เผ็ดร้อน​ที่สุดเห็น​จะ​เป็นตัวแทนลูกจ้างจากทางเอเชีย​และฝรั่งเศส ​และเอ็นจีโอ​ที่​ได้รับอนุญาตให้แสดง​ความคิดเห็น (ปกติเวทีไอแอลโอ​จะไม่​ได้เปิดให้เอ็นจีโอพูด ​แต่ให้เข้าฟัง​ได้ ​เพราะการแสดง​ความคิดเห็น​จะถูกบันทึกในรายการการประชุมอย่าง​เป็นทางการ ​และเอ็นจีโอถือว่าไม่ใช่ตัวแทนไตรภาคีของไอแอลโอ) ​ซึ่งยกเคสการละเมิดต่างๆ​มาให้​ที่ประชุมฟัง หลายเรื่อง​ฟังแล้ว​ช็อค​และสะเทือนใจ ​และ​เป็นการให้ปากคำ​โดยตรงของประชาชน​ที่ถูกกดขี่ เช่น ถูกกวาดต้อนให้​ไปทำถนน ให้แบกของให้​กับกองทหาร ของ​เป็นของหนัก​และ​ต้องเดินเท้า​ทั้งวัน พอตอนหยุดพักก็ถูกพวกทหารทำทารุณหรือ​ใช้​เป็นเก้าอี้นั่ง ผู้หญิง​ที่​เป็นแม่ถูกยิงตาย​เพราะ​ต้องหยุดทำงานให้นมลูก ฟังแล้ว​ก็อึ้ง​ไปเลย​

เหตุการณ์เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้น​ไม่เกินสองเดือนก่อนการประชุม ​โดยตัวแทน​ที่พูด​จะบอก​ได้​ทั้งวัน​ที่ เดือน​และสถาน​ที่​ที่เกิดเหตุ ​และเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าปล่อยนักโทษการเมืองหลายคน​ที่ถูกขังลืม​เพราะบังอาจเรียกร้องให้มีประชาธิปไตย​และการเลือกตั้งในพม่า ​ทั้งหลาย​ทั้งปวงนี้ ตัวแทนรัฐบาลตอบแค่สั้นๆ​ว่า เราทำดี​ที่สุดแล้ว​ อยากให้นานาประเทศให้​กำลังใจเรา ไม่ใช่มาบั่นทอน​ความพยายามของเรา ​และเราไม่จำ​เป็น​ต้องมีองค์กรข้างนอกมาช่วยเราตรวจสอบเรื่อง​แรงงานบังคับในบ้านเรา...​ประมาณว่า เรามา​เอาคำชมนะไม่​ได้มา​เอาคำด่า...​..

แม่บ้านอยากรู้เหลือเกินว่า อีกนานไหมท้องฟ้าจึง​จะเปลี่ยนสีสำหรับพี่น้องชาวพม่า นี่กระมัง​ที่ทำให้เรามีแรงงานอพยพพม่ากว่าครึ่งล้าน​ที่จดทะเบียนอย่าง​เป็นทางการในบ้านเรา ​และอีกไม่รู้จำนวนเท่าไหร่​ที่ซ่อนเร้น​และถูกกดขี่ในรูปแบบต่างๆ​

ฉบับ​นี้ขอจบแบบหนักๆ​ก็แล้ว​กันนะคะ​

ด้วยรัก​และภารดรภาพ

แม่บ้าน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-204 Article's Rate 40 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) --Series
ชื่อตอน 7 สังคมสวิสฯ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๑๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-1021 ], [203.121.173.85]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ธ.ค. ๒๕๔๖, ๐๔.๒๘ น.

สวัสดีค่ะ​​ คุณรจนา

ดอกไม้ประกอบสวยๆ​​นะคะ​​ ดอกสีชมพูนี่ ใช่ดอกเฟื่องฟ้ามั้ยคะ​​ แล้ว​​ดอกเฟื่องฟ้าปลูก​​ที่สวิสขึ้น​​ด้วยเหรอคะ​​

​​เพื่อนบ้านน่ารักจังนะคะ​​ คุณรจนาทำสะเต๊ะ​​เป็น แสดงว่าเก่งมาก แหมอยาก​​จะส่งทุเรียน​​ไปให้กินจังเลย​​ค่ะ​​

อ่านแล้ว​​อยาก​​จะให้ดอกไม้ 10 ดอก เหอๆ​​ เดี๋ยวลุงเปียกเหล่​​เอา อิอิ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น