นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
เที่ยวไปตามใจฉัน #17
pilgrim
...เจ้าหน้า​ที่​เขามาเชิญให้ออก ​เพราะ​เขายังไม่เปิด ​เขาคงมองเห็นฉันเดินเพ่นพ่านจากทีวีวงจรปิด เลย​ขับรถมาตรวจการณ์ ตายละวา...

ตอน : สุดแผ่นดินอังกฤษ: ซอมเมอร์เซ็ต-เดวอน-คอร์นวอล ทะเลตะวันตกฝั่งแอตแลนติก

Bristol - Glastonbury- Cheddar Gorge - Burnham-on-Sea

ศุกร์ 19 สิงหาคม 2005

เวลาตีสามเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น​มา ​แต่ฉันไม่อยาก​จะลืมตาลุกเลย​ ​แต่ก็​ต้องลุกขึ้น​มาล้างหน้า แปรงฟัน (ไม่อาบน้ำหรอก ตอนเช้า​ๆ​หนาว​จะตาย) แล้ว​ยกกระเป๋าใส่รถ พวกเราตื่นเต้นกันมาก ฝนก็ตกปรอยๆ​

เลสลีย์​เป็นคนขับ เธอใจดีมาก ให้ฉันนั่งเบาะหลังคู่​กับเนโอมี ​เอาหมอนมาให้พิงคนละใบ แล้ว​บอกว่า ขอเชิญหลับต่อ​ได้ตามสบาย ฉันก็เลย​ฉลองศรัทธาหลับเสียเลย​ มาตื่นอีกทีเห็นรถวิ่งอยู่​บนทางด่วนมอเตอร์เวย์แล้ว​ จากนั้น​ ก็สะลึมสะลือหลับๆ​ ตื่นๆ​ มา​เป็นระยะ จำ​ได้ลางๆ​ ว่าเธอขับรถมาตามทางมุ่งสู่ Birmingham ​เพื่อ​ที่​จะมุ่ง​ไปยัง Gloucestershire ​โดยมีจุดหมายปลายทางแห่งแรก ​ที่เมือง Bristol

เลสลีย์เคยอยู่​​ที่ Bristol มาก่อน เธอจึงอยากพาฉัน​ไปดูแถวบ้านย่านถิ่น​ที่เธอเคยอยู่​ ​แต่เธอบอกว่า ตอนเช้า​อย่างนี้ เข้าเมืองแล้ว​รถติด ​เพราะ Bristol ​เป็นเมืองใหญ่ ค่าครองชีพแพง​เป็นอันดับสอง รองจากลอนดอน ตัวเมืองจึงจอแจมาก เธอก็เลย​ขับพาเลี่ยงเมือง​ไปดูหมู่บ้าน​ที่เธอเคยอยู่​ ก็​เป็นเขตหมู่บ้าน​ที่สงบเงียบตามแบบชนบทอังกฤษทั่ว​ไป

จากนั้น​เธอก็ขับรถพาฉัน​ไป​ที่ Chew Valley Lake ​ซึ่ง​เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของ Bristol รอบๆ​แหล่งน้ำ​เป็นสวนป่าขึ้น​เรียงราย ร่มครึ้มเขียว ​ต้องเดินผ่านสวนเข้า​ไปจึง​จะมองเห็นทะเลสาบ ​แต่รั้ว​เขาปิดล็อคอยู่​

เลสลีย์เฮ้วไม่เบา บอกให้ฉันปีนรั้วเข้า​ไป​กับเนโอมี ​เพื่อ​ไปถ่ายรูปทะเลสาบ เธอ​จะจอดรถรออยู่​​กับแคเรนด้านนอก

ฉันก็ปีน ด้วย​ความอยากดู ปรากฏว่า ขณะ​กำลังเดินเล่นอยู่​​กับเนโอมี รถสองคันก็วิ่งเข้ามาในสวน คันหนึ่ง​​เป็นรถของเลสลีย์แน่ละ ​ส่วนอีกคัน​เป็นของ​ใครก็ไม่รู้

​เมื่อเดินมา​ที่รถ แคเรนบอกว่า เจ้าหน้า​ที่​เขามาเชิญให้ออก ​เพราะ​เขายังไม่เปิด ​เขาคงมองเห็นฉันเดินเพ่นพ่านจากทีวีวงจรปิด เลย​ขับรถมาตรวจการณ์ ตายละวา นี่เรา บุกรุกสถาน​ที่ของหลวงเสียแล้ว​ ขออภัย...​ไม่​เป็นไร ออกก็ออก รูปก็ถ่ายมาแล้ว​นี่นะ เกือบโดนข้อหาบุกรุกเสียแล้ว​เรา


คลิกดูภาพขยาย



ฉันลองมาอ่านประวัติของ Chew Valley Lake แห่งนี้ จึง​ได้ทราบว่า แอ่งน้ำนี้​เป็นแหล่งตกปลาเทราต์ ​และ​เป็นแหล่งขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดของยุโรปด้วย (ดีนะ ตก​ไป ขยายพันธุ์​ไป ถือ​เป็นการตกปลาเชิงอนุรักษ์นะ) ทะเลสาบนี้​เป็นทะเลสาบแบบคนขุด ไม่ใช่ทะเลสาบธรรมชาติ จึงไม่ค่อยลึกมากนัก มีแม่น้ำ Chew ไหลลงสู่ทะเลสาบแห่งนี้ด้วย

จากนั้น​ เลสลีย์ก็ขับรถออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่ Glastonbury

​ที่ Glastonbury ​จะมีเทศกาลดนตรีกลางแจ้ง แบบเปิดคอนเสิร์ตแสดงกันทุกปี ผู้คนแห่แหน​ไปดูกันเยอะมาก

นอกจากนั้น​ ยังมีสถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวขึ้น​ชื่อ อีกแห่งหนึ่ง​ ​คือ Glastonbury Tor ​ซึ่งแคเรนบอกว่า คำว่า Tor ก็มี​ความหมายเช่นเดียว​กับ Tower นั่นเอง

ลักษณะของ Glastonbury Tor จึง​เป็นหอสูงพุ่งชะลูดขึ้น​​ไปในอากาศ ​ที่ตั้งอยู่​บนยอด​เขา ​แต่พอมาถึงวันนี้ ล้วนกลาย​เป็นซากหักพัง ผุกร่อน​ไปตามกาลเวลา

เลสลีย์​ได้​แต่ขับรถผ่านจากด้านล่าง ​เพราะไม่มีเวลาแวะ เธอบอกให้ฉันชะเง้อดูหอคอยนี้จนฉัน​เมื่อยคอ​ไปหมด ​เพราะ​ต้องหาวิวถ่ายรูป​ไปด้วย ขณะ​ที่รถเคลื่อน​ไป


คลิกดูภาพขยาย



หอนี้ถือ​เป็นจุดสำคัญประจำเมือง ​เนื่องด้วย​เป็นโบราณสถาน หอแห่งนี้จึงมีตำนานในเรื่อง​ของ​ความลึกลับ เชิงมิติพิศวง กล่าวกันว่า​เป็นสถาน​ที่​ซึ่งเต็ม​ไปด้วยวิญญาณอันแรงกล้า ​ที่มีการสร้างขึ้น​อย่างแปลกประหลาด เช่นเดียว​กับกองหิน Stonehenge

เดิมมีวิหารโบราณแบบกรีก ปลูกสร้างอยู่​ในลักษณะทรงกลม ในสมัยโบราณ หอคอย Glastonbury เปรียบ​ได้​กับเกาะแก่งกลางน้ำ ​เพราะแผ่นดินในแคว้น Somerset มัก​จะถูกน้ำท่วมเจิ่งนองเสมอ ทำให้เข้าถึงหอคอยไม่​ได้ง่ายๆ​นัก

Glastonbury Tor จึงกลาย​เป็นสถาน​ที่อันเปลี่ยวร้าง​และศักดิ์สิทธิ์ คนโบราณเชื่อว่า ภูเขา​และ​ที่สูง​คือสะพานเชื่อมต่อ​ระหว่างโลก​และสวรรค์ ดังนั้น​ หอคอยแห่งนี้ก็​ได้รับการเปรียบเปรยในทำนองเดียวกัน ว่า​เป็นจุดเชื่อมต่อ​ระหว่างโลกวัตถุ​กับมิติอันลี้ลับอัน ​เป็นโลกของเทพอันศักดิ์สิทธิ์​และทรงอำนาจ

ฉัน​ได้​แต่เหลือบแล Glastonbury Tor อย่างเสียดาย​ที่ไม่มีโอกาสขึ้น​​ไปสัมผัสตำนานแห่งเทพอย่างใกล้ชิด

เลสลีย์ขับรถฉิวผ่าน​ไป ​เพราะหา​ที่จอดเหมาะใจริมถนนไม่​ได้ด้วย เธอบอกว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้าของเราในวันนี้​คือ Clarks Village

สองสาวอยาก​ไป Clarks Village กัน ​เพราะพวกเธอ​ได้รับเชิญ​ไปงาน​แต่งงาน เลย​อยาก​ไปหาซื้อเสื้อผ้า รองเท้ากัน ​เนื่องด้วย ​ที่ Clarks Village แห่งนี้ ​เป็นแหล่งร้านรวงขายของจากโรงงานราคาย่อมเยา ​ที่เราเรียกกันว่า outlet

อันว่าชื่อ Clarks นี้ก็มาจากชื่อยี่ห้อรองเท้า​ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ รองเท้าของร้าน Clarks จัด​เป็นรองเท้า​ที่มีคุณภาพดี ทนทาน นุ่มสบายเท้า นักเรียนไทย มักชอบ​ไปหาซื้อกันตอน​ที่ร้านลดราคาประจำปี ขนาดลดราคาแล้ว​ อย่างถูกๆ​ ก็ตกราคาคู่ละราวๆ​หนึ่ง​พันห้าร้อยบาท​ ​ถ้า​เขาขายเต็มราคา ก็ตกประมาณคู่ละสามพันกว่าบาท​ขึ้น​​ไป

แคเรน​กับเลสลีย์บอกว่า ​ที่หมู่บ้านคลากส์แห่งนี้ ราคา​จะถูก​เพราะ​เป็นร้านแบบ outlet ​และหมู่บ้านนี้ ขึ้น​ชื่อเรื่อง​ทำรองเท้าด้วย ดังนั้น​ จึงมีร้านรองเท้ามากมาย​หลายร้านให้เลือกซื้อหา

ในหมู่บ้าน ​เขาจัด​เป็นร้านค้าต่างๆ​ ตกแต่งสวยงามด้วยสวน​และ ไม้ดอกละลานตา


คลิกดูภาพขยาย



พวกเราก็เข้า​ไปดูกันเรื่อยๆ​ แล้ว​ก็​ได้ของติดไม้ติดมือมาคนละอย่างสองอย่าง ​ถ้าเดินออกนอกหมู่บ้าน​ไป ​จะเจออีกหมู่บ้านหนึ่ง​​ที่เรียกว่า Street village หมู่บ้านแห่งนี้เอง​ที่ขึ้น​ชื่อเรื่อง​อุตสาหกรรมรองเท้า ภายในหมู่บ้าน จึงมีร้านขายรองเท้าอยู่​หลายร้าน ราคาก็ย่อมเยา ไม่แพงมากนัก

ตอนแรกพวกเราก็เดินด้วยกัน ​แต่พอตอนหลัง ก็แยกกันเดิน ​จะ​ได้ดูตามร้านต่างๆ​ให้เต็ม​ที่ ​ใครอยากดู อยากซื้ออะไร​ก็​ไปตามใจชอบ สองสาว​เขาแยก​ไปดูเสื้อผ้า ​ส่วนฉันแยกมาดูรองเท้า แล้ว​ก็เลย​ซื้อ Jacket potato ​ซึ่ง​เป็นมันฝรั่งเผา​ทั้งเปลือก ทาเนย ราดถั่วอบข้นๆ​ (baked beans) แบ่งกันกิน​กับเนโอมี

จากนั้น​ เนโอมี​ซึ่ง​เป็นลูกของแคเรนก็ขอวิ่ง​ไปเล่นในสนามเด็กเล่น ฉันถามเธอว่า เธอเล่นคนเดียว​ได้แน่นะ เธอบอกว่า​ได้ (เนโอมี่อายุ 9 ขวบ) ฉันก็เลย​ทิ้งเด็ก อิๆ​ๆ​(จริงๆ​แล้ว​ เนโอมีเธอ​เป็นเด็กรักอิสระสูง ชอบทำอะไร​ด้วยตัวเอง ไม่ชอบเดินตามผู้ใหญ่ เวลา​ไปไหนกัน พวกเรา​ต้องคอยเดินตามหาเธอเสมอ ​เพราะเธอ​จะเดินหนีหาย​ไป​เป็นประจำ) ฉันออกมาเดินดูร้านต่างๆ​อีกรอบ เลย​​ได้เจอ​กับเลสลีย์​และแคเรน

​เมื่อเราเดิน​ไปถึงสนามเด็กเล่นกัน ก็เห็นเนโอมี ห้อยติดตังอยู่​​กับชิงช้า ​ที่ทำจากยางรถยนต์ ด้วย​ความชอบเล่นผาดแผลง เธอหย่อนตัวลง​ไปในรูกลมๆ​ของยาง แล้ว​ปรากฏว่า​เอาตัวออกมาไม่​ได้

พวกเรา​ต้องเข้า​ไปกู้ภัย ดึงตัวเธอขึ้น​มาจากรูของยางนั่น อย่างทุลักทุเลปนขบขันใน​ความซนของเธอ ขนาดแคเรนผู้​เป็นแม่ ยังดึงลูกขึ้น​มาแล้ว​ก็แอบหัวเราะ​กับสภาพของลูก

พอบ่ายคล้อย เราก็ออกเดินทางกันต่อ เลสลีย์บอกว่า​จะพาฉัน​ไปดูเชดดาร์กอร์จ Cheddar Gorge หรือหุบผาแห่งเมืองเชดดาร์ ​ซึ่ง​เป็นแหล่งผลิตเนย Cheddar cheese ของอังกฤษ

​เมื่อเข้าสู่เมืองเชดดาร์ ​ที่มีชื่อเสียงเรื่อง​เนย เราก็​ได้สัมผัส​กับ​ความจอแจของรถรา แสดงว่าเมืองแห่งนี้ ​เป็นสถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวขึ้น​ชื่อไม่น้อย

เลสลีย์ขับผ่านให้ฉันชมเมือง แล้ว​เธอก็บอกว่า วันนี้ คงยังไม่มีเวลาเข้า​ไปดูในโรงงานทำเนย ​เอาไว้ค่อยแวะตอนขากลับแล้ว​กัน ​แต่เธอก็พยายามหา​ที่จอดรถข้างทาง ​เพื่อให้ฉันลง​ไปถ่ายรูป​กับทิว​เขาหินปูนสูงตระหง่าน​เป็นหน้าผา โอบสองข้างถนน

คลิกดูภาพขยาย



ยาม​ที่เราขับรถผ่าน จึงดูเหมือนเรา​กำลังอยู่​ในร่อง​เขา​ที่ครึ้ม ​เป็น​เขาหินปูนสีขาวๆ​อมเทาๆ​ ​แต่ก็มีต้นไม้เขียวๆ​ขึ้น​รกทึบเหมือนกัน แคเรน​กับเลสลีย์บอกว่า เรา​สามารถเดินขึ้น​​ไปเ​ที่ยว​ได้ อยากขึ้น​​ไปไหม

ฉันดูทางแล้ว​ก็ไม่​เอาดีกว่า ท่า​จะ​เมื่อยนิ ​เพราะมัน​เป็นทางหินลื่นๆ​ ร่วนๆ​ ซุยๆ​ ขาขึ้น​ไม่เท่าไหร่ ​แต่ตอนขาลงนี่สิ กลัว​จะเล่นสไลเดอร์ลงมา ให้ก้นกบพังเสียเปล่าๆ​

ฉันยิ่งศูนย์ไม่ค่อยดีอยู่​ เวลา​ไปเ​ที่ยวป่า​เขา ขาขึ้น​ไม่เคยกลัว ​แม้​จะปีนเหนื่อยกว่า ​แต่ตอนขาลง ขาสั่นทุกที​ถ้าทางเดินมันลื่นๆ​

​เมื่อไม่มี​ใครอยากปีน เราก็เลย​ออกรถกัน สังเกตดู มีรถราเข้ามาจอด​ที่ Cheddar Gorge เยอะมาก มากัน​เป็นรถบัสแบบฉิ่งฉับทัวร์ก็มี อ้าว ขออภัย ​เขาไม่​ได้มีกลอง มีฉิ่งแบบบ้านเราหรอก เพียง​แต่​เขามากันในรถบัสคันเบ้อเริ่มเลย​แหละ​ หน้าร้อนก็อย่างนี้ ฝรั่งชอบออกเ​ที่ยวกัน ผู้คนเลย​อุ่นหนาฝาคั่ง​ไปหมด

จากเชดดาร์ เลสลีย์ก็บอกว่า จุดต่อ​ไป เรา​กำลัง​จะ​ไป​ที่เมือง Burnham-on-Sea เรียกง่ายๆ​ว่าเมืองเบิร์นแนมแล้ว​กันค่ะ​ ​ที่เมืองเบิร์นแนมนี้ เห็นชื่อก็รู้เลย​ว่า​ต้องอยู่​ติดทะเลแหงๆ​ ​เป็นชายทะเลแห่งแคว้นซอมเมอร์เซ็ท

พอเรา​ไปถึง​ที่เบิร์นแนม อันดับแรก​ที่ทำก็​คือ ​ต้องหา​ที่พักก่อน ​เพื่อ​จะเช็คอิน ​เพราะมันบ่ายคล้อยแล้ว​ ก่อนเดินทางมา เลสลีย์​ได้จอง​ที่พักไว้แล้ว​ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ถูกบ้างแพงบ้าง แล้ว​​แต่​ความป๊อบปูล่าร์ของสถาน​ที่

​ที่เบิร์นแนมนี้ เราเข้าพัก Bread&Breakfast หรือมักเรียกกันย่อๆ​ ว่า บีแอนด์บี ​คือมีเตียงให้ซุกศีรษะนอน ​และมีอาหารเช้า​ให้กิน

ตอนแรก​ที่ฉันยังไม่เคยรู้จักบีแอนด์บี ก็คิดว่า คง​เป็นโรงแรมกระจอกๆ​ ​แต่​ที่ไหน​ได้ บีแอนด์บีบางแห่ง ตกแต่งอย่างหรูหรา ​เพราะ​เขามัก​เอาบ้านตัวเองมาทำ เวลาเดินเข้า​ไป จึงรู้สึกเหมือนเดินเข้าบ้าน(​ใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่บ้านเราแน่นอน)

​ที่ว่าเหมือนบ้าน​คือ ​เขา​จะมีห้องรับแขกให้นั่งเล่น ​เป็นห้อง​ส่วนกลาง มีห้องอาหาร มีสนามหญ้า บางแห่งมีสวนให้เดินชมด้วย ตกแต่งกันอย่างสวยงาม
ข้างฝา ประดับด้วย ถ้วยชามรามไห ตู้โชว์ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาเหมือนอย่าง​ที่​เขา​แต่งบ้านกัน แขวนหม้อกระทะทองแดง เอ๊ย ทองเหลือง ก็มี บางบ้านมีเปียโนตั้งไว้ให้เล่นด้วย

​ส่วนห้องนอน บางบ้านก็​แต่ง​ได้หรูราน่ารัก ผ้าม่านลายดอกไม้อ่อนหวาน เข้า​กับผ้าคลุมเตียง

​แต่บางคนอาจ​จะไม่ชอบบีแอนด์บีตรง​ที่ ห้องน้ำ​จะ​ต้อง​ใช้ร่วม​กับผู้เข้าพักคนอื่นๆ​ ​คือห้องพักตามบีแอนด์บี ​ส่วนใหญ่ หายาก​ที่​จะมีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำในห้อง

ก็เหมือนบ้านเราแหละ​ค่ะ​ ปกติ​จะมีห้องน้ำ ก็เฉพาะในห้องนอนใหญ่​ที่เรียกว่า มาสเตอร์เบดรูมเท่านั้น​ ​แต่​โดยทั่ว​ไป ห้องน้ำห้องท่า​ที่นี่ ​เขาสะอาดสะอ้านค่ะ​ ขนาดฉันเคย​ไปพักตามยูธโฮสเตล ​ที่ราคาย่อมเยาตามประสาเด็กๆ​(คนอื่นนะคะ​ ไม่ใช่ฉัน) ก็ยังสะอาด​ใช้​ได้เลย​

บีแอนด์บี​ที่เรา​ไปพักนี่ ชื่อ Shalimar Guesthouse ไม่ใหญ่โตมาก ดูเหมือน​จะมีอยู่​สามสี่ห้องเอง ​แต่ดี​ที่มีห้องน้ำในตัว เห็นลักษณะ​ที่พัก​ที่เมืองนี้ แล้ว​ก็นึกถึงบังกะโลแถบชะอำ ระยองบ้านเราค่ะ​

ฉัน​ได้นอนห้องเดียว​กับแคเรน ​เพราะเนโอมีนั้น​ติดเลสลีย์ ผู้​เป็นป้ามากๆ​

อย่าแปลกใจเลย​ค่ะ​ แคเรน​เป็นแม่เนโอมี ​แต่ทำไมไม่นอน​กับลูก นั่นคง​เป็น​เพราะ เนโอมีนอน​กับป้ามา​แต่ไหน​แต่ไร ​และเลสลีย์ก็รักหลานราว​กับแก้วตาดวงใจ ​เป็น​เพื่อนเล่น​กับหลาน ดังนั้น​ เนโอมีจึงติดป้ามากกว่าติดแม่

​แต่​ถ้าแม่​กับป้าทะเลาะทุ่มเถียงกัน เธอ​จะเข้าข้างแม่ เหอๆ​ๆ​ ​เขาเรียกว่า เลือดข้นกว่าน้ำนิ ​แต่ฉันคิดว่า เธอคงคิดตามประสาเด็กๆ​ว่า แม่​คือแม่ ยังไงก็ดู​เป็นผู้ใหญ่ น่าเกรงขามกว่าป้า ​ที่ลดตัวลงมา​เป็น​เพื่อนเล่น ​เป็นลูกไล่​กับเธอ

พอเรา​เอาของเก็บเข้า​ที่พัก สองศรีพี่น้องก็ขับรถพาพวกเรา​ไปเดินเ​ที่ยวชายหาด ​ที่ละม้ายๆ​คล้ายๆ​หาดจอมเทียนบ้านเรา ​แต่​จะไม่เหมือนก็ตรง​ที่ ​เขาไม่มีร่มกางกัน​เป็นดอกเห็ด ​กับเก้าอี้ผ้าใบ รายเรียงพรึ่ด​ไปหมด

ชายหาด​ที่นี่ ​เป็นทรายสีน้ำตาลแก่ๆ​ แบบสีชา มีเขื่อนปูนกั้นยาว​ไปตลอดชายฝั่ง แล้ว​มีบันไดกว้างๆ​ขึ้น​ลง ให้คนลง​ไปเดินชายหาด​ได้ เหมือนตลิ่งแม่น้ำตามต่างจังหวัด​ที่​เขา​ใช้บันได​เป็นอัฒจรรย์ชมการแข่งเรือ ถัดจากตลิ่งเข้ามาก็​คือถนนเลียบชายหาด ​และร้านรวง ​ส่วนใหญ่​เป็นร้านอาหาร บาร์ ผับ ​กับโรงแรม

คลิกดูภาพขยาย


แคเรน​กับเลสลีย์บอกฉันว่า ให้ลง​ไปเล่น​ที่ชายหาด​กับเนโอมีก่อน ​เพราะสองพี่น้อง ลืม​เอาผ้าเช็ดตัวมา ​ต้อง​ไปหาซื้อ

แล้ว​เลสลีย์ก็ขน​เอาถัง​และพลั่วตักทรายมาให้ฉัน​ไปเล่น​กับเนโอมี
ฉันก็เลย​เดิน​ไป​ที่หาด​กับเนโอมี โอ้ว ลมทะเลพัดระเบิดระเบ้อ ขนาด​เอาถังมาตั้งเปล่า ยังพัดซะปลิว ​ต้องวิ่งตาม​ไปเก็บถังอีก ฉันก็เลย​​เอาทรายตักใส่ถังซะเลย​ แล้ว​เราก็เริ่มสร้างปราสาททรายกัน

ไม่​ได้นุ่งวันพีซ ทูพีซ หรอกค่ะ​ ไม่​ต้องจินตนาการ​ไป อ้อ นุ่งเหมือนกัน ​แต่ใส่ไว้ข้างใน แล้ว​ใส่เสื้อยืด ​กับกางเกงเล​ที่ซื้อ​ไปจากตลาดนัดเมืองไทย ตัวละเก้าสิบเก้าบาท​ทับ เหมาะ​กับบรรยากาศมากๆ​ นั่งคลุกดิน คลุกทรายเหมาะดีนักแล

​เมื่อเลสลีย์​กับแคเรน​ไปตามล่าหาผ้าเช็ดตัวกลับมาแล้ว​ เราก็ขึ้น​จากชายหาด แล้ว​เลสลีย์ก็บอกว่า ​จะพา​ไปเล่น​ที่สวนน้ำ ชื่อว่า Sedgemoor Splash

​ที่สวนน้ำแห่งนี้ เหมือนสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ใหญ่มากจริงๆ​ ​แต่อยู่​ในร่ม เวลาเราลง​ไปว่าย ​เขา​จะมีการปล่อยระลอกคลื่นเทียมมา​เป็นระยะๆ​ เหมือนในทะเล ฉันคิดว่า น่า​จะคล้ายๆ​​กับ​ที่สวนสยามนะ ​แต่ก็ไม่เคย​ไปสวนสยามสักที บางช่วงก็​เป็นแอ่งน้ำจาคุซซี่ปล่อยน้ำออกมาหมุนๆ​วนๆ​ นวดตัวเรา จั๊กกะจี้สนุกดี

​แต่​ที่ฉันชอบ​คือ ​เขา​จะมีร่องน้ำ​เป็นถ้ำเข้า​ไป เรียกว่า lazy river ​คือ ​ถ้าเข้า​ไปในถ้ำนั้น​แล้ว​ ​เขา​จะปล่อยคลื่นน้ำแรงมาก น่า​จะเหมือนน้ำป่า ​ที่เราไม่​สามารถทาน​กำลัง​ได้ ​ต้องปล่อยตัวให้ไหลลอย​ไปตามน้ำ สนุกมากๆ​ค่ะ​ ข้างๆ​ฝา ก็​จะมีกระแสน้ำพุ่งออกมานวดตัวเรา​ได้เช่นกัน

ฉันไม่เคยเล่นแบบนี้มาก่อนเลย​ (ปกติเคยเล่น​แต่น้ำคลอง​กับน้ำทะเล​ที่มีคลื่น เหอๆ​ๆ​) พอ​ได้มาเล่นก็เพลินดีเหมือนกัน ​เพราะปกติ ​ไปว่ายน้ำในสระ​ที่มหาวิทยาลัย ก็​เป็นสระธรรมดา ไม่มีลูกเล่น น้ำเชี่ยว น้ำวน แบบนี้หรอก คราวนี้ ก็เลย​ดำผุดดำว่ายเสียฉ่ำใจ อิๆ​ๆ​

พอตัวเริ่ม​จะเปื่อยๆ​ ซีดๆ​ ก็เลย​ตัดสินใจขึ้น​กัน ​เพราะชัก​จะหิวด้วย โดนน้ำฟาดจนหมดแรง ก็เลย​ขึ้น​มาอาบน้ำจืด​ที่ไม่ใช่น้ำคลอรีน แล้ว​เปลี่ยนเสื้อผ้า

จึง​ได้เจอ​กับเรื่อง​เจ้ากรรม ​คือ ทำนาฬิกาตกหาย​ไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ คาดว่า ตั้งแต่ตอน​ที่เปลี่ยนเสื้อผ้า หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ นาฬิกาไม่แพงหรอกค่ะ​ เรือนละสองสามพันบาท​ ​แต่​ที่เสียดาย ​เพราะ​เป็นเรือน​ที่สาม​ที่ทำหายในรอบปี

ไม่ใช่ฉันเป๋อเหรอ เผอเรอหรอกนะคะ​ จำ​ได้ว่า เรือน​ที่หนึ่ง​ทำหาย ​เพราะสายมันหลวม ​คือ​เป็นนาฬิกาแบบกำไลข้อมือ ซื้อมาจากสวิตฯ ​แต่ก็ไม่ใช่ของแพงอีกนั่นแหละ​ ​แต่​เป็นของเก๋ (ของเก๋นะ ไม่ใช่ของเก๊)

วันนั้น​ ไม่ค่อยสบาย กินยาเข้า​ไปแล้ว​ง่วงซึม แล้ว​​ต้อง​ไปตลาด คาดว่า คง​ไปทำตกหายในร้านค้า​ที่ตลาด แบบเบลอๆ​ ​เพราะฤทธิ์ยา

เรือน​ที่สอง ยิ่งเสียดายเข้า​ไปใหญ่ ​เป็นนาฬิกาหน้าปัดโอปอล์ ซื้อมาจากบริสเบน ออสเตรเลีย ใส่มานาน จนสายเปื่อย ​เพราะชอบ ยังไม่ทัน​ได้เปลี่ยน ก็มามีอันขาดหลุด​ไปจากแขนเสียก่อน

เรือน​ที่สาม ไม่หายค่ะ​ ​เป็นนาฬิกาซื้อจากเวนิส อิตาลี หน้าปัด​เป็นแก้วสี Murano ของขึ้น​ชื่อของเวนิส ​แต่ก็ไม่แพงอีกแหละ​ค่ะ​ ใส่ๆ​เดินอยู่​ ยกมือขึ้น​มาดูนาฬิกา หน้าปัดแก้วสี หาย​ไป​ทั้งยวง เหลือ​แต่เข็ม​ทั้งสาม ไว้​เป็น​ที่ระลึกเดินกันติ๊กต่อก...​ติ๊กต่อก
เดินตามล่าหาหน้าปัดก็ไม่เจอค่ะ​ จนป่านนี้ ยังหาหน้าปัดมาใส่ไม่​ได้เลย​ ส่งกลับ​ไปรอเมืองไทยแล้ว​

แล้ว​ก็มาเรือนนี้ ​เป็นเรือน​ที่สี่ค่ะ​ ​ที่หาย ​เป็นนาฬิกาตระกูลสวิตฯเหมือนกัน (​ที่ไม่แพง) ​ทั้งนี้ ฉันไม่ชอบซื้อของแพงค่ะ​ ​เพราะรู้ว่า ​แม้สสาร​จะไม่มีวันสูญหาย​ไปจากโลกนี้ ​แต่สรรพสิ่งในโลกนี้ก็ล้วนไม่คงทน
ดังนั้น​ ​ถ้าซื้อของแพงๆ​มา แล้ว​มีอันตกหล่น พลัดพรายหายสูญ ไม่อยากทำใจมากค่ะ​ ซื้อของถูก​ใช้ดีแล้ว​ ไม่​ต้องทำใจนาน

สาเหตุ​ที่มีนาฬิกาเยอะ ก็​เพราะ​เป็นคนชอบนาฬิกา ไม่ว่า​จะเดินทาง​ไปไหน ​ถ้ามีโอกาสซื้อนาฬิกา​ได้ (​และมีเงินด้วยนะจ๊ะ​ ​เพราะดูท่าทางแล้ว​โอกาส​จะหาง่ายกว่าเงิน) ก็​จะซื้อไว้​เป็น​ที่ระลึก ใส่ซักพัก แล้ว​ก็แจกให้น้องๆ​ต่อค่ะ​ (แล้ว​เจ๊ก็หาซื้อของถูกมาใส่ใหม่ต่อ​ไป)

ดังนั้น​ ​จะว่า​ไปแล้ว​ เรือนนี้จึง​เป็นนาฬิกาเรือน​ที่สี่ในรอบปี ​ที่มีอัน​เป็น​ไป คิด​ไปก็เสียดาย ​แต่ก็พยายามคิดเสียว่า ไม่​เป็นไร ทำของพวกนี้หาย คน​ที่​เขาเก็บ​ได้​ไป ​เขาก็​เอา​ไป​ใช้ประโยชน์​ได้ ช่างมันๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​

ตอน​ที่หาไม่เจอ ก็ยังหวังเล็กๆ​ว่า อาจ​จะลืมไว้​ที่​ที่พักบ้าง ก็ปล่อยใจ​ไปก่อน ​เพราะเรา​ต้อง​ไปหาอาหารเย็นรับประทานกัน

เราลองขับรถวนๆ​ ดู ก็ไม่รู้​จะกินอะไร​กัน ใน​ที่สุด ก็เลย​เข้าร้าน Fish and chips ​เพื่อกินให้เข้า​กับบรรยากาศชายทะเล

ร้านปลาทอดนี้ ตั้งอยู่​ริมทะเล มองออก​ไป ฟ้ามืดครึ้ม ลมยังพัดกระหน่ำเหมือนเดิม หนาวมากๆ​ ​เพราะมัน​เป็นหน้าร้อน เราเลย​ไม่​ได้​เอาเสื้อคลุมอะไร​มาเลย​ เลสลีย์เลย​เสียสละ บอกว่า ให้พวกเรารออยู่​​ที่ร้าน แล้ว​เธอ​จะวิ่ง​ไป​เอารถ​ที่จอดอยู่​ใน​ที่จอดรถไกลออก​ไปหน่อย​ มาแวะรับ

ก็รอกันอยู่​นาน เลสลีย์ก็ยังไม่มา ใน​ที่สุด พวกเราก็เลย​เดินออก​ไปดู​ที่หน้าร้าน โอย ลมหนาวทะเลหนาวกรูเกรียวมาเลย​ค่ะ​ มอง​ไป​ที่ชายหาด แนวทราย​ที่ฉันลง​ไปเล่นทราย​กับเนโอมีนั้น​ บัดนี้ น้ำทะเลขึ้น​หนุนสูง ท่วมเข้ามาทุกทิศทุกทาง

ฉันลองเดิน​ไปดู​ที่ริมเขื่อน ปรากฏว่าขั้นบันได​ที่เราขึ้น​ลงกัน ​และคนชอบมานั่งดูทะเลกันนั้น​ น้ำทะเลท่วม​ไปหมดแล้ว​ น้ำขึ้น​มาสูงเกือบถึงริมเขื่อน ​ที่มีระดับ​ความสูงครือๆ​กัน​กับถนน

ท้องฟ้ามืดมิด ​เพราะ​พระอาทิตย์ลับฟ้า​ไปแล้ว​ ฉันเหลือบดูโคมไฟสีเขียว แดง เหลือง มลังเมลืองริมถนน แล้ว​​ได้​แต่นึกฉงนใจ​ไป​กับธรรมชาติ

คลิกดูภาพขยาย


...​วันนี้ อยู่​ห่างไกลบ้านเกิด เมืองนอน ​ได้มาท่องเ​ที่ยว​ไปในแดนดิน​ที่ฉันเคยเฝ้าฝันถึง​แต่ครั้งเยาว์วัย...​​ได้มาอบอุ่นอยู่​​กับ​เพื่อนๆ​...​
ทะเล ทำให้จินตนาการของฉันกว้างไกล กระจัดกระจายอยู่​เสมอ...​

ใน​ที่สุด เลสลีย์ก็ขับรถมาจอด เธอบอกว่า​ที่หาย​ไปช้า ​เพราะ​ไปแวะซื้อชามินต์​กับชาผลไม้ไว้ชงกินกัน​ที่ห้องพัก
พวกเราจึงรีบจรลีขึ้น​รถกันอย่างไม่ร่ำไร ​เพื่อ​จะหลบจากลมทะเลอันหนาวเหน็บ
​เมื่อมาถึง​ที่พัก ฉันก็หานาฬิกาอีกรอบภายในห้องพัก ​แต่ก็หาไม่เจอ ​เป็นอันว่าหายแน่

จากนั้น​ เราก็เตรียมตัวเข้านอนกันค่ะ​ สงสารแคเรนจัง ​ต้องมาฟังเสียงฉันนอนกรน ​แต่​ไปๆ​มาๆ​ แคเรนก็นอนกรนเบาๆ​เหมือนกัน แล้ว​เธอก็หลับง่ายหลับดาย เธอหลับก่อนฉันทุกคืน​ที่​ไปเ​ที่ยวกัน (แล้ว​ก็ตื่นก่อนฉันทุกเช้า​ด้วย อิๆ​ๆ​ๆ​)


(ยังมีต่อ)

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1991 Article's Rate 170 votes
ชื่อเรื่อง เที่ยวไปตามใจฉัน --Series
ชื่อตอน สุดแผ่นดินอังกฤษ: ซอมเมอร์เซ็ต-เดวอน-คอร์นวอล ทะเลตะวันตกฝั่งแอตแลนติก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๖๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : pilgrim [C-10634 ], [158.125.1.113]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ม.ค. ๒๕๕๐, ๐๐.๓๘ น.

สวัสดีค่ะ​​คุณปอ น้องแก่นแก้ว พี่แอ๊ด ​​และน้องพันนที

คุณปอคะ​​ ตอนนี้ อังกฤษก็จ๋อย​​ไปเยอะแล้ว​​ค่ะ​​ ​​เพราะอาณานิคมหลายแห่งกลาย​​เป็นเอกราชกันหมดแล้ว​​ มิหนำซ้ำ​​ไปเดินตามก้นอเมริกา จนคนบอกว่า อังกฤษกลาย​​เป็นรัฐแห่งหนึ่ง​​ของอเมริกา​​ไปแล้ว​​ค่ะ​​ คนต่างชาติก็แห่แหนเข้ามาอยู่​​กันเต็มอังกฤษเลย​​ค่ะ​​

อิๆ​​ๆ​​ ขำน้องแก้วหาว่าพี่พิล​​เป็นท่านเปาหน้าดำ ผู้ผดุง​​ความยุติธรรม คิด​​ได้ไงเนี่ย มุขนี้ขำกระจายเลย​​อ้ะ

ยินดีต้อนรับพี่แอ๊ด เข้าสู่ขบวนการนกขมิ้นทัวร์ค่ะ​​ ประเภทขาลุยค่ะ​​

น้องพันนทีเล่าเรื่อง​​จำหน้าคนแล้ว​​ขำดีจัง นั่นสิ บางคนเราคุ้นหน้า​​เขาจากในจอทีวีนะ พอมาเจอตัวจริงๆ​​ เลย​​งงว่า เอ๊ ​​เขามาอยู่​​ตรงนี้​​ได้ไง พี่พิลน่ะบ่อยมากค่ะ​​ ​​เพราะตาสั้น​​แต่ไม่​​ได้ใส่แว่น ก็เลย​​ทักคนผิดถูกประจำ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เก็จแก้ว [C-10638 ], [202.12.118.36]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ม.ค. ๒๕๕๐, ๑๒.๑๓ น.

พี่พิลจ๋า...​​ แก้วชื่นชมพี่จากใจเลย​​นะจ๊ะ​​ ...​​ ​​และคิดว่าผิวของพี่พิลไม่น่าจาดำอะไร​​มากมาย​​...​​ น่าจา...​​. นวลเนียน ประมาณสีน้ำผึ้ง​​ที่ดูสดชื่น หอมหวานมากกว่าเนาะ

พี่พิลเขียนเรื่อง​​ราว​​ได้อบอุ่น ลุ้นระทึกมากๆ​​จ้า...​​ อ่านแล้ว​​เหมือนพี่สาวใจดีเล่าเรื่อง​​​​ไปเ​​ที่ยวให้น้องๆ​​ฟังเลย​​อ่ะจ้ะ​​...​​ มีมุก(เขียนแบบนี้ป่าวมะทราบนะจ๊ะ​​)เยอะด้วยล่ะ...​​ แก้วขำกลิ้งหลายครั้งแล้ว​​เนี่ย อิ อิ ...​​ พี่พิลจ๋า...​​ พี่พิลจ๋า อย่าเอ็ด​​ไปดิ๊...​​ เด๋วเค้าก้อยู้กันหมดน๊า ว่าพี่พิลง่ะนอนกรนนนนนนน ...​​. คร่อกกกกกก ฟี้...​​. คร่อก ฟี้...​​ อุ๊ยยยยย...​​ เสียงนี้มะช่ายของพี่พิลเน้อ...​​ เอ่อ...​​ อ่า...​​. ​​เป็นเสียงของนู๋เองแหละ​​จ้า ขอบอก อิ อิ อิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : wiyadahi@cn-thai.co.th [C-12999 ], [203.146.10.4]
เมื่อวันที่ : ๒๒ ต.ค. ๒๕๕๐, ๑๐.๔๐ น.

สวัสดีค่ะ​​ คุณพิล เข้ามาตามอ่านเรื่อง​​​​ที่คุณเขียนค่ะ​​ ​​พอดี search เรื่อง​​สก็อตแลนด์ เลย​​พบ อ่านแล้ว​​สนุกมากๆ​​ ค่ะ​​ แนวการเขียนอ่านแล้ว​​รู้สึกเหมือนตาม​​ไปเ​​ที่ยวเลย​​ ทำ​​เป็นเล่มหรือเปล่าค่ะ​​ อยากหาอ่านค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น