นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #41
รจนา ณ เจนีวา
...ฟังนิทานมาหลายเรื่อง​แล้ว​ มาฟังเรื่อง​ประวัติศาสตร์​กับศิลปะของเมืองเชอเนฟกันบ้างดีกว่านะคะ​...

ตอน : นักเรียนภาษาพาเพลิน (สิบสอง) - L'histoire et l'art

ฟังนิทานมาหลายเรื่อง​แล้ว​ มาฟังเรื่อง​ประวัติศาสตร์​กับศิลปะของเมืองเชอเนฟกันบ้างดีกว่านะคะ​ ​ใครชอบเรื่อง​หนัก ๆ​ เต็ม​ไปด้วยสาระก็เชิญทางนี้เลย​ค่ะ​ ​ใครชอบเรื่อง​เบาสมอง ค่อยรออ่านนิทานในวันหลังนะคะ​

รจนาอยู่​เชอเนฟ (Genève) มาห้าปีกว่าแล้ว​ ​ส่วนใหญ่ชอบ​แต่เรื่อง​เ​ที่ยวธรรมชาติ เ​ที่ยวทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือพิพิธภัณฑ์นั่นไม่ค่อย​ได้เฉียดหรอกแค่ ​แต่พอแก่ตัวลงทุกวันก็ไม่อยาก​จะแก่แล้ว​แก่เลย​ หาเรื่อง​เรียนรู้สนุก ๆ​ ดีกว่า

วันนี้นึกขยันก็​ไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยว​กับบ้านใหม่ของรจนามาเล่าสู่กันฟังนะคะ​ ก่อนอื่นพวกเรา​ต้องรู้คร่าว ๆ​ ก่อนนะคะ​ว่า สวิตเซอร์แลนด์​เป็นเมืองสามภาษาหลัก (เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลียน) ​และหนึ่ง​ภาษาพื้นเมือง (โรมันช์ ​ซึ่งลักษณะการพูดค่อน​ไปทางเยอรมัน) เจนีวานั้น​อยู่​ฝั่ง​ที่พูดฝรั่งเศส​และ​ใช้วัฒนธรรมแบบฝรั่งเศสค่ะ​

- บันทึก​ที่ค้นพบแรกสุดเกี่ยว​กับเมืองเจนีวาก็​คือ เมืองนี้เคย​เป็นเมืองหลวงของชนเผ่าเซลติก (Celtic) ค่ะ​ ​ใครชอบอ่านนิยายย้อนยุคของฝรั่ง ประเภทอัศวิน​และหญิงสูงศักดิ์ รักหวานจ๋อยคง​จะพอคุ้น ๆ​ ชื่อนี้ดี

- ​เมื่อซีซ่าร์เข้าครอบครองเมืองกัลเลีย (Gallia) ของฝรั่งเศส ใน​ระหว่างก่อนคริสต์กาล ๔๐๐ ปีนั้น​ เจนีวาก็กลาย​เป็น​ที่พำนักของท่านบิชอป (กล่าว​คือ กลาย​เป็นเมืองศาสนาแห่งหนึ่ง​)

- ใน​ระหว่าง​ที่ชนชาติต่าง ๆ​ มีการเคลื่อนย้ายในยุโรป ชนเผ่าเจอร์มานิคเบอร์กันเดี้ยน (germanic Burgundians) ก็​ไปตั้งรกรากทางทิศตะวันตกของฝรั่งเศส (​ซึ่ง​เป็นสวิตเซอร์แลนด์​ส่วน​ที่พูดภาษาฝรั่งเศส) ​และทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (​ซึ่งปัจจุบัน​คือแคว้นเบอร์กันดี) เมืองหลวงแห่งแรกของคนกลุ่มนี้​คือ เจนีวา (ก่อตั้งก่อนปี ค.ศ. ๔๔๓-๔๖๑) ชาวเบอร์กันเดี้ยน​ที่ว่านี้​ได้รับ​เอาวัฒนธรรมแบบกัลโล-โรมัน (แหะ แหะ วัฒนธรรมนี้​เป็นยังไงรจนาก็ไม่รู้จักนะคะ​ ฟัง​เอาชื่อไว้ก่อนแล้ว​กันค่ะ​)

- ในปีคริสตศักราช ๕๓๔ เจนีวาถูกครอบ​โดยชนเผ่าเจอร์มานิกฟรังก์ (germanic Franc) ​ซึ่งเคยตั้งรกรากอยู่​ในแถบกรุงปารีสในช่วง​ที่มีการเคลื่อนย้ายชนชาติ (the migration of nations) ​และ​ได้ขยายอิทธิพลทั่วฝรั่งเศส เยอรมนี ​และสวิตเซอร์แลนด์ในศตวรรษ​ที่ ๖

- อาณาจักรของชาวฟรังก์ (The empire of the Francs) ​ได้เจริญสูงสุดภายใต้การปกครองของจักรพรรดิ์ชาร์ลเลอมาญน์ (ชื่อนี้เริ่มคุ้นหูแล้ว​ใช่ไหมคะ​) ​ซึ่งขึ้น​ปกครองในปี ๘๐๐ ราชโอรส​ทั้งหลายของ​พระองค์​ได้แบ่งแยกอาณาจักร​เป็นสาม​ส่วน ในปี ๘๘๗ มีการก่อตั้งอาณาจักรแห่งเบอร์กันดีขึ้น​มา เจนีวาจึงมิ​ได้กลาย​เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรนี้อีกต่อ​ไป

- อย่างไรก็ดี ท่านเคาน์​และท่านบิชอป​ทั้งหลายแห่งเจนีวาก็​ได้ทำการต่อต้านการครอบครองของอาณาจักรฟรังก์อย่างเข้มแข็ง

- จนเริ่มจากศตวรรษ​ที่ ๑๓ ​เป็นต้นมา ดยุกแห่งซาวอย (ฝรั่งเศส) ​ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว​กับกิจกรรมในย่านทะเลสาบเจนีวามากขึ้น​เรื่อย ๆ​ จนในปี ๑๓๕๘ ท่านเคานท์แห่งเจนีวา​ได้กลาย​เป็นขุนนางแห่งซาวอย อาณาจักรซาวอยจึงมีอำนาจอยู่​ในภูมิภาคแถบนี้อยู่​​เป็นระยะเวลาหนึ่ง​

- ในปี ๑๕๑๙ ประชาชนชาวเจนีวากลุ่มนี้​ต้องการแยกตัว​เป็นอิสระจากซาวอย ​และ​ได้ต่อรองทำข้อตกลง​กับเมืองอื่น ๆ​ ในอาณาเขตสวิส ​ได้แก่ เมืองฟรีบูร์ก​และเมืองเบิร์น (Fribourg and Bern) ​แต่ผู้ครองซาวอยไม่ยอมค่ะ​ เลย​​ต้อง​ใช้​กำลังเข้าครอบครองเมืองเจนีวาในช่วงนี้

- เจ็ดปีให้หลัง มีการทำข้อตกลงอีกชุดนึง ​และในปี ๑๕๓๐ ชาวสวิสยุคนั้น​ก็​ได้ช่วยกันปลดปล่อยตัวเองจากกอง​กำลังซาวอย สภาเมือง​ได้สิทธิทางการเมืองมากมาย​หลายประการในเจนีวา เมืองเจนีวาก็เลย​กลาย​เป็นสมาชิกสมทบแห่งสหพันธ์สวิส

- กิลโยม ฟาเรล (Guillaume Farel) ถือ​เป็นผู้มีผลงานในการฟื้นฟูเมืองเจนีวาคนหนึ่ง​ ฟาเรล​เป็นนักเทศน์ชาวฝรั่งเศส​ที่ลี้ภัยหนีเงื้อมมืออำนาจของรัฐฝรั่งเศส ฟาเรล​ได้รับการสนับสนุนจากกรุงเบิร์น (เมืองหลวงของสวิตฯในปัจจุบัน)

- ช็อง คาลแว็ง (Jean Calvin) (นักเทศน์เหมือนกัน) เข้ามาสู่เจนีวาในปี ๑๕๓๖ ​เขามีชื่อเสียงจากหนังสือ​ที่ชื่อว่า "Christianae religionis institutio (สถาบันศาสนาคริสต์)" คาลแว็ง​เป็นผู้กำ​กับการปฏิรูปศาสนจักร ประชาชน​ส่วนใหญ่ไม่ค่อย​จะศรัทธาในระเบียบ​และกฎแห่งศีลธรรมอันเข้มงวดของคาลแว็งมากนัก ​แต่ภายใต้​ความกดดันทางการเมืองจากเบิร์น การปฏิรูปศาสนจักรก็​เป็นการยอมรับการทางเมือง​เพื่อต่อต้านบิชอป​และดยุคแห่งซาวอย เจนีวาในปัจจุบัน​จะมีร่องรอยของคาลแว็งอยู่​ทั่ว​ไปในแบบของรูปปั้น ชื่ออาคาร ฯลฯ

- ในปี ๑๖๐๒ ดยุคแห่งซาวอยพยายาม​เป็นครั้งสุดท้าย​ที่​จะครอบครองเจนีวาอีกครั้งหนึ่ง​ ​แต่ไม่สำเร็จ

- จ็อง จาร์คส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) ถือกำเนิดในปี ๑๗๑๒ ในเจนีวา ​เขา​เป็นนักปราชญ์​ที่มีอิทธิพลมาก​ที่สุดคนหนึ่ง​ในยุคแห่งการหลุดพ้น (the age of enlightment) รุสโซเติบโต​และ​ได้รับการศึกษาในเจนีวา ​แต่​ใช้ชีวิต​ที่เหลือ​ส่วนใหญ่ในฝรั่งเศส ​และตาย​ที่นั่นในปี ๑๗๗๘

- ในช่วงสงครามนโปเลียน เจนีวา​และเมืองยุทธศาสตร์อื่น ๆ​ ในสวิตฯตะวันตกถูกผนวกรวม​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของฝรั่งเศส

- ในปี ๑๘๑๕ เจนีวากลาย​เป็นสมาชิกเต็มตัวของสหพันธ์สวิส กิลโยม อ็องรี ดูฟูร์ (Guillaume Henri Dufour) ​คือชาวเจนีวา​โดยกำเนิด ​เป็นผู้รณรงค์ให้​ใช้ตรากากะบาดสีขาวบนพื้นสีแดง​เป็นธงชาติของสวิส​ที่​จะโบกเหนือธงประจำมลรัฐต่าง ๆ​ ในช่วงสงคราม (๑๘๔๐) ​ที่มีชาวไร่ชาวนาหัวเก่าพยายามขัดขวาง​ความก้าวหน้าทางการเมืองของกอง​กำลังทหาร

- ในปี ๑๘๔๗ อ็องรี ดูฟูร์​ได้รับเลือก​เป็นนายพล ​และ​ได้ยกเลิกสงครามกลางเมืองภายในไม่กี่วันหลังจากนั้น​ ​โดยมีการเสียเลือดเนื้อเพียงเล็กน้อยจาก​ทั้งสองผ่าย รัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐสวิสแห่งปี ๑๘๔๘ มีพื้นฐานอยู่​บนเหตุการณ์ปะทะกัน​ระหว่างชนชั้นชาวนา​กับชนชั้นติดอาวุธในครั้งนั้น​

- นายพลดูฟูร์​เป็นผู้บุกเบิกการทำแผน​ที่สวิสอย่างละเอียด ยอด​เขา​ที่สูง​ที่สุดในสวิตฯจึง​ได้ชื่อว่า Dufourspitze หรือ ยอดดูฟูร์

- ใน ค.ศ. ๑๘๕๙ อ็องรี ดูนังต์ (Henri Dunant) นายวานิชแห่งเจนีวาเกิด​ความหดหู่ใจ​ที่เห็นผลของสงครามออสเตรีย-ฝรั่งเศส​ที่เมือง โซเฟริโน่ (Solferino) ​ที่ผู้คนถูกฆ่าตายเกลื่อนกลาด ​และ​ที่ยังไม่ตายก็ถูกทิ้งให้ตายช้า ๆ​ กลางสนามรบ ดู​เป็น​ที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง ในปี ๑๘๖๒ ดูนังต์​ได้เขียนหนังสือขึ้น​มาเล่มหนึ่ง​ ​และในปี ๑๘๖๔ รัฐบาลสวิสก็​ได้จัดให้มีการประชุมสากลว่าด้วยงานด้านมนุษยชนใน​ระหว่างสงครม มีชาติ​ที่เข้าร่วม​ทั้งหมด ๑๒ ชาติ ​ซึ่ง​ได้ร่วมกันลงนามในอนุสัญญาเจนีวา ​และ​ได้ร่วมกันก่อตั้ง คณะกรรมการกาชาดสากลขึ้น​มา ​โดยถือ​เป็นองค์กรถาวร​ที่​เป็นกลาง ​เพื่อให้การดูแลทหาร​และพลเรือน​ที่​ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ท่านนายพลดูฟูร์​ที่กล่าวถึง​ไปแล้ว​ก็นับ​เป็นหนึ่ง​ในผู้สนับสนุนองค์กรนี้ในรุ่นแรก ๆ​ ค่ะ​ ​และ​ได้เสนอให้​ใช้กากะบาดแดง​เป็นสัญญลักษณ์ของกาชาดด้วย

(หมายเหตุ - ปัจจุบันกาชาดสากลทำงานด้านมนุษย์ชนอื่น ๆ​ ด้วย เช่น ดูแลผู้อพยพลี้ภัยสงคราม ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ทุพภิกขภัย น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือ​ความอดหยาก โรคติดต่อร้ายแรง นักโทษสงคราม​และการเมือง ​แต่​จะเข้า​ไปเกี่ยวข้องก็ต่อ​เมื่อจำนวนผู้​ได้รับ​ความเดือดร้อนนั้น​มีสูงกว่า ๑๐,๐๐๐ คนในประเทศนั้น​ ๆ​ ค่ะ​ ​ทั้งนี้​เพื่อไม่ให้​เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศนั้น​ ๆ​)

- มหาวิทยาลัยแห่งเจนีวาก่อตั้งในปี ๑๘๗๓ (​ที่รจนา​ไปเรียนภาษานั่นแหละ​ค่ะ​)

- งานฉลอง​ที่สำคัญงานหนึ่ง​ของเจนีวา ​คือ งานเอสคาหลาด (Escalade) ​ซึ่ง​เป็นการรำลึกถึงชัยชนะ​ที่มีต่อดยุคแห่งแคว้นซาวอยในปี ๑๖๐๒ กล่าว​คือ มีสุภาพสตรีประเภทย่าโมของเราอยู่​สองท่าน ​ที่​ได้รับขนานนามว่าว่า แมร์โรโยม (แม่แห่งอาณาจักร หรือ Mère Royaume) ​และคุณหญิงเปียเจต์ (Lady Piaget) ​ที่สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญกลาย​เป็นวีรสตรีของเชอเนฟ ด้วยการเทซุปร้อน ๆ​ หม้อใหญ่ใส่ศัตรูผู้รุกราน​ที่​กำลังปีนกำแพงเมืองขึ้น​มา

พี่แอ๊ดถามถึงจิตรกรคนสำคัญของสวิตฯ รจนาพอ​จะค้นเพิ่มเติม​ได้ดังนี้นะคะ​ ​จะเอ่ยถึง​ทั้งจิตรกรเด่น ๆ​ ของสวิตฯ​และของเจนีวาด้วยค่ะ​

คนแรก​ที่น่ารู้จัก​คือ Adam-Wolfgang Toepffer ค่ะ​ ทอฟเฟ่อร์ (อย่าเผลอเรียกทอฟฟี่นะคะ​) มีอายุอยู่​ช่วงปี ๑๗๖๗-๑๘๔๗ เรียกว่าอายุยืนทีเดียวในสมัยนั้น​ (๖๐ ปี) ​เป็นจิตรกร​ที่ชอบวาดภาพทิวทัศน์ของแคว้นเชอเนฟ ​โดยเฉพาะภาพหมู่บ้านอันงามสงบ ​โดย ภาพวาด​ที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่ง​ของทอฟเฟอร์​คือ L'embarquement de la noce (การลงเรือของคู่​แต่งงาน) วาดในปี ๑๘๑๔ ​เป็นภาพสีน้ำมันบนผ้าใบขนาด ๘๔ คูณ ๑๑๕ ซม ค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

L'embarquement de la noce ​โดย ทอฟเฟ่อร์ (ภาพนี้ก็โหลดมาจากเน็ตค่ะ​)

อีกคนหนึ่ง​​ที่น่ารู้จัก ​คือ Jean-Pierre Saint-Ours (๑๗๕๒-๑๘๐๙) ​เป็นจิตรกร​ที่​ได้รับรางวัลชนะเลิศจากปารีสอะคาเดมี (l'Académie de Paris) ​เป็นจิตรกรมีชื่อในอิตาลี แล้ว​มาดัง​ที่เชอเนฟด้วย ​เป็นผู้นำ​เอาภาพวาดแบบโบราณมาสู่​ความนิยมอีกครั้ง ​และนำวิธีการวาดแบบนีโอคลาสสิก (néo-classique) มา​ใช้ในการวาดภาพประวัติศาสตร์​และภาพเหมือน ภาพ​ที่มีชื่อของซ็องท์อูร์ส ​คือ ภาพ Le tremblement de terre (แผ่นดินไหว) วาดในปี ๑๗๗๙ สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาดภาพใหญ่มากทีเดียว ​คือ ๒๖๑ คูณ ๑๙๕ ซม (ภาพนี้รจนา​ได้เห็นของจริงด้วยค่ะ​)


Le tremblement de terre ​โดย ซ็องท์อูร์ส (ภาพนี้​ไปโหลดมาจากเน็ตค่ะ​)

ตอน​ที่เรา​ไปดูภาพนี้กัน​ที่มิวเซียม ไก๊ด์ของเราอธิบาย​ได้เก่งมากค่ะ​ ​เขาให้เราดูใบหน้าของผู้ใหญ่​ซึ่งบิดเบี้ยวแสดง​ความหวาดกลัว ​และสะท้อน​กับภาพใบหน้าทารก​ทั้งสองในอ้อมแขนของแม่​และพ่อ​ซึ่งมีลักษณะหลับอย่างสงบ ไม่รู้เดียงสาหรือรู้ถึงภัย​ที่​กำลังเผชิญ (​เป็นข้อธรรมะให้เรา​เอามาคิดต่อ​ได้เหมือนกัน) เรา​จะเห็นว่าภาพคน​จะเอียงตัว​ไป​ที่มุมหนึ่ง​ของภาพ ขณะ​ที่ขอบภูเขาหินด้านหลัง​จะเอียง​ไปอีกทางหนึ่ง​ สร้างมุม​ที่ขัดแย้งกันอย่างลงตัว คงไม่​ต้องนับเรื่อง​แสงสี​ที่ตกกระทบร่างกายของคนในรูป ​ความอ่อนช้อยของเสื้อผ้าอาภรณ์​ที่สวมใส่ ​ที่ขณะเดียวกันก็หลุดลุ่ย​เพื่อแสดงถึง​ความรีบร้อนของการอพยพหนีภัยแผ่นดินไหวด้วย​พร้อมกัน หญิงผู้​เป็นแม่มอง​ไปเบื้องบนฟากฟ้า เหมือน​กับ​จะตั้งคำถาม​กับ​พระเจ้าว่า "ทำไม​ต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย" หรือเหมือน​กับ​จะวิงวอนขอ​ความปรานี

จิตรกรเอกจึง​ได้ชื่อว่า​เป็นจิตรกรเอกก็​เพราะสิ่ง​ที่​เขา​สามารถสื่อออกมาจากภาพเขียนเช่นนี้นี่เอง...​...​รจนาคง​ได้​แต่ชอบคุณไก๊ด์ผู้แสนเก่งของเรา​ที่อธิบายจนเราซาบซึ้ง​ไป​กับภาพ​ที่ดูมาก ๆ​ เลย​ค่ะ​

จิตรกรคน​ที่สาม​ที่อยากแนะนำให้รู้จัก​คือ Jacques-Laurent Agasse ​เป็นจิตรกรมีชื่อ​ที่คง​จะรักสัตว์​เป็นอย่างยิ่ง ​เพราะภาพวาดของอากัสส์​จะ​เป็นภาพสัตว์ ​โดยเฉพาะ ภาพสุนัขค่ะ​ ภาพ​ที่มีชื่อ​คือ Un saint-Hubert, un pointer et quatre épagneuls วาดในปี ๑๘๐๘ สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๙๕ คูณ ๑๑๗ ซม รจนาเองก็​ได้เห็นภาพของ​เขาหลายภาพ​ที่มิวเซียม ​เป็นภาพหมาเกือบ​ทั้งนั้น​เลย​ค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

ภาพนี้จำชื่อไม่​ได้ค่ะ​ ​แต่​ที่แน่ ๆ​ ​คือ ฝาแฝดโรมิลุส​กับรีมุส​ที่แม่หมาป่า​เอามาเลี้ยง ก็​เป็นฝีมือนักวาดภาพ​ที่รักสัตว์เช่นอากัสส์นี่ค่ะ​ ภาพนี้รจนาถ่ายเอง


นอกจากนั้น​ก็มี Alexandre Calame เจ้าของภาพ Orage à la Handeck (พายุ​ที่ฮันเด็ก) วาดในปี ๑๘๓๙ มี François Diday เจ้าของภาพ La cascade de Pissevache (น้ำตกแห่งพิซเซวาช - ฟังเหมือน "น้ำตกพิศวาส" เลย​แฮะ) วาดในปี ๑๘๕๒ ​เป็นสีน้ำมันบนผ้าใน ​กับ Barthélemy Menn เจ้าของภาพเหมือนตัวเองชื่อว่า Autoportrait au chapeau de paille วาดในราวปี ๑๘๖๗ ในน้ำมันบนกระดาษทากาวบนไม้อีกทีนึง ค่ะ​ (ไม่มีภาพจริงให้ดูนะคะ​)

​จะกล่าวถึงสำนักวาดภาพแบบเจนีเวียน (Ecole Genevoise) สักนิดนึง ​คือ คำว่า Ecole ในภาษาฝรั่งเศส หรือ School ในภาษาอังกฤษนั้น​ หากแปลตรงตัวก็​คือ โรงเรียน ​แต่ใน​ที่นี้​จะกิน​ความหมายเหมือน "สำนัก" ​คือ ลักษณะ​ความเชื่อ ​ความนิยม การสอนต่อ ๆ​ กันมา ​โดยมัก​จะมีนักคิดหลัก ๆ​ ​เป็นผู้กุมหัวใจของสำนัก​แต่ละสำนักค่ะ​

สำนักวาดภาพแห่งเจนีวานี้​เป็นสำนัก​ที่นิยมชมชอบภาพแบบของ Saint-Ours ​ที่นำเสนอ​ประวัติศาสตร์​และภาพเหมือนบุคคล​โดยเฉพาะ ​ส่วนภาพวาดแบบอากัสส์ก็​เป็นภาพวาดสัตว์อย่าง​ที่เล่า​ไปแล้ว​ ขณะ​ที่ภาพของทอฟเฟ่อร์ ​จะเด่นในเรื่อง​ของทิวทัศน์ภูมิประเทศ

คลิกดูภาพขยาย

ตัวอย่างภาพทิวทัศน์​ที่จิตรกรเชอเนฟนิยมวาด ​ซึ่งมัก​เป็นภาพธรรมชาติสวยงาม แสดง​ความยิ่งใหญ่ บ่อยครั้ง​จะ​เป็นภาพตอนพายุคะนอง ให้เห็นต้นไม้ใบหญ้า​ที่ลู่เอน บางครั้งก็​เป็นภาพ​ที่สงบนิ่ง​แต่บอกเรื่อง​ราว

​ส่วน สำนักวาดภาพแบบสวิส (Ecole Suisse) มีจิตรกรสองท่าน (เท่า​ที่ค้นมา​ได้) ​ที่โดดเด่นอยู่​ คนแรก​คือ Ferdinand Hodler (เฟอร์ดินันด์ ฮ็อดเล่อร์) (๑๘๕๓-๑๙๑๘) ​เป็นชาวกรุงเบิร์น​ที่มาตั้งรกรากอยู่​​ที่เชอเนฟตั้งแต่ปี ๑๘๗๒ ​เป็นสมาชิกของกลุ่มเวียนนา (Sécession de Vienne) ​และ​เป็นต้นแบบสำคัญสำหรับงานวาดแบบสัญญลักษณ์ (symbolisme) ในสวิตเซอร์แลนด์ (​ที่มิวเซียมในเจนีวา​ที่รจนา​ได้​ไปดูมา ​จะมีงานของฮ็อดเล่อร์หลายภาพทีเดียว ​เป็นภาพธรรมชาติ ภูเขา เมฆ หมอก ท้องฟ้า) ​และ​จะออกแนวแอ็บสแตร็กท์หน่อย​ ๆ​ ภาพ​ที่มีชื่อภาพหนึ่ง​ของฮ็อดเล่อร์ ​คือ La rade de Genève à l'aube (ภาพ​พระอาทิตย์ขึ้น​เหนือทะเลสาบเจนีวา) ปี ๑๙๑๘ สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๖๑.๒ คูณ ๑๒๘ ซม


La rade de Genève à l'aube ​โดย ฮ็อดเล่อร์ (รจนาก็​ได้เห็นภาพจริงเหมือนกันค่ะ​)

​และจิตรกรคนสุดท้าย​ที่อยากแนะนำ ​เป็นชาวโลซานน์​โดยกำเนิด ​แต่​ไปเปลี่ยนสัญชาติ​เป็นฝรั่งเศสในภายหลัง ​คือ Félix Valloton (เฟลิกซ์ วาลโลต็ง) ก็​เป็นกลุ่มผู้ก่อตั้ง Salon d'Automne แห่งปารีสด้วย ​เป็นคน​ที่นิยมวาดภาพประวัติศาสตร์แบบแหวกแนว แบบไม่กลัวคำวิจารณ์ ภาพวาดดังของวาลล็อตต็ง ​คือ Persée tuant le Dragon (พิฆาตมังกร) ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๑๖๐ คุณ ๒๒๕ ซม

คลิกดูภาพขยาย

Persée tuant le Dragon หรือ แทงพิฆาตมังกร ​โดย วอลโลต็ง (โหลดมาจากเน็ตเหมือนกัน)

คลิกดูภาพขยาย

ภาพนี้แถมค่ะ​ (รจนาถ่ายเอง) แม่หญิง​กับหนังสือเล่มน้อยในมือ เธออ่านแล้ว​ก็ทำหน้าครุ่นคิด ​เอามือแตะปาก ยิ้มนิด ๆ​ แบบมีเลสนัย ก็ไม่รู้​จะ​เป็นนิยายรักสิบสตางค์ หนังสือตลกเสียดสีสังคมของท่านวอลแตร์ (ฆานฑิต Candide หรือเปล่า?) หนังสือสวดมนต์ หรือตำราทำ​กับข้าว หรือบันทึก​ส่วนตัว หน้าตาของเธอทำให้เราอยากรู้จริง ๆ​ ​ใครรู้ช่วยบอกด้วยจ้ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1848 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน นักเรียนภาษาพาเพลิน (สิบสอง) - L'histoire et l'art --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๓๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เก็จแก้ว [C-9763 ], [203.144.155.238]
เมื่อวันที่ : ๑๘ พ.ย. ๒๕๔๙, ๑๗.๔๕ น.

เ​​ที่ยวนี้​​ได้ทราบเรื่อง​​ราวทางประวัติศาสตร์ ​​ที่ไม่เคยเรียนมาก่อนเลย​​นะคะ​​...​​..ภาพเขียนสวยค่ะ​​คุณรจ...​​.​​โดยเฉพาะภาพการลงเรือของคู่​​แต่งงาน..แก้วชอบมากเชียวค่ะ​​...​​.ทริปนี้ขอมอบ ให้เหมือนเดิมค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รจนาตอบจดหมายคุณเก็จแก้ว [C-9779 ], [83.176.60.174]
เมื่อวันที่ : ๑๙ พ.ย. ๒๕๔๙, ๑๗.๕๑ น.

ขอบคุณคุณแก้วสำหรับคำชม​​และดอกไม้ค่ะ​​ แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว​​​​ที่มีคนอ่านแล้ว​​เพลิดเพลิน​​และ​​ได้​​ความรู้จากสิ่ง​​ที่รจนา​​ได้​​ไปเห็น-​​ไปรวบรวมมาค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น