นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #37
รจนา ณ เจนีวา
...ข้าวสาลีในนางอกงาม ต้นสูงท่วมหัว แอปเปิ้ลในไร่ให้ลูกดกจนกิ่งทานน้ำหนักไม่ไหว ย้อยลงมากองอยู่​​ที่พื้นดิน...

ตอน : นักเรียนภาษาพาเพลิน (เก้า) - Le conte 2

กาลครั้งหนึ่ง​นานมาแล้ว​ (Il y a longtemps) ณ ขุน​เขาอันไกลโพ้น

ยังมีพี่น้องคู่หนึ่ง​ ต่างทำไร่ไถนา​ทั้งคู่

พี่ชาย (le frère plus âgé) ​แต่งงาน​กับหญิงสาวในหมู่บ้าน

น้องชาย (le frère plus jeune) ก็​แต่งงาน​กับหญิงสาวในหมู่บ้าน

​เมื่อพ่อแม่ (les parents) ตาย​ไป ก็ยก​ที่ดินให้พี่ชาย​กับน้องชายคนละผืน

พี่ชาย​ได้​ที่ดินด้านหน้า​เขา น้องชาย​ได้​ที่ดินด้านหลัง​เขา

​ที่ดิน (la terre) ของพี่ชายให้ผลผลิต​ที่งดงามใน​แต่ละปี ฝนฟ้าตก​ต้องตามฤดูกาล ไม่เคยเจอ​กับ​ความแห้งแล้ง (la sécheresse)

ข้าวสาลี (le blé) ในนาของพี่ชายงอกงาม ต้นสูงท่วมหัว

แอปเปิ้ล (les pommes)ในไร่ของพี่ชายให้ลูกดกจนกิ่งทานน้ำหนักไม่ไหว ย้อยลงมากองอยู่​​ที่พื้นดิน

แอปเปิ้ล​แต่ละลูกใหญ่เท่าหม้อแกง ออกลูกเขียว เหลือง แดงงามจับตา

มันฝรั่ง (les pommes de terre) ​ที่ปลูกไว้ลูกใหญ่กว่าแอปเปิ้ล ไม่ว่า​จะพลิกพื้นดิน​ไปทางไหน ก็​ได้​แต่ผลมันฝรั่งมากมาย​​ไปหมด พื้นดินดูราว​เป็นสีทองจากมันฝรั่ง​ที่อุดมสมบูรณ์

วัว (les vaches) ​ที่เลี้ยงไว้ก็อ้วนพี ​แต่ละวันรีดนม​ได้หลายร้อยลิตร ไม่เคยมีโรค(บ้า)ภัยมาเบียดเบียน

หญ้า​ที่ทุ่งก็เขียวขจีเหมาะ​เป็นอาหารของวัว​ที่ยืนเคี้ยวเอื้องอย่างมี​ความสุขทุกวัน

ฐานะของพี่ชายรวยขึ้น​ รวยขึ้น​ทุกปี สุดท้ายปลูกบ้านหลังใหญ่บนเนิน ​เป็นบ้าน​ที่สวย​ที่สุดในหมู่บ้าน

โรงนา (la ferme) ของพี่ชาย​เป็นโรงนา​ที่ใหญ่​ที่สุดในหมู่บ้าน คอกวัวของพี่ชาย​เป็นคอกวัว​ที่ใหญ่​ที่สุด มี​แต่แม่วัวพันธุ์ดี

พี่ชายกลาย​เป็นเศรษฐี (l'homme riche) ประจำหมู่บ้าน ผู้คนล้วนนับหน้าถือตา มีเรื่อง​อะไร​ก็​จะมาปรึกษาท่านเศรษฐีผู้นี้

​ส่วนน้องชายเล่า...​..

น้องชายอยู่​หลัง​เขา

ฝนฟ้าไม่ตก​ต้องตามฤดูกาล...​.ทุ่งหญ้าแห้ง​เป็นสีเหลืองหมอง ดูเศร้าสลด​ไปทุกหย่อมหญ้า

ต้นข้าวสาลียืนเฉา​เพราะขาดน้ำ ​จะ​ได้มีเมล็ดข้าว​แม้สักเมล็ดก็หาไม่

แอปเปิ้ล​ที่ปลูกมี​แต่กิ่งก้าน​และใบอันเหี่ยวแห้ง

แม่วัวยืนคอตก เต้านมเหี่ยวฟีบ...​ไม่มีน้ำนม​แม้สักหยดหนึ่ง​

สองผัวเมียทำงานหว่านไถ สายตัวแทบขาด ​แต่ฟ้าดิน​จะปรานีก็หาไม่

สิ้นปีไม่มีข้าวสาลี สิ้นปีไม่มีแอปเปิ้ล สิ้นปีไม่มีมันฝรั่ง

โรงนาของน้องชาย​เป็นโรงนา​ที่ร้าง​ที่สุด

น้องชายกลาย​เป็นคนจน​ที่สุดในหมู่บ้าน

วันหนึ่ง​ภรรยาของผู้น้องชายบอกสามีว่า "เธอ​ต้อง​ไปขอ​ความช่วยเหลือ (l'aide) จากพี่ชายของเธอแล้ว​หล่ะ ทำไม​เขาไม่เคยมาดูดำดูดีเธอเลย​นะ"

สามีผู้นอ้งคอตก ไม่อยากตากหน้า​ไปให้พี่ชายเห็น ​แต่ทนรบเร้าจากภรรยาไม่ไหว จึงยอม​ไปหาพี่ชายใน​ที่สุด

น้องชายเดินออกจากบ้าน ข้ามภูเขา (les montagnes) ​ไปลูกแล้ว​ลูกเล่า ข้ามลำธารหลายสาย ข้ามสะพานหลายแห่ง

สุดท้ายน้องชายเดินผ่านไร่ข้าวสาลีเหลืองอร่าม ต้นแอปเปิ้ลยักษ์มากมาย​ มันฝรั่งกองสูงบนพื้นดิน วัวอ้วนพี​ที่เคี้ยวเอื้องอย่างสุขารมณ์ น้องชายมองสิ่ง​ทั้งหลายด้วย​ความทึ่ง​และ​ความอัศจรรย์ใจ

น้องชายเดิน​ไปหยุดหน้าบ้านหลังใหญ่...​.เคาะประตู (frapper sur la porte)

มีแม่บ้านคนหนึ่ง​เดินมาเปิด ถามว่า "มาหา​ใคร"

น้องชายบอกชื่อของพี่ชาย​ไป แม่บ้านตอบว่า "อ๋อ ท่านไม่อยู่​หรอก ท่าน​ไปฮอลิเดย์​กับภรรยาของท่าน​ที่เมืองไทยน่ะ ยังไม่รู้​จะกลับ​เมื่อไร"

น้องชาย​เมื่อ​ได้ยินดังนั้น​ก็มิ​ได้ถามอะไร​อีก กล่าวคำลา แล้ว​ก็หันหลังจากมา แล้ว​ก็เดินขึ้น​​เขา ลง​เขา ขึ้น​​เขา ลง​เขา

จนใน​ที่สุดก็กลับถึงบ้าน (Il est rentré)

ภรรยารออยู่​แล้ว​ ​เมื่อ​ได้ฟังข่าวจากสามี ก็ต่างกอดเข่าเศร้าใจ​ไปด้วยกัน​ทั้งคู่

หลังจากเงียบ​ไปพักใหญ่ ภรรยาก็บอกว่า "เรา​ต้องย้าย​ไปอยู่​​ที่อื่น (Nous devons déménager)"

​เมื่อไม่มีทางเลือก (Sans choix) ​ทั้งสองก็เก็บข้าวของ​ซึ่งมีอยู่​เพียงเล็กน้อย ​พร้อมวัวผอม ๆ​ หนึ่ง​ตัว หอบหิ้วกัน​ไปข้ามเทือก​เขา ลำธาร แม่น้ำ ลำคลองหลายสาย

​ทั้งสองพากันเดิน​ไป เดิน​ไป เดิน​ไป จนใน​ที่สุด ​ได้เจอกระท่อมร้างเล็ก ๆ​ ปลายหมู่บ้านไกลสุดขอบฟ้าแห่งหนึ่ง​ ทุกอย่างดูอุดมสมบูรณ์ดี

​ทั้งคู่ตกลงใจตั้งรกราก​ที่นี่

สามีออก​ไปพลิกพื้นดินเหมือนเคยทำมา ภรรยาทำงานอยู่​ในบ้าน​และเลี้ยงวัวผอม ๆ​ ตัวนั้น​ สถานการณ์มิ​ได้ดีขึ้น​

ข้าวสาลีก็ยังไม่ยอมออกรวง แอปเปิ้ลก็มิยอมให้ผล มันฝรั่งก็ไม่มี​แม้​แต่สักหัว วัวผม ๆ​ ก็ยังผอมเหมือนเดิม

​ทั้งสองรู้สึกสิ้นหวัง (Ils sont désperés)

วันหนึ่ง​...​...​สามีผู้น้องชายขุดดินอยู่​รอบบ้าน

ทันใดนั้น​ จอบก็​ไปกระทบอะไร​อย่างหนึ่ง​แข็ง ๆ​ ใต้พื้นดิน

ผู้น้องชายขุดดินจน​เป็นหลุมกว้าง...​.ก็เจอ​กับหีบเหล็กเก่า ๆ​ ใบหนึ่ง​

น้องชายเปิดปากหลุมจนกว้างพอ​ที่​จะเปิดหีบเหล็กนั้น​​ได้

ทันที​ที่เปิดหีบเหล็กออก ก็มีชายคนหนึ่ง​กระโดดออกมา ​เขา​แต่งตัวประหลาด ชายคนนั้น​เหยียดแข้งเหยียดขา ปัดฝุ่นตามลำตัว บิดขี้เกียจแล้ว​ก็พูดว่า

"เฮ้อ ใน​ที่สุดก็ถึงเวรของฉันเสียที"

น้องชายผู้ล้มเหลวอ้าปากค้างมองดูชายคนนั้น​ แล้ว​ใน​ที่สุดก็ปล่อยคำถามออกมา

"คุณ​เป็น​ใครกันเนี่ย" (​แม้​แต่ชาวนาก็ยังรู้จักพูดจาอย่างสุภาพนะ)

ชายคนนั้น​เพิ่งสังเกตเห็นน้องชายผู้พิศวง ยิ้มกว้าง เข้ามาตบไหล่น้องชายแล้ว​พูดว่า

"ผม​เป็น​ใคร? อ๋อ ผมก็​คือ "โชค (bonne chance)" ของคุณนั่นเอง"

"คุณน่ะหรือ? คุณ​จะนำโชคให้ผม​ได้อย่างไร?"

"ก็ไม่รู้หรอก ​แต่ว่าพอคุณขุดพบหีบ​ที่ผมนอนอยู่​ขึ้น​มา ก็หมาย​ความว่า ตัวโชคร้ายของคุณ​ได้จาก​ไปแล้ว​"

"อย่างงั้นเหรอ"

"ใช่แล้ว​" ชายผู้นำโชคของ​เขาตอบ แล้ว​ก็กระโดดออกมาจากหีบ ก่อน​จะปิดหีบดังปังใหญ่

"ทีนี้นะ" ​เขาพูด "คุณก็​เอาดินกลบหีบนี้เสีย ต่อ​ไปนี้ตัวโชคร้ายของคุณ​จะถูกขังไว้ในนี้ คุณอย่า​ได้กลับมาเปิดหีบนี้อีกทีเดียว"

แน่นอนว่า น้องชายผู้มึนงงของเราย่อมไม่รู้ว่า​จะทำอะไร​ นอกจากทำตามคำบอกเล่าของ "โชค" ผู้คล่องแคล่วนั้น​

​เขาขุดดินฝังหีบคืนอีกครั้ง แล้ว​ก็พา "โชค" กลับบ้าน เล่าเรื่อง​ให้ภรรยาฟัง ​ทั้งคู่ตกลงให้ "โชค" นอนในเตียงเตียงเดียว​ที่มีอยู่​ในบ้าน ​ส่วนตัวเจ้าของบ้านออก​ไปนอน​ที่พื้นนอกห้อง

ตั้งแต่บัดนั้น​​เป็นต้นมา "โชค" ก็อาศัยอยู่​​กับพวก​เขา

​แต่ยังไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​ น้องชายก็ยังไม่ประสบ​ความสำเร็จในการเพาะปลูกเหมือนเดิม

วันหนึ่ง​น้องชายจึงเอ่ยปากถาม "คุณโชคครับ​ ผมเพาะปลูกเท่าไร ๆ​ ก็ไม่เคยประสบ​ความสำเร็จ คุณพอ​จะมีอะไร​แนะนำ (conseil) ไหมครับ​"

"โชค" ​เอามือตบหน้าผากดังฉาด "ปั้ดโธ่ นึกว่า​จะถามนานแล้ว​" "โชค" ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ "นี่นะ ผม​จะบอกให้ ผมน่ะไม่ใช่โชคเรื่อง​การเพาะปลูกหรอกนะ ​แต่ผม​เป็นโชคเรื่อง​การค้าขาย (commerce) น่ะ"

น้องชายอ้าปากค้าง ภรรยาของน้องชายก็อ้าปากค้าง

"ค้าขาย?" น้องชาย​เป็นคนพูดขึ้น​มาก่อน "ผมนี่นะ? ผม​จะขายอะไร​? ผมไม่มีอะไร​ติดตัวเลย​สักอย่าง"

"โชค"​เอามือเกาหัว ​แต่ภรรยาของน้องชายฉลาดกว่า เธอตบเข่าฉาดแล้ว​อุทานว่า

"มีสิ เธอมีของ​ที่​จะขาย​ได้"

"ของอะไร​?" ​ทั้งโชค​ทั้งน้องชายถาม​พร้อมกัน

ภรรยาทำหน้าเจ้าเล่ห์ ก่อน​จะวิ่งเข้า​ไปในห้อง แล้ว​หยิบสูทวันอาทิตย์เก่า ๆ​ ของน้องชายออกมา

"นี่ไง" ภรรยาบอกด้วยเสียงแสดงถึงชัยชนะ "สูทวันอาทิตย์ของเธอ​เอา​ไปขาย​ได้ ​เพราะ​เป็นสิ่ง​ที่ดี​ที่สุด​ที่เธอมีอยู่​"

วันรุ่งขึ้น​ น้องชายออกจากบ้าน​ไป​แต่เช้า​ ​ไปยังตลาดสด​ที่มีพ่อค้ามาขายของมากมาย​หลายอย่าง ​เขาแขวนสูทไว้​ที่อ้อมแขน ก่อน​จะเดิน​ไปกลางตลาดแล้ว​ร้องออกมาดัง ๆ​

"สูทตัวละ ๒ ฟรังก์" "สูทตัวละ ๒ ฟรังก์"

​ที่ตลาดแห่งนั้น​ มีพ่อค้า (merchants) รุ่นเก๋าสองคน​กำลังดื่มกาแฟอยู่​ พ่อค้า​ทั้งสอง​เป็น​ที่นับถือ​และรู้จักกันดีของผู้คนในตลาด

ทำนองว่า​เป็น "ผู้สัดทันกรณี" (les experts)

พ่อค้าสองคน​เมื่อ​ได้เห็นน้องชายของเราตะโกนขายสูท คนหนึ่ง​ก็พูด​กับอีกคนหนึ่ง​ว่า

"นั่นดูพ่อค้าใหม่คนนั้น​สิ ​เขา​กำลังขายสูทอยู่​ แกเห็นไหมว่า เช้า​ขนาดนี้ หมอยังขายสูท​ได้ แถมตอนนี้เหลือแค่ตัวเดียวด้วย แสดงว่าสูทของหมอ​ต้องคุณภาพดี ​เป็นของดี คนจึงแย่งกันซื้อจนเหลือมาตัวเดียว"

"นั่นสิ งั้นเรา​ไปซื้อสูทของ​เขากันเถิด ของดี ๆ​ อย่างนี้อย่า​ได้พลาดโอกาส"

ว่าแล้ว​พ่อค้าผู้สันทัดกรณี​ทั้งสองของเราก็​ไปขอซื้อสูทจากน้องชายผู้เปลี่ยนเส้นทางจากชาวนามา​เป็นพ่อค้า

น้องชายของเรา​เมื่อขายสูท​ได้เงิน ๒ ฟรังก์ ก็​เอาเงินนั้น​​ไปซื้อสูทใหม่​ได้สองตัว แล้ว​ออก​ไปเดินขายอีก

พ่อค้าคนอื่นในตลาดพากันกระซิบกระซาบ "เฮ้ย แกเห็นไหม ไอ้หมอนั่น​เอาสูทมาขาย แล้ว​พ่อค้าใหญ่ของพวกเราก็พากัน​ไปซื้อสูทจาก​เขา แสดงว่าหมอนั่น​จะ​ต้องขายของดี อย่ากระนั้น​เลย​ พวกเราจงตาม​ไปซื้อสูทของหมอนั่นด้วยดีกว่า ของอย่างนี้พวกเรา​จะ​ได้ไม่ตกแฟชั่น"

ว่าแล้ว​พ่อค้าอีกสองคนก็พากัน​ไปซื้อสูทสองตัวนั้น​

​เมื่อขายสูท​ได้สองตัว น้องชายก็​เอาเงินนั้น​​ไปซื้อสูทสี่ตัว แล้ว​ก็ออก​ไปขาย เหตุการณ์ก็​เป็น​ไปในทำนองเดิม

​เมื่อขายสูทสี่ตัวหมด น้องชายก็​เอาเงิน​ที่​ได้​ไปซื้อสูทแปดตัว แล้ว​ก็​เอา​ไปขาย เหตุการณ์ก็​เป็น​ไปในทำนองเดิม


ตัดฉากกลับ​ไป​ที่บ้านปลายทุ่ง

ฝ่ายภรรยา นั่งรอ นอนรอ นั่งรอ นอนรออยู่​​ที่บ้าน นางเฝ้ารำพึงว่า "สักวันหนึ่ง​เรา​จะร้วย เรา​จะรวย"

นางนั่งฝันนอนฝันว่าสามีของตนคง​จะกลับบ้าน​พร้อมเงินทองมากมาย​สมดังคำทำนายของ "โชค"

นางมิ​ได้ทำอะไร​​ทั้งวัน ​ได้​แต่นั่งเพ้อฝัน ​จะ​ได้ซื้อเครื่องครัวใหม่ ​จะ​ได้ปลูกบ้านใหม่ ​จะ​ได้มีรถยนต์​ใช้สักคัน​จะ​ได้ขับ​ไปเ​ที่ยวใน​ที่ต่าง ๆ​ เอ๊ะ หากมีเงินมากขนาดนี้ก็น่า​จะนั่งเครื่องบิน​ได้ แล้ว​ก็น่า​จะ​ไปเ​ที่ยวต่างประเทศ​ได้ด้วยสินะ

สุดท้ายนางฝันถึงการ​ไปฮอลิเดย์ (vacances) ​ที่เกาะพีพี​ที่ ประเทศไทย (ตอนนั้น​ยังไม่มีสึนามิ)

ค่ำแล้ว​ สามีของนางกลับบ้านมา นางรีบตรงเข้า​ไปถามด้วย​ความตื่นเต้น

"เรารวยแล้ว​ใช่ไหม ​ที่รัก?"

"ใช่จ้ะ​ เรารวยแล้ว​" สามีตอบสนอง

"​ได้เงินมาเท่าไร"

"​ได้เงินมา ๕๐ ฟรังก์จ้ะ​"

พวกเราคงพอเดา​ได้ว่า ​ความฝัน​ไปเ​ที่ยวพีพีของผู้ภรรยาพังลงในพริบตา รอยยิ้มของนางหุบหาย​ไป แล้ว​นางก็ร้องไห้เสียงดังด้วย​ความผิดหวัง (ตามประสาเมีย​ที่ดี​ทั้งหลาย)

"โธ่ เธอนะเธอ เงินแค่นี้​ไปเ​ที่ยวเชอเนฟยังไม่​ได้เลย​ แล้ว​อย่างนี้ฉัน​จะ​ไปฮอลิเดย์พี่พี​ได้ยังไง"





อย่างไรก็ดี...​.​ทั้งคู่ก็มิ​ได้เลิกล้ม​ความพยายาม​และ​ความฝัน​ที่​จะร่ำรวย

สามีผู้น้องชายก็ทำมาค้าขายต่อ​ไปด้วย​ความขยันขันแข็ง ภรรยาก็​เป็น​ทั้งหัวคิด​และ​กำลังใจ...​.ตอนนี้นาย "โชค" ของเราก็เลือนหาย​ไปในฉากหลัง

แล้ว​เงินทองก็ค่อยไหลมาเทมา น้องชายกลาย​เป็นพ่อค้าคนดังของชุมชนแห่งนั้น​

​ทั้งคู่​สามารถปลูกบ้าน (la maison) หลังใหม่ มีร้านค้า (le magasin) ร้านแรก แล้ว​ก็ขยายต่อ​ไปเรื่อย ๆ​ เรื่อย ๆ​ เรื่อย ๆ​

จากหนึ่ง​ร้าน ​เป็นสองร้าน ​เป็นห้าร้าน ​เป็นสิบร้าน ​แต่ละร้านติดป้ายชื่อของน้องชาย​เป็นป้ายทองส่องประกายแวววาว

น้องชายกลาย​เป็นคหบดีของชุมชน(l'homme honorable) มีคนนับถือมากมาย​ ชื่อเสียงขจรขจาย

ชื่อเสียง (la réputation) นั้น​กระจายข้ามขุน​เขาลูกแล้ว​ ลูกเล่า ลูกแล้ว​ ลูกเล่า จน​ได้ยิน​ไปผู้พี่ชาย​ที่อยู่​บ้านเดิมว่า บัดนี้มีพ่อค้า​ที่ค้าขายเก่ง​ที่สุดเกิดขึ้น​แล้ว​ในโลก

พี่ชาย​ได้ยินชื่อก็จำ​ได้ว่า นั่น​คือน้องชายของตน (C'est mon frère!)

​และประหลาดใจ​เป็นล้นพ้น​ที่น้องชายประสบ​ความสำเร็จ "น้องชาย​ที่ไม่​เอาไหนของฉันเนี่ยนะกลาย​เป็นพ่อค้า​ที่ร่ำรวย​ที่สุด ขำกลิ้งละ นี่คง​เป็นแค่ข่าวลือ ไม่​ได้การแล้ว​ เรา​ต้อง​ไปดูให้เห็น​กับตา ​จะ​เป็นจริง​ไป​ได้อย่างไร ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ"

ว่าแล้ว​พี่ชายก็เตรียมตัว​และเดินทางข้ามเทือก​เขา​ทั้งหลาย​เพื่อ​ไปหาน้องชาย

​เมื่อยิ่งเดินทางใกล้ถึงหมู่บ้าน​ที่น้องชายอยู่​เท่าไร พี่ชายก็​ต้องอ้าปากค้างมากขึ้น​เท่านั้น​

ทุ่งข้าวสาลีสีทองงามงดจดขอบฟ้า ต้นข้าวสูงกว่าบ้านสองชั้น รวงข้าวคอนเม็ดข้าว​ที่ใหญ่กว่าฝ่ามือ

แอปเปิ้ล​ที่ดกหนา ​แต่ละลูกใหญ่เท่าโอ่ง

มันฝรั่งลูกใหญ่กว่าฟุตบอล กอง​เป็นภูเขาเลากา

แม่วัวพันธุ์ดีจำนวน​เป็นร้อย ยืนเคี้ยวเอื้องในทุ่งหญ้า​ที่อุดมสมบูรณ์ไม่อาจหา​ที่ใดเปรียบปราน

ทุกอย่างล้วนดูกว่า ใหญ่กว่า สดกว่า มากกว่า​ไปเสีย​ทั้งสิ้น

​ความริษยาอันรุนแรงเริ่มเกิดในใจของพี่ชาย ยิ่ง​เมื่อเดินเข้า​ไปในหมู่บ้าน ผ่านร้านค้า​ที่ดูโอ่อ่า มีสินค้ามากมาย​จากทุกมุมโลก คนเดินเข้า​ไปซื้อของเหมือน​ได้ฟรี คนขายทำงานอย่างหนัก

ป้ายชื่อสีทองส่องประกายแวววาว นั่นชื่อของน้องชายไม่ผิดแน่ โอ...​.ช่างแทงตา​และแทงใจพี่ชายเหลือเกิน

พี่ชายถามทางคน​ที่ผ่าน​ไปมา แน่นอนว่า ทุกคนรู้จักบ้านท่านคหบดีใหญ่กัน​ทั้งนั้น​ ต่างชี้ทางให้พี่ชายของเรา

ใน​ที่สุด พี่ชายก็​ไปหยุด​ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ ​ที่งดงาม โอ่โถง บ่งบอกถึง​ความมั่งคั่งอันเหลือประมาณของเจ้าของบ้าน ป้ายชื่อหน้าบ้าน​เป็นสีทอง (ดูเหมือน​จะ​เป็นทองแท้ด้วย)

พี่ชายเคาะประตู คน​ที่ออกมาเปิดประตูรับ​คือน้องชายนั่นเอง ​แต่ในเครื่อง​แต่งกาย​ที่แสนโอ่อ่าดูภูมิฐาน ไม่เหลือภาพชาวนาโทรม ๆ​ ​ที่ขมุกขมอมอีกต่อ​ไป

"โอ้ พี่ของผม" ​เขากระโดดกอดพี่ชายด้วยใจปีติสุดขีด "ดีใจเหลือเกิน​ที่พี่มาเยี่ยมผม​ได้" น้องชายทักทายอย่างมิ​ได้ถือตัว ภรรยาของน้องชายก็ออกมาต้อนรับพี่สามีอย่างเหมาะสม

บัดนี้นางดู​เป็นเศรษฐีมีราศีจับจากหัวจรดเท้า ​ความ​เป็นสาวชาวบ้านมอมแมมมิ​ได้มีให้เห็น​แม้​แต่น้อยหนึ่ง​ นางคง​ไปทำผมในร้านหรู​ที่สุด ​และ​ไปซื้อเสื้อผ้าในร้านเริ่ด​ที่สุด

เอ๊ะ หรือว่านางไม่​ต้อง​ไปซื้อ? ใน​เมื่อสามีของนาง​เป็นเจ้าของร้านทุกร้านในประเทศถิ่นนี้แล้ว​นี่นะ ​จะเลือก​เอาเท่าไรก็​ได้


น้องชายต้อนรับพี่ชายอย่างสมเกียรติ นำไวน์ (vin) ​ที่ดี​ที่สุดมาให้ดื่ม ชีส (fromage) ​ที่ดี​ที่สุดมาให้ชิม ขนมปัง (pain) รสวิเศษจากข้าวสาลีในไร่ อาหาร​ที่รสเลิL​ที่สุด​ที่​จะสรรหา​ได้ ทุกอย่าง​ที่ดี​ที่สุดมาปรนเปรอแก่พี่ชาย

พี่ชายนั้น​​จะ​ได้อร่อยลิ้นอร่อยรส​และชื่นชม​กับ​ความสำเร็จของน้องชายก็หาไม่ ใจนั้น​ร้อนรนด้วยไฟริษยา เฝ้า​แต่พยายามคิดว่า​จะล้วง​ความลับใน​ความสำเร็จของน้องชาย​ได้อย่างไร

สุดท้ายพี่ชายก็ถามว่า "นี่แน่ะ น้องรัก พอ​จะบอกพี่​ได้ไหมว่า เรื่อง​มัน​เป็นยังมายังไง น้องจึง​ได้มาประสบ​ความสำเร็จ? พี่ละอัศจรรย์ใจจริง ๆ​"

น้องชายคนซื่อก็บอกพี่ว่า "​ได้สิครับ​พี่ ​แต่เรื่อง​นี้หากผมบอกพี่แล้ว​ พี่​ต้องเก็บไว้​เป็น​ความลับอย่าบอก​ใครเชียวนะ แล้ว​พี่ก็อย่า​ได้​ไปเปิดดูเชียว"

"​ได้อยู่​แล้ว​อ้ายน้องแก้ว"

"เรื่อง​ของเรื่อง​ก็​คือ ผมฝังตัวซวยของผมไว้ในหีบแล้ว​ครับ​ ​เมื่อตัวซวยถูกฝัง​ไปเสียแล้ว​ โชคชะตาจึงผันเปลี่ยนให้ผมตั้งตัว​ได้"

"ตัวซวยหรือ อืมม์ น้องฝังไว้​ที่ไหนล่ะ?"

"อ๋อ ตรงท้ายหมู่บ้าน ข้างต้นพลัมนะพี่ ​แต่นี่​เป็น​ความลับสุดยอดนะครับ​"

"เออ พี่​จะไม่บอก​ใครหรอก" พี่ชายขยับตัว "นี่พี่ก็รบกวนน้องมานานแล้ว​ เห็นท่า​จะ​ต้องขอตัวกลับเสียที"

น้องชายลาพี่ชายด้วย​ความอาลัย​และขอให้พี่ชายกลับมาเยี่ยมเยียนอีก

พี่ชายโบกมืออำลา​พร้อมด้วยรอยยิ้ม​ที่เค้นขึ้น​ (​เพราะใจยังอิจฉาอยู่​)

​เมื่อลับสายตาแล้ว​ พี่ชายก็แอบย้อน​ไป​ที่ท้ายหมู่บ้าน เห็นต้นพลัม​ที่ว่า

พี่ชายถอดเสื้อนอกออก คว้าจอบเสียม​ที่เห็นใกล้ ๆ​ แล้ว​ก็เริ่มขุด ขุด ขุด ขุด จนใน​ที่สุดก็เจอหีบ​ที่ว่า

พี่ชายเปิดหีบด้วย​ความลิงโลด​และสะใจ​ที่​จะ​ได้ปิดฉาก​ความร่ำรวยของน้องชายเสียที

ตัว "ซวย" (la mauvaise chance) กระโดดออกมาจากหีบ แล้ว​บ่นว่า "โอ๊ย นี่​จะมากวนอะไร​กันอีกเล่าเนี่ย คน​กำลังนอนสบาย ๆ​"

พี่ชายแยกเขี้ยวยิงฟัน "นี่นาย "ตัวซวย" ฉันขอสั่งให้นาย​ไปหาน้องชายของฉันเดี๋ยวนี้ ​และทำให้​เขาล่มจม ฉันอยากเห็น​ความพินาศของน้องชายฉัน"

ตัวซวยเลิกคิ้วแล้ว​มองหน้าพี่ชาย "เรื่อง​อะไร​ฉัน​จะ​ต้อง​ไปหาน้องชายของท่าน หน้า​ที่ของฉันก็​คือสร้าง​ความซวยให้เกิดขึ้น​​กับคน​ที่มาเปิดหีบปลุกฉันต่างหาก"

ว่าแล้ว​ตัวซวยก็กระโดดเกาะคอพี่ชายผู้​ที่พูดอะไร​ไม่ออก แล้ว​​ทั้งคู่ก็ออกเดินทางกลับ​ไปยังบ้านเกิดของพี่ชาย ข้ามขุน​เขา​และลำห้วย​ทั้งหลาย

​เมื่อใกล้ถึงบ้าน ปรากฎว่า ทุกย่างก้าว (chaque pas) ​ที่พี่ชายก้าวผ่าน (​พร้อมตัวซวยสินะ) สิ่งมีชีวิตต่างก็อับเฉาลงทันที ข้าวสาลี​ที่​กำลังออกรวงก็เหี่ยวแห้ง​โดยพลัน แอปเปิ้ลก็ร่วงโรย​และลูกเน่าคาต้น กองมันฝรั่งสีทองกลาย​เป็นกองดิน​ที่ไร้ค่า แม่วัวก็ล้มตายด้วยโรคติดต่อเหมือนใบไม้ร่วง...​...​

อนิจจา บ้านช่องอันใหญ่โตพังพินาศ โรงนาก็ถูกไฟไหม้ เมียรัก​ได้หอบลูกเต้าหนี​ไปไหนก็ไม่รู้

พี่ชายกลาย​เป็นคนล่มจมนับ​แต่บัดนั้น​...​...​.


---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​-


เฮ้อ เรื่อง​นี้ยาวค่ะ​ ​และก็จบแบบเสียดสีมากกว่าเรื่อง​ตาเอมิล​กับยายจานน์นะคะ​

​แต่ตอนฟัง​เขาเล่านี่เพลินมากเลย​ ​ต้องกลั้นหายใจฟัง (​เพราะกลัวฟังพลาด ไม่รู้เรื่อง​น่ะค่ะ​) ​โดยเฉพาะจินตนาการว่า มันฝรั่งกองสูงท่วมหัว แอปเปิ้ลลูกใหญ่เท่าแตงโม เดินข้าม​เขา​เป็นลูก ๆ​...​.แบบนี้เก็จแก้วคงจินตนาการต่อ​ไปเยอะแยะเลย​

​เป็นนิทานคติสอนใจไม่ให้เราริษยา (ne pas être jaloux) ใน​ความสำเร็จ (le succès) ของคนอื่น ขณะเดียวกันก็​คือ ​เมื่อเห็นคนตกยากก็ไม่ทอดทิ้งค่ะ​ ในเรื่อง​นี้​เขาไม่​ได้เล่าเรื่อง​พี่ชายตอนแรกมากนัก ​แต่เดา​ได้ว่า พี่ชายก็ไม่เคยดูดำดูดีน้องชายตอน​ที่น้องชายพยายามก่อร่างสร้างตัวจากการเพาะปลูกนะคะ​

​แต่ใจรจนาแล้ว​สงสารพี่ชายเหมือนกันค่ะ​ คนเราคิดร้ายแค่แว่บเดียว ​แต่​ต้องพบ​กับ​ความสูญเสีย​ทั้งหมด ก็ไม่ค่อยยุติธรรมเหมือนกัน...​.​แต่มองในแง่ชาวพุทธก็​คือ กรรมย่อมตามสนองผู้ก่อกรรม (ประมาณให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้น​ถึงตัว) ดังนั้น​ สิ่งร้าย ๆ​ ​ที่เราคิดต่อคนอื่น หรือทำต่อคนอื่น ​แม้เพียงน้อยนิด ก็อาจ​จะทำให้วิบากกรรมร้าย ๆ​ อื่น ๆ​ ​ที่รอสนองเราอยู่​นานแล้ว​นั้น​พลอย​ได้โอกาส กระโจนเข้ามา​พร้อมกัน

หวังว่า ​เพื่อน ๆ​ อ่านแล้ว​คง​ได้รับ​ทั้ง​ความสนุกเพลินเพลินในลีลาการเล่าแบบฝรั่ง ​และ​ได้ข้อคิด​ที่​จะนำ​ไป​ใช้ให้​เป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน​ได้ด้วยนะคะ​

ด้วยรักจากใจรจนาค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1840 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน นักเรียนภาษาพาเพลิน (เก้า) - Le conte 2 --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๒๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เก็จแก้ว [C-9687 ], [202.12.118.36]
เมื่อวันที่ : ๑๓ พ.ย. ๒๕๔๙, ๑๒.๑๕ น.

เล่นดักคอกันแบบนี้แก้วชักเขินแล้ว​​จ้า...​​คุณรจจ๋า

พูดถึงว่าแอปเปิ้ลลูกเท่าหม้อแกงเนี่ยนะคะ​​ อยากเห็นจังค่ะ​​(​​ถ้ามีจริงก้อดีนะคะ​​...​​​​จะ​​ได้หม่ำให้หย่อย​​ไปเล้ยยยยย...​​...​​แบบว่า ตะกละอีกแล้ว​​อ่ะค่ะ​​ อิ อิ )​

เรื่อง​​นี้​​เป็นนิทานสอนใจนี่คะ​​คุณรจ แก้วว่าคน​​แต่งนิทานคงไม่อยากให้ ผู้คนมีจิตใจอิจฉาริษยานะคะ​​ ก็เลย​​มีบทสรุป​​ที่รุนแรงหน่อย​​...​​อะไร​​ประมาณนั้น​​นะคะ​​

สำหรับนิทานเรื่อง​​นี้ แก้วขอมอบ ให้ค่ะ​​...​​..​​แต่ว่า ไม่ขอจินตนาการต่อนะคะ​​ (กลัวถูกแซวจ้า...​​...​​.. )

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ดาวเคียงเดือน [C-9700 ], [203.146.63.187]
เมื่อวันที่ : ๑๔ พ.ย. ๒๕๔๙, ๑๗.๑๙ น.

อ่านแล้ว​​เพลินดีจังเลย​​ค่ะ​​ ขอบคุณ​​ที่นำนิทานสนุกๆ​​ มาให้อ่านค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : รจนาตอบจดหมาย [C-9751 ], [83.176.60.174]
เมื่อวันที่ : ๑๗ พ.ย. ๒๕๔๙, ๒๑.๒๔ น.

ตอบคุณเก็จแก้ว - แหม ไม่​​ได้ดักคอเสียหน่อย​​ เพียง​​แต่รู้ใจเท่านั้น​​เองจ้า คุณแก้ว

รจนาก็อยากเห็นแอปเปิ้ลลูกเท่าหม้อแกงเหมือนกันค่ะ​​ ชอบตอน​​ที่คนเล่า​​เขาเล่า แล้ว​​ทำหน้าตาขึงขัง​​เป็นจริง​​เป็นจังด้วย

ตอบคุณดาวเคียงเดือน - ดีใจ​​ที่คุณดาวฯมีเวลามาฟังนิทานค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น