นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #29
รจนา ณ เจนีวา
...อยู่​เจนีวา เมืองคนพูดภาษาฝรั่งเศสมาห้าปี รจนายังไม่เคย​ได้หยุดเรียนภาษาเลย​ค่ะ​ เรียนตั้งแต่มาถึงจนบัดนี้ เรียนบ้าง หยุดบ้างมาตลอด ​แต่กระนั้น​ก็ยังรู้สึกว่า​ ไม่​สามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศส​ได้มากเท่า​กับภาษาอังกฤษ...

ตอน : นักเรียนภาษาพาเพลิน (หนึ่ง) - le cours d'été

ใน​ที่สุดก็​ได้ฤกษ์เขียนเรื่อง​เรียนภาษาเสียที หลังจากจด ๆ​ จ่อ ๆ​ มาหลายพัก แล้ว​มาสะดุด​กับปัญหาคอมพิวเตอร์อยู่​สองสามอาทิตย์

​เพื่อน​ที่สนใจเรื่อง​เรียนภาษาตามรจนามาทางนี้เลย​ค่ะ​ ​จะพา​ไปเรียน​ที่มหาวิทยาลัยเจนีวา ​เป็นคอร์สภาษาฝรั่งเศสสำหรับฤดูร้อน (Cours d'été de français)

อยู่​เจนีวา หรือเรียกแบบฝรั่งเศสว่า เชอเนฟ (Genève) เมืองคนพูดภาษาฝรั่งเศสมาห้าปี รจนายังไม่เคย​ได้หยุดเรียนภาษาเลย​ค่ะ​ เรียนตั้งแต่มาถึงจนบัดนี้ เรียนบ้าง หยุดบ้าง ช่วงไหนว่างก็เรียนเต็มเวลาประมาณอาทิตย์ละ ๒๐ ชั่วโมง ช่วงไหนยุ่งหน่อย​ ​ต้องทำงานด้วย ก็เรียนเบาหน่อย​ แค่อาทิตย์ละ ๓ ชั่วโมงบ้างค่ะ​ ​เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนเวลาผ่าน​ไปแล้ว​ห้าปี ​ความรู้ด้านไวยกรณ์ (grammaire) ก็แน่นขึ้น​เรื่อย ๆ​ การอ่านถือว่า​ใช้​ได้ดี การฟังพอถู ๆ​ ไถ ๆ​ การเขียนแบบง่าย ๆ​ ก็พอไหวค่ะ​ การพูดนี่ขึ้น​อยู่​​กับสถานการณ์ ​แต่เรียกว่า​เอาตัวรอด​ได้ ตอบโทรศัพท์​ได้ไม่ค่อยพลาด

​แต่กระนั้น​ก็ยังรู้สึกว่า​ ไม่​สามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศส​ได้มากเท่า​กับภาษาอังกฤษ

ปีนี้นึกครึ้มอกครึ้มใจ เลย​​ไปลงเรียนภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยเจนีวา ​ไปเห็นหลักสูตร​ที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ​เขามี​ทั้งหมดสี่รุ่นด้วยกัน รุ่นละ ๓ อาทิตย์ ​จะลงเรียนช่วงไหนก็​ได้ ​เมื่อสมัครแล้ว​​เขาก็มีการสอบเทียบชั้น​เพื่อดูว่าเราอยู่​ในระดับไหน ​จะ​ได้จัดให้เข้า​กับนักเรียน​ที่มี​ความ​สามารถทัดเทียมกัน

วันแรก​ที่​ไปเรียนก็​เป็นวัน​ที่​เขาสอบเทียบค่ะ​ พวกเรา​ไปยืนรอหน้าห้องสอบกันพักใหญ่ รจนาสังเกตเห็นนักเรียนหลากหลายชาติ ​แต่ไม่มีคนผิวดำหรือคนอาฟริกันเลย​ (สอบถามดูจากคนอื่น ๆ​ ก็​ได้ข้อสรุปว่า อาจ​เป็น​เพราะหลักสูตรภาคฤดูร้อนนี้ราคาค่อนข้างแพง) มีคนผิวขาวเยอะมาก ​ทั้งชาวอังกฤษ อเมริกัน ชาวยุโรปชาติอื่น ๆ​ รองลงมาก็คนเอเชียอย่างพวกเรานี่แหละ​ค่ะ​ ทุกคน​ไปยืนรอเข้าห้องสอบด้วย​ความกระวนกระวาย

การสอบ​เขาก็ไม่ซีเรียสอะไร​ พวกเรา​ไปเลือกนั่งกันตามสบาย ​ส่วนใหญ่ก็นั่งห่าง ๆ​ กัน อาจารย์​เขาก็มาอธิบายระเบียบการสอบ​เป็นสามภาษา​ทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ ​และสแปนิช ข้อสอบ​ที่ให้ทำก็มีฟังอาจารย์​และเขียนตาม​ที่​ได้ยินค่ะ​ (Dictée) เริ่มจากประโยคง่าย ๆ​ ​ไปจนประโยคยาว ๆ​ ยาก ๆ​

จากนั้น​ก็​เป็นการฟังอีกเหมือนกัน (compréhension orale) ​แต่​เป็นการฟังแล้ว​ให้ตอบคำถามในกระดาษข้อสอบค่ะ​ ​เป็นตอบแบบปรนัย ​ส่วน​ที่เหลือ​เป็นการตอบแบบเติมคำในช่องว่าง ​เพื่อทดสอบ​ความรู้เรื่อง​ไวยกรณ์​และการผันกริยาให้ถูก​ต้องตามกาล แล้ว​ก็มีคำถาม​เพื่อทดสอบ​ความเข้าใจด้านศัพท์ด้วย สุดท้าย​เป็นการสอบเขียน (expression écrite) ​โดยให้เราเขียนจดหมายสั้น ๆ​ สอบถามเรื่อง​ห้องเช่าใกล้มหาวิทยาลัย

เวลาทำสอบ​ทั้งหมดประมาณ ๒ ชั่วโมงไม่ถึงดีค่ะ​

รจนาก็ทำข้อสอบแบบสบาย ๆ​ ค่ะ​ ​เพราะเรียนมาถึงห้าปีแล้ว​ ​จะไม่รู้อะไร​บ้างเลย​ก็คง​จะอายลิง (อิอิ) คิดว่า ไม่กังวล​กับผลสอบ ​เพราะสอบ​ได้อย่างไรก็​ได้เรียนอย่างนั้น​ อาจารย์​เขาก็ตลกดีนะคะ​ ​เขาบอกว่า หากพวกคุณอ่านแล้ว​ไม่เข้าใจ ทำไม่​ได้เลย​ ก็ไม่​ต้องกังวล เราก็​จะจัดให้คุณเรียนในชั้นเริ่มต้นก็แล้ว​กัน

สังเกตเห็นผู้หญิงฝรั่ง​ที่นั่งทำข้อสอบอยู่​ข้างซ้ายท่าทางเครียดมากเลย​ค่ะ​ รจนาคิดว่า​เขาคงทำ​ได้ ​เพราะเห็นเขียนคำตอบอย่างขมักเขม้น ​แต่หน้าตา​เขาไม่มี​ความสุขเลย​ รจนาส่งยิ้มให้ ​เขาก็ไม่ยอมยิ้มตอบ ก็เลย​นึกสงสัยว่า เธอคง​จะไม่ค่อยสบายหรือกังวล​กับผลสอบก็​ได้

ทางอาจารย์ประกาศให้มาฟังผลสอบพรุ่งนี้เช้า​​ที่อีกตึกหนึ่ง​ ​ซึ่ง​จะ​เป็น​ที่เรียนของพวกเรา การประกาศนี้ก็​จะบอกว่า เรา​จะ​ได้เรียนชั้นไหน ห้องไหนค่ะ​ รจนาเลย​ถือโอกาสหลังจากสอบเสร็จ เดิน​ไปดูตึก​ที่เรา​จะเรียน​และบริเวณ​ที่​จะประกาศผลสอบ ถือ​เป็นการเตรียม​พร้อม​ไปในตัว

ช่วงเรียนหนังสือนี้ รจนาเดินทาง​ไปกลับ​โดยรถเมล์ค่ะ​ ​โดยปกติ​จะขับรถ​ไปไหนมาไหนเอง ​แต่หาก​ไปเรียนอย่างนี้ ​ต้อง​ไปจอดใน​ที่จอด​ซึ่ง​ต้องเสียเงิน คิดสะระตะแล้ว​ คง​จะเสียเงินมากกว่าค่ารถเมล์หลายเท่า ก็เลย​ไม่​เอารถ​ไปค่ะ​

รจนาซื้อตั๋วรถเมล์แบบตั๋วเดือน เปลี่ยนมาขึ้น​รถเมล์อย่างนี้ ​ต้องเดินจากบ้าน​ไปป้ายรถเมล์ประมาณ ๕๐๐ เมตร ​และจากป้ายรถเมล์​ไปมหาลัยอีก ๕๐๐ เมตรเหมือนกัน ​แต่หากต่อรถก็เดินน้อยลง

​เนื่องจากยัง​เป็นหน้าร้อน อากาศยังอุ่น​ใช้​ได้ บางวันแดดดีสวยงาม น่าเดิน รจนาจึงไม่ค่อย​จะต่อรถ ​แต่อาศัยเดิน​เอา ​ได้ออก​กำลังกาย​ไปด้วย ​ได้สังเกตร้านค้าถนนหนทางต่าง ๆ​ ​ไปในตัว สนุกดีค่ะ​

อ้อ พูดถึงเรื่อง​รถ ขอเล่าแทรกนิดนึง ​คือ มี​เพื่อนคนไทย​ที่เพิ่งมาอยู่​เจนีวาไม่นาน ​เขาสงสัยว่า ​เขา​ไปจอดรถตรงถนน​ที่มีเขียนคำว่า Car ไว้ตัวเบ้อเร่อ ทำไมจึง​ได้ใบสั่งจากตำรวจ รจนาก็เลย​หัวเราะแล้ว​อธิบายว่า คำว่า คาร์ (car) ในภาษาฝรั่งเศสนั้น​หมายถึงรถโค้ชคันใหญ่ ๆ​ แบบ​ที่ขนนักท่องเ​ที่ยวจ้า ​ส่วนรถยนต์ขนาดเล็กแบบ​ที่เราขับกัน​เขาเรียกว่า วัวตูร์ (voiture) หรือ ​เอาโต้ (auto) ​แต่คำหลังนั้น​ไม่นิยม​ใช้แล้ว​ ​ส่วนรถประจำทางนั้น​ก็เรียก บุส (bus) สำหรับรถเมล์ ทรัม (tram) สำหรับรถราง ​และ ทราน์ (train) สำหรับรถไฟ

รจนาพบว่า ตึก​ที่เรา​จะ​ใช้เรียนกันนั้น​ ​เขาเรียกว่า Uni Bastions แปลว่า แนวกำแพงเมือง ​เป็นตึกเก่าแก่สวยงามทีเดียว มีทางเข้าสองด้าน ด้านหลังก็อยู่​ติดถนน​ที่ร่มรื่น มีต้นไม้ปกคลุม ​ส่วนด้านหน้า​เป็นลานกว้าง มีสนามหญ้าล้อมรอบ ด้านหน้านี้​จะหัน​ไปทางกรุงเก่า มีรูปปั้นหินอ่อนหรือหินสลักของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สวิสตั้งอยู่​​เป็นอนุสรณ์ มีทางเดินปูด้วยหิน ​ซึ่งเรียงราย​ไปด้วยต้นเกาลัด (Châtaignier) ฝรั่ง​ทั้งสองข้าง ร่มรื่น สงบ สวยงาม มีเก้าอี้นั่งพักตลอดเส้นทาง

กล่าวถึงการเรียน พอวันรุ่งขึ้น​ รจนาก็​ไปดูผลสอบ​แต่เช้า​ ปรากฎว่า​ได้เรียนในระดับก้าวหน้า (supérieur) ค่ะ​ ห้องเรียนใหญ่โต​เป็นห้องฟังเล็คเช่อร์รวม ​แต่มีพวกเรานักเรียนแค่สิบกว่าคน ดูโหลงเหลงดีค่ะ​ ​ส่วน​ที่เหลือ​เขาก็กระจายกัน​ไป หลักสูตร​ที่รจนาเรียนนี้​เป็นรุ่นสุดท้ายของปีนี้​พอดี ดังนั้น​ จึงมีนักเรียนบาง​ส่วน​ที่เคยเรียนรุ่นอื่นมาแล้ว​ ไม่ใช่หน้าใหม่เสีย​ทั้งหมด ในห้องเรียนของรจนาก็มีคนอเมริกันสองคน สวีดิชคนนึง เตอรกิชคนนึง คานาเดี้ยนอีกสองคน อิตาเลียนหนึ่ง​ สแปนิชหนึ่ง​ เยอรมันคนนึง สวิสเยอรมันสองคน บราซิลเลียนหนึ่ง​คน ญี่ปุ่นคน แล้ว​ก็ไทยหนึ่ง​คน (รจนา) ค่ะ​ ​เป็นชายแค่สามคน ​ที่เหลือ​เป็นหญิงค่ะ​

หลักสูตรฤดูร้อน​ใช้เวลาสามอาทิตย์เต็ม เรียนจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงเช้า​​เป็นภาคบังคับ-ทฤษฏีภาษา ช่วงบ่าย​เป็นวิชาเลือก ​ได้แก่ ไวยกรณ์ชั้นกลาง ​และชั้นสูง การวิเคราะห์ข่าวหนังสือพิมพ์ สำนวนภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วรรณกรรม การอ่านนิทาน ฯลฯ ล้วนแล้ว​​แต่น่าสนใจค่ะ​ แถมยังมีห้องแล็บให้หัดออกเสียงให้ถูก​ต้องด้วย

​เพื่อนบางคนเคยเรียนมาแล้ว​หนึ่ง​รุ่น ​เขาก็​จะรู้แกว ​เขา​จะเรียนเฉพาะช่วงเช้า​ ตอนบ่ายบางที​เขาก็ไม่เรียน ​แต่​ไปทำอย่างอื่น ​เพราะอาจารย์ช่วงบ่าย​เขา​จะไม่คอยเช็คชื่อ ​แต่รจนา​ไปเรียนทุกวิชา​ที่เรียน​ได้ ​และไม่เหนื่อยเกิน​ไปค่ะ​ ​คือบางวิชา​เขาก็สอนตรงกัน เรา​ต้องเลือกเองว่า ​จะ​ไปเรียนวรรณกรรม หรือ​จะ​ไปเรียนประวัติศาสตร์ดี

​ส่วนห้องแล็บ (Phonétique) นั้น​ รจนาก็​จะเข้าเกือบทุกวัน ๆ​ ละสองคาบค่ะ​ ​เนื่องจากเห็นว่า การออกเสียงให้ถูก​ต้อง​เป็นสิ่งสำคัญมาก (​เนื่องจากตัวเองออกเสียงไม่เก่ง) ก็ไม่รู้ว่า​จะ​ได้ผลหรือเปล่านะคะ​ ​แต่ก็ทำให้คุ้นเคย​กับการออกเสียงมากขึ้น​ ​และหูก็คุ้นว่า การออกเสียง​ที่ถูก​ต้องควร​จะ​เป็นอย่างไร

​เพื่อนในห้องรจนาไม่มี​ใครยอม​ไปเรียนออกเสียง​ที่แล็บเลย​ค่ะ​ หลบกันหมดเลย​ อาจารย์​เขาไม่บังคับค่ะ​ ​แต่รจนาฟังสำเนียงหลายคนแล้ว​ น่า​เป็นห่วงจริง ๆ​ ​เพราะ​เขาพูดฝรั่งเศสสำเนียงคานาเดี้ยนแจ๋วแหวว...​.ฟังยังไงก็ไม่เหมือนฝรั่งเศส (ฟังแล้ว​​ต้องแอบอมยิ้มในใจ) ขนาดอาจารย์ในชั้นเรียนบอกว่า เธอควร​ไปเข้าแล็บออกเสียงนะ ​เขาก็ยังไม่ยอม​ไปกันค่ะ​ นักเรียน​ที่นี่​เขาไม่กลัวอาจารย์กัน

นักเรียน​ส่วนหนึ่ง​​เป็นนักเรียนจริง ๆ​ บางคนเรียนศิลปะ บางคนเรียนประวัติศาสตร์ บางคนเรียนภาษา บางคนเรียนอย่างอื่น (เช่น คนสวิสเยอรมัน) ​แต่มา​ใช้เวลาฤดูร้อนเรียนฝรั่งเศสเพิ่มเติม ยัง​เป็นคนหนุ่มสาว

อีก​ส่วนหนึ่ง​​เป็นแม่บ้านเหมือนรจนาค่ะ​ อายุมากกว่ากลุ่มแรก บางคนก็มีลูกแล้ว​ บางคน​กำลังท้อง (มีสองคน) บางคนเพิ่ง​จะ​แต่งงาน บางคนเพิ่ง​จะหมั้น เรียกว่า คุณผู้หญิงเราขยันเรียนกันดีทีเดียว

นักเรียนกลุ่ม​ที่สองนี้​จะ​แต่งตัวกันสวย ๆ​ หลายคนค่ะ​ (ยกเว้นรจนา) บางคนเหมือนกันหลุดออกมาจากแคตตาล็อกทีเดียว ​เพราะรูปร่าง​เขาสูง ขายาว หุ่นสะโอดสะอง ผมบลอนด์ ใส่อะไร​ก็ดูดี ดูเก๋ไก๋​ไปหมด เห็นแล้ว​ก็เพลินดีค่ะ​

พวกนักเรียนชายนี่​เขาสม​กับ​เป็นนักเรียนชายจริง ๆ​ ​คือ เรียน ๆ​ ​ไปเดี๋ยวก็หายตัวกัน​ไป ไม่ค่อยมาชั้นเรียน จนอาจารย์​ต้องเตือนว่า หากเข้าเรียน​ไปครบ ๗๐ % ​จะไม่​ได้ใบประกาศ (diplome) นะ ​เขาจึงไม่กล้าหายตัว​ไปอีก ​ส่วนนักเรียนหญิง สังเกตว่า มีวินัยดี ไม่ค่อย​จะขาดเรียนเท่าไร

นักเรียน​ส่วนหนึ่ง​สมัครสอบ (examen) ​เพื่อ​เอาประกาศนีบัตรด้านภาษาสำหรับเทียบเข้ามหาวิทยาลัย (​ที่​ใช้ภาษาฝรั่งเศส) ด้วย จึงตั้งใจเรียนอย่างขมักเขม้น มีแบบฝึกหัดพิเศษ

​ส่วนอาจารย์ (professeur) ของพวกเรา​เป็นสุภาพสตรีค่ะ​ ​ที่จริงเธอ​เป็นอาจารย์สอนวรรณกรรม (littérature) ​แต่มาสอนภาษาด้วย พวกเราสังเกตว่า เธอไม่ถนัดการสอนภาษาเท่าไรนัก ​แต่ก็ยังถือว่า​เป็นอาจารย์​ที่ดี ​แต่เธอไม่ค่อย​จะให้การบ้าน ไม่ค่อย​จะตรวจการบ้าน เลือกแบบฝึกหัด (exercices) ไม่ค่อยเก่งเท่าไร นักเรียนอย่างพวกเราก็ออก​จะเบื่อ ๆ​ ​เป็นบางครั้ง ​แต่ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน​ไปค่ะ​ รจนาเองก็พยายามขยันทำการบ้าน (devoirs) ทำแบบฝึกหัด​ที่มีอยู่​ในหนังสือแบบเรียน ​ส่วนใหญ่​จะทำล่วงหน้าไว้เยอะเลย​ เวลา​เขามาทำกันจริง ๆ​ เราก็เลย​สบาย นั่งทำอย่างอื่น​ไป (​ที่​เป็นเรื่อง​เรียนเหมือนกัน)

การเรียนติดต่อกันสามอาทิตย์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งยวด รจนาสังเกตเห็น​ความก้าวหน้าของตัวเอง​ได้ทันทีเลย​ค่ะ​ วันแรก ๆ​ ​จะยังพูดไม่ค่อยคล่อง ​แต่พอตอนท้าย ๆ​ ก็พูดสบาย ๆ​ ไม่เกร็ง ​และ​ได้ออก​ไปนำเสนอ​ (présentation) หน้าชั้นเรียนด้วย (ทุกคน​ต้องออกหน้าชั้นหนึ่ง​ครั้ง สังเกตว่า ​ส่วนใหญ่พูด​ได้ดี ออกเสียงถูก​ต้อง) เรื่อง​ไวยกรณ์ก็แม่นขึ้น​ บางทีก็ยังท้วงอาจารย์​ได้ ไม่ใช่ว่า​จะอวดเก่งกว่าอาจารย์หรอกค่ะ​ ​เพราะบางทีมันหลงหูหลงตาก็ช่วยกันดู ​ส่วนใหญ่เรื่อง​ไวยกรณ์ รจนา​จะเรียน​ได้เร็ว​และแม่นมาก (ของชอบ) ​แต่เรื่อง​ฟังยาว ๆ​ นี่​จะยอมแพ้ค่ะ​ ฟัง​ได้หน่อย​เดียวก็หลุด ​เพราะไม่ค่อยมีสมาธิ ถึงกระนั้น​ก็พบว่า ฟังวิทยุ​และทีวี​ได้เข้าใจดีขึ้น​มาก เรื่อง​การอ่าน ก็เข้าใจมากขึ้น​​และเร็วขึ้น​ ไม่รู้สึกเครียดเวลา​ต้องอ่านภาษาฝรั่งเศสเหมือนสมัยก่อน ​สามารถตี​ความสำนวนภาษา​ได้ใกล้เคียงมากขึ้น​

สิ่ง​ที่เราเรียนมีอะไร​บ้าง? อย่างแรก เรา​ได้หนังสือแบบเรียนระดับสูง supérieur มาหนึ่ง​เล่ม ในนั้น​ก็​จะมีแบบฝึกหัดให้ทำไวยกรณ์ยาก ๆ​ เช่น subjonctif présent, subjonctif passé, subjonctif plus-que-parfait, lexique et proverbes, reformulation, synthèse, pronominalisation, pronoms rélatifs, pronoms démonstratifs, passé simple, passé antériorité ​เป็นต้นค่ะ​ เราเรียนเรื่อง​คำพังเพยนิดหน่อย​ การแก้ไขประโยค การย่อ​ความข่าวจากหนังสือพิมพ์​และตอบคำถาม ​และการลองทำข้อสอบภาษาแบบต่าง ๆ​ นอกจากหนังสือแล้ว​ อาจารย์ก็​จะหาบท​ความมาให้พวกเราอ่าน วิเคราะห์ แล้ว​ก็นำเสนอ​หน้าชั้น ​และหาแบบฝึกหัดไวยกรณ์ต่าง ๆ​ มาให้ทำด้วย นี่ว่าเฉพาะ​ที่เรียนภาคเช้า​นะคะ​

​เขามีการเรียนการสอน​ทั้งวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้า​ถึงบ่ายสามโมง มีช่วงพักประมาณสิบห้านาที​ระหว่าง​แต่ละชั้นเรียน ​แต่อย่าง​ที่บอก​ไปแล้ว​ว่า ภาคบังคับของเรา​คือตอนเช้า​ ตอนบ่ายนั้น​ขึ้น​อยู่​​กับเราเอง ทีแรกรจนาก็เรียนรวดตั้งแต่เก้าโมงถึงบ่ายสาม แล้ว​ยัง​ไปต่อห้องแล็บถึงสี่โมงครึ่งอีก ทำ​ได้สองวันก็เหนื่อยเลย​ค่ะ​ ​เพราะไม่มีเวลากินข้าวกลางวันนานพอ มีแค่สิบห้านาที​ต้องรีบวิ่ง​ไปกิน นับว่าไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไร แล้ว​ทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง​ตอนบ่ายด้วย ตอนหลังก็เลย​ปรับ​เป็นเรียนถึงเ​ที่ยง ​และงดเข้าชั้นเรียนตอนเ​ที่ยงถึงบ่าย ​ไปหาข้าวกินสบาย ๆ​ พักสมอง ​แต่ก็อ่านแบบเรียน​ไปด้วย ก่อน​จะกลับเข้าเรียนตอนบ่ายโมงอีกครั้งหนึ่ง​ แบบนี้สบายหน่อย​ค่ะ​ ไม่เครียดจนเกิน​ไป

สิ่ง​ที่รจนาเลือกเรียนเพิ่มเติมจากไวยกรณ์ก็มี​แต่เรื่อง​สนุก ๆ​ ​ทั้งนั้น​เลย​ค่ะ​ เรามีเรียนเพลงฝรั่งเศสด้วย (Chansons françaises) อาจารย์ผู้หญิง​เขาก็​เอาเพลงมาเปิด แล้ว​ก็ให้เราหัดร้องทีละท่อน เปิดเนื้อให้ดูผ่านจอฉายแผ่นใสด้วย พอเราคล่องท่อนแรกก็​ไปท่อนถัด​ไป ​ระหว่างเรียนร้องเพลง อาจารย์ก็​จะให้พวกเราถามศัพท์ ​และอธิบายศัพท์​ไปด้วย ทำให้เรา​ได้​ความรู้​ไป​พร้อม​กับการร้องเพลง ตอนแรกก็​จะเปิดเพลงควบ​ไป​กับเราร้อง ​แต่ตอนหลัง​จะมีเฉพาะทำนอง ไม่มีเนื้อร้อง เราก็​ต้องร้องให้ถูก โอย เวลาผ่าน​ไปสี่สิบห้านาทีไม่รู้ตัวเลย​ค่ะ​ เพลินมากเลย​

อย่างต่อ​ไป ​คือ เรียนรูปแบบการ​ใช้ภาษาฝรั่งเศส (Stylistique française) การเรียนตรงนี้เรา​ต้องรู้จักไวยกรณ์หลักอย่างดีจึง​จะตามทัน อาจารย์​ที่สอนเคย​เป็นนักเรียนเก่าของมหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็กลาย​เป็นอาจารย์สอนด้านภาษา​โดยเฉพาะ ​เป็นผู้ชายค่ะ​ แกสอนสองคาบเลย​ ดูเหมือน​จะน่าเบื่อ ​เพราะแกพูดเรียบ ๆ​ ​แต่สำหรับรจนา พอฟังรู้เรื่อง​แล้ว​ไม่เบื่อเลย​ค่ะ​ นั่งฟังเพลิน มีคนเรียนเต็มห้อง​เป็นร้อยคนค่ะ​ (เหมือนเรียนเพลง) อาจารย์ก็อธิบาย​ไป ​โดยอ้างถึงบท​ที่เท่านั้น​ หน้า​ที่เท่านี้ จากหนังสือ​ที่อาจารย์เขียนเอง แล้ว​ก็มีแบบฝึกหัดทำรวมกันในชั้น ​ใครรู้ก็ตอบ แล้ว​อาจารย์ก็บอกว่าผิดหรือถูก นักเรียนฝรั่งนี่ไม่ค่อยอายค่ะ​ อาจารย์ถาม ​เขาก็ตอบ ตอนหลัง ๆ​ รจนาเห็นคนอื่นไม่อาย ก็แอบตอบ​ไปบ้างเหมือนกัน ​เอาเฉพาะ​ที่ตัวเองรู้ชัวร์ แหะ แหะ หากไม่ชัวร์ก็กลัวปล่อยไก่ค่ะ​

คอร์สนี้นั้น​ อาจารย์​จะนำ​เอาบทกวี หนังสือของนักเขียนชื่อดัง (ในอดีต) มาวิเคราะห์วิธี​ใช้ภาษา ​และ​ความหมาย​ที่ซ่อนเร้น อาจารย์เขียนคู่มือ (manuel) ออกมาขายด้วย (​แต่ในชั้นเรียนอาจารย์​จะทำสำเนามาแจกทุกคน เรียกว่า ไม่บังคับให้ซื้อ) คู่มือนี้รจนา​เอามาอ่านเล่น​ที่บ้าน แบบฝึกหัดของอาจารย์สนุกจริง ๆ​ ค่ะ​ ​คือ หากเข้าใจภาษา ​และ​ความหมายซ่อนเร้น เวลาอ่านแล้ว​​จะขำ ​และถึงบางอ้อตามอาจารย์​ไปด้วย

อาจารย์ชายคนเดียวกันนี้​เขาก็สอนไวยกรณ์ด้วย ​แต่อยู่​คนละคาบ ​และมีแบบฝึกหัดดี ๆ​ ให้เราทำกัน อาจารย์คนนี้สอนไวยกรณ์เก่งกว่าอาจารย์ผู้หญิงประจำชั้นเรียนของเราเสียอีกค่ะ​ มีนักเรียนตามมาเรียนกันตรึมเลย​ค่ะ​

อีกคอร์สนึง​ที่รจนาติดตามก็​คือ การเคลื่อนไหวสิทธิสตรีในสวิตฯ (Mouvements du féménisme en Suisse) อาจารย์คน​ที่สอน​เป็นคนเดียว​กับ​ที่สอนร้องเพลง ท่าทางเธอ​เป็นหญิงห้าวหาญ พูดเสียงดังฟังชัด ​โดยไม่​ต้อง​ใช้ไมค์เลย​ทีเดียว คนเรียนกันเต็มห้อง (​เป็นร้อยคน) อีกเหมือนกันค่ะ​ อาจารย์สอนดี ลูกเล่นเยอะ มีเทคนิคให้เราจำเหตุการณ์​และปี​ที่สำคัญ ๆ​ ในด้านสิทธิสตรีของสวิตฯ​ได้ ​ที่แน่ ๆ​ ค่ะ​ สตรีสวิสเพิ่งมีโอกาส​ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในปี ค.ศ. ๑๙๘๑ เท่านั้น​เอง น่าประหลาดใจไหมค่ะ​ รจนาเข้าใจว่า สตรีไทยนั้น​มีสิทธิเลือกตั้งนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ​เป็นต้นมา ​และประกันการคลอดของสตรี​ที่ทำงานเพิ่งมีผลบังคับ​ใช้ใน ปี ค.ศ. ๒๐๐๔ ​และมีสตรี​ที่​ได้รับสิทธิประโยชน์คนแรกในปี ๒๐๐๕ ค่ะ​ (ก่อนหน้านี้ ผู้หญิง​ที่ทำงาน​จะลาออกจากงาน​เมื่อคลอดลูก ​และกลับเข้าทำงานใหม่ในภายหลัง หรือบาง​ที่ ​ที่ทำงานก็เก็บตำแหน่งไว้ให้ ​โดยจ้างคนอื่นทำ​ไปชั่วคราวก่อน) ​เป็นเรื่อง​น่ารู้เหมือนกันว่า ในประเทศ​ที่ก้าวหน้าทางเภสัชกรรม​และนวัตกรรมอื่น ๆ​ ​แต่สิทธิสตรีกลับงอกงามอย่างเชื่องช้าในบางด้าน

​ส่วนคอร์สโปรดของรจนา​คือ คอร์ส​ที่ว่าด้วยการวิเคราะห์ข่าวหนังสือพิมพ์ค่ะ​ (Presse)อาจารย์ผู้หญิงสาวสอนเก่งจริง ๆ​ ค่ะ​ ​เป็นคนรื่นเริง หน้าตาสวย ตลก แจ่มใส ทำให้ลูกศิษย์พลอยครึกครื้น​ไปด้วย อาจารย์​ใช้ไมค์ลอย ​และ​จะมีหนังสือพิมพ์เก่า ๆ​ มาแจกทุกครั้ง อาจารย์ชวนเราพลิกหน้านั้น​หน้านี้ แล้ว​ก็สอนว่า คอลัมน์แบบนี้เรียกว่า อะไร​ หนังสือพิมพ์แบ่ง​เป็นกี่​ส่วน การผลิตหนังสือพิมพ์ทำอย่างไร คงเหมือนคอร์สนิเทศน์ศาสตร์ประมาณนั้น​นะคะ​ การเรียนของเราไม่ใช่​เพื่อ​จะรู้จักหนังสือพิมพ์สวิสเท่านั้น​ ​แต่​เพื่อรู้จักศัพท์แสงต่าง ๆ​ ในวงการ ​และทำให้​ได้รู้ข่าวสำคัญ​และสิ่ง​ที่มวลชนสวิสสนใจอ่านด้วยค่ะ​

ก็​เพราะชั้นเรียนนี้แหละ​ทำให้รจนาพบว่า ​ที่สวิตฯมีหนังสือพิมพ์ฟรี (journaux libres) ให้อ่านด้วย ​ที่เจนีวา (ภาษาฝรั่งเศส) มีสองเล่ม​เป็นอย่างน้อยค่ะ​ ​เขา​จะมีข่าวรายวันให้อ่านทุกรูปแบบ ​แต่ละฉบับ​พยายามเน้นข่าว​ที่ไม่เหมือนกัน ​และไม่เหมือน​กับหนังสือพิมพ์​ที่​ต้องซื้อ ​ทั้งนี้​เพื่อให้ผู้บริโภคอยากอ่าน หนังสือพิมพ์ฟรีนี้ประกาศตัวว่า​เป็นกลาง ​และเสนอข่าว​โดยไม่สอดแทรก​ความคิดเห็นทางการเมือง​และการค้าใด ๆ​ ​ทั้งสิ้น (​แต่ก็มีโฆษณาแหละ​นะ) ​แต่นักวิเคราะห์ก็เถียงว่า หนังสือพิมพ์​จะ​เป็นกลาง​ได้อย่างไร ​เพราะแค่การเลือกข่าวมาลงก็ถือว่าไม่​เป็นกลางแล้ว​ นี่ก็เถียงกัน​ไปนะคะ​

​แต่คน​ที่​ได้รับประโยชน์ก็​คือผู้อ่านอย่างไร ​ที่ไม่​ต้องเสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์ (๒.๕๐ ฟรังค์ค่ะ​) ​แต่ข่าวสาร​ที่​ได้รับก็อาจ​จะด้อยคุณภาพ ขาด​ความละเอียดหน่อย​ ​และ​เป็นข่าวชาวบ้านซู่ ๆ​ ซ่า ๆ​ เสีย​ส่วนหนึ่ง​ (​เพื่อให้คนอยากหยิบอ่าน)

นอกจากการเรียนในชั้นแล้ว​ ทางมหาวิทยาลัยยังจัดทัศนศึกษาหลายแห่งในราคาสุดแสนประหยัด ​คือ ​เขาคิดเงินเฉพาะค่าเข้าชมสถาน​ที่ (หาก​ไปเยี่ยมพิพิภัณฑ์) ​ซึ่งก็มัก​จะ​เป็นราคานักเรียน ​และหาก​ต้องขึ้น​รถไฟ ก็​ได้ราคานักเรียนเหมือนกันค่ะ​ ​และทางรถไฟ​เขา​จะกันตู้​โดยสารหนึ่ง​ตู้ให้กลุ่มนักเรียน​โดยเฉพาะ เดินทางสะดวก​สบายมากค่ะ​ รจนาเลือก​ไปเ​ที่ยว​กับมหาวิทยาลัย ​ทั้ง ๆ​ ​ที่อยู่​เมืองสวิตฯมาห้าปีแล้ว​ เหตุหนึ่ง​​เพราะ​ได้​ไป​กับ​เพื่อน ๆ​ สอง มีคนนำเ​ที่ยว​และอธิบายอย่างน่าสนใจ สาม ​ได้ฝึกภาษาด้านการท่องเ​ที่ยว​ไปด้วย

เรื่อง​เ​ที่ยวนี้ รจนา​จะนำมาเล่าต่างหากนะคะ​ ตอนนี้ว่าด้วยเฉพาะการเรียน​ทั้งหมดก่อนค่ะ​

ใกล้​จะจบคอร์ส รจนาเห็นว่าตัวเองเริ่มชำนาญพอ น่า​จะหาซื้อดิกภาษาฝรั่งเศส​เป็นฝรั่งเศสดี ๆ​ สักเล่ม ก็เลย​ถามอาจารย์ว่า น่า​จะซื้อดิกฯยี่ห้อไหนดี อาจารย์ก็แนะนำมา ๓-๔ ยี่ห้อ รจนาก็​ไปเลือกซื้อ le petit Larousse ปี ๒๐๐๗ แบบมีภาพประกอบค่ะ​ ​เป็นดิกฝรั่งเศสแปล​เป็นฝรั่งเศส ​และมีตัวอย่างการ​ใช้คำ การสร้างประโยคจากคำ ๆ​ นั้น​ด้วย ขนาดหน้าประมาณสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง ​เพราะคิดว่า เรียนมาถึงระดับนี้แล้ว​ ​ต้อง​ใช้ดิก​ที่คุณภาพสูง มีคำเยอะ ๆ​ ​จะ​ได้อ้างอิง​ได้ถูก​ต้องกระจ่าง​และลึกซึ้งขึ้น​ รจนายังมีดิกฝรั่งเศส-อังกฤษเล่มขนาดเขื่อง ๆ​ อยู่​ ซื้อจากเมืองไทย ​แต่ตอนหลังพบว่า ​ความ​ต้องการด้านภาษาของเรามากกว่า​ที่ดิกเล่มเก่า​จะช่วย​ได้เสียแล้ว​ บางครั้งยังไม่มีคำ​ที่เรา​ต้องการค้นหาด้วยซ้ำ ก็เลย​​ไปลงทุนซื้อเล่มใหม่ค่ะ​

วันสุดท้าย​ที่ปิดเรียน พวกเราก็นัดกันหาของกินง่าย ๆ​ มากินในชั้นเรียนก่อนเลิกเรียนนิดนึงค่ะ​ ​เพื่อนอเมริกันบอกว่า อยากทานสะเต๊ะ รจนาก็เลย​ทำสะเต๊ะไก่​ไปสมทบ ​ส่วน​เพื่อนก็นำผักสดจิ้มน้ำจิ้มสลัดมาค่ะ​ บางคนก็​เอาเครื่องดื่มมา พวกเราทานเลี้ยง (Fête) กันสนุกสนาน ​แต่ก็อย่างรีบร้อน ​เพราะมีชั้นเรียนประวัติศาสตร์ (Histoire) ​ต้องมา​ใช้ห้องของพวกเราต่อค่ะ​ ก่อนจากกันก็เลย​​ได้ถ่ายรูปไว้​เป็น​ที่ระลึก

อาจกล่าว​ได้ว่า จาก​ทั้งชั้นเรียน รจนามีสนิทอยู่​​กับคนเดียว ชื่อ มาริอันน์ ​เป็นคนอเมริกัน อายุรุ่นราวคราวเดียว​กับรจนา มีลูกหนึ่ง​คน ย้ายมาอยู่​​ที่นี่ห้าปีกว่า ๆ​ เหมือนรจนาค่ะ​ เราก็เลย​เข้ากัน​ได้ดี เวลาเจอหน้าก็พูดภาษาฝรั่งเศสกันบ้าง อังกฤษบ้าง เลิกเรียนแล้ว​ก็ยังติดต่อกัน

​และยังมี​ที่ชอบพอกันอีกคนสองคน​ที่อายุน้อยกว่า นอกนั้น​ก็ไม่​ได้สนิทอะไร​​เป็นพิเศษ อาจ​เป็น​เพราะคนหนุ่มสาว (ยังโสด) ​เขาต่างมี​ความสนใจ​ที่ต่างจากเราก็​ได้ ​และอีก​ส่วนหนึ่ง​ ชั้นเรียน​เป็นแบบนั่งหันหน้า​ไปทางเดียว รจนาชอบนั่งหน้าสุด ก็เลย​ไม่ค่อย​จะ​ได้เห็นหน้า​เพื่อน ๆ​ ไม่เหมือนชั้นเรียนแบบโต๊ะกลม เราเห็นหน้ากันทุกวัน ย่อมสนิทสนมกันง่ายกว่า

เล่าอย่างยาวเลย​นะคะ​ ​แต่ไม่​ได้นำภาษาฝรั่งเศสมานำเสนอ​เลย​ค่ะ​ ​ส่วนหนึ่ง​เห็นว่า คนไทย​ส่วนใหญ่ถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า ก็เลย​ไม่อยากสร้าง​ความเบื่อหน่ายให้คนอ่านด้วยการนำเสนอ​อีกภาษานึงนะคะ​ ​แต่ก็แทรกศัพท์ฝรั่งเศสบางคำ พอให้​ได้บรรยากาศค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1813 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน นักเรียนภาษาพาเพลิน (หนึ่ง) - le cours d'été --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๖๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : nine gems [C-9446 ], [202.12.74.7]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ต.ค. ๒๕๔๙, ๑๓.๓๗ น.

อยาก​​ไปบ้างจังครับ​​ ยิ่งพี่เล่าก็ยิ่งอยาก​​ไปจนเนื้อเต้น ​​แต่ติด​​ที่ตนเองไม่​​ได้เรียนภาษานี้มา ​​จะ​​ไปก็คง​​จะยาก เก็บมาเล่ากันอีกนะครับ​​ เห็นแล้ว​​เหมือน​​ได้​​ไปจริง (Virtual Jouney)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เก็จแก้ว [C-9451 ], [203.118.127.152]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ต.ค. ๒๕๔๙, ๒๓.๔๑ น.

แก้วอ่านแล้ว​​​​ได้​​ความรู้ เพลินดีค่ะ​​คุณรจ เหมือนตามหลังคุณรจเข้าห้องเรียน​​ไปด้วยเลย​​ค่ะ​​ อย่างนี้​​ต้องมอบ ให้แม่ครัวคนเก่งค่ะ​​...​​.แฟนคลับรออ่านตอนต่อ​​ไปนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : รจนาตอบคำถาม [C-9497 ], [83.180.225.224]
เมื่อวันที่ : ๓๐ ต.ค. ๒๕๔๙, ๑๖.๓๗ น.

ตอบคุณ nine gems - คุณแก้วเก้าคงอายุยังไม่มาก เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสก็ยังไม่สายนี่คะ​​ พี่รจเขียนตอนสองแล้ว​​ค่ะ​​ คราวนี้ลงภาพด้วย แล้ว​​ตาม​​ไปอ่านนะคะ​​

ตอบคุณเก็จแก้ว (แฟนพันธุ์แท้) - ดีใจ​​ที่คุณแก้วเพลิน​​ไปด้วยค่ะ​​ ตอนสองลงแล้ว​​นะคะ​​ รู้สึกว่า​​คุณแก้ว​​จะตาม​​ไปอ่านแล้ว​​ ขอบคุณสำหรับดอกไม้ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น