นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #29
รจนา ณ เจนีวา
...ท่องเ​ที่ยวเยอรมนีเดือนสิงหาคมก็จบลงด้วยประการฉะนี้ค่ะ​ หากว่ามีเ​ที่ยวเยอรมนีอีก​เมื่อไร ก็​จะนำเรื่อง​ราว​พร้อมรูปภาพมาฝากนะคะ​...

ตอน : เหยียบเยอรมนี (สิบ) - ฮัมบูร์ก

ตามเ​ที่ยวเยอรมนี​กับรจนามาตั้งนาน ​ได้ทานเบียร์​ไปแก้วเดียวเองนะคะ​ (เบียร์เบอร์ลิน) ​ต้องขออำภัยด้วยค่ะ​

เราอยู่​​กับเวร่าหลายวัน ก็ถึงเวลา​ต้องร่ำลา เราเดินทางออกจากคุ๊กซฮาเฟ่นวันอาทิตย์ แล้ว​ก็แวะ​ไปหาน้องชายของพ่อบ้าน ชื่อ ฮารัลด์ ​กับแฟนของ​เขาชื่อ มาเรียน ​ทั้งคู่เพิ่งย้ายบ้านมาอยู่​​ที่ฮัมบูร์ก​ได้ไม่นาน ​พร้อมลูกสาวสองคน (ลูกติด) ของมาเรียน ​คือ จูเลีย (๑๔) ​และ โซเฟีย (๙) มาเรียนทำงานเกี่ยว​กับโฆษณาประชาสัมพันธ์มีบริษัท​เป็นของตัวเอง ​ส่วนฮารัลด์ยังตกงานอยู่​ค่ะ​

บ้านใหม่ของ​ทั้งคู่​เป็นแฟลตสามชั้น ​แต่​เป็นแฟลตชั้นดี ปลูกเหมือนบ้านสามชั้น แล้ว​ก็มีคนมาเช่าอยู่​คนละชั้น มี​ที่จอดรถ มีสวนหลังบ้าน ​เป็นบ้านสีขาวสวยสง่างามเหมือนบ้านผู้ดีมีเงิน

​ที่เล่าเรื่อง​นี้ก็​เพราะว่า สถาปัตยกรรม​และบ้านเรือนในเมืองฮัมบูร์กนี้ล้วนสวยงาม น่าอยู่​จริง ๆ​ ค่ะ​

ถนนหนทาง​ที่​เป็น​ที่อยู่​อาศัย​จะเงียบสงบ มี​ที่จอดรถยาว​ไปตามซอย มีต้นไม้ปกคลุมให้​ความร่มเย็น ​และอยู่​ไม่ไกลจากถนนใหญ่ ใกล้ป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟ มีชุมชน ร้านค้า ธนาคาร สวนสาธารณะ โรงเรียน โรงยิม สนามกีฬา ล้วน​เพื่อให้ผู้อยู่​อาศัย​ได้รับ​ความสะดวก​สบาย

เหล่านี้ก็​ได้จากเงินภาษีอากรของชาวบ้านนี่แหละ​ค่ะ​ ​แต่อย่าถามว่า ชาวเมือง​ต้องจ่ายภาษีด้านอะไร​บ้างนะคะ​ ​เพราะยังไม่​ได้ศึกษาเรื่อง​นี้ค่ะ​ ​แต่คง​จะไม่น้อยทีเดียว

เรา​ไปแวะหาฮารัลด์ก่อน ทานอาหารเย็นด้วยกัน ​ซึ่งมาเรียนก็ทำอย่างสุดฝีมืออร่อยมาก ๆ​ ​คือ ข้าวอบ​ไปลญ่า (Paella) ​ซึ่ง​จะเขียนเล่าให้ฟังวันหลังนะคะ​ มาเรียนทำทิรามิสุเก่ง ​และอร่อยค่ะ​ เคยทานฝีมือ​เขาครั้งนึงแล้ว​ คราวนี้​เขาก็ทำให้ทานอีกครั้งนึง

จากนั้น​ เราก็ลา​เขา ​ไปเช็คอิน​ที่โรงแรมใจกลางเมือง เราไม่​ได้พัก​กับพวกเรา ​เพราะ​เขาก็เพิ่งย้ายบ้านมา กล่องต่าง ๆ​ ก็ยังเปิดไม่หมด ไม่สะดวก​​ที่เรา​จะ​ไปพักด้วย ประกอบ​กับ​ที่เมืองฮัมบูร์กนี้ ฮอลิเดย์ของพ่อบ้านก็หมดลง ​ต้องเริ่มประชุม​ทั้งอาทิตย์ค่ะ​ รจนา​ได้เ​ที่ยวคนเดียว เราก็เลย​ตัดสินใจพักในเมือง โรงแรมใกล้ ๆ​ ​กับ​ที่ทำงาน (ตึกติดกัน) สะดวก​พ่อบ้าน สะดวก​รจนาด้วย

ขอเล่าเรื่อง​โรงแรมนิดนึงค่ะ​ ​เป็นโรงแรม​ที่มีประวัติ​ความ​เป็นมานานพอสมควร ​แต่ก่อน​เป็น​ที่พักคนเดินทางของโบสถ์ ​ซึ่ง​ต่อมาปรับ​เป็นโรงแรม พอโรงแรม​เป็นหนี้มาก ๆ​ เข้า ทางโบสถ์ก็รักษาไว้ไม่ไหว ผู้จัดการโรงแรมในยุคนั้น​รักโรงแรมนี้มาก ไม่อยากให้ถูกขายทอดตลาด ก็เลย​รับสวมหนี้ก้อนนี้ แล้ว​เปลี่ยนมา​เป็นเจ้าของใน​ที่สุด

บริหารกันมาสองชั่วคน จากรุ่นพ่อแม่ ก็มารุ่นลูกชาย​กับลูกสะใภ้ จนปัจจุบันมาตกอยู่​​กับหลานชาย​กับหลานสะใภ้ แล้ว​พัฒนาโรงแรมให้ทันสมัยขึ้น​ ​แต่คงภาพลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์ไว้ด้วย โรงแรมผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านฝน ผ่านไฟ (ไฟไหม้เมือง) ผ่านสงคราม (ระเบิด) มาจนถึงทุกวันนี้ด้วย​ความรักของเจ้าของ​ที่เฝ้าสร้างซ่อม​และต่อเติมจนกลาย​เป็นโรงแรมสี่ดาวในปัจจุบัน

​ที่โรงแรมนี้​เขาเปิดบาร์ขายไวน์​เป็นแห่งแรกของฮัมบูร์กค่ะ​ ​และมีไวน์ดี ๆ​ มากมาย​ เสียดาย​ที่ดื่มไม่​เป็น

​ที่รจนาชอบก็​คือ เวลาเราเข้าพัก ​เขา​จะให้ตั๋วรถเมล์ (รวมเรือ​และรถไฟใต้ดิน) ​กับเราฟรี เท่าจำนวนวัน​ที่เราเข้าพักค่ะ​ ทำให้เราท่องเ​ที่ยวสะดวก​ขึ้น​ ​พร้อม​กับแผน​ที่รถไฟใต้ดิน ​และแผน​ที่สำหรับนักท่องเ​ที่ยว สิ่งนี้อาจ​จะดูเล็กน้อย ​แต่เรา​ไปพักมาหลาย​ที่แล้ว​ ยังไม่เคยเจอตั๋วฟรีเลย​ค่ะ​ คาดว่าคง​เป็นการส่งเสริมการท่องเ​ที่ยวของเมืองฮัมบูร์ก

พนักงานเองก็ต้อนรับดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยเหลือดี ​และอายุค่อนข้างน้อยกัน​ทั้งนั้น​ คง​จะ​เพราะ​เป็นหน้าร้อน นักศึกษามาฝึกงานหรือหาราย​ได้พิเศษกันมากขึ้น​

เราพักผ่อนกันอย่างสบาย ​แม้​จะมาถึงโรงแรมตอนดึก เราเลือกห้อง​ที่อยู่​ด้านหลังของตึก ห่างจากถนนใหญ่​เพื่อไม่ให้เจอเสียงรบกวนจากถนน (โรงแรมไม่มีแอร์ค่ะ​) อาหารเช้า​แบบบุฟเฟ่ต์มีเหลือพอทานค่ะ​ ​แต่รจนาไม่​ได้แตะไข่หรือเบค่อนเลย​ หนัก​ไปขนมปัง แยม ​กับมูสลี่มากกว่า ทุกเช้า​​จะทานชาเอิร์ลเกรย์​ที่​เขาชงใส่กามาให้ค่ะ​

พอส่งพ่อบ้าน​ไปทำงานแล้ว​ รจนาก็คว้าแผน​ที่ ตั๋วรถเมล์ เป้สะพายกระเป๋า ใส่รองเท้าผ้าใบ แล้ว​ก็เตรียมออกเ​ที่ยว พบว่าโรงแรมอยู่​ย่านใจกลางเมืองจริง ๆ​ เดิน​ไปไหนมาไหนสะดวก​มาก แทบไม่​ต้อง​ใช้ตั๋วรถ​ที่​เขาให้มาเลย​ จุดแรกรจนาเดินผ่านทะเลสาบอัลสเตอร์ (Alster) ​ซึ่ง​เป็นหัวใจหลัก​และจุดท่องเ​ที่ยวของเมือง

คลิกดูภาพขยาย

จากนั้น​ เดิน​ไปเดิน​ไปก็เจอศาลาว่าการ City Hall หรือ ร้าทเฮ้าส์ Rathaus ในภาษาเยอรมัน ​ที่นี่ รจนาเคยมาเ​ที่ยวแบบมีไก๊ด์พาชม​เป็นภาษาอังกฤษ ประทับใจมากค่ะ​

ร้าทเฮ้าส์อีกมุมนึง มีป้ายรถเมล์ชื่อเดียวกัน ตรงป้ายนี้ก็​จะมีรถเมล์สองชั้น เปิดหลังคา (วัน​ที่ฝนไม่ตก) ให้นักท่องเ​ที่ยวนั่งค่ะ​ รู้สึกค่ารถ​จะประมาณ ๑๖ ยูโรหรือไงเนี่ย ​แต่รจนาไม่​ได้นั่ง​เพราะอยากเดินดูเมืองให้ทั่วก่อน ​และเคยมาหลายรอบ ค่อนข้างรู้จัก​ที่ทางอยู่​บ้าง

ฮัมบูร์ก​เป็นเมืองท่าการค้านะคะ​ ​และท่าเรือ​คือหัวใจของเศรษฐกิจทีเดียว มาฮัมบูร์ก​ทั้งทีก็​ต้อง​ไปเยี่ยมท่าเรือกันหน่อย​ รจนา​ได้ข่าวว่า​เขามีเมืองใหม่ท่าเรือ​ที่เรียกว่า ฮาเฟ่นซิตี้ ก็เลย​เดิน​ไปดูค่ะ​ จากโรงแรม​ที่พักก็ประมาณ ๑.๕ กิโล เดิน​ไปชมเมือง​ไปเพลิน ๆ​ ค่ะ​ โชคดีวันแรกฝนไม่ตก อากาศไม่ร้อน เดินสบาย

โครงการฮาเฟ่นซิตี้ (Hafen แปลว่า ท่าเรือ) ​เป็นโครงการ​กำลังฮ็อต ตอน​ที่​ไป​เขา​กำลังก่อสร้างกันอยู่​ ไม่มีอะไร​ให้ดูมากนัก รจนาเห็นมีนักท่องเ​ที่ยวเดิน​ไปดูกันหลายคน จากฮาเฟ่นซิตี้ รจนาก็เดินเลียบลำน้ำ​ไปจนถึงท่าเรือใหญ่ แล้ว​ก็เดินดูเรือ ดูคน ดูรถ ดูตึกรามบ้านช่อง

รจนาอยู่​​ที่นั่นห้าวัน ​ได้​ใช้ประโยชน์จากเท้าของตนเองอย่างเต็ม​ที่ ​และก็​ได้นั่งรถชมเมืองด้วย ​ซึ่งฮัมบูร์กนี้​ได้รับคำชมเชยว่า​เป็นเมืองใหญ่​ที่เขียวมาก ๆ​ เขียว​ไปทุก​ที่

คลิกดูภาพขยาย

วันหนึ่ง​รจนา​ไปทานไส้กรอกค่ะ​ ​เป็นการทานแบบยืนทานแบบ​ที่เห็นคนงาน​เขายืนสุม ๆ​ กันนั่นแหละ​ค่ะ​ ทานเสร็จแล้ว​ก็​ไปคุย​กับพ่อบ้านว่า วันนี้ฉัน​ได้ทานไส้กรอกเยอรมันกระทบไหล่​กับชนชั้นแรงงานนะ รู้สึกดีจังเลย​

รจนาสังเกตว่า คนทุกชนชั้น​เขายืนทานปะปนกัน คน​แต่งกายดี ๆ​ แบบนักธุรกิจก็​ไปยืนทานไส้กรอกใกล้คนงานตัวเลอะเทอะสีหรือฝุ่น​ได้ ดูแล้ว​ไม่มีชนชั้นดีค่ะ​

​และ​เนื่องจากร้านขายอาหาร​เป็นศูนย์อาหาร ​เขาก็​ไปซื้อกาแฟจากอีกร้านหนึ่ง​มายืนทานกัน หรือ​เอาออก​ไปนั่งทานนอกตึก ตรงข้างถนน ทาน​ไปสูบบุหรี่​ไป ดูสุขใจกันดี

คลิกดูภาพขยาย

ห้างอัลสเต้อร์เฮ้าส์​ที่สุดหรู ขึ้น​ชื่อ มีศูนย์อาหารอยู่​ชั้นบน เห็นวิวทะเลสาบ รจนาแอบขึ้น​​ไปดู ​แต่ไม่​ได้ทาน ​เพราะคนแน่น ​และยังไม่หิว ​แต่ของ​เขาก็สวย มีกระเป๋าหนังแสนนุ่มใบนึง (ผู้หญิง​กับกระเป๋านี่ของคู่กัน)​ไปยืนดูนานสองนาน ​แต่ตัดสินใจไม่ซื้อ ​เพราะ​ที่มีก็ยัง​ใช้​ได้อยู่​​และยังใหม่อยู่​ เรียกว่า​ต้องตัดใจจริง ๆ​

คลิกดูภาพขยาย

เพดานหลังคาของห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่ง​ ​จะว่า​เป็นห้างก็คงไม่ถูก ​ที่นี่​เขาเรียกว่า Passage ค่ะ​ ​คือ​เป็นตึกเก่า ๆ​ สวย ๆ​ เพดานสูง พอเดินเข้า​ไปก็มีร้านรวงเรียงกันซ้ายขวา ตรงกลางมี​ที่ให้นั่งเล่น​เป็นระยะ มีน้ำพุ มีสวนหย่อม หรือศิลปะตกแต่ง ​ทั้งร้านขายของ​และร้านอาหาร น่าดูน่าชม​ไปเสีย​ทั้งนั้น​

คลิกดูภาพขยาย


สวนสาธารณะใหญ่โต รจนาเดิน​ได้นิดเดียว

ชาวเมืองฮัมบูร์กภูมิใจใน​ความเขียวชะอุ่มของบ้านเมือง ​และจำนวนแม่น้ำลำคลอง​ที่แตกสาขามากมาย​ กว่ากันว่าฮัมบูร์กมีลำคลองมากกว่าเวนีซ​กับอัมสเตอร์ดัมรวมกันค่ะ​ ​และมีสะพานข้ามคลองน้อยใหญ่ถึง ๑,๕๐๐ สะพาน ​แต่อย่าลืมว่าฮัมบูร์กเองก็มีขนาดใหญ่กว่าสองเมือง​ที่ว่านี้รวมกัน

คลิกดูภาพขยาย

เรือนำเ​ที่ยวพานักท่องเ​ที่ยวชม "ฮาเฟ่น" รจนาไม่​ได้ลองนั่งเรือนี้ ​เพราะตั้งใจ​จะ​ไปดูคลองฝรั่ง

ฮารัลด์แนะนำให้นั่งเรือเ​ที่ยวคลอง รจนาก็เลย​ทำตามนั้น​ วัน​ที่รจนานั่งเรือเ​ที่ยว อากาศไม่ค่อยดีนักค่ะ​ ไม่ค่อยมีแดดเท่าไร ฝนตกนิด ๆ​ ด้วย เลย​ครึ้ม ๆ​ ​ไปหน่อย​ นั่งเรือเสร็จพาล​จะ​เป็นหวัดไม่ค่อยสบาย ​เพราะ​เขาปิดหลังคาเรือ ไม่ค่อย​จะมีอากาศหายใจ ครั้น​จะ​ไปนั่งท้ายเรือก็เหม็นควันจากเครื่องยนต์

ค่าเช่าเรือเ​ที่ยวคลอง​เขาคิดคนละ ๑๓ ยูโร ​ใช้เวลา​ทั้งหมด ๒ ชั่วโมง​ไปช้า ๆ​ เ​ที่ยวคลองก็​เป็นอะไร​​ที่เงียบ ๆ​ สงบ ๆ​ ดี เห็นต้นไม้เขียว ๆ​ ​และหน้าบ้านคหบดีต่าง ๆ​

หากนั่งเรือเ​ที่ยวท่าเรือ (ราคาพอ ๆ​ กัน) อาจ​จะน่าสนุกกว่า​เพราะมีตึกราม​และเรือสวย ๆ​ ให้ดู ​แต่ไม่​เป็นไร ​เพราะรจนาเดินเ​ที่ยวท่าเรือแล้ว​

แล้ว​​เขายังมีเรือเ​ที่ยวตอนค่ำด้วย ตั้งแต่สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม ​เพื่อดูแสงสีตามตึกรามบ้านเรือน รจนาก็อยาก​จะนั่งเหมือนกัน ​แต่พ่อบ้านไม่ว่างเลย​สักเย็น ก็เลย​ทิ้งไว้ก่อน รอเ​ที่ยวหลัง

​ใครอยาก​ไปเ​ที่ยวฮัมบูร์กก็พิจารณาดูนะคะ​ว่า อยากเ​ที่ยวเมืองแบบไหน ​แต่รจนาแนะนำว่า การเดินเ​ที่ยวดี​ที่สุด ​ได้เห็นจุดสำคัญ​ได้เกือบ​ทั้งหมด มิวเซียมต่าง ๆ​ ก็อยู่​ไม่ไกลสถานีรถไฟหลัก (หัวลำโพง)

ก่อนวันสุดท้าย รจนาตั้งใจเข้ามิวเซียมหนึ่ง​แห่ง น้องสาวของพ่อบ้าน ​คือ มาเรน แนะนำว่าน่า​จะ​ไปมิวเซียมศิลปะวัฒนธรรมของ​เขา ​เขาบอกว่า มีของแสดงหลากหลาย ​ทั้งแนว​ที่อยู่​อาศัย งานกระเบื้อง แฟชั่นเสื้อผ้า ของสะสะทางประวัติศาสตร์

เราก็ว่าตามนั้น​ค่ะ​ นั่งรถเมล์​ไปแจกโรงแรมประมาณ ๒ ป้าย (วันหลัง ๆ​ เริ่มเหนื่อย เดินน้อยลง) ​ไปถึงตั้งแต่ตอน​เขาเปิดมิวเซียม คนยังน้อย อากาศดี ซื้อตั๋วแล้ว​ก็สงสัยว่า ทำไม​เขาคิดเงินแค่ ๖ ยูโร ใน​เมื่อป้ายบอกราคาเขียนว่า ๘ ยูโร ​เขาให้ใบปลิวมาด้วย ก็เลย​ถึงบางอ้อ ว่า​เขาปิดบาง​ส่วนซ่อมแซม ​โดยเฉพาะ​ส่วน​ที่เราอยากดูเสียด้วยสิ

​เขามีหูฟัง (หน้าตาเหมือนโทรศัพท์มือถือรุ่นโบราณ) ให้เราติดตัว​ไปเปิดฟัง​ได้ฟรี มีช่องภาษาอังกฤษให้เลือก พอเรา​ไปดูจุดไหน​ที่​เขามีเครื่องหมายบอกว่า เปิดหูฟัง​ได้ (ไม่​ได้มีทุกจุด) เราก็เลือกเปิด​และยืนฟังประวัติ​ความ​เป็นมาของของชิ้นนั้น​ ๆ​ พอเรา​จะออกจากมิวเซียมก็​เอา​ไปคืน​เขา ​เขาไม่​ได้คิดค่ามัดจำ

​แต่ไหน ๆ​ ก็มาแล้ว​ ก็ช่างมันเถอะ ​ที่จริง​เขาห้ามถ่ายรูป ​แต่รจนาลืมถาม ​และมองไม่เห็นป้ายห้ามถ่าย พอเข้า​ไปดูห้องแรก ๆ​ ก็เลย​ถ่าย​ไปสองสามรูป พอ​ไปถามเจ้าหน้า​ที่ (​เขาไม่เห็นตอนเราถ่าย) ​เขาบอกว่า หาก​จะถ่ายรูป​ต้องซื้อตั๋วถ่ายรูป เราก็เลย​ถึงบางอ้อ ไม่​ได้ถ่ายต่อหลังจากนั้น​ เกรงใจ​เขา

คลิกดูภาพขยาย

เปียโนโบราณค่ะ​ วันนั้น​ ​เขาชดเชยให้​กับนักท่องเ​ที่ยว มีการนำเสนอ​เครื่องดนตรีรุ่นเก๋าคุณภาพชั้นครู​ที่เคยรับ​ใช้ในงานแสดงเอก ๆ​ ในอดีตมากมาย​ละลานตา​ไปหมด

​แต่​ที่ชอบ​คือ สำหรับเปียโนหลายตัว ​เขา​จะมีเสียงให้เปิดฟังประวัติ​ความ​เป็นมาว่า ​ใครสร้าง ปีไหน สร้างให้​ใคร นำ​ไป​ใช้ในงานไหน ​และมีตัวอย่างเสียงเปียโนเครื่องนั้น​ ๆ​ ด้วย เยี่ยมจริง ๆ​

ออกจากเ​ที่ยวมิวเซียมแล้ว​ ฮารัลด์ก็พา​ไปเ​ที่ยวบลังคาเนเซ่ (Blankenese) ​ซึ่งอยู่​ริมน้ำ ​เป็นแหล่ง​ที่อยู่​อาศัยราคาแพง จุดท่องเ​ที่ยวสำคัญสำหรับคนอยากเห็นบ้านเรือนสวยงาม​และแม่น้ำ ​กับเรือสินค้า​ที่ผ่าน​ไปมา คน​ที่นี่​เขารักเรือกันจริง ๆ​

เราดื่มน้ำเย็น ๆ​ กันแล้ว​ก็ชมเรือ​ที่ผ่าน​ไปมา ฮารัลด์​กับรจนาอายุรุ่นเดียวกัน ก็เลย​คุยกันสนุกแบบ​เพื่อน

คลิกดูภาพขยาย

แนวตึกรามบ้านเรือนริมน้ำใกล้ท่าเรือ ​ส่วนใหญ่สมัยก่อน​เป็นโกดัง​ที่โหลดสินค้า ​โดยเฉพาะพวกชา กาแฟ เครื่องเทศ ​เป็นจุด​ที่สวยงามน่าชมอีกแห่งหนึ่ง​ จุดนี้รจนาเคย​ไปดูมิวเซียมเครื่องเทศของ​เขามาหลายปีก่อน น่าสนใจค่ะ​


พูดเรื่อง​เ​ที่ยวเยอรมนี จำ​ได้ว่าเคยคุย​กับพิลกริมว่า ​ที่ประเทศนี้ ห้องน้ำ​ส่วนใหญ่​จะมีคนคอยเก็บเงิน ​โดยเฉพาะคนหน้าแขก ๆ​

เหตุนี้​เป็น​เพราะ​แต่ก่อนเยอรมนีขาดแคลนแรงงานชั้นล่าง ​เขาอ้าแขนรับคนเตอรกิชเข้ามาทำงานจำนวนมาก ​แต่พอตอนนี้คนเยอรมันเองตกงานกันมากขึ้น​ ก็ชัก​จะรังเกียจรังงอนคนเตอรกิชมากขึ้น​ ​ส่วนหนึ่ง​ก็​เพราะชาวเตอรกิชเองมาอยู่​บ้าน​เขาก็ไม่​ได้พยายามปรับตัวให้กลมกลืน ยังคงกินอาหาร นับถือศาสนา สั่งสอนลูกหลานในแบบของตน (​ที่จริงก็สิทธิของ​เขานิ) ​แต่มันก็คงมีจุด​ที่​เป็นปัญหาอยู่​บ้าง

​จะว่า​ไปคนเยอรมันแท้ ๆ​ เองก็ไม่อยากทำงาน​ที่คนเตอรกิช (หรือชาติยากจนอื่น ๆ​) ทำ ​เพราะ​เป็นงาน​ใช้แรงเช่น ก่อสร้าง ทำ​ความสะอาด ​เป็นงานราย​ได้น้อย ​ต้อง​ใช้แรงมาก ไม่มีโอกาสก้าวหน้า

​เมื่อมีปัญหาคนตกงานมากขึ้น​ก็​ต้องหางานให้คน​ได้ทำ ​ส่วนหนึ่ง​ก็​ได้คนเตอรกิชเหล่านี้ทำ​ความสะอาดห้องน้ำ ​และแทน​ที่​จะให้ค่าแรง หรือเงินเดือน (หรือให้ก็นิดเดียว) ก็อนุญาตให้คนเหล่านี้เก็บเงินจากคนเข้าห้องน้ำ แลก​กับ​ความสะอาด​และบริการต่าง ๆ​ ในห้องน้ำ​ไป ถือ​เป็นราย​ได้พิเศษ​และช่วยให้คนไร้ฝีมือมีงานทำ

ด้วยเหตุนี้ จึงมีห้องน้ำน้อยกว่าน้อย​ที่เยอรมนี​ที่​จะไม่มีคนเฝ้าหน้าตาดุ ๆ​ ​แม้​แต่ในร้านอาหารแบบ​ที่​เป็นศูนย์อาหารก็​จะมี ยกเว้นร้านอาหาร​ที่เช่า​เป็นบ้าน​เป็นตึกเปิดขายอาหารเท่านั้น​​ที่​จะไม่มีคนเฝ้าคอยเก็บเงิน คนเหล่านี้ทำ​ความสะอาดห้องน้ำ​โดยไม่จำ​เป็น​ต้อง​เป็นลูกจ้างของร้านค้าเลย​ ถือว่า​เป็นบริการพิเศษ​ที่มีลูกค้า​เป็นผู้รับภาระ

​แม้ว่า ​เขา​จะไม่กำหนดโจ่งแจ้งว่าเรา​ต้องจ่าย ​เขาก็​จะวางจานมีเงินเหรียญไว้ให้เรารู้​เป็นนัย ๆ​ หากเราไม่ให้จริง ๆ​ ​เขาก็ไม่ว่า ​แต่​จะมองเ​คือง ๆ​ มีน้อยแห่ง​ที่​จะขึ้น​ป้ายจริง ๆ​ ว่า ​ต้องจ่ายเงินนะ ​ส่วนใหญ่สถาน​ที่เหล่านี้​จะชัดเจน เช่น ห้องน้ำใน​พระราชวังโบราณ สถานีรถไฟ ปั๊มน้ำมัน ​เป็นต้น

คนทำ​ความสะอาดห้องน้ำเหล่านี้ยังชีวิตอยู่​​ได้ก็จากเงินทิปของเรา ​ที่จริง​เขาไม่มีสิทธิ​จะมาบังคับให้เราจ่าย ​เพราะห้องน้ำนั้น​ถือว่า​เป็นสถาน​ที่สาธารณะ (พ่อบ้านยืนยันว่า เรา​สามารถเดินเข้าห้องน้ำในร้านอาหารหรือผับ​ที่ไหนก็​ได้ในเยอรมนี ​แม้เรา​จะไม่​ได้​เป็นลูกค้า ​ซึ่ง​ที่จริงเราก็ไม่ค่อย​จะกล้าเท่าไร)​

ข้อดีก็​คือ ห้องน้ำเหล่านี้​จะสะอาด มีกระดาษชำระเต็มอยู่​เสมอ (คงมี​ที่สกปรกบ้างหรอก) ​และเรา​เป็นผู้หญิง​ไปเ​ที่ยวคนเดียวก็อาจ​จะสบายใจ​ได้ว่า มีคนเฝ้าหน้าห้อง (หรือ​จะกลัวคนเฝ้าเสียเองก็อีกเรื่อง​นึง ​เพราะบางทีก็​เป็นผู้ชายมาเฝ้า)

เวลารจนา​ไปไหนในเยอรมนีก็​จะลุ้นว่า​จะเจอคนเก็บเงินในห้องน้ำไหม โอกาสนี้​ต้องชมมิวเซียมศิลปะวัฒนธรรม​ที่​ไปดู ​เพราะ​เขามีห้องน้ำเยอะ ทุกชั้น สะอาด โปร่ง แสงสว่างเยอะ ​แม้​จะเก่า ​และไม่มีคนเก็บเงิน (ก็เราจ่ายค่าเข้าชมแล้ว​นิ) สังเกตว่า ร้านอาหารใหญ่ ๆ​ แห่งไหน​ที่คนกินตรึม ห้องน้ำ​จะมีคนเก็บเงินชัวร์ค่ะ​

จึงนำ​ความรู้เรื่อง​ห้องน้ำเยอรมันมาฝากดังนี้

ส่งท้ายเ​ที่ยวฮัมบูร์กด้วยภาพชุดกลางคืนค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

บริเวณหน้าทะเลสาบอัลสเต้อร์ ​ที่เห็นกรอบสีน้ำเงิน​คือควันหลงเวิร์ลดคัพค่ะ​ ​เขาทำ​เป็นกรอบประตูไว้ให้เห็นทุกหนทุกแห่ง กลางน้ำ บนหลังคาตึก ในสวนสาธารณะ

ขออภัยภาพคงไหว​ไปหน่อย​นะคะ​ ถือว่า​ได้เห็นครบ​ทั้งกลางวัน​และกลางคืนก็แล้ว​กันค่ะ​ ​พร้อมด้วย​ความประทับใจของตัวรจนาเอง​ที่​ได้​ไปเห็น ​ไปดู ​ไปรู้ ​ไปชิม ​ไปสัมผัสอะไร​หลาย ๆ​ อย่าง​ที่ต่าง​ไปจากชีวิตประจำวัน

ท่องเ​ที่ยวเยอรมนีเดือนสิงหาคมก็จบลงด้วยประการฉะนี้ค่ะ​ หากว่ามีเ​ที่ยวเยอรมนีอีก​เมื่อไร (อยู่​ใกล้ ๆ​ สวิตฯแค่นี้เอง) ก็​จะนำเรื่อง​ราว​พร้อมรูปภาพมาฝากนะคะ​

​ที่ติดตามชม​และอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้​เพื่อน ๆ​ ทุกคนสุขกายสบายใจกันทั่วหน้านะคะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1790 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน เหยียบเยอรมนี (สิบ) - ฮัมบูร์ก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๕๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : pilgrim [C-9267 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ก.ย. ๒๕๔๙, ๐๒.๒๔ น.

ตามมาอ่านปิดท้ายจ้ะ​​ เรื่อง​​ห้องน้ำนั้น​​เห็นจริงด้วย ตอนนั้น​​พี่​​ที่​​ไปด้วยกัน ลองมานั่งคำนวณราคาทิป​​ที่จ่ายให้คนเข้าห้องน้ำแล้ว​​ ​​ไปเ​​ที่ยวสิบวัน หมดเงินค่าห้องน้ำ​​ไปราวๆ​​พันบาท​​ทีเดียว ​​เพราะพี่​​เขามีอายุหน่อย​​ ก็​​จะเข้าห้องน้ำถี่หน่อย​​

ขนาดเรา​​ไปเบอร์ลิน ​​ไปนั่งกินเบอเกอร์ในแม็ค ก็เสียค่าเข้าห้องน้ำ
ร้านอาหารริมออโต้บาห์น ​​ที่ไม่ใช่ service break ดูใหญ่โตเหมือนสวนอาหารบ้านเรา ก็มีคนเฝ้าเก็บตังค์จ้ะ​​

เพิ่งเข้าใจนี่เอง ว่าทำไม​​เขาถึง​​ได้เก็บเงิน​​ไปทุกแห่ง ผิด​​กับ​​ที่อังกฤษจ้ะ​​ ห้องน้ำดี​​และสะอาด​​เป็น​​ส่วนใหญ่ มีทิชชู​​พร้อม สบู่ล้างมือ ​​ที่เป่ามือให้แห้ง ​​แต่ไม่เก็บเงินเลย​​
​​จะมี​​ที่เก็บเงินก็ตามสถานีรถไฟต่างๆ​​ ​​แต่เราเคย​​ได้เข้าฟรีกัน​​ที่ยูสตันไง จำ​​ได้ไหมจ๊ะ​​ อิๆ​​ๆ​​ๆ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น