นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #27
รจนา ณ เจนีวา
...คุ๊กซ์ฮาเฟ่น​เป็นเมืองท่องเ​ที่ยวริมทะเลของนักท่องเ​ที่ยวชาวเยอรมัน​โดยเฉพาะ หาก​จะนับก็อาจเทียบ​ได้​กับหัวหินของบ้านเรา...

ตอน : เหยียบเยอรมนี (เก้า) - คุ๊กซ์ฮาเฟ่น

มาเ​ที่ยวกันต่อดีกว่า

เราลาฟร้างค์​และชเต๊ฟฟี่ตอนสาย ๆ​ แล้ว​ ก็เดินทางต่ออีกประมาณ ๓๐๐ กิโล​ไปบ้านแม่สามี หรือคุณแม่เวร่า ฝรั่ง​เขาไม่ถือหากเราเรียกชื่อ​เขาเฉย ๆ​ ค่ะ​ รจนาก็เลย​เรียกคุณแม่ว่า เวร่า

บ้านเวร่านี้อยู่​​ที่เมืองคุ๊กซฮาเฟ่น ​ซึ่งอยู่​ติดทะเลเหนือ ปากแม่น้ำเอลเบ้ ห่างจากฮัมบูร์ก​ไปประมาณ ๑๕๐ กิโล

คุ๊กซฮาเฟ่น​เป็นเมืองท่องเ​ที่ยวริมทะเลของนักท่องเ​ที่ยวชาวเยอรมัน​โดยเฉพาะ หาก​จะนับก็อาจเทียบ​ได้​กับหัวหินของบ้านเรา

คลิกดูภาพขยาย

คุ๊กซฮาเฟ่น (Cuxhaven) ​เป็นเมืองท่าด้วยค่ะ​ ​แต่ก่อน​เป็นเมืองหาปลา เดี๋ยวนี้​เป็นเมืองท่องเ​ที่ยว​และทางผ่านของสินค้าจากแดนไกล​ไปลง​ที่ฮัมบูร์ก การ​ได้ยืนดูเรือขนสินค้า เรือหาปลา เรือท่องเ​ที่ยว​ที่ผ่าน​ไปมา นับ​เป็น​ความสุขสงบอีกแบบหนึ่ง​เหมือนกันค่ะ​

รจนา​ไป​ที่นี่หลายครั้งแล้ว​ ก็พักบ้านคุณแม่ทุกครั้ง ​เนื่องจากพ่อบ้าน​เป็นลูกชายคนโต​เป็น​ที่รัก​และเกรงใจของคุณแม่ รจนาก็เลย​กลาย​เป็นสะใภ้ใหญ่(​ที่ตัวนิดเดียว )​

บ้านแม่​เป็นบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ฝรั่ง ​คือมีผนังติดกัน ​แต่มี​ที่ดินสวนหย่อมเล็ก ๆ​ ข้างหน้า ​และสวน(ไม่)เล็ก(นัก)​และระเบียงนั่งเล่นข้างหลังบ้านค่ะ​

บ้านชั้นบนมีสามห้อง ​คือ ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนเล็ก ​กับห้องทำงานเขียนหนังสือ ข้างล่างมีห้องครัว ห้องนั่งเล่นรวมห้องกินข้าว ​และมีชั้นใต้ดินสำหรับซักผ้า เก็บของ ห้องทำ​ความร้อน​ที่​ใช้ตากผ้า (หน้าหนาว) ​ได้ด้วย

เวลาเรา​ไปทุกครั้ง แม่​จะสละห้องนอนใหญ่ให้เราสองคนนอน แล้ว​แม่ก็​ไปนอนห้องเล็กค่ะ​ (น่ารักไหมคะ​ )​

คราวนี้เรา​ได้อยู่​​กับเวร่าประมาณสี่วันสามคืนค่ะ​ เรา​ไปถึงตอนบ่ายสองโมงเห็น​จะ​ได้ เวร่าก็ทำอาหารโปรดของลูกชายเตรียมไว้รับค่ะ​ ​และก็แขวนท้องรอพวกเราด้วย

ทานเสร็จพวกเราทุกคนก็งีบตอนบ่ายกัน ปกติรจนาไม่งีบตอนบ่าย ​แต่เวลา​ไปฮอลิเดย์​และ​ต้องนั่งรถไกล ๆ​ ก็งีบ​กับ​เขาด้วยเหมือนกัน

เวร่าบอกว่า ครอบครัว​ไปติดนิสัยงีบตอนบ่ายก็ตอน​ไปอยู่​เลบานอน​กับกรีซนี่แหละ​ค่ะ​ ​เพราะคน​เขางีบกันหมด ก็​ต้องงีบด้วย จากนั้น​ก็ชอบ ก็เลย​กลาย​เป็นกิจกรรมปกติ

เวร่าอายุเกือบ ๗๘ ปีแล้ว​ สุขภาพแข็งแรง ​แต่เดินหรือยืนนานนักไม่​ได้ ตามประสาคนมีอายุ ​ทว่ายังเล่นเทนนิส​ได้ ​เขาบอกว่า การเล่นเทนนิส​กับการเดินนี่มัน​ใช้กล้ามเนื้อไม่เหมือนกัน เวร่านอกจากเล่น​ได้แล้ว​ ยังเล่นชนะผู้ชายในรุ่นอายุเดียวกันเสียอีก

นอกจากนั้น​เวร่ายังเคย​เป็นแช้มป์สเก้ตน้ำแข็งสมัยสาว ๆ​ ​จะ​เป็นในระดับจังหวัดหรืออะไร​นี่ รจนาก็จำไม่ถนัดเสียแล้ว​

เรียกว่า ​เป็นสาวเก่งกีฬาค่ะ​

ถึงกระนั้น​ฝีมือการเรือนเย็บปักถักร้อยก็ไม่​เป็นรอง​ใคร เวร่าปักผ้าปูโต๊ะแบบต่าง ๆ​ ถักเสื้อไหมพรม ซ่อมเสื้อขนสัตว์ให้ลูก ๆ​ เย็บผ้าด้วยมือด้วยฝีมือ​ที่ปรานีตมาก ​แม้อายุ​จะมากแล้ว​ก็ตาม

เวร่าเคยเล่าให้ฟังด้วย​ความภูมิใจว่า สมัยสาว ๆ​ ทางโรงเรียน​เขาสอนนักเรียนหญิงเรื่อง​การบ้านการเรือนด้วย เวร่า​ได้คะแนน​ที่หนึ่ง​ของชั้นเรียนประจำค่ะ​

​แต่เวร่าไม่ค่อยใส่ใจเรื่อง​ทำ​กับข้าวเท่าไรนัก ​แม้ว่า​ที่จริง​จะมีฝีมือดีก็ตาม คง​จะ​เป็นธรรมดาของคน​ที่รักกีฬาหรือกิจกรรมนอกบ้าน ​ที่การทำ​กับข้าวดู​จะ​เป็นเรื่อง​เจ่าจุกอยู่​​กับห้องครัวมากเกิน​ไป ​และสมัย​ที่พ่อยังมีชีวิตอยู่​ เดินทาง​ไปรับราชการต่างประเทศ เวร่าก็​จะมีแม่บ้านคอยทำ​ความสะอาด​และหุงหาอาหารให้

ปัจจุบันเวร่าเล่นเทนนิสสม่ำเสมอ ทำ​ความสะอาดบ้านเอง นัดเล่นบริดจส์​กับ​เพื่อน ๆ​ ประจำ เล่นหมากรุกเก่ง (​ได้​ใช้สมอง) ติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วย​ความสนใจ ​โดยเฉพาะข่าวเล่นเทนนิส

เวร่าขณะนี้ก็ตัวคนเดียว สามีเสียชีวิต​ไป​เมื่อหกปีก่อนค่ะ​ ดำรงชีวิตอยู่​ด้วยเงินบำนาญของสามี​และของตัวเอง (สมัยยังสาว ๆ​ เวร่าเคยทำงาน​กับโรงงานของพ่อตัวเอง จึงมีเงินสะสมเลี้ยงชีพ) ราย​ได้ไม่มากนัก ​แต่มีบ้านอยู่​เอง ไม่​ต้องเสียค่าเช่า ​เป็นคนประหยัด ​ใช้จ่ายระวัง ก็เลย​อยู่​​ได้สบาย ๆ​

ครอบครัวฝรั่ง​เขาไม่​ได้ส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ด้วยเงินเหมือนอย่างเรานะคะ​ (เท่า​ที่เห็น) อาจ​เพราะรัฐ​เขามีระบบสวัสดิการสังคม​ที่ดี มีเงินบำนาญ หรือสะสมเลี้ยงชีพ รักษาพยาบาลฟรีหรือเกือบฟรี (จากภาษีของลูก ๆ​ ​และทุกคนนี่แหละ​) ทำให้ภาระการเลี้ยงดูไม่ตกอยู่​​ที่ลูกหลาน

​และอีก​ส่วนหนึ่ง​​เป็น​เพราะลูก ๆ​ นั้น​ถูกสอนให้โต​และเลี้ยงตัวเอง​ได้ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ​ส่วนใหญ่​จะแยกบ้าน​ไปอยู่​เอง หรือหากไม่แยกบ้าน อย่างน้อยก็หาเงินด้วยตัวเอง​ได้แล้ว​ในช่วงนั้น​ รบกวนพ่อแม่แทบ​จะน้อย​ที่สุด พ่อบ้านเองก็ไม่ยกเว้นค่ะ​ นั่นอาจ​เป็นเหตุให้ลูก ๆ​ เองก็ไม่​ได้ผูกพัน​กับพ่อแม่มากจน​ต้องส่งเสียเลี้ยงดูในยามแก่เฒ่า

นี่รจนาวิเคราะห์จากคนใกล้ตัว​และคน​ที่รู้จักเท่านั้น​นะคะ​ อาจมีแตกต่างตรงข้ามกัน​ไปตามเหตุปัจจัย​ได้

อ้าว...​​จะเล่าเรื่อง​เ​ที่ยว มาเล่าเรื่อง​ครอบครัวฝรั่ง​ได้ยังไง

คลิกดูภาพขยาย

มาชวนดูเรือ​ที่จอดอยู่​หน้าท่าเทียบเรือของเมืองดีกว่า ดูแล้ว​ก็สงบดีนะคะ​ เวลาทะเลไม่มีคลื่นลม

​ที่เมืองคุ๊กซ์นี้มีชื่อเสียง​คือ มีสันเขื่อน (dike) ล้อมตลอดเมือง สันเขื่อนนี่ก็​คือแนวกำแพงดิน​ที่​เขาทำกั้นน้ำทะเลหนุน​เป็น​ความยาวตลอดรายรอบเมืองค่ะ​ สันเขื่อน​จะสูงประมาณสัก ๕ เมตร​ได้ เรียกว่า หากเรายืนอยู่​ด้านในเรา​จะมองไม่เห็นทะเลเลย​

ด้านในเขื่อน​เขา​จะทำ​เป็นเลนเดินเล่น​และจักรยาน ถึง​แม้ไม่เห็นทะเล ​แต่ก็เขียวสะอาด เสียดายว่า คน​ที่มาซื้อแฟลตริมทะเล หาก​ได้ชั้นล่าง (ราคาถูก) ก็​จะไม่เห็นวิวทะเลเลย​ค่ะ​ ​แต่ก็​ได้อยู่​ใกล้ทะเล เดิน​ไป​เมื่อรก็​ได้ ​ส่วนแฟลตชั้นบนคนขายก็โก่งราคา​ได้มากหน่อย​ ตามวิวทิวทัศน์

​ส่วนด้านบนเขื่อน​เขาก็ทำ​เป็น​ที่เดินเล่นค่ะ​ เดินสบายมาก ​เขาห้ามจักรยานขึ้น​​ไปแล่น ​และก็ห้ามสุนัขลง​ไปหน้าหาดในตอนกลางวัน​ที่​เป็นช่วงท่องเ​ที่ยว

​ส่วนด้านหน้าเขื่อนติดทะเล ก็​เป็นทางเดินกว้างขวาง ตะกร้าท่องเ​ที่ยวต่าง ๆ​ ก็​จะวางตรงสนามหญ้าติดตัวสันเขื่อนบ้าง หรือวางตรงชายหาดทรายติด​กับน้ำบ้าง แล้ว​​แต่ทำเล

คลิกดูภาพขยาย

ฝรั่ง​เขา​ใช้เวลา​ทั้งวันอยู่​ริมน้ำตอนหน้าร้อน ในตะกร้านั่งริมชายหาด​ที่มีมากมาย​​ไปหมด​เนื่องจากไม่มีต้นไม้ใหญ่ ๆ​ ก็เลย​​ต้องมีตะกร้าไว้ให้นั่งหลบร้อน เก็บของ​ได้ ​แต่ละตะกร้าก็มีกุญแจให้ล็อค ​แต่สังเกตว่า ​เขาค่อนข้างไม่กลัวคนขโมยของ - ​เพราะคงไม่​ได้เก็บของมีค่าไว้หน้าหาดอยู่​แล้ว​

ตะกร้าพวกนี้แบ่ง​เป็นตะกร้านั่ง​ส่วนตัว ​จะ​เป็นสีขาวเสีย​ส่วนใหญ่ ​กับตะกร้าแบบ​ที่​ต้องเช่า (สีเหลือง) พวก​ที่​ต้องเช่าก็มัก​จะมีหน้าหาด​ส่วนหนึ่ง​ พวก​ที่​ไปรเวทก็มีหน้าหาดอีก​ส่วนหนึ่ง​ ไม่ปะปนกัน

รจนาชอบมากเลย​ค่ะ​ ​เพราะบ้านเวร่าอยู่​ห่างจากสันเขื่อน​ไปไม่ถึง ๕๐๐ เมตรดี ตอนเช้า​ตื่น​แต่เช้า​ออก​ไปเดินเล่นเสียรอบนึง ​ได้ลมทะเลสดชื่นดีจริง ๆ​

คลิกดูภาพขยาย

ตะกร้าหน้าหาดแบบ​ที่อยู่​บนสนามหญ้า ​ส่วนใหญ่​จะอยู่​หน้าหาด​ส่วนตัว สภาพยามเย็นโพล้เพล้ มีหมอกจาง ๆ​

เวร่าบอกว่า สมัยก่อนก็เคยมีเหมือนกัน ​แต่ตอนหลัง ๆ​ ​จะเช่า​เขาดีกว่า ​เพราะเดือนนึง ๆ​ ก็ออกมาแค่ไม่กี่ครั้ง ​เนื่องจากอากาศริมทะเลเหนือ​เอาแน่​เอานอนไม่​ได้ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ตอนนี้ก็ไม่​ได้​ใช้ตะกร้าแล้ว​ อยากออกมาว่ายน้ำ​เมื่อไรก็ขับรถมา ง่ายกว่าค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

ทางเดินขึ้น​สันเขื่อน มีห้องส้วมสุนัขค่ะ​ มีถุงสำหรับให้เก็บอึสุนัขด้วย ​และมีถังทิ้งอึด้วย

​ที่เมืองคุ๊กซฮาเฟ่นนี้มีอะไร​ให้ทำหลายอย่าง ​แม้ว่า​จะดู​เป็นเมืองเล็ก ๆ​ สงบ ๆ​

ด้านในเมือง​เขาก็มีร้านรวงสวยงามไว้ดูด​เอาเงินนักท่องเ​ที่ยว ​ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ ของ​ใช้ ของกิน ของ​ที่ระลึกเกี่ยว​กับทะเล ร้านอาหารน่ารัก ๆ​ หลายแห่ง

คลิกดูภาพขยาย

มาดูตะกร้าหน้าหาดในบรรยากาศหมอกจาง ๆ​ ​เป็นช่วงตอนเย็นค่ะ​ ดูโรแมนติกปนเศร้านิด ๆ​


ด้านหน้าหาด หรือท่าเรือ ​เขาก็มีเรือนำเ​ที่ยวเกาะใหญ่​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ชื่อว่า ฮาโกลันด์ ​โดยเรือนี้​จะมาจากฮัมบูร์ก​และแวะมารับผู้​โดยสารเพิ่ม​ที่นี่ ​และรายการเ​ที่ยวทางเรืออีกหลายรายการ เช่น ​ไปดูเกาะแมวน้ำ

แล้ว​ยังกิจกรรมว่ายน้ำ ตกปลา ถีบจักรยาน งานออกร้านในหน้าร้อน งานฉลองริมชายหาด งานกระโดดร่มลงหาด งานแข่งรถม้าหน้าหาด (ตอนน้ำลง) ฯลฯ

​แต่​ที่น่าสนใจ​และพ่อบ้านชวนมานานแล้ว​ก็​คือ การเดิน​ไป​ที่เกาะนอกชายฝั่งชื่อว่า เกาะนอยว้ากค์ (Neuwerk) ​เป็นเกาะท่องเ​ที่ยวเล็ก ๆ​ มีโรงแรมให้พัก​ได้ด้วย ก่อนนั้น​ รจนาขี้เกียจตัว​เป็นขน กลัวการเดินมากก็เลย​บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา เ​ที่ยวนี้นึกท้าทาย ตั้งใจ​ไปเดินจริง ๆ​

กล่าว​คือพื้นทะเล​ที่หน้าเมืองคุ๊กซ์นี้มีช่วง​ที่ตื้นมาก ๆ​ ไม่เกินเมตรครึ่ง เวลาน้ำลงเต็ม​ที่ น้ำ​จะแห้ง​ไปจนถึงเกาะ​ที่ว่า​และลูกเกาะอีกสองเกาะ เรา​สามารถเดิน​ไป​ได้ ระยะทาง ๑๒ กิโล ​แต่ก็ยังมี​ส่วน​ที่น้ำลึก ​ซึ่ง​ต้องออกจากท่าเรืออีกแห่งหนึ่ง​ อยู่​อีกแนวนึง ไม่ปะปนกันค่ะ​

ดังนั้น​ วิธี​ไปเ​ที่ยวเกาะนี้ก็มีสามสี่แบบ​คือ แบบนั่งเรือ​ไป แบบนั่งรถม้า​ไป (บรรทุก​ได้ทีละ ๙ คน) หรือแบบเดิน​ไป

คน​ที่ชอบเดิน​ไป​เพราะ​เป็น​ความท้าทาย​และ​ความสนุกอย่างหนึ่ง​นั้น​ มัก​จะเดินขา​ไป (ประมาณ ๓ ชั่วโมง) ​และนั่งเรือหรือรถม้าขากลับ

รถม้านั้น​​ต้องจองล่วงหน้า ​เพราะรับคน​ได้น้อย ​และมีไม่มากคัน

สำหรับเรือไม่​ต้องจอง

​ส่วนการเดินนั้น​ ก็มีคนนำเดิน (หาก​ต้องการ) ​โดยจ่ายเงินนิดเดียว ๒ ยูโร ​และ​ต้องเดินตามเวลา​ที่​เขาบอก เดินกัน​ไป​เป็นกลุ่ม ช่วยกันดูแลกัน

​เขา​จะเริ่มเดินก่อนน้ำลงเต็ม​ที่สัก ๑ ชั่วโมง ​เพราะหน้าหาด​จะแห้งก่อน เดิน​ไป ๆ​ น้ำกลางทะเลก็แห้งลง​ไปเรื่อย ๆ​ อย่างนี้พอเรา​ไปถึงเกาะ ก็ยังอยู่​ในช่วงน้ำลงอยู่​ ปลอดภัยทุกประการ หากกลัวน้ำมาก็​ต้องเร่งฝีเท้ากันหน่อย​

​และเรา​ต้องเดินตามกติกา ​คือ ​เขา​จะมีเครื่องหมาย​เป็นพุ่มไม้ทะเลหรือไม้หลัก ให้เราเดินตามแนว เราควรเดินเท้าเปล่า (​จะใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าก็​ได้ ไม่มี​ใครห้าม ​แต่เวลารองเท้าเปียกก็เดินไม่สนุกละ) หากเดินออกนอกแนวก็​จะเจอเปลือกหอยแตก ๆ​ คราวนี้ก็ไม่สนุกละค่ะ​ หรือ​ไปเจอช่วง​ที่น้ำทะเลเซาะ​เป็นร่องน้ำ ตรงนี้อันตราย ​เพราะหากน้ำหนุนมา​จะถูกพัด​ไปง่าย ๆ​

​เขาไม่อนุญาตให้ถีบจักรยานหรือขับรถ​ไปบนพื้นทะเล

ดังนั้น​ ​ไปเ​ที่ยวนี้ รจนาก็ฟิตร่างกายเต็ม​ที่ค่ะ​ ​พร้อม​จะออก​ไปเดิน

เช้า​วันนั้น​ ทานข้าวกัน​แต่เช้า​ เตรียมเครื่อง​แต่งกาย เตรียมเป้แบกของ เตรียมรองเท้า (เดินบนเกาะ) ตั้งใจ​ไปกันเต็ม​ที่

​แต่ก่อนเวลาออกจากบ้านนิดเดียว ฝนเทลงมาเลย​ค่ะ​ แล้ว​ก็ตกอยู่​อย่างนั้น​จนค่ำ ​เป็นอันว่าแผนการณ์เลิกล้ม ​เพราะฝนตกอย่างนี้​จะไม่มี​ใครเดินอยู่​แล้ว​

​ทว่า เรายังไม่ยอมแพ้ วันรุ่งขึ้น​อากาศดี พอ​ได้เวลาน้ำลง พ่อบ้านก็เลย​บอกให้รจนา​กับเวร่าออก​ไปเดินเฉพาะแถวหน้าหาด ไม่​ต้อง​ไปไกลถึงเกาะ ​เพราะตอนนั้น​บ่ายแก่มากแล้ว​ เกือบสี่โมงเย็น ​และเวร่าก็เดินไม่ไหวถึง ๑๒ กิโลอยู่​แล้ว​ พ่อบ้านมีธุระ​ต้องทำหลายอย่าง เลย​ไม่​ไปด้วย

คลิกดูภาพขยาย

แม่สามี​กับลูกสะใภ้ใหญ่ออก​ไปลุยทะเลกันสองหญิง

การ​ได้บนเดินบนพื้นทะเล​ที่ชาวเยอรมันเรียกว่า วัตต์ Watt นี่ก็ดีจริง ๆ​ ​เป็นประสบการณ์ใหม่ของรจนา ทรายนุ่ม นวดเท้า ​และมีซัลเฟอร์เหลือง ๆ​ เกาะหน้าทรายในจุด​ที่ห่างฝั่ง​ไปหน่อย​ ​ซึ่ง​เขาว่าดีต่อสุขภาพมากทีเดียวค่ะ​

รจนาเห็นว่าจริงตามนั้น​ ​เพราะเราสองคนแม่สามี​กับลูกสะใภ้ใหญ่ เดิน​ไปคุย​ไปช้า ๆ​ ไม่เร่งรีบ ไม่​ได้เดินออก​ไปไกล ​แต่เดินเลียบ​ไปตามชายหาด ​ไปจนถึง​ที่​เขามีหินกั้นแนวน้ำลึก ​ไปดูเรือใหญ่​ที่ผ่าน​ไปมา

หมดเวลา​ไป​ทั้งขา​ไปขากลับ ชั่วโมงครึ่งไม่รู้ตัวค่ะ​ เพลิน ​และไม่ปวด​เมื่อยขาหรือเข่า ​แต่ก็เหนื่อย ๆ​ หน่อย​ แสงแดดก็อ่อน ๆ​ ​กำลังสบาย ไม่แผดเผา

กลับจากเดิน เราก็มานั่งดื่มน้ำกัน​ที่ร้านกาแฟหน้าหาด คุยกันหนุงหนิง พ่อบ้านตามมาสมทบ ก่อน​จะพาเรากลับบ้าน เย็นนั้น​ก็ทานอาหารเบา ๆ​ กัน ด้วย​ความผาสุก หลับฝันดี

รจนาคุย​กับพ่อบ้านถึงประสบการณ์ครั้งนี้ด้วย​ความสุข เราสัญญากันว่า คราวหน้า​จะ​ต้อง​ไปพิชิตเกาะ​ที่ว่านี้​โดยทางเท้าให้​ได้ ก่อน​ที่เรา​จะแก่หมดแรงเดินเสียก่อน

คลิกดูภาพขยาย

ตะวันตกดิน​ที่ไหน ๆ​ ในโลกก็สวยเหมือนกันหมด

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1776 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน เหยียบเยอรมนี (เก้า) - คุ๊กซ์ฮาเฟ่น --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๙๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : nine gems [C-9255 ], [202.12.74.6]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๖.๐๔ น.

อ่านแล้ว​​...​​..อยาก​​ไป​​ที่สุดเลย​​ครับ​​ ​​ถ้าพี่รจนามีเวลา กลับมาพาผม​​ไปเ​​ที่ยวด้วยนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ปลาหลงน้ำ [C-9257 ], [210.230.179.122]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๘.๒๙ น.

น่าอิจฉาชีวิตคุณรจนะคะ​​ ​​ได้ท่องเ​​ที่ยว​​ไปทั่ว​​กับคนรู้ใจ สุขเกิน​​ใครเลย​​ค่ะ​​ แบบนี้ ชีวิตปลาหลงน้ำก็เดินทางบ่อยนะคะ​​ ​​เพราะงานน่ะค่ะ​​ มี​​แต่อยากกลับบ้านไวๆ​​ คิดถึงคนรอ​​ที่บ้าน เวลา​​ไปประเทศสวยๆ​​ก็คิด​​แต่ว่าหาก​​เขามาด้วยคงดีนะ คงสุขขึ้น​​เยอะเลย​​ค่ะ​​
อ่านเรื่อง​​เหยียบเยอรมนีมาชอบตอนนี้มาก​​ที่สุดค่ะ​​ ​​โดยเฉพาะเรื่อง​​ชีวิตคุณแม่สามี ทำให้เข้าใจวิถีชีวิตแท้ๆ​​ ค่ะ​​ อยากทราบนิดนะคะ​​ เคย​​ได้ยินมาว่าฝรั่งไม่นิยม​​เอาคุณพ่อแม่มาพักด้วยกัน ยาม​​ที่ท่านแก่เฒ่า จริงไหมคะ​​ แล้ว​​เวลาท่านเจ็บป่วยทำไงคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : รจนาตอบคำถามค่ะ [C-9266 ], [83.180.81.4]
เมื่อวันที่ : ๒๔ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๙.๔๙ น.

ตอบคุณ nine gems - ​​ได้เลย​​จ้ะ​​ ยินดีพาเ​​ที่ยว หากน้องไนน์เจ็ม (นพ-รัตน์) ทานง่ายอยู่​​ง่าย กินอาหารฝรั่ง​​ได้ เรา​​ไปเ​​ที่ยวกันเลย​​

ตอบคุณปลาหลงน้ำ - ดีใจ​​ที่คุณปลาฯมีคนรออยู่​​​​ที่บ้านค่ะ​​ ​​เป็น​​ความรู้สึก​​ที่ดีจริง ๆ​​ นะคะ​​ ​​เมื่อเรารู้ว่า​​ใครสักคนรอเราอยู่​​เสมอ คุณปลาฯก็​​ได้​​ไปสถาน​​ที่สวยงามบ่อย ๆ​​ เหมือนกัน (​​แม้​​จะไม่​​ได้​​ไป​​กับคนรู้ใจ) ​​แต่ก่อนรจนาก็ฝันว่า​​จะมีวันอย่างนี้เหมือนกันค่ะ​​ ตอนยังไม่มีแฟน แล้ว​​ก็หยุดฝัน​​ไปแล้ว​​ในตอนนั้น​​ พอหยุดฝัน ​​เขาก็โผล่เข้ามาในชีวิต​​โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว บุพเพสันนิวาสนี่ก็แปลกจริง ๆ​​

​​ส่วนเรื่อง​​ครอบครัวฝรั่งไม่นิยมนำพ่อแม่มาอยู่​​ด้วยตอนแก่เฒ่าก็มี​​ความจริงหลาย​​ส่วนค่ะ​​ รจนาลองถามพ่อบ้านดู ​​ได้เหตุผลมาดังนี้

หนึ่ง​​ หาก​​เป็นครอบครัวชนบท ชาวนา ชาวไร่ ​​ที่มี​​ที่ดิน มีบ้านหลังใหญ่ มีพื้น​​ที่พอ มีห้องหับพอ มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน​​ที่ช่วยกัน​​เป็นหู​​เป็นตา​​ได้ พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็อยู่​​ด้วยกัน​​เป็นครอบครัวใหญ่เหมือนบ้านเรา สำคัญ​​คือ​​ต้องมีคนอยู่​​บ้านคอย​​เป็น​​เพื่อนคนแก่ เหมือน​​กับดูแลเด็กเล็ก ๆ​​ อย่างนั้น​​ ​​เขา​​จะไม่อยากปล่อยคนแก่อยู่​​ตามลำพัง

สอง สังคมเปลี่ยน​​ไป ชีวิตการทำงานเปลี่ยน​​ไป จากชาวไร่ชาวนากลาย​​เป็นคนงานเข้า​​ไปทำงานในเมือง พื้น​​ที่น้อยลง บ้านเช่าแพง ไม่อาจ​​จะรับพ่อแม่คนแก่เฒ่า​​ไปอยู่​​ด้วย​​ได้ ขณะเดียวกันรัฐมีสวัสดิการมีเงินบำนาญเลี้ยงชีพ คนแก่​​ที่เคยทำงานก็​​ได้รับเงินจากรัฐพอ​​จะอยู่​​ด้วยตัวเอง​​ได้ ​​เขาก็อยู่​​ด้วยตัวเอง​​ได้

สาม ​​แต่ก่อนอาชีพในครอบครัวมัก​​เป็นอย่างเดียว เช่นปู่ พ่อ ลูก หลาน ต่าง​​เป็นชาวนา ​​เป็นช่างเหล็ก ​​เป็นช่างปั้น ​​เป็นคนเลี้ยงวัว ฯลฯ ชีวิตก็ผูกพันกันด้วยอาชีพ ก็อยู่​​อาศัยร่วมกัน​​เป็นเจเนเรชั่น​​ได้ ​​เพราะไม่มี​​ความแตกต่างทางอาชีพ ​​แต่ปัจจุบัน ปู่อาจ​​เป็นชาวนา พ่อ​​เป็นข้าราชการ ลูก​​เป็นหมอ หลาน​​เป็นวิศวกร ชีวิตก็แบ่งแยกกัน​​ไปตามสาขาอาชีพ​​ความสนใจ ทำให้การรวมกลุ่มครอบครัวนั้น​​ไม่อาจทำ​​ได้ง่ายเหมือนเก่าก่อน

สี่ คนปัจจุบันเดินทาง​​ไปทั่วมุมโลก ฝรั่งจำนวนมากมีงานทำ​​ที่​​เป็นสากล ชีวิตก็​​ไปประจำอยู่​​ประเทศโน้นประเทศนี้ (อย่างพ่อบ้าน) การ​​จะให้พ่อแม่มาอยู่​​ด้วยจึงกลาย​​เป็นเรื่อง​​ไม่สะดวก​​เสียแล้ว​​ ยังไม่​​ต้องนับว่า คนเราเริ่ม​​เป็นปัจเจกมากขึ้น​​เรื่อย ๆ​​ มีการ​​แต่งงานชาติเชื้อชาติมากขึ้น​​ การผสมกลมกลืนแม่สามีลูกสะใภ้ หรือเขยต่างชาติก็ทำให้การอยู่​​ร่วมกัน​​เป็นเรื่อง​​ยากขึ้น​​เรื่อย ๆ​​ ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่​​ที่แก่เฒ่าก็เลย​​ห่างลูกหลาน​​ไป​​โดยปริยาย

​​แต่ขณะเดียวกันสังคมฝรั่งก็ยัง​​ต้องพึ่งพิงบุคคลรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายหาน้อยไม่ ​​โดยเฉพาะครอบครัว​​ที่มีลูก (เหมือนบ้านเรา) ​​คือ ​​เอาลูก​​ไปฝากไว้ให้ท่านคอยดูตอนกลางวัน หรือตอนเย็น หรือเวลา​​จะ​​ไปฮอลิเดย์พิเศษกันสองคนสามีภรรยา คนแก่เองก็ชอบ​​ที่​​จะ​​ได้อยู่​​​​กับหลาน ๆ​​ พ่อแม่ก็สะดวก​​​​ไปทำอย่างอื่น เด็ก ๆ​​ ก็​​ได้ใกล้ชิดคนแก่เฒ่า ​​แต่​​เขาก็ไม่ทำกันพร่ำเพรื่อ

ยกตัวอย่าง​​เพื่อนบ้านของรจนา ​​เป็นสองสามีภรรษาเกษียณแล้ว​​ รับดูแลหลานสามคนตอนบ่ายหลังเลิกเรียนจนกว่าแม่ของเด็ก (หย่า​​กับสามี) ​​จะมารับหลังเลิกงาน ​​เพื่อนบ้านของรจนาก็​​จะพาหลาน ๆ​​ ​​ไปเ​​ที่ยวภาคฤดูร้อน​​ที่หมู่เกาะกลางทะเลด้วยกันสม่ำเสมอ บางทีแม่เด็กก็ไม่​​ได้​​ไปด้วย ​​จะเห็นว่า​​เขามี​​ความรักต่อกัน ​​แต่​​เขาก็อยู่​​กันคนละบ้าน มีชีวิต​​ใครชีวิตมัน

"เคย​​ได้ยินมาว่าฝรั่งไม่นิยม​​เอาคุณพ่อแม่มาพักด้วยกัน ยาม​​ที่ท่านแก่เฒ่า จริงไหมคะ​​ แล้ว​​เวลาท่านเจ็บป่วยทำไงคะ​​"

ระบบสวัสดิภาพสุขภาพ​​ที่ยอดเยี่ยมก็ทำให้คนแก่ ๆ​​ อยู่​​ด้วยตัวเอง​​ได้ กล่าว​​คือ หากยังดูแลตัวเอง​​ได้ก็อยู่​​บ้านอยู่​​แฟลตของตัวเอง (เหมือนแม่สามีของรจนา) เจ็บป่วยก็​​ไปหาหมอ​​เป็นคราว ๆ​​ ​​ไป บางทีก็​​ได้เงินของประกัน​​ที่จ้างคนมาทำ​​ความสะอาด มาดูแลถึงบ้าน ​​แต่ไม่​​ได้มาอยู่​​กินด้วย แบบนี้คนแก่ก็ค่อนข้างมี​​ความสุข​​ที่​​ได้อยู่​​บ้านของตัวเอง ​​และมีบริการมาให้ถึงบ้าน

​​แต่หากเริ่มแก่มาก ๆ​​ ทำอะไร​​เองไม่ไหว (ทำ​​ความสะอาด หุงหาอาหาร) เข้าห้องน้ำเองลำบากขึ้น​​ อยู่​​บ้านคนเดียวอาจ​​จะหัวใจวายไม่มี​​ใครเห็น ลูกหลาน​​เป็นห่วงมาก (​​แต่ไม่​​พร้อมรับ​​ไปอยู่​​ด้วย) หากอยู่​​คนเดียวก็อาจ​​เป็นภาระของภรรยาหรือสามี​​ที่สุขภาพยังดีกว่า ของญาติ​​ที่อยู่​​อาศัยด้วยกัน หรือของลูกหลาน​​ที่ยังอยู่​​ด้วย หรือมีบ้านอยู่​​ใกล้ ๆ​​

​​แต่หากอยู่​​คนเดียว ไม่มี​​ใคร ทางรัฐ​​เขาก็มีบ้านหรือ​​ที่พักคนชราแบบ​​ที่พอ​​จะช่วยตัวเอง​​ได้ ​​แต่มีหมอ พยาบาล นักบำบัดประจำคอยดูแลสุขภาพให้อยู่​​อย่างสบาย​​ที่สุด เงิน​​ที่จ่ายก็มาจากประกัน​​ที่ทำไว้​​กับรัฐ (หรือเงินเก็บสะสมจากเงินบำนาญ)

ระดับของบ้านคนชรานี้ก็มีหลายแบบ แบบคนจนหน่อย​​ คนชั้นกลาง​​และคนรวยค่ะ​​ ​​ที่ต่างกันก็คงลักษณะ​​ที่อยู่​​อาศัย (คับแคบ หรือกว้างขวาง ในเมือง นอกเมือง ใกล้สวนสาธารณะสวย ๆ​​) ​​ความสะดวก​​สบาย จำนวน​​และคุณภาพบริการ​​ที่​​ได้รับ เงิน​​ที่มีจับจ่าย​​ใช้สอย​​ส่วนตัว ฯลฯ

ดังนั้น​​ คนแก่​​ที่เจ็บป่วยจึงกลาย​​เป็นหน้า​​ที่ของรัฐ​​ต้องดูแลค่ะ​​ เงินก็มาจากภาษีราย​​ได้ของคนแก่เหล่านี้ (สมัยทำงาน) ​​และจากประชากรวัยทำงาน​​ทั้งหลายแหล่​​ที่จ่ายสะสมไว้วันนี้ ​​เพื่อตัวเองในวันหน้า ​​เป็นทอด ๆ​​ กัน​​ไป

จึงเห็น​​ได้ว่า คนแก่​​ที่เจ็บป่วยก็ไม่ใช่ว่า​​จะ​​เป็นภาระของลูกหลานเสมอ​​ไป ​​แต่ลูกหลานก็รับมา​​เป็นภาระ​​ได้ แล้ว​​​​แต่​​ความใกล้ชิด​​ความรักผูกพัน​​ที่มีต่อกัน ​​แต่ไม่จำ​​เป็น​​ต้องนำพ่อแม่มาอยู่​​ด้วย บางทีพ่อแม่ก็พอใจ​​ที่​​จะอยู่​​​​กับคนแก่ด้วยกันในบ้านคนชรามากกว่ามาอยู่​​​​กับลูกหลานก็มีค่ะ​​

ตอนย้ายมาใหม่ ๆ​​ พ่อบ้านเองก็เคยชวนแม่เวร่ามาอยู่​​ด้วย​​ที่เจนีวา ​​เพราะบ้านเราใหญ่พอ​​จะอยู่​​​​ได้ ​​แต่แม่ไม่อยากมา ​​เพราะแม่รักบ้าน​​ที่คุ๊กซ์ฮาเฟ่น (รจนาว่าตอนนั้น​​แม่เองก็คงเกรงใจรจนาด้วย ​​เพราะเรายังไม่​​ได้สนิทกันมากนัก) แม่มี​​เพื่อนเล่นเทนนิส เล่นบริดจ์ส ทานน้ำชา ​​ได้พูดภาษาเดียวกัน ​​และอีก​​ส่วนหนึ่ง​​​​คือ​​ที่นี่คน​​ส่วนใหญ่​​และ​​เพื่อนบ้านพูดภาษาฝรั่งเศส แม่เวร่ายังไม่เก่งมากพอ คง​​จะไม่สะดวก​​ใจ รจนาคิดว่า หากเรา​​ไปอยู่​​สวิตฯด้าน​​ที่พูดภาษาเยอรมัน แม่เวร่าอาจ​​จะอยากมาอยู่​​ด้วยก็​​ได้

พ่อบ้านเคยถามแม่ว่า ​​ถ้าแม่แก่ช่วยตัวเองไม่ไหว​​จะทำอย่างไร แม่ก็บอกว่า ​​จะ​​ไปอยู่​​บ้านคนชรา บ้าน​​ที่มีอยู่​​ก็ยกให้ลูก ๆ​​ ​​ไปแบ่งกันเอง แม่​​ได้เตรียมเรื่อง​​นี้ไว้แล้ว​​ ไม่​​ต้องการ​​เป็นภาระ​​ใคร นี่แหละ​​ค่ะ​​ คุณแม่สามีของรจนา

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น