นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #22
รจนา ณ เจนีวา
...มาพาเ​ที่ยวเดรสเด็น (Dresden) ตามสัญญาค่ะ​ เมืองนี้อยู่​ห่างเบอร์ลิน​ไปทางใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลค่ะ​ ขับรถ​กำลังสบาย ๆ​ เรา​ใช้ออโต้บาห์น (Autobahn)...

ตอน : เหยียบเยอรมนี (สี่) - เดรสเด็น ๑

มาพาเ​ที่ยวเดรสเด็น (Dresden) ตามสัญญาค่ะ​

เมืองนี้อยู่​ห่างเบอร์ลิน​ไปทางใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลค่ะ​ ขับรถ​กำลังสบาย ๆ​ เรา​ใช้ออโต้บาห์น (Autobahn) เยอรมัน ​ซึ่งกว้างขวาง ขับกันเร็ว ๆ​ ​ทั้งนั้น​เลย​ค่ะ​ ​ที่เห็น ๆ​ นั่นไม่ต่ำกว่า ๑๘๐ กิโลก็มากมาย​ ​เขาก็ดู​จะไม่ค่อยกลัว​ความเร็วกันเลย​

เรา​ไปกันตามสบาย แวะพักทานอาหารกลางทาง ริมทางด่วน รสชาติ​ใช้​ได้ทีเดียว แล้ว​​จะเล่าให้ฟังในคอลัมน์ "ก้นครัวรจนา" นะคะ​

เดรสเด็น​เป็นเมืองบาร็อค ​เป็นเมืองเก่าแก่​ที่ถูกทำลายจากสงคราม​ไปไม่น้อย ​แต่ก็ยังคงสิ่งก่อสร้าง​ที่​เป็นสัญญลักษณ์ทางใจ ทางศาสนา ประวัติศาสตร์ ​และวัฒนธรรมไว้มากมาย​

ขนาดของเมืองเล็กกว่าเบอร์ลินมากเลย​ค่ะ​ ​ส่วน​ที่​เป็นเมืองเก่านั้น​เล็กพอ​จะเดินเ​ที่ยว​ได้สบาย ๆ​


สถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวท็อปฮิตก็​พระราชวังซวิงเก้อร์ (Zwinger) หอแสดงโอเปร่าแห่งแคว้นแซกโซนี่ นามว่า เซ็มแปร์โอแปร์ (Semperoper) แนวกำแพงวังเก่า​ที่เล่าเรื่อง​ประวัติศาสตร์เจ้านาย​และไพร่ฟ้าประชาชน สะพานข้ามแม่น้ำ มหาวิหารแห่งเดรสเด็น หอศิลป์ มิวเซียม ​และห้องแสดงกรุสมบัติ

พวกเรา​ไปพัก​กับ​เพื่อนชาวเดรสเด็น​ที่เคย​ไปทำงานกรุงเทพฯสมัยเดียว​กับพ่อบ้าน ชื่อ แกร์ฮาร์ด

คนเยอรมัน​เขาก็มีแบ่งแยกกันเล็ก ๆ​ ​คือ คน​ที่มาจากเดรสเด็นหรือเบอร์ลิน​จะถือว่า​เป็นคนเยอรมันตะวันออก ​ที่มีฐานะทางสังคมเหมือน​จะด้อย ๆ​ กว่าชาวเยอรมันตะวันตก (แถบบอนน์ ฮัมบูร์ก แฟรงเฟิร์ต ฯลฯ) ด้วย​ความ​ที่ปิดประเทศมานาน ​และโอกาส​ที่​จะ​ได้บุกเบิก​ไปทำงาน​กับองค์การสหประชาชาตินั้น​มีไม่มากนัก

ดังนั้น​จึงมีชาวเยอรมันตะวันออก​ที่ทำงานอยู่​ในองค์การแรงงาน​ที่กรุงเทพฯในยุค​ที่พ่อบ้านอยู่​เมืองไทยแค่คนเดียว ​คือ แกร์ฮาร์ด

​ที่เมืองไทยตอนนั้น​ภรรยา(ชาวเยอรมัน)ของแกร์ฮาร์ดป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง ลูกชายก็เพิ่งเข้าวัยสิบขวบ ชีวิตเต็ม​ไปด้วย​ความกดดัน แกร์ฮาร์ดรู้สึกอยากให้ภรรยา​ไปรักษา​ที่ยุโรปในช่วงสุดท้ายของชีวิต ​เพราะเชื่อมือหมอมากกว่า (คง​จะเรื่อง​ภาษาด้วย)

ก็​ได้พ่อบ้าน​ที่รู้เรื่อง​กฎระเบียบพนักงานดีช่วยวิ่งเต้นให้จนแกร์ฮาร์ด​ได้ย้ายกลับเจนีวาใน​ที่สุด ​และหลังจากนั้น​ไม่เกินปี ภรรยาก็เสียชีวิต ​ได้ฝังร่างไว้​ที่เดรสเด็น

​ต่อมาแกร์ฮาร์ดก็เกษียณ (หกสิบสอง) ​และทำงานรับจ้าง​เป็น​ที่ปรึกษาตาม​ความถนัด (วิศวกรไฟฟ้า) อยู่​ในเจนีวา​ต่อมาอีกหลายปี พอพวกเราย้าย​ไปก็​ได้เจอกัน ​เขาก็มางาน​แต่งงานของเรา มีอะไร​​ที่พ่อบ้าน​ต้องการ​ความช่วยเหลือในด้านวิศวกร​และไฟฟ้า แกร์ฮาร์ดก็ช่วยเหลือ​เป็นอย่างดี คง​เพราะ​ส่วนหนึ่ง​รู้สึก​เป็นหนี้บุญคุณพ่อบ้านด้วย

​และพ่อบ้านก็​ได้พูดให้รจนาฟังบ่อย ๆ​ ว่าเวลาปฏิบัติ​กับ​เพื่อนร่วมชาติ​ที่มาจากฝั่งตะวันออก เรา​จะ​ต้องระมัดระวังตัว ไม่คุยอวดโอ้ตัวเรา ​เพราะ​เขา​จะรู้สึกด้อยอยู่​เสมอ (​จะคล้าย ๆ​ คนไทย​กับคนลาวหรือเปล่า) ​ทว่า รจนาคิดว่า สิ่งนี้ไม่​เป็นปัญหา​ระหว่างพ่อบ้าน​กับแกร์ฮาร์ดค่ะ​

แกร์ฮาร์ดย้ายจากเจนีวากลับเดรสเด็นใน​ที่สุด ​เพื่อให้ลูกชาย​ที่​เป็นหนุ่มแล้ว​​ได้กลับ​ไปเรียนหนังสือ​ที่บ้าน รับ​ใช้ประเทศชาติต่อ​ไป ​เขาชวนพวกเราให้​ไปเ​ที่ยวหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เลย​​ได้​ไปสมใจ

​เขาเพิ่งซื้อแฟลตใหม่ อยู่​ชั้นหก (ไม่มีลิฟต์) อยู่​นอกเมือง ​เป็นย่าน​ที่อยู่​อาศัยราคาถูก ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเดรสเด็นยังต่ำมาก ​เพราะไม่มีแนวโน้มว่า​จะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมาก​ไปกว่านี้ ​แต่กระนั้น​ก็สะอาด น่าอยู่​ อยู่​บนเนินนอกเมือง มองเห็นทิวทัศน์ในกรุงเก่า​ได้​แต่ไกล ๆ​

แกร์ฮาร์ดหา​ที่นอนหมอนมุ้งใหม่ไว้ต้อนรับเรา ​เพราะ​เขาเพิ่งย้ายมาอยู่​​ได้ไม่ถึงปี ​เขา​เป็นช่างไม้ช่างก่อสร้างด้วย ก็เลย​ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราซาบซึ้งในน้ำใจ​ที่ต้อนรับเราอย่างดีมาก ๆ​ เลย​ค่ะ​ เรียกว่าในฐานะชายโสด (มีแฟนใหม่ ​แต่ไม่​ได้​แต่งงานกัน ต่างคนต่างอยู่​) ​เขาก็ทำหน้า​ที่เจ้าบ้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

​ที่เล่ามานี่ก็เพียง​จะอธิบายชีวิตชาวเยอรมัน​ที่เราอาจ​จะไม่รู้จัก ​ซึ่ง​จะว่า​ไปชีวิตคนในโลกนี้ก็ไม่แตกต่างกันนัก มีรัก มีโศก มีพบปะ มีพลัดพราก มีโยกย้ายตั้งหลักฐาน มีน้ำใจ มีน้ำมิตร

คลิกดูภาพขยาย

เรา​ไปถึงตอนบ่ายแก่ ๆ​ อากาศยังพอไหวอยู่​ ฝนยังไม่ตก แกร์ฮาร์ดก็เลย​พา​ไปเ​ที่ยวริมน้ำก่อน แล้ว​ก็พา​ไปทานไอศครีม​ที่สวนกุหลาบ (Rose garden) ทำนองสวนสามพรานบ้านเรา

คลิกดูภาพขยาย

แล้ว​ก็ชมสะพานข้ามแม่น้ำเอลเบ้​ที่ทอดผ่านสู่กรุงเก่า พ่อบ้านบอกรจนาว่า หากเราล่องเรือ​ไปตามลำน้ำนี้ เราก็​จะ​ไปออก​ที่ทะเลเหนือตรงบ้านแม่สามีรจนา​พอดีเลย​ค่ะ​

อย่าง​ที่กล่าว​ไปแล้ว​ว่า เดรสเด็นนี้อยู่​ในแคว้นแซกโซนี่ (Saxony) ​ที่ถือว่า​เป็นแผ่นดินสูงอันอุดมสมบูรณ์ อยู่​ในใจกลางทวีปยุโรป มีแม่น้ำเอลเบ้ (Elbe) ไหลผ่าน ถือ​เป็นเส้นทางการค้าเส้นตรงจากยุโรปตะวันออก​ไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติค


คลิกดูภาพขยาย

บ้านเรือนแบบชาวเดรสเด็น


ในช่วงยุคกลาง แคว้นแซ็กโซนี่เต็ม​ไปด้วยเงิน ดีบุก ทองแดง เหล็ก ​และอัญมณีมีค่า ทำให้แว่นแคว้นนี้กลาย​เป็นศูนย์กลางของช่างฝีมือ​และอุตสาหกรรมเบา ​พระราชวงศ์แห่งแซกโซนี่มี​ความภาคภูมิใจ​ที่​ได้​เป็น "ผู้คัดสรร หรือ elector" ​เพราะว่ามีเพียงผู้ปกครองแคว้นเจอรมานิก (แถบ​ที่พูดภาษาเยอรมัน) เพียงเจ็ดแว่นแคว้นเท่านั้น​​ที่มีสิทธิคัดเลือกผู้​ที่​จะมา​เป็นจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Emperor)


คลิกดูภาพขยาย

ตัวกรุงเก่าเมืองมองจากสะพาน


เดรสเด็นกลายมา​เป็นเมืองสำคัญก็ในช่วงท้ายของประวัติศาสตร์แห่งแซกโซนี่ ในราวปี ค.ศ. 1485 ​ที่บรรดา​พระราชาผู้คัดเลือก​ทั้งหลาย​ได้แปร​พระราชฐานมาอยู่​ ณ เมืองนี้ ทำให้เดรสเด็นพัฒนา​ไปสู่​ความรุ่งเรือง ในแง่ของการสะสมงานศิลปะ ​และในแง่นวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรม นับจาก ค.ศ. 1697 ถึง 1763 ​เมื่อ​พระราชาผู้คัดเดลือสอง​พระองค์แห่งแคว้นแซกโซนี่ก็​เป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์ ​ซึ่งถือ​เป็นผู้ปกครองมหาอาณาจักร​ที่ยิ่งใหญ่​ที่สุดแห่งหนึ่ง​ของยุโรปในยุคนั้น​


คลิกดูภาพขยาย

อนุเสาวรีย์ของ​พระเจ้าจอห์นนักกวี หน้า​พระราชวังซวิงเก้อร์ (Zwinger) บริเวณลานแห่งโรงละคร

กล่าวกันว่า​พระมหากษัตริย์นักกวี​พระองค์นี้ชื่นชมสนทนาธรรม เอ๊ย สนทนากวี ​กับคุณหมอคาร์ลกุสต๊าฟ คารุส ​ซึ่ง​เป็น​ทั้งหมอ ​ทั้งกวี ​ทั้งจิตรกรโรแมนติก ​โดย​พระองค์​เป็นผู้แปล​และปรับ​แต่งผลงาน​ที่ชื่อว่า "Divine Comedy" ของคุณหมอคารุส ​ซึ่งมีการตีพิมพ์​โดยในนามปากกาว่า ฟิลาเลเตส ​ซึ่ง​ได้ปัจจุบัน​ได้รับการยกย่องว่า​เป็นหนึ่ง​ในผลงานแปลงานของดังเต้​เป็นภาษาเยอรมัน​ที่ประสบ​ความสำเร็จมาก​ที่สุด

​พระราชวงศ์สุดท้ายสิ้นสุดลงใน ปี ค.ศ. 1918 ​เมื่อแคว้นแซกโซนี่รวมเข้า​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของประเทศเยอรมนีในยุคใหม่ ​แม้ว่าเมืองเดรสเด็น​จะ​ได้รับ​ความเสียหายจากการทิ้งระเบียบของฝ่ายสัมพันธมิตรในวัน​ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๔๕ ​แต่ศิลปะสมบัติ​ได้มีการเก็บผนึกไว้อย่างดี​และอยู่​รอดมาให้คนรุ่นหลัง​ได้ชมกัน จนทำให้เดรสเด็น​เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมของเยอรนีแห่งหนึ่ง​ทีเดียว


คลิกดูภาพขยาย

แนวกำแพงของ The House of Wettin ​ที่ทำตัวกระเบื้องเคลือบชั้นดีถึง ๒๔,๐๐๐ ชิ้น

กำแพงนี้บอกเล่าเรื่อง​ราวของกษัตริย์ผู้คัดเลือก (Electors) ​พระราชา ​และเจ้าชีวิต จำนวน​ทั้งสิ้น ๓๕ ​พระองค์ ​โดยทำ​เป็นภาพผนังกำแพงก่อน​โดยวิลเฮล์ม วัลเธ่อร์ ​แต่พอเห็นว่า​จะทนดินฟ้าอากาศไม่​ได้ ก็เลย​เปลี่ยนมา​ใช้กระเบื้องเคลือบแทนค่ะ​ โชคดี​ที่ไฟสงครามจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรนั้น​ไม่​ได้ทำลายแนวกำแพงนี้ให้เสียหายมากจน​ไปนัก


คลิกดูภาพขยาย

บริเวณหน้ามหาวิหาร​ที่เต็ม​ไปด้วยนักท่องเ​ที่ยว ในวันอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน บริเวณนี้เรียกขานกันอีกนามหนึ่ง​ว่า ลานแห่งโรงละคร (Theatre Square)

ว่ากันว่า​เป็นเมืองหนึ่ง​ในสามเมืองเอกของเยอรมนี​ที่ชาวเยอรมันอยาก​จะ​ใช้ชีวิตในวัยเกษียณ คง​เพราะมีของเก่า ๆ​ ​ทั้งนั้น​

รจนามาคิดเล่น ๆ​ ก็เห็นว่าเมืองนี้สวยงามสงบจริง ๆ​ น่ามาพักใจเสียนี่กระไร

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1760 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน เหยียบเยอรมนี (สี่) - เดรสเด็น ๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น