นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #19
รจนา ณ เจนีวา
...​จะมาชักชวน​เพื่อน ๆ​ ให้เรียกหาประเทศเยอรมนี (Germany หรือ Deutschland) ว่า "เยอรมนี" กันเถอะค่ะ​ ​เพราะคำว่า "เยอรมัน" หรือ German นั้น​​เขาให้เรียกเฉพาะ "ภาษาเยอรมัน" หรือ "คนเยอรมัน" เท่านั้น​ค่ะ​...

ตอน : เหยียบเยอรมนี (หนึ่ง) - เบอร์ลิน ๑

ขึ้น​ต้นว่า "เหยียบเยอรมนี" นะคะ​ ไม่​ได้ "เหยียบเยอรมัน" ​เพราะ​ถ้าเหยียบเยอรมัน สงสัยรจนา​จะถูกเหยียบก่อนแหง ๆ​ ค่า​ที่เรามันตัวกระจ้อยร้อย คนเยอรมันล้วนรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ​จะ​เป็น​เพราะมันฝรั่ง ขนมปัง หรือกระหล่ำปลีดอง แกล้ม​กับเบียร์ก็ไม่อาจทราบ​ได้

อันประเทศเยอรมนี (Germany) หรือ ด๊อยชลันด์ (Deutschland) นั้น​ ควรเรียกหาว่า "เยอรมนี" ​เพราะคำว่า "เยอรมัน" หรือ German นั้น​​เขาให้เรียกเฉพาะ "ภาษาเยอรมัน" หรือ "คนเยอรมัน" เท่านั้น​ค่ะ​ ​ส่วนประเทศของ​เขามีชื่อ​เป็นภาษาอังกฤษว่า Germany จึงควรอ่านออกเสียงให้ตรงกันว่า เยอรมนี (หรือเจอรมนีก็แล้ว​​แต่) ​เพื่อป้องกัน​ความสับสน

รจนาเห็นหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ​เขียนว่า ประเทศเยอรมัน ก็ไม่อยาก​จะ​ไปทักท้วงว่า​ใครผิด​ใครถูก ​แต่อยากชักชวนให้พวกเราช่วยกันออกเสียงให้ครบตามต้นฉบับ​ภาษาต่างประเทศเท่านั้น​เองค่ะ​

เกริ่นเสียยาว ​จะชวน​ไปเ​ที่ยวเยอรมนีกันสิคะ​

ปีนี้ชีพจรลงเท้ามาก ๆ​ เลย​ค่ะ​ เดินทางไม่​ได้หยุดหย่อน เ​ที่ยวนี้​ไปยาวสองอาทิตย์ ​ได้​ไปหลายเมืองเอก เช่น เบอร์ลิน (Berlin) เดรสเด็น (Dresden) ​และฮัมบูร์ก (Hamburg) ​ที่คนไทยคง​ได้ยินชื่อ คุ้นหูกันอยู่​ ​และ​ได้​ไปเ​ที่ยวเมืองเล็ก ๆ​ เช่น วานซลีเบ่น (Wanzleben) ​และคุ๊กซฮาเฟ่น (Cuxhaven)

​ต้องยอมรับว่า ​ไปประเทศเยอรมนีหลายครั้ง​เพราะคนใกล้ตัว​เป็นชาวเยอรมัน (​ที่ชอบแซวเวลารจนาเรียกประเทศเยอรมนีว่า "เยอรมัน" ) ​แต่ครั้งนี้​เป็นการเดินทาง​ที่เพลิดเพลิน​และประทับใจมาก​ที่สุด

อาจ​เป็น​เพราะเรา​ได้​ไปพักผ่อนท่องเ​ที่ยวจริง ๆ​ ไม่​ได้รีบ ๆ​ ​ไปเยี่ยมญาติหรือทำธุระ

อีก​ส่วนหนึ่ง​ ​คือ รจนาไม่​ได้ตั้ง​ความคาดหวัง​กับการเดินทางอะไร​มากมาย​ แค่ทำใจสบาย ๆ​ พยายามไม่หงุดหงิด​กับเหตุการณ์ต่าง ๆ​ หรือไม่คิดเล็กคิดน้อยว่าอะไร​แพงอะไร​ถูก ก็เลย​ทำให้​แม้​ความประทับเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เรา​เป็นสุข​ไป​ได้หลายวันค่ะ​

แล้ว​การ​ที่อยู่​ในยุโรปมาหลายปีก็ทำให้เราปรับตัวทานอาหารฝรั่ง​ได้หลายอย่าง ​และรู้จักว่าควรทานอะไร​​ที่ถูกปากเรา ​ไปไหนมาไหนก็เลย​สะดวก​ใจสะดวก​ปาก ​เขาหาอะไร​ให้เราก็ทาน​ได้ ไม่กังวลเรื่อง​อาหารมากเกิน​ไป

​พร้อมออกเดินทางแล้ว​ใช่ไหมคะ​?

รจนา​จะพาขึ้น​รถไฟนะคะ​

ในยุโรป​จะมีเส้นทางรถไฟหลายเส้น​ที่ให้บริการสำหรับผู้​ที่สัญจรด้วยรถยนต์ค่ะ​ ​คือ รถไฟนี้​จะแบก​เอารถยนต์ของเราข้ามประเทศ​ไปด้วย ​และตัวเราก็นั่งหรือนอน​ไปในตู้นอน ​ส่วนใหญ่​เป็นรถเดินทางตอนกลางคืน ทำให้เรา​ได้พักผ่อน ไม่​ต้องขับรถเองให้สึกหรอ ​ไปถึงปลายทางตอนเช้า​ แล้ว​ก็ขับรถเ​ที่ยวต่อ​ได้เลย​

ค่าเดินทางนั้น​ ​เขา​จะนับค่าระวางรถยนต์ตามขนาดรถ ยาวมากก็แพงหน่อย​ ​และค่า​โดยสารรถไฟเท่าจำนวนผู้​โดยสาร คิดแล้ว​แพงกว่าเครื่องบินค่ะ​ ​และแพงกว่าขับรถเอง ​แต่เรา​ได้พักผ่อนหนึ่ง​คืน ​และถนอมรถยนต์ค่ะ​

ระยะทางก็ประหยัด​ได้ประมาณเกือบพันกิโลในหลายเส้นทาง

​ส่วนของเรานั้น​ เรา​เอารถสปอร์ตเปิดประทุนคันเล็กนิดเดียว นั่ง​ได้สองคน ​แต่กระโปรงท้ายจุมากค่ะ​ ใส่กระเป๋าเดินทางใหญ่​ได้ ๑ ใบ ใบเล็ก​ได้อีก ๓ ใบ ​และของกระจุกระจิกอีก

​ที่ขาดไม่​ได้​คือเสื้อแจ้กเก็ตกันหนาว หมวก ถุงมือ ​และผ้าพันคอ เผื่อตอนเปิดประทุน เหล่านี้​เอาไว้ตรงหลังเบาะ​ที่นั่งค่ะ​

เรา​ต้องขับรถจากเจนีวา​ไปชายแดนเยอรมนี (ทางทิศอีสานของเรา) ​โดยข้าม​ที่เมืองบาเซิ่ล พ่อบ้านเลิกงานเร็วประมาณ ๔ โมงครึ่ง ก็ขับรถดิ่ง​ไปสามร้อยกิโล ​ไปเจอรถติดใกล้ ๆ​ ​กับเมืองหลวง (เบิร์น) ​ไปถึงจุดหมายปลายทางแบบจวนแจเลย​ค่ะ​ เราข้ามบาเซิ่ลเข้าประเทศเยอรมนี​ที่เมืองเลอร์รัค (Lörrach) ​ซึ่ง​เป็น​ที่ขึ้น​รถไฟด้วย

​เขาโหลดรถกันตั้งแต่ทุ่มครึ่งถึงสองทุ่มครึ่ง เราก็​ไปถึงสองทุ่มครึ่ง​พอดีเหมือนกัน ​เป็นคันสุดท้าย

คลิกดูภาพขยาย

พ่อบ้านขับรถขึ้น​​ไป​ที่ระวางรถไฟค่ะ​ แล้ว​ก็ค่อย ๆ​ ลอดตัวออกมา เรียกว่า​ต้องออกมาอย่างนอบน้อมทีเดียว

วันนั้น​ฝนตกพรำ ๆ​ ด้วย พอเราก้าวขึ้น​รถไฟตู้นอน เดิน​ไป​ได้ไม่ทัน​จะครึ่งตู้ รถไฟก็เคลื่อนตัวค่ะ​ ตื่นเต้นดี

คลิกดูภาพขยาย

นี่รถ​ที่จัดเข้าระวางบรรทุก​ไปแล้ว​ ​จะเห็นว่า​เขาทำขบวนไว้สองชั้น

รจนาเตรียมแซนด์วิช​ไปจาก​ที่บ้าน ก็ควักมาทานกันบนรถนี่แหละ​ค่ะ​ ​เพราะบนรถไฟ​เขามี​แต่เครื่องดื่มขาย ไม่มีข้าวผัดไข่ดาวแบบบ้านเรา พอทานเสร็จก็เข้าห้องน้ำ ​ซึ่งสะอาด ​เขาแยกห้องส้วมไว้หนึ่ง​ห้อง ​และห้องล้างมือล้างหน้าอีกสองห้อง ​ทั้งหัวโบกี้​และท้ายโบกี้ ประตู​ระหว่างโบกี้ก็ทำดี ​คือ​ใช้กดปุ่มให้ประตูเปิด ไม่​ต้องผลักหรือดันหรือดึงค่ะ​

เราซื้อตั๋วแบบสองคนต่อตู้นอนค่ะ​ แพงหน่อย​ ​แต่​ได้​ความ​เป็น​ส่วนตัวดี ปกติตู้หนึ่ง​​เขา​จะมีเตียงถึงห้าเตียง ซ้อนกัน คงเผื่อไว้สำหรับครอบครัว​ที่มากันหลายคน ครั้งหนึ่ง​​ที่รจนาเคยเดินทาง ก็มี​เพื่อนร่วมเดินทางอีกคู่หนึ่ง​ สี่คน​ใช้ตู้นอนเดียวกัน ก็ขลุกขลักพอสมควรค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

เบาะ​ที่เห็นนี้ปรับ​เป็น​ที่นอน​ได้ ​เขามีหมอนขาวสะอาดดี ผ้าห่มก็ไม่มีกลิ่นสาบ ​และมีปลอกผ้าสีขาวเหมือนถุงนอนให้เรา​เอาตัวสวมเข้า​ไปก่อนห่มผ้าห่มค่ะ​ ​แต่ไม่มีคนมาทำเตียงให้เหมือนรถไฟไทย

เราเคยเดินทางด้วยรถแบบนี้สองสามครั้ง ​แต่ก่อนรจนาไม่ค่อยชอบ​เพราะรู้สึกนอนไม่หลับ ไม่สบายตัว ​แต่เ​ที่ยวนี้ทำใจไม่คิดมาก ก็เลย​รู้สึกว่า​ เพลิดเพลินดี

จุดหมายปลายทางของเรา​คือเมืองฮิลเดสไฮม์ (Hildesheim) ​ซึ่งห่าง​ไปเกือบ ๗๐๐ กิโล กำหนด​ไปถึง​คือตีห้า ​เขาปลุกให้เราตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง แล้ว​​เอาขนมปังก้อน ๆ​ ​กับเนย แยม ตับบด ไส้กรอกบดในตลับเล็ก ๆ​ มาให้ทาน อร่อย​ใช้​ได้ค่ะ​ ​พร้อมน้ำส้มคนละกล่อง ​และชาร้อน ๆ​ สองแก้ว (​เขา​จะมาถามตั้งแต่ตอนกลางคืนว่าเราอยาก​ได้ชาหรือกาแฟในตอนเช้า​) ​เนื่องจากยังเช้า​อยู่​มาก เราจึงทานกันไม่หมด ​ที่เหลือก็หอบติดตัว​ไปเผื่อหิวกลางทาง

มีคนลง​ที่สถานีนี้แค่สองคู่ ​คือ คู่ของเรา​กับอีกคู่หนึ่ง​ ​ที่เหลือ​ทั้งหมด​เขา​ไปลงกัน​ที่ฮัมบูร์กค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

แล้ว​ก็เวลาขับรถออกจากระวางค่ะ​

จากฮิลเดสไฮม์ เราขับรถต่อ​ไปอีก ๓๐๐ กิโล​เพื่อ​จะ​ไปเมืองเบอร์ลิน ​ที่จริงแล้ว​มีรถไฟจากลอร์รัคตรง​ไปเบอร์ลินเหมือนกัน ​แต่ออกแค่อาทิตย์ละสองเ​ที่ยว พวกเราไม่อยากช้า​ไปอีกวัน ก็เลย​ตัดสินใจ​ไปทางอ้อม

​ไปถึงเบอร์ลิน​แต่เช้า​ แปดโมงครึ่ง ​เพื่อนของพ่อบ้าน ชื่อ คริสตีน เพิ่งตื่นนอน ​แต่ก็ให้การต้อนรับ​เป็นอย่างดี พ่อบ้านอาสาออก​ไปซื้อขนมปัง (ฝรั่งมักนิยมทานขนมปังสด ๆ​ ทุกเช้า​ ​จะมีบ้าง​ที่กินขนมปังค้างวันหรือแช่แข็ง) คริสตีนจัดอาหารเช้า​ให้ทานบนระเบียงดาดฟ้า เห็นวิวสวยงาม แดดแจ่ม ล้อมรอบ​ไปด้วยไม้ดอกไม้ใบ เรานั่ง​ได้ไม่หนาวเกิน​ไป อาหาร​ที่มีให้ทานก็เหลือเฟือ

กิน​ไป คุย​ไป คริสตีน​กับรจนาสนิทกันอย่างรวดเร็ว ​เพราะ​ความ​เป็นกันเองของฝ่ายเจ้าบ้าน กว่าพวกเรา​จะทานอาหารเสร็จก็สิบเอ็ดโมงเช้า​ ทาน​ไปคุย​ไป รื้อฟื้น​ความหลัง คุยเรื่อง​สุขภาพ ครอบครัว

จากนั้น​ คริสตีนพาพวกเรา​ไปพัก​ที่สำนักงาน ​ซึ่ง​เป็นห้องชุดขนาดใหญ่ เพดานสูง มีห้องทำงานกว้างขวาง ทุกอย่าง​พร้อมสรรพ ​และมีห้องพักแขก มีเตียงแบบ​เป็นโซฟา​ที่ดึงออกมา​เป็น​ที่นอน​ได้ ห้องน้ำกว้างขวาง สะอาด ห้องครัวใหญ่โตมีเครื่อง​ใช้ไม้สอยทุกอย่าง เรา​ไปถึงเสาร์อาทิตย์ไม่มีคนมาทำงาน เราก็เลย​​ใช้ห้องพัก​ได้อย่างสบายใจ

คลิกดูภาพขยาย


พวกเรา​เอาของเข้าห้องแล้ว​ ก็อาบน้ำอาบท่ากัน รจนาก็แกะกระเป๋าจัดข้าวของตาม​ความจำ​เป็น ด้วย​ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางในรถไฟ นอนหลับบ้างไม่หลับบ้าง แล้ว​ยัง​ต้องวิ่งรถมาจากฮิลเดสไฮม์อีก พวกเราอาบน้ำแล้ว​ก็เลย​ถือโอกาสงีบ​เอาแรงก่อน​จะ​ไปบุกเมืองเบอร์ลินต่อ

ตื่นขึ้น​มาบ่ายแก่ ๆ​ ก็ปรึกษากันว่า​จะ​ไปไหนก่อนดี สรุปว่า เรา​ไป Château Sans Souci หรือ "คฤหาสน์หรือ​พระราชวังไกลกังวล" กันดีกว่า ​เพราะ​เป็นจุดท่องเ​ที่ยวเอกแห่งหนึ่ง​ของเบอร์ลิน ​และวันนี้อากาศยังดี ไม่มีฝน

คลิกดูภาพขยาย


กว่า​จะยุรยาตรย้ายตัวจาก​ที่พัก​ไป​ที่รถ แล้ว​ก็หาทาง​ไปคฤหาสน์ไกลกังวล​ได้ก็สี่โมงกว่าเข้า​ไปแล้ว​ คฤหาสน์นี้อยู่​นอกตัวเมืองออก​ไปสัก ๒๐ กิโลค่ะ​ อยู่​ในเมืองเล็ก ๆ​ ​ที่เรียกว่า "พ๊อตสดัมม์" หรือ Potsdamm ​เป็นย่าน​ที่สวยงาม มี​ที่จอดรถ (แบบเก็บเงิน) เดิน​ไปนิดเดียวก็ถึงคฤหาสน์แล้ว​ รจนาก็เรียกไม่ถูกว่า​จะ​เป็นคฤหาสน์หรือราชวัง ​เพราะในชื่อภาษาฝรั่งเศสนั้น​ คำว่า "ชาโต้" หมายถึง คฤหาสน์หรือปราสาท ​แต่​ที่จริงแล้ว​ซองส์ซูซี่ถือ​เป็น​พระราชวังค่ะ​ ​เพราะ​เป็น​ที่ประทับฤดูร้อนของ​พระมหากษัตริย์

เรา​ไปถึง​ที่ประตูทางเข้าจึงพบว่า ​เขาเปิดห้าโมงเย็นค่ะ​ พวกเราเหลือเวลาแค่สิบนาที ก็เลย​ตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าดูเฉพาะปีกตึกด้านเดียว (สองยูโร) ​เพราะ​จะซื้อตั๋วดู​ทั้งหมดก็คงไม่ทัน เรา​ไปดูตึกด้านสุภาพสตรี หรือ เลดี้ส์วิงส์ กันค่ะ​ ​ได้เห็นภาพเขียน ผ้าปักประดับผนังห้อง ตั่งเตียง โต๊ะเก้าอี้ กรอบหน้าต่าง ฝ้าเพดานแบบโบราณวิจิตรบรรจงในแบบของ​เขา

คลิกดูภาพขยาย


เสร็จแล้ว​ทางเจ้าหน้า​ที่​เขาก็มาไล่เราออกอย่างสุภาพ

ทีแรกพวกเราก็สงสัยว่า ในฤดูร้อนอย่างนี้ทำไมปิดคฤหาสน์เร็วนัก ​เพราะกว่า​จะมืดก็สามทุ่ม ​แต่พอออกมาแล้ว​ก็พอ​จะเข้าใจ ​เพราะคฤหาสน์แห่งนี้ประกอบ​ไปด้วยสวนหย่อม น้ำพุ ​และบันไดสวนส้ม​ที่กว้างขวาง น่าดูน่าชม นักท่องเ​ที่ยวก็​ได้อาศัยอากาศดี ๆ​ นี้แหละ​ค่ะ​ เดินเ​ที่ยว​กับอย่างสำราญใจ

คลิกดูภาพขยาย

คฤหาสน์ไกลกังวลนี้​เป็น​พระราชวังฤดูร้อนของ​พระเจ้าเฟรเดอริคมหาราชแห่งปรัสเซียค่ะ​ หาก​จะเปรียบเทียบก็ประมาณว่า​เป็นคู่แข่ง​กับ​พระราชวังแวร์คซายส์เห็น​จะ​ได้ ​แต่คฤหาสน์ไกลกังวลนี้ขนาด​จะเล็กกว่ามาก ผู้ออกแบบ​คือ Georg Wenzeslaus von Knobelsdorff ตาม​พระบัญชาของเฟรเดริคมหาราช​ที่ทรงประสงค์​จะมี​ที่พักผ่อนอันสงบจากงานพิธีในกรุงเบอร์ลิน ​พระราชวังหลังนี้ใหญ่กว่าวิลล่าขนาดใหญ่สองชั้นไม่มากนัก ​และมีห้องหลัก ๆ​ แค่ ๑๐ ห้อง ​แต่ปลูกสร้างบนเนิน​ที่ทำ​เป็นเทอร์เรซไล่เลียงลงเนิน​ไปตามลำดับ

คลิกดูภาพขยาย

​พระราชวังแห่งนี้ก็ตกทอดผ่านกาลเวลามาตามลำดับ จนหลังสงครามโลกครั้ง​ที่ ๒ จึงกลาย​เป็นแห่งท่องเ​ที่ยวสำคัญของประเทศเยอรมนีตะวันออก จน​เมื่อเยอรมนีสองฝากฝั่งรวมตัวกัน​เป็นหนึ่ง​เดียว ​พระราชประสงค์ของเฟรเดริคก็​เป็น​ความจริง ​เมื่อ​พระศพของ​พระองค์​ได้ถูกนำมาฝังไว้ ณ ​พระราชวังอัน​เป็น​ที่รักของ​พระองค์ อยู่​เหนือเนินสวน​ที่​พระองค์ทรงสรรค์สร้างขึ้น​ (มีภาพสถาน​ที่ฝัง​พระศพให้ดูตอนหลัง ๆ​ ด้วยค่ะ​)

คลิกดูภาพขยาย

กล่าวกันว่าเฟรเดริคมหาราชทรงรัก​พระราชวังแห่งนี้มาก ​และมี​ส่วนในการออกแบบ​และตกแต่งมิใช่น้อย ​พระองค์ตรัสเกี่ยว​กับ​พระราชวังนี้ว่า "สถาน​ที่​ที่​จะตาย​ไป​พร้อม​กับฉัน"
ในภาพ​คือจุด​ที่ฝัง​พระบรมศพของ​พระองค์ทำกันอย่างง่าย ๆ​ มีคนนำดอกไม้มาวาง ​และมีมันฝรั่งด้วย กล่าวกันว่า ​พระองค์​เป็นผู้นำมันฝรั่งเข้ามาสู่ปรัสเซีย (หรือเยอรมนีในปัจจุบัน) ค่ะ​

​พระราชวังซองส์ซูซี่ (ไร้กังวลหรือไกลกังวล) นี้​ได้กลาย​เป็นมรดกโลกภายใต้การคุ้มครองขององค์การยูเนสโก้ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ ​และมีหน่วยงานด้านการดูแลพิพิธภัณฑ์คอยบำรุงรักษา ปัจจุบันนี้มีคนเข้าเยี่ยมชมมากกว่าปีละ ๒ ล้านคนจากทั่วโลก

​ระหว่างเดินเ​ที่ยวชมสวนหย่อม พ่อบ้านก็แอบ​ไป​ได้ยินนักท่องเ​ที่ยวอีกกลุ่มนึง​ซึ่งมีไก๊ด์มาด้วย ​เขาอธิบายว่า ราวบันไดของสวนหย่อม​ที่ทอดลงมาจาก​พระราชวังสู่ลานน้ำพุนั้น​ ​เขา​จะสร้างให้ผายออก ​คือข้างบนแคบกว่าข้างล่าง พอเวลาเรามายืนข้างล่าง แล้ว​มองขึ้น​​ไป​ที่​พระราชวังนั้น​ เรา​จะเห็นเหมือนกันว่า เราบันได​แต่ละระดับนั้น​ต่อกัน​ไปเส้นเดียว

อืมม์ น่าทึ่งค่ะ​ ลองดูรูปนะคะ​ น่า​จะพอเดากัน​ได้
คลิกดูภาพขยาย


รจนาประมาณว่า เงิน​ที่​ได้จากค่าเข้าชมก็คง​ได้​ใช้ทำนุบำรุง​พระราชวังให้อยู่​ในสภาพดี ​ทั้งตัวตึก​และสวนหย่อม คง​ใช้เงินไม่ใช่น้อย ไหน​จะเงิน​ที่​ได้จากค่าจอดรถอีก ชั่วโมงละ ๒ ยูโร นับว่าไม่น้อยเลย​ ​พระราชวังแห่งนี้อยู่​ในฝั่งเยอรมนีตะวันออก (ในอดีต) ​ซึ่งก็หมาย​ความว่า การสะพัดของเงิน​และเศรษฐกิจย่อมไม่อู้ฟู่เท่า​กับฝั่งตะวันตก

คลิกดูภาพขยาย

ออกจาก​พระราชวังซองส์ซูซี่ เรา​ไปทานข้าวเย็น​กับคริสตีน​และสามีชื่อ อูลริชค์ ​ที่ร้านอาหารไม่ไกลจาก​พระราชวัง คริสตีนยืนยันว่า เราควร​ต้อง​ไปทาน​ที่วิลล่าเคลเลอร์มันน์ (Villa Kellermann) ​ซึ่ง​เป็นวิลล่าติดริมน้ำ ​และในไม่ช้า​เขา​จะเลิกทำร้านอาหารแล้ว​ ​เพราะมีเจ้าของใหม่มาซื้อวิลล่าหลังนี้​ไป คริสตีนจึงอยากให้เรา​ไปลองทานอาหาร​ที่นี่ ​จะ​ได้ชมวิลล่า​ไปด้วย

คลิกดูภาพขยาย

บรรยากาศริมน้ำหน้าวิลล่าสงบมากค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

แล้ว​ก็ตัววิลล่า​ที่ตอนนี้ยังทำ​เป็นร้านอาหารอยู่​ พวกเรานั่งตรงระเบียงด้านบนก่อนลงบันได ​ที่ไม่นั่งในสวน​เพราะอากาศค่อนข้างเย็น นั่งใกล้ตัวตึก​จะอุ่นกว่า ​ส่วน​จะ​ไปนั่งข้างในก็เสียดายวิว เวลากินข้าวเมืองนอกช่วงหน้าร้อน(ไม่มาก)ก็ลำบากอย่างนี้แหละ​ค่ะ​ ​ต้องใส่เสื้อผ้าอุ่นหน่อย​ เตรียมเสื้อคลุม​และผ้าพันคอ​ไปด้วย งานนี้รจนาใส่ถุงน่องเตรียมไว้ก่อนเลย​ สังเกตว่าทุกคนใส่สีโทนดำกัน​ทั้งนั้น​

อาหารวันนั้น​ก็อร่อย​ใช้​ได้ค่ะ​ เราทานอาหารเรียกน้ำย่อย​เป็นพวกซุป​กับสลัด ​ส่วนอาหารจานหลัก​เป็นเส้นพาสต้า คริสตีน​เป็นคนคุยสนุก ร่าเริง มีดีกรี​เป็นด้อกเตอร์ ​และ​เป็นคนติดดิน​ใช้​ได้ อูลริชค์ก็​เป็นคนสุภาพ เคยมาเ​ที่ยวเมืองไทยตอนอายุ ๒๐ ปี ​และ​ไปผจญภัย​ที่ศรีลังกามาด้วย ก็เลย​คุยกันถูกคอ ​ส่วนคริสตีนยังไม่เคยมาเมืองไทย

(เรื่อง​อาหารนำ​ไปเล่าไว้ในคอลัมน์ "เปิดครัวรจนา" ค่ะ​)

คลิกดูภาพขยาย

คริสตีน​เป็น​เพื่อน​กับพ่อบ้านสมัยเกือบยี่สิบปีก่อน ตอนนั้น​คริสตีน​ไปฝึกงาน​ที่องค์กร​ที่พ่อบ้านทำงานอยู่​ แล้ว​ก็ร่ำเรียนหนังสือจนจบปริญญาเอก ทำงานรับ​ใช้ประเทศเยอรมนีมาจนทุกวันนี้ มีธุรกิจให้คำปรึกษา​เป็นของตัวเอง เรียกว่า​เป็นหญิงเก่งค่ะ​


คลิกดูภาพขยาย

ตะวันใกล้​จะตกดิน​ที่หน้าวิลล่าเคลเลอร์มันน์ หากมอง​ไปบนผิวน้ำดี ๆ​ ​จะเห็นมีแพลอยผ่าน มีคนนั่งกันอยู่​สี่ห้าคนสำราญใจค่ะ​ ​เขาว่ากันว่า คนเบอร์ลิน​ที่พอมีอัน​จะกิน มีบ้านริมน้ำ มัก​จะมีแพชนิดนี้กัน ไว้ลอยออก​ไปทานอาหารค่ำในวัน​ที่อากาศไม่หนาวจนเกิน​ไปนักค่ะ​


ยังไม่จบนะคะ​ แล้ว​​จะมาพาเ​ที่ยวเบอร์ลินต่อค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

แถมภาพถนนในเยอรมนีให้ดูเล่นค่ะ​ ​ไปเมืองไหนก็​จะ​ได้เห็นถนนแบบนี้​เป็นระยะ ๆ​ รจนาสอบถามพ่อบ้านก็​ได้​ความว่า ​เพราะสมัยก่อนยังไม่มียางมะตอยหรือคอนกรีต​ส่วนหนึ่ง​ ​และอีก​ส่วนหนึ่ง​​คือถนน​ที่ปูด้วยหินนี้​จะมีช่องว่างให้หินขยายตัวในหน้าร้อน หรือหดตัวในหน้าหนาวเวลามีหิมะตกกลาย​เป็นนำแข็งค่ะ​ ก็เรียกว่า ​เขาปลูกสร้างตามประโยชน์​ใช้สอยแท้เทียว

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1733 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน เหยียบเยอรมนี (หนึ่ง) - เบอร์ลิน ๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๗๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : pilgrim [C-9094 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ก.ย. ๒๕๔๙, ๐๕.๓๘ น.

ฮ่าๆ​​ๆ​​ รจนา​​จะเหยียบเยอรมัน ก็ลองทดสอบ​​กับคนใกล้ตัวเลย​​ดูแล้ว​​กันนิ สงกะสัย​​จะเหยียบไม่ลงนะ

เข้าใจจั่วหัวเรื่อง​​นะ​​เพื่อน อ่านแล้ว​​ขำก้ากเลย​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ดาวเคียงเดือน [C-9105 ], [203.150.132.242]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๘.๐๐ น.

แวะมาชมเยอรมนี ด้วยค่ะ​​ ดาวเคียงเดือน อ่านตอนสองก่อนแล้ว​​มาต่อตอนหนึ่ง​​ค่ะ​​ แฮ่ๆ​​...​​อ่านแล้ว​​ก็ชัก​​จะติดใจ ​​และอยากเห็นบรรยากาศภาพถ่ายของคนพาชมเ​​ที่ยวค่ะ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : พันนที [C-9195 ], [124.120.183.189]
เมื่อวันที่ : ๑๖ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๕.๓๓ น.

พันนทีตามพี่รจนามาเหยียบเยอรมัน เอ้ย เยอรมนีค่ะ​​ ​( เกือบ​​ไปแล้ว​​เรา) พันนทีนึกสงสัยทุกที​​ที่มาอ่านเรื่อง​​​​ที่พี่รจนาเล่าเลย​​ค่ะ​​ ​​เพราะทุกครั้ง​​ที่พี่รจนา​​ไปเ​​ที่ยว​​และมีเรื่อง​​ราวมาฝาก ​​จะมีประวัติ​​ความ​​เป็นมา​​และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากเสมอเลย​​ แอบทึ่งค่ะ​​ ​​เพราะ​​ถ้า​​เป็นพันนที เ​​ที่ยวอย่างเดียวเลย​​จริงๆ​​ค่ะ​​ แหะๆ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Poceille [C-9212 ], [202.57.183.161]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๗.๓๒ น.

กรี๊ดคร้าบบบบ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

ต่อมบ้าปราสาทราชวังแตกคร้าบ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด


เยอรมันนี​​เป็นประเทศ​​ที่ไอ้โพอยาก​​ไปมาก ๆ​​ ตั้งแต่อ่านนิยายเรื่อง​​ทางรักสายสัมพันธ์ตั้งแต่มัธยมต้น ​​เพราะอ่านแล้ว​​มี​​แต่​​ที่สวย ๆ​​ งาม ๆ​​ ให้ดู ​​ทั้งปราสาท ชาโตว์ สวนกุหลาบ คุก ​​และอื่น ๆ​​ อีกมากมาย​​ ชาตินี้​​ถ้ามีโอกาส​​ต้อง​​ไปเหยียบให้​​ได้สักหนค่ะ​​


​​ไปตามอ่านบทต่อ​​ไปก่อนนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น