นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #18
รจนา ณ เจนีวา
...รจนาก็​เป็นคนหนึ่ง​​ที่ขี้เกียจออก​ไปเจออะไร​หนาว ๆ​ พ่อบ้าน​ต้องเข็นให้ออก​ไปเดินเล่นตอนเย็น ๆ​ บ่อย ๆ​ พอออก​ไปแล้ว​ กลับรู้สึกสดชื่น ติดใจ ไม่อยาก​จะหยุดเดินค่ะ​...

ตอน : ย้อนไปย่ำหิมะ

​ที่จริงตั้งใจ​จะเขียนเรื่อง​นี้ตั้งแต่ต้นปี ตอนอากาศยังหนาว ๆ​ มีหิมะปกคลุมภูมิประเทศขาวโพลน

​แต่โพสต์ครั้งนึงแล้ว​หลุด ก็เลย​หยุด​ไปค่ะ​

ช่วงนี้มีเวลามาสู้ใหม่อีกครั้ง ​แต่ตอนนี้กลาย​เป็นหน้าร้อน​ไปเสียแล้ว​

​ใครอ่าน​ไปหนาว​ไปก็​ต้องขออภัยด้วย

ชีวิตคนเมืองหนาว พอหน้าหนาวก็​ต้องหากีฬากลางแจ้งเล่น ​เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แข็งแรง ​และ​จะ​ได้ต่อสู้​กับอากาศหนาว​ได้

กีฬา​ที่นิยมก็ไม่พ้นสกี​ทั้งแบบสลาลม (อัลไพน์) ​กับแบบข้ามทุ่ง (ครอสคันทรี่) หรือกีฬา​กับหิมะแบบอื่น ๆ​ เช่น สเก็ตบอร์ด เลื่อนน้ำแข็ง (สำหรับเด็ก ๆ​) หรือเดินในหิมะ​โดย​ใช้รองเท้าพิเศษ (แร็กเก็ตต์) หรือออก​ไปเดินบนภูเขา

คลิกดูภาพขยาย


ยิ่งหนาวยิ่ง​ต้องออก​ไปสู้​กับ​ความหนาวค่ะ​ ​โดยเฉพาะเวลาหิมะตก ​แต่แดดออกดี ๆ​ การอยู่​ท่ามกลางหิมะ​ที่สะท้อนแสงสว่าง​จะทำให้​ได้รับ​ความอบอุ่นดี

รจนาก็​เป็นคนหนึ่ง​​ที่ขี้เกียจออก​ไปเจออะไร​หนาว ๆ​ ค่ะ​ ในปีแรก ๆ​ นั้น​ไม่อยากย่างเท้าออกจากบ้านเลย​ พ่อบ้าน​ต้องเข็นให้ออก​ไปเดินเล่นตอนเย็น ๆ​ บ่อย ๆ​ ตอนแรกก็​จะต่อรองไม่อยากออก​ไป ​แต่พอออก​ไปแล้ว​ กลับรู้สึกสดชื่น ติดใจ ไม่อยาก​จะหยุดเดินค่ะ​

พอเวลาผ่าน​ไปสองสามปีก็เริ่มปรับตัว​ได้ ​และเข้าใจว่า เรา​จะอยู่​พ้นหน้าหนาว​ได้ก็​ต้องรู้จักออก​กำลังกายให้เหมาะ​กับอากาศด้วย ​และ​แต่งกายให้​เป็นด้วย

ปี​ที่ผ่านมานี้ ​เพื่อนชาวเยอรมันคนหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นนักเดิน​เขาตัวยง ก็มาชักชวนออก​ไปเดินบนภูเขากัน รจนาก็รับปากแบบอิดออด(ตามเคย)

​เพื่อนร่วมทางวันนั้น​มีชาวเยอรมัน​ทั้งหมดสี่คน ​ได้แก่ หัวหน้าทีมชื่อว่า ซูซานเน่ (​ไปเดินบ่อย) ​กับลูกทีม​ได้​แต่พ่อบ้าน คุณคริสตอฟ ​และคุณยาน ​ทั้งหมด​เป็น​เพื่อนร่วมงาน​กับเรา

พอถึงวันเดินทาง เราก็ออกจากบ้านหลังอาหารเช้า​ ​แต่งตัวอบอุ่น ​เอาเสื้อกันหนาวหนา ๆ​ แบบมีหมวกกันลม​ได้​ไปด้วย มีรองเท้าบู้ตสำหรับเดินในหิมะ ​ซึ่ง​จะหนา อุ่น ​แต่น้ำหนักเบา มีขนสัตว์บุข้างใน ถุงเท้าอย่างหนาเผื่อ​ไปด้วย ​และไม่ลืมหมวกขนสัตว์​ที่อบอุ่น



​ทั้งหมดนี้เราค่อย​ไปใส่ตอน​จะออกเดินค่ะ​ ไม่​ต้องใส่ตอนนั่งรถยนต์ ​เพราะรถมีเครื่องทำ​ความร้อน หากใส่​ไปเดี๋ยวนั้น​​จะเหงื่อแตกเสียก่อน​ได้เดิน เวลานั่งในรถยนต์ เราก็​แต่งกางเกงอุ่น ๆ​ (ผ้าขนสัตว์) มีถุงน่องหนา ๆ​ (เหมือนถุงเท้า) ข้างใน ใส่เสื้อยืดแขนยาว ​กับเสื้อไหมพรม (พูลโอเวอร์) หนึ่ง​ตัวก็พอ

คลิกดูภาพขยาย


รจนา​เอากระเป๋าสะพายเล็ก ๆ​ ​ไปหนึ่ง​ใบ ใส่น้ำดื่มขวดเล็ก​กับของกินจุกจิก ใส่กล้องดิจิตัลตัวจิ๋ว นอกนั้น​ก็มีแค่บัตรประจำตัว​กับเงินนิดหน่อย​ มากกว่านั้น​ก็หนัก ​จะเดินไม่ไหวค่ะ​

​ที่เล่าเสียละเอียด​เพื่อ​จะให้เห็นว่า การ​ใช้ชีวิตในหน้าหนาวนั้น​มีขั้นตอนยุ่งยากมากมาย​แค่ไหน

วันนั้น​ ​เพื่อนพาข้าม​ไปฝรั่งเศส ​ไปลานสกี​ที่ชื่อว่า ปราซ์ เดอ ลีส์ (Praz de Lys) ​ซึ่ง​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของเทือก​เขาม็องต์บล็องก์ อยู่​ในเมืองทานัญน์ส์ (Taninges) ขับรถ​ไปจากเจนีวาสัก ๘๐ กิโล ขึ้น​​เขา​ไปสัก ๑๐ กิโล​ได้ค่ะ​

​ระหว่างทางก็เห็นร่องรอยอุบัติเหตุ ถนนลื่น มีรถตก​ไปในเหวข้างทาง น่าหวาดเสียวไม่น้อย

ลานสกี​ที่พวกเรา​ไปเดินเล่นนี้ มีลู่เล่นสกีอัลไพน์ (ออกเสียงว่า อัลปาน์ ในภาษาฝรั่งเศส) ​ความยาวถึง ๖๐ กิโลเมตร อยู่​เหนือระดับน้ำทะเล ๑,๕๐๐ ถึง ๒,๐๐๐ เมตร มีลู่สกี​ทั้งหมด ๕๑ ลู่ มีรถตะกร้าแขวน (นั่ง​ได้หนึ่ง​คน) ๒๖ ตัว สำหรับนั่งขึ้น​​ไปบนยอด​เขา​เพื่อ​จะ​ได้เล่นสกีดิ่งลงมา (ไม่​ต้องเดินขึ้น​​ไปเอง ​เพราะชันมากค่ะ​) รถตะกร้านี้​ที่จริงก็​คือแกนสำหรับ​เอาขาสอด มือจับก้านกระเช้า​ไว้ให้แน่น แล้ว​ก็​จะมีการดึงขึ้น​​ไปบนยอด​เขาในระดับไล่เลี่ย​กับพื้นดิน หากตกมาก็ไม่เจ็บตัว (​แต่ขายหน้า​เขาค่ะ​) ​เป็นแบบวนขึ้น​ลงตลอดเวลา ช่วงฤดูสกี กระเช้า​​ที่ว่านี้ก็เรียกว่า ไม่ว่างคนค่ะ​ คิวยาวเลย​ทีเดียว ​ส่วนใหญ่ราคาขึ้น​กระเช้า​​จะรวมอยู่​ในตั๋วสกี

คลิกดูภาพขยาย

แผน​ที่ลานสกี

พวกเรา​จะเห็นบ่อย ๆ​ เวลา นักเล่นสกี​ที่ยังไม่ชำนาญ ก้าวขึ้น​นั่งยังไม่ทัน​จะลงตัวดี กระเช้า​ก็เคลื่อน ทำให้ตกลงมาแอ้ง​แม้ง หน้าแตกหน่อย​ ๆ​ ​แต่​ที่จริงก็​เป็นเรื่อง​ปกติ ไม่มี​ใครหัวเราะเยาะ​ใครค่ะ​

การแบ่งระดับ​ความยากง่ายของลู่สกี ​เขา​จะให้ไว้​เป็นสีค่ะ​ สีเขียวง่ายสุด ไม่สูงชัน แล้ว​ก็ยากขึ้น​ตามลำดับ​คือ สีน้ำเงิน สีแดง ​และก็สีดำค่ะ​

​ส่วนสกีข้ามทุ่ง หรือครอสคันทรีในภาษาอังกฤษ ​และสกีเดอฟ็งด์ในภาษาฝรั่งเศสนี้ ทางลานสกีปราซ์เดอลีส์ ​เขาก็มี​ความยาวรวม ๖๐ กิโลเมตรเหมือนกันค่ะ​ แบ่งระดับ​ความยากง่ายเหมือนสกีอัลปาน์ ​แต่มีลู่สำหรับหัดเดิน หัดเล่นด้วย

ปกตินักเล่นสกีนั้น​ ​เขา​จะซื้อตั๋ว​เป็นฤดูกาล แล้ว​ก็มาเล่นทุกสุดสัปดาห์ จนกว่าตั๋ว​จะหมดอายุ ​ส่วนพวกสมัครเล่นก็​จะซื้อตั๋ว​เป็นครั้ง ๆ​ เช่น ตั๋วหนึ่ง​วัน หรือตั๋วครึ่งวัน ​เอาแขวนคอไว้ให้​เขาตรวจ (​ซึ่ง​ที่จริงก็ไม่มี​ใครตรวจเท่าไร) ​ส่วนมืออาชีพ​ที่ซื้อตั๋ว​เป็นฤดูนั้น​ ​จะ​ได้​เป็นแถบแบบมีใยเหนียว ๆ​ สำหรับติด​กับแขนเสื้อสกีค่ะ​ สะดวก​ดีไม่เกะกะ

คลิกดูภาพขยาย

โรงเรียนสอนเล่นสโนว์บอร์ด

​ที่นี่ มีลู่สำหรับคนเดินเท้า​โดยเฉพาะ ​ซึ่งไม่​ต้องเสียเงินค่ะ​ ไม่​ต้อง​ใช้ตั๋ว ​เขารู้ว่าเราแค่มาเดินเล่น ​เพราะเราไม่มีรองเท้าสกี ไม่มีไม้ค้ำตัวสกี ลานเดินเล่นของ​ที่นี่มี​ความยาวรวมกัน ๓๐ กิโลเมตรค่ะ​ ​และ​จะเห็นวิวทิวทัศน์อันงดงามตลอดเส้นทางเดิน มีสูงชัน ​และลาดต่ำเดินสบายสลับกันค่ะ​

วันนั้น​ รจนา​กับ​เพื่อน ๆ​ ​ไปเดินแล้ว​รวมกัน​ได้สัก ๖ กิโลค่ะ​ เดินขึ้น​ยอด​เขาเสียครึ่งนึง เดินลงเสียครึ่งนึง

คลิกดูภาพขยาย

คณะพรรคย่ำหิมะ ​เพื่อนบางคนเดินทางมาไกล​เพื่อมาประชุม ไม่​ได้เตรียมรองเท้า​และชุดสำหรับเดิน​เขามาด้วย ก็เลย​ใส่เท่า​ที่มีค่ะ​ ​ได้แก่รองเท้าหนัง​กับโอเว่อร์โค้ท ท่าทาง​เขาก็สบายใจดี ไม่หนาวเท่าไร คาดว่าคงเคยชิน​กับ​ความหนาวเย็น

การเดินกลางหิมะนี่ สำคัญ​คือควร​เป็นวัน​ที่แดดดีค่ะ​ ​เพราะเดินแล้ว​​จะอุ่นสบาย (​แต่​ต้องเดินนะคะ​) หาก​เป็นวันครึ้มฟ้าครึ้มฝน หรือมีลมจัดละก้อ ​จะไม่สนุกเลย​ค่ะ​ ​ทั้งหนาว ​ทั้งเปียก พาล​จะ​เป็นหวัดกัน​ได้ง่าย ๆ​

วัน​ที่พวกเรา​ไปเดินนั้น​ โชคดีจริง ๆ​ แดดแจ่มตลอดในช่วงเดินค่ะ​ หาก​จะมีเมฆบ้างก็ไม่มาก ​แต่พอเดินเสร็จแล้ว​​ไปกินข้าว อากาศก็เริ่มมัวซัวค่ะ​ พวกเราดีใจ​ที่เดินทันอากาศดี ๆ​

คลิกดูภาพขยาย

วันฟ้าแจ่ม แดดสวย ขุน​เขางดงาม

พอหา​ที่จอดรถ​ได้ ​แต่ละคนก็​เอารองเท้ามาใส่ ​เอาเสื้อกันหนาวอย่างกันลม​ได้ (ไม่จำ​เป็น​ต้องหนาหนักมาก ​เพราะพอเดิน​ไปสักพัก​จะทำให้หนักตัวเกิน​ไป) ​เอาผ้าพันคออุ่น ๆ​ พอกเข้า​ไป ​เอาหมวกไหมพรมมาสวมให้ทับหู​ทั้งสอง ​จะ​ได้ไม่หนาวมาก แล้ว​ก็​เอาแว่นกันแดดมาใส่ค่ะ​ ​เพราะหิมะ​จะสะท้อนแสงทำให้เ​คืองตา​ได้ ​แต่ไม่มีก็ไม่ผิดกติกาอะไร​

ตอนเดินแรก ๆ​ นั้น​ ยังหนาวอยู่​ ​เพราะร่างกายยังไม่อุ่นค่ะ​ อุณหภูมิบนยอด​เขาสูง ๑,๕๐๐ เมตรขึ้น​​ไปนั้น​ ต่ำกว่า ๐ องศาแน่นอนค่ะ​ เดินทีแรก ๆ​ ยัง​เป็นพื้นราบ พวกเราก็จ้ำอ้าวกัน ​เพื่อให้ร่างกายวอร์มอัพเต็ม​ที่

คลิกดูภาพขยาย


พอเดิน​ไป​ได้สักกิโลกว่า ๆ​ ก็เริ่มเหนื่อยนิด รจนาก็ชักไม่อยาก​จะเดินต่อ หัวหน้าทีมก็หันมาถามว่า เรา​จะเดิน​ไปทางโน้นดีไหม หรือ​จะพักทานข้าวกันก่อน (ยังไม่เ​ที่ยงดี) ทีม​ทั้งหมดห้าคนก็หันมาถามรจนา​โดยเฉพาะ คง​จะเวทนาว่า​เป็นผู้หญิงไทยตัวเล็ก ๆ​ ไม่ชิน​กับหิมะ รจนาพิจารณาดูแล้ว​ ยังเร็วเกิน​ไป​ที่​จะทานข้าวเ​ที่ยง (ปกติวันหยุดเรา​จะทานกันเกือบบ่ายสอง) ​และคิดว่า อย่ากระนั้น​เลย​ อย่าให้นักเดิน​เขาชาวเยอรมันหาว่า เราใจเสาะเลย​ ​จะเสียชื่อหญิงไทยเสียเปล่า ๆ​

ก็เลย​ (กัดฟัน) บอกว่า เดินต่อจ้ะ​

แล้ว​พวกเราก็เดินดุ่มขึ้น​​เขา เดิน​ไปคุย​ไป บางทีรจนาหันกลับ​ไปมองเห็นวิวสวย ๆ​ ก็คว้ากล้องมาถ่ายรูป (ถือโอกาสพักเหนื่อย) พ่อบ้านก็คอยเดินใกล้ ๆ​ ตามหลัง คงกลัวรจนา​จะหล่นไหล่​เขา​ไปเสียก่อน เดี๋ยว​จะไม่มีคนทำ​กับข้าวให้กิน

พอเดิน​ไป เส้นทางก็ชันขึ้น​เรื่อย ๆ​ ทุกคนก็เหนื่อย หอบ ไม่มี​ใครคุยกันเท่าไร ร่างกายก็อุ่นจัดขึ้น​เรื่อย ๆ​ จากนั้น​ก็เริ่มถอดเส้นตัวนอกออก มาพาด​กับแขนบ้าง มาผูก​กับเอวบ้าง รจนาก็ถอดเสื้อตัวนอกเหมือนกันค่ะ​ ​ได้พ่อบ้านช่วยถือให้ตอนเส้นทางชันมาก ๆ​ (อย่างนี้สิ เรียกว่า รักกันจริง) ทางเดินชัน (​แต่กว้าง) จนรจนา​ต้อง​เอามือ​ทั้งสองมาไขว้หลัง ​และเดินค้อม​ไปข้างหน้าเหมือนคนแก่

คลิกดูภาพขยาย

ทุกคนหันมาเห็นท่าเดินของรจนาก็หัวเราะ ​และก็คว้ากล้องมาถ่ายรูปเสียหนึ่ง​ที

พอเดิน​ไปสูงมากพอควร หัวหน้าทีมก็คงเห็นใจ เลย​สั่งให้หยุดพัก พวกเราก็นั่งบนหิมะริมทางนั่นแหล่ะค่ะ​ อ้อ ​เอาเสื้อกันหนาวปูเสียก่อน ก้น​จะ​ได้ไม่เย็นเกิน หิมะนุ่มตัวดี ไม่ละลายค่ะ​

แล้ว​หัวหน้าทีมก็ควักน้ำมาดื่ม ​และแบ่งให้​กับลูกทีมด้วย รจนา​กับพ่อบ้านมีน้ำของตัวเอง จากนั้น​หัวหน้าทีมก็​เอาขนมถุง ๆ​ มาแจก ​เป็นลูกเกต​กับถั่วแห้ง ๆ​ ​ซึ่งให้พลังงาน​และน้ำตาลดี เหมาะ​กับการเดิน​ที่เหน็ดเหนื่อยจริง ๆ​ นึกขอบคุณซูซานเน่​ที่รอบคอบมาก ๆ​

พวกเราดื่มน้ำ กินขนมนิดหน่อย​พอให้มีแรง นั่งพักจนร่างกายเริ่มเย็น ​ต้องคว้าเสื้อมาสวม

จากนั้น​ก็ค่อย ๆ​ เดินกลับลงมาค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย


ทางเดินลงนึกว่า​จะง่าย ไม่ง่ายค่ะ​ ​โดยเฉพาะตรง​ที่ชัน ๆ​ เรา​จะ​ต้องเดินอย่างระวัง ไม่ให้ลื่นล้ม ฝรั่ง​เขาเดินตัวตรง ลง​เขากันสบาย ๆ​ รจนาค่อย ๆ​ เดินเอียงข้างค่ะ​ แบบว่าเดินไม่ค่อยเก่ง ​แต่ก็ผ่านพ้นตรง​ที่ชัน ๆ​ ลงมา​ได้ใน​ที่สุด

กว่า​จะเดิน​ไปถึงร้านอาหารก็​ทั้งเหนื่อย​ทั้งหิวกันทุกคน

คลิกดูภาพขยาย


ร้านอาหารก็คนแน่นมากเลย​ค่ะ​ ​เพราะ​เป็นเวลาทาน​พอดี ​เป็นอาหารแบบเดินเข้าคิว​ไปสั่งมา กว่า​จะ​ได้ทานก็นานพอควร อาหารก็รสชาติอย่างงั้น ๆ​ ค่ะ​ ​เป็นพวกมันฝรั่งทอด ไส้กรอก เนื้อสเต้กรสชาติดีกว่ากระดานนิดนึง ​กับขนมหวาน ๆ​

​แต่ก็เข้าใจ​เขาค่ะ​ ร้านอาหารในลานสกีเช่นนี้ ​เขาเน้นของ​ที่ทำเร็ว ทำง่าย ให้พลังงาน มากกว่า​ความอร่อย

การเดินก็สิ้นสุดลง พวกเราถามกันว่า เส้นทาง​ที่เดินนี่สักกี่กิโล หัวหน้าทีมบอกว่า คง​จะสัก ๖ กิโล​ได้

คลิกดูภาพขยาย


รจนาฟังแล้ว​ก็ยิ้มแป้น​ไปเลย​ค่ะ​ อุ๊ย วันนี้ฉันเดินขึ้น​​เขาตั้ง ๖ กิโล ยังไม่มีอะไร​บุบสลาย ขายังอยู่​ดี​ทั้งสองข้าง

คืนนั้น​ นอนหลับมี​ความสุขค่ะ​ ​ได้ออก​กำลังกาย ​ได้อยู่​กลางแจ้งใน​ที่สวยงาม ​ได้​ไปเ​ที่ยว​กับ​เพื่อน ๆ​ ​ที่น่ารัก ​และ​ได้​เอาชนะ​ความเกียจคร้าน​และ​ความกลัวหนาวของตัวเอง

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1712 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน ย้อนไปย่ำหิมะ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๗๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ดาวเคียเดือน [C-9033 ], [203.150.132.242]
เมื่อวันที่ : ๐๑ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๕.๐๒ น.

แวะมาแอบดูคุณรจนาย่ำหิมะค่ะ​​ น่าสนุกนะคะ​​ อิอิ..​​แต่โชคดีนะคะ​​ไม่ปวดขาในวันรุ่งขึ้น​​ แฮ่ๆ​​..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : มาร์ [C-9039 ], [124.121.93.57]
เมื่อวันที่ : ๐๑ ก.ย. ๒๕๔๙, ๑๗.๒๔ น.

อิจฉาจังเลย​​ น่าสนุก...​​.ภาพสวยจังค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-9080 ], [203.188.38.51]
เมื่อวันที่ : ๐๔ ก.ย. ๒๕๔๙, ๒๓.๐๗ น.

ฮ่าๆ​​ นึกภาพออกเลย​​ ว่าตอนแรก​​ต้องกลม​​เป็นลูกหมี อิอิ พอเดินแล้ว​​ก็ร้อนล่ะสิ เลย​​​​ต้องถอดออกทีละชั้นๆ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น