นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #16
รจนา ณ เจนีวา
...เด็กเดือนกรกฏาโคจรมาเจอกัน ​ที่เจนีวาก็มี​เพื่อน(ข้ามรุ่น)อีกสองท่าน​ที่เกิดปลายเดือนกรกฏาคม คนหนึ่ง​เกิดวัน​ที่ ๒๙ อีกคนเกิดวัน​ที่ ๓๑ ​และ​ทั้งสองคนก็มีอายุครบ ๖๐ ในปีนี้...

ตอน : ไปปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน (หนึ่ง)

ช่วงนี้​เป็นวันเกิดของ​เพื่อน ๆ​ หลายคน ไหน​จะของสมาชิกศาลานกน้อยอย่างพันนที ป้าทอง (คนเกิดวันพุธ​แต่คนละเดือน ห้าห้าห้า) น้องกางเขนดง...​​และมี​ใครอีกบ้างเอ่ย

เด็กเดือนกรกฏาโคจรมาเจอกัน ​ที่เจนีวาก็มี​เพื่อน(ข้ามรุ่น)อีกสองท่าน​ที่เกิดปลายเดือนกรกฏาคม คนหนึ่ง​เกิดวัน​ที่ ๒๙ อีกคนเกิดวัน​ที่ ๓๑ ​และ​ทั้งสองคนก็มีอายุครบ ๖๐ ในปีนี้ ​ซึ่งสำหรับฝรั่งถือ​เป็นเรื่อง​ใหญ่ (คนไทย​กับคนจีนด้วย) ​ส่วนใหญ่​เขามัก​จะฉลองกันในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย​เพื่อนฝูง

​เพื่อนคน​ที่เกิดวัน​ที่ ๒๙ ​เขาจัดงานวันเสาร์​ที่ผ่านมา ตรง​กับ ๒๙ ​พอดีค่ะ​ คนนี้​เป็นชาวอังกฤษ

​ส่วน​เพื่อนอีกคน​ที่เกิดวัน​ที่ ๓๑ ​ซึ่ง​เป็นวันจันทร์ในปีนี้ ​เขา​ไปจัดวันเสาร์​ที่ ๕ สิงหาคม ​เพราะไม่สะดวก​​ที่​จะจัดวันธรรมดา คนนี้​เป็นชาวเยอรมัน ​และ​จะมาเล่าเรื่อง​งานวันเกิดของ​เขาทีหลัง (​เพราะตอน​ที่เขียนบท​ความนี้ รจนายังไม่​ได้​ไปงาน​ที่สองค่ะ​)

การจัดงานเหล่านี้ ​เพื่อนเจ้าของวันเกิด ชื่อคุณโรสแมรี ​แต่เรื่อง​สั้น ๆ​ ว่า โรซี่ ​เขามองหาร้านอาหารเหมาะ ๆ​ ทำเลดี ๆ​ วิวสวย ๆ​ ​เพราะ​เป็นหน้าร้อน ​เขาจองร้านไว้ล่วงหน้าถึงหนึ่ง​ปีเชียวค่ะ​ เรียกว่าปิดร้านจัดงานกันเลย​ทีเดียว

แล้ว​ก็ร่อนบัตรเชิญ​ไปสู่ญาติมิตร​ที่อังกฤษล่วงหน้าหลายเดือนทีเดียว ​โดยมารยาทพวกเรา​ต้องตอบรับก่อนวันงานอย่างน้อยหนึ่ง​เดือน ​เพื่อให้เจ้าภาพจองโต๊ะจองอาหาร​ได้ครบจำนวนคน ​เนื่องจากของแพง ​จะมาจองเผื่อเหลือถือว่าไม่ค่อยประหยัด

โรซี่บอกว่า ของขวัญ​ที่อยาก​ได้จากพวกเราก็​คือให้ช่วยบริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรหมอไร้พรมแดนค่ะ​ (Medicins sans frontiers) ​ซึ่งพวกเราก็ร่วมอนุโมทนาด้วยดี

งานนี้เราไม่​ได้ถือของขวัญ​ไป​เป็นพิเศษ ไม่​ได้​เอาดอกไม้​ไปให้ ไม่​ได้​เอาไวน์​ไปฝาก พ่อบ้านบอกว่า หากเรา​ได้รับเชิญ​ไปทานอาหาร​ที่ร้าน เราไม่ควรถืออะไร​​ไปให้​เขาค่ะ​ ​เพราะไม่ใช่ธรรมเนียม อีกอย่างหนึ่ง​​คือ ​เขา​จะ​ต้องหอบกลับวุ่นวาย...​.​แต่​ที่จริง รัก​ใคร่กันก็ถืออะไร​เล็ก ๆ​ ​ไปให้​ได้

​ถ้าหาก​ได้รับเชิญ​ไป​ที่บ้าน​จะ​เป็นอีกอย่างหนึ่ง​ ถึง​แม้เจ้าของบ้าน​จะไม่ขออะไร​ เราก็อาจติด​เอาดอกไม้ ไวน์ ช็อคโกแล็ต​ไป​ได้ ​แต่ดอกไม้นี่ รจนาอยากบอกว่า ​เป็นภาระของคนรับค่ะ​ ​เพราะ​เขา​ต้องวิ่งหาแจกันใส่วุ่นวาย บางทีดอกไม้ไม่​ได้ขนาด​กับแจกันบ้าง (รจนาเคย​ได้รับลิลี่ก้านยาว​เป็นเมตร ​แต่ไม่มีแจกันสูง ๆ​ ก็​ต้องวุ่นวายตัดแต่ง) เมืองนอก​เขาขายดอกไม้​เป็นช่อ ไม่นิยมใส่แจกัน​ไปสำเร็จเหมือนบ้านเรา ​จะให้ดี​ที่สุด​คือ ซื้อไม้ดอกหรือไม้ใบต้นเล็ก ๆ​ ปลูกในกระถางสวย ๆ​ ​ไปดีกว่า ​ไปถึงเจ้าของบ้าน​เขาแกะห่อแล้ว​​เอาวาง​ได้เลย​ ไม่ยุ่งยาก ​แต่ก็ยากอีกเหมือนกัน หากไม่เคยเห็นบ้าน​เขา ก็ไม่อยาก​จะซื้อ​ไป​เพราะไม่รู้ว่า​จะเข้า​กับบ้าน​กับเฟอร์นิเจอร์หรือเปล่า

นอกเรื่อง​​เพื่อให้รู้ธรรมเนียมการ​ไปมาหาสู่กันน่ะค่ะ​

โรซี่จัดงาน​ที่ภัตตาคารนอกเมือง อยู่​ในหมู่บ้านเล็ก ๆ​ เห็นวิวภูเขาสวยงาม บรรยากาศกลางทุ่ง อากาศดีมาก ๆ​ ในวัน​ที่​ไปค่ะ​ ​ที่ร้านมีระเบียงกว้างให้ชมวิว ​และ​เป็น​ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ก่อน​จะย้ายเข้า​ไปนั่งข้างใน ข้าง ๆ​ ระเบียงของเรา​เป็นทุ่งทานตะวัน ​แต่วันนั้น​​พอดีมีงาน​แต่งงานจัดซ้อนอีกงาน ​เขาเลย​​เอาเต้นท์มากาง ทำให้เห็นดอกทานตะวันแค่หน่อย​เดียว

คลิกดูภาพขยาย


โรซี่เล่าว่า ทางร้านอาหารโทรมาหา​เขา​เมื่อเร็ว ๆ​ นี้​เพื่อ​จะขอให้โรซี่ย้าย​ไปจัดงานในสวน (ตรงเต้นท์​ที่ว่า) ​และ​จะ​เอางาน​แต่งงานมาไว้ในตึกแทน โรซี่ก็ไม่ยอมสิคะ​ ​เพราะ​เขาจองของ​เขามาตั้งปีนึงแล้ว​ ​จะมาเปลี่ยนแปลงกันง่าย ๆ​ ​ส่วนหนึ่ง​​คืออากาศนั้น​​เอาแน่​เอานอนไม่​ได้ หาก​ไปจัดในสวนแล้ว​ฝนตกขึ้น​มาก็​จะลำบาก (​แต่ดูจากเต๊นท์แล้ว​ หนาแน่นแข็งแรง ดูแล้ว​คงไม่เปียกฝนง่าย ๆ​)

คลิกดูภาพขยาย

รจนาแอบถ่ายภาพเจ้าสาวจากงาน​แต่งงาน

คลิกดูภาพขยาย

แล้ว​ก็ภาพคน​ที่มางาน​แต่งงาน แปลกใจจนหายแปลกใจแล้ว​ว่า ฝรั่งชอบใส่สีดำมาก ๆ​ ​แม้ในงาน​แต่งงาน ​และในฤดูร้อนก็ยังใส่สีดำ ​เพราะใส่แล้ว​ดูดี ​และ​แต่งเครื่องประดับ​ได้ง่ายกระมัง หรืออาจ​จะไม่อยาก​แต่งขาว ๆ​ ให้แข่ง​กับเจ้าสาวก็​ได้ นึกถึงงาน​แต่งงานบ้านเราแล้ว​น่า​จะสีสันสวยสดงดงามหลากหลายกว่านี้มาก

เรา​ได้รับเชิญให้​ไปถึงงานตั้งแต่หนึ่ง​ทุ่ม ​แต่เรา​ไปถึงประมาณทุ่มครึ่ง ​ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดธรรมเนียมอะไร​ ​ไปถึง​เขาก็มีเครื่องดื่ม​ทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง น้ำส้มขวด น้ำแร่แบบไม่มีฟอง ​กับแบบมีฟอง มีมันฝรั่งกรอบ ​กับขนมปังหน้าแฮมชิ้นเล็ก ๆ​ จำนวนไม่มากนัก ​เพราะเรา​จะ​ได้ทานอาหารมื้อใหญ่อยู่​แล้ว​

นอกจากไวน์แล้ว​​เขามีน้ำหวานผลไม้สะกัด รินผสม​กับไวน์ (หาก​ต้องการด้วย) ​เพื่อให้กลิ่นรสหอมหวานของผลไม้แห่งคิมหันตฤดู ​เพื่อนคนหนึ่ง​มาบอกทีหลังว่า ไม่ควรดื่มไวน์ผสมน้ำผลไม้สะกัด​ที่ว่านี้เลย​ ​เพราะทำให้ปวดหัวในวันรุ่งขึ้น​

คลิกดูภาพขยาย

​พระอาทิตย์ไม่ยอมลับขอบฟ้าง่าย ๆ​ กว่า​จะ​ได้ย้ายเข้ามานั่งข้างใน ก็เริ่มโพล้เพล้ ​และ​เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว​ (​เป็นบ้านเราท้องคงร้องจ๊อก ๆ​ หรือไม่ก็ทานกันอิ่มใกล้กลับบ้านแล้ว​)


คลิกดูภาพขยาย

มีโต๊ะกลมแบบงานเลี้ยงประมาณ ๑๐ โต๊ะค่ะ​ โต๊ะละ ๘ คน ​แต่ละโต๊ะ​เขา​จะเขียนป้ายชื่อไว้ให้แล้ว​ ​คือเจ้าภาพ​เขากำหนดให้เรานั่งร่วมกัน ​ซึ่ง​เขาก็จัดดีมาก ​คือให้มีคน​ที่รู้จักกันแล้ว​อย่างละครึ่งโต๊ะ ทำให้​แต่ละฝ่ายไม่ขัดเขินมาก รจนา​ไปนั่งเร็ว ขณะ​ที่พ่อบ้านมัว​แต่เม้าท์อยู่​ เราก็เลย​ไม่​ได้นั่งติดกัน ​แต่ก็ไม่​เป็นไร ​เพราะคุณผู้ชาย​ที่นั่งข้างรจนาชื่อ เดวิด ก็น่ารักมาก ​เขา​จะลุกให้พ่อบ้านมานั่ง ​แต่เราสองคนตัดสินใจแยกกันนั่งดีกว่า ​จะ​ได้ทำ​ความรู้จักคนอื่นด้วย พ่อบ้านก็นั่งข้างภรรยาเดวิด​ไป เดวิดชวนรจนาคุยตลอด เรียกว่า​เป็นสุภาพบุรุษทีเดียว ​แต่เราก็ไม่ผูกขาดการคุย เดี๋ยวเราก็หัน​ไปคนละทาง ​ไปคุย​กับคนอื่น บ้าง หันซ้ายบ้าง ขวาบ้าง คุยข้ามโต๊ะบ้าง คุยสองคนบ้าง คุยสามคนบ้าง เหล่านี้​เป็นมารยาทการเข้าสังคมจริง ๆ​ ค่ะ​ ​จะทำเงียบ ๆ​ ยิ้มเฉย ๆ​ ถามคำตอบคำนี่​จะถือว่าไม่ค่อยสุภาพค่ะ​ ​และ​จะคุย​กับสามีหรือภรรยาเราคนเดียวก็ไม่ดี ​เขา​จะหาว่าเข้าสังคมไม่​เป็นอีก

ก่อน​ที่​จะเสิร์ฟอาหารจานแนก ลูกสาวของโรซี่​ซึ่งทำงาน​กับคณะละครสัตว์ มี​เพื่อนชาย​ที่เก่งมากคนหนึ่ง​ ​เพื่อนชายคนนี้มาสร้างบรรยากาศก่อนเปิดงานด้วยการเล่นควงไม้เบสบอลสามอัน ทำท่าเหมือน​จะหล่น​แต่ไม่หล่นให้พวกเราสนุกสนานเล่น (ไม่มีรูปค่ะ​) ถือ​เป็นการเปิดงานภาคนั่งโต๊ะนี่น่ารักทีเดียว

อาหารค่ำมื้อนี้​เป็นแบบสามคอร์สค่ะ​ อาหารจานแรก​เป็นปาเต้ตับเป็ด​แต่งด้วยถั่วพิซตาชิโอ้บด​กับลูกมะเดื่อแห้ง จานนี้อร่อยมากค่ะ​ ​เพราะตับเป็ดนี่ของโปรดของรจนาอยู่​แล้ว​

อาหารจาน​ที่สอง​เป็นพาสต้าเม็ดข้าว ซอสผักโขม เขียว​เป็น​พระอินทร์มาเลย​ค่ะ​ ​แต่รสนุ่มนวลอร่อย มีปลาแซลม่อนอบสีส้มประดับมาด้านบน ทุกคนชม​เป็นเสียงเดียวว่า เชฟอบปลา​ได้เก่งมาก ​กำลัง​พอดี ​คือสุกทั่วถึง ​แต่เนื้อปลาไม่แข็งกระด้าง ​และทำ​เป็นร้อยจานไม่ผิดพลาด

จานนี้รจนาชวนชิมให้คะแนนเต็มร้อยเลย​ค่ะ​ (ไม่รู้​จะทำให้​เขาขายดีขึ้น​หรือเปล่านะคะ​ )​

กว่า​จะทานอาหารสองจานแรกเรียบร้อย​ก็สี่ทุ่มกว่าค่ะ​ ​คือ​เขา​ต้องเสิร์ฟ​ทั้งหมดร้อยคน กว่า​จะถึงคน​ที่ร้อย คน​ที่หนึ่ง​ก็เกือบ​จะอิ่มแล้ว​ อ้อ เวลาอาหารมาถึงโต๊ะ ​เขามัก​จะเสิร์ฟให้สุภาพสตรีก่อน แล้ว​จึงเสิร์ฟสุภาพบุรุษค่ะ​ มีบางครั้งเหมือนกัน​ที่​เขาเสิร์ฟผู้ชายก่อน เหตุ​เพราะว่า​เป็นอาหาร​ต้องทานร้อน ๆ​ ​และเสิร์ฟผู้หญิง​ที่หลัง คุณผู้หญิง​จะ​ได้ทานร้อน ๆ​ ไงคะ​

เรา​ต้องรอให้ทุกคน​ได้อาหาร​พร้อมก่อน จึง​จะเริ่มทาน​ได้ ​แม้​จะอยากชิมแทบขาดใจก็​ต้องอดกลั้นไว้ ปกติ​เมื่อครบแล้ว​ ผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง​ควร​จะเริ่มก่อน​และพูดชักชวนว่า "บ็ง อัปเปติ" หรืออะไร​ทำนองว่า ขอให้ทานให้อร่อยนะคะ​ แล้ว​คุณผู้ชาย​จะจึงเริ่มทานค่ะ​ ​เป็นธรรมเนียม​ความสุภาพของหมู่ชน​ที่นี่ค่ะ​ ​แต่ก็อย่าถือ​เป็นกฎตายตัวนะคะ​ หากมีสุภาพบุรุษอาวุโสก็รอให้ท่านเริ่มก่อนก็​ได้ เหมือนผู้น้อย(อายุ)​กับผู้ใหญ่ บ่อยครั้งก็ต่างคนต่างเริ่ม ไม่มีพิธีมาก ​แต่หลัก ๆ​ ก็ยังคง​ต้องรอให้ครบทุกคนก่อนอยู่​ดี

ไม่มีภาพอาหารมาอวดนะคะ​ ​เพราะค่อนข้างมืด ไม่อยากถ่ายภาพ​ใช้แฟลช ​เนื่องจาก​จะดูไม่มีมารยาท แล้ว​พ่อบ้านก็ทำตาขวาง ๆ​ ห้ามไว้ ปกติพ่อบ้าน​จะห้ามไม่ให้ถ่ายภาพอาหารเวลาเรา​ไป​เป็นแขก​ที่อื่น ยกเว้นว่า​เป็น​เพื่อนซี้กันเท่านั้น​ ดูสิคะ​ คุณพ่อบ้านเจ้าระเบียบของรจนา

​ระหว่างมื้ออาหาร​แต่ละจาน พวกเราก็คุยกันออกรส ถามเรื่อง​ครอบครัว เรื่อง​งาน เรื่อง​การเดินทาง เรื่อง​​ความคิดเห็น ​แต่ไม่มีเรื่อง​การเมือง​กับศาสนา (ปลอดภัยหน่อย​ ไม่​ต้องเถียงกัน) เรื่อง​อาหาร​ที่เพิ่งทาน​ไป ​ไปงานแบบนี้​ต้องพกเรื่อง​​ไปพูดมากทีเดียว ​ส่วนใหญ่รจนาก็ตามน้ำค่ะ​ ​เขาพูดอะไร​ เราก็หาอะไร​เสริม​ไป นักสนทนา​ที่ดี​จะ​เป็นผู้คอยป้อนคำถามให้เราตอบ ​และ​เขา​จะถามอย่างมีมารยาท ไม่จาบจ้วงเรื่อง​​ส่วนตัว

สังเกตว่า เดวิด​ที่นั่งซ้าย​จะคอยหาคำถามมาถามรจนาเวลาเริ่มเงียบ ๆ​ ​ไป (​เพราะอิ่ม) ​ส่วนลินน์​ที่นั่งด้านขวา (​เพื่อนร่วมงาน) ก็ขยันถาม ถามเสร็จพอเราตอบแล้ว​ ​เขาก็​จะมีเรื่อง​มาเสริมจ้อย ๆ​ ค่ะ​ ลักษณะ​เป็นคนชอบคุย ​และคุยสนุกทีเดียว เรียกว่าเรา​ต้องคอยตื่นตัว ​เขาคุยอะไร​ ก็​ต้องเค้นหาคำถาม​ที่เหมาะ ๆ​ ​เพื่อแสดงว่า เราสนใจในเรื่อง​​ที่​เขาพูด (​ซึ่งหลายเรื่อง​ก็น่าทึ่ง) จริงๆ​

สิ่ง​ที่รจนาสังเกตว่า ฝรั่งรับ​ได้ยาก​คือการ​ที่เราไม่ดื่มเครื่องดื่ม​ที่มีอัลกอฮอล์ค่ะ​ ทีแรก ๆ​ ก็​เป็น​ความกดดันของรจนาเหมือนกัน ​เพราะ​ต้องมาคอยแก้ตัว บางทีก็​ต้องดื่มตามมารยาท ​แต่ตอนหลังก็คิด​ได้ว่า เราไม่ควรผิดศีล​เพื่อเข้าสังคม ​แต่เราควรรักษาศีล​และจริงใจต่อการรักษาศีลนั้น​ หาก​ใครถามก็บอกตรง ๆ​ ทำใจตามสบาย ๆ​ ว่า เรา​เป็นคนพุทธ เราถือศีลไม่ดื่ม พอดื่มแล้ว​เราไม่ค่อยสบาย (เมา) ก็เลย​เลิกดื่ม ไม่​ได้​เอาหลักศาสนามาอรรถาธิบายให้​เขาถกเถียง ​ส่วนใหญ่​เขาก็​จะรับฟัง ​แต่บางคนก็​จะบอกว่า แหม เวลาผมเข้าสังคม หรือกลับจากทำงานเหนื่อย ๆ​ ​ได้ดื่มอะไร​สักหน่อย​ก็ผ่อนคลายดีเหมือนกันนะ เราก็รับฟังจุดยืน​เขา ไม่​ได้รับ ไม่​ได้เถียง ไม่​ได้พยายาม​จะ​เอาชนะว่า การดื่มไม่ดีต่อสุขภาพ ​เพราะทุกคนก็​ต้องเลือกทางของตัวเอง เราไม่ดื่ม เราก็ไม่​ได้​ไปตำหนิคน​ที่ดื่ม (อย่างมีสติ)

นอกเรื่อง​อีกแล้ว​(หรือเปล่าเนี่ย)

เชื่อไหมคะ​ว่า กว่า​จะ​ได้ทานอาหารจานหลักก็เกือบห้าทุ่มค่ะ​ ​เป็นเนื้อสันในวัวย่าง​ที่นุ่มมาก ๆ​ เลย​ค่ะ​ เสิร์ฟมา​กับเกรวี่ของเนื้อนั่นเอง ​เป็นเกรวี่น้ำใส (ไม่ใส่แป้ง) ​และมีแครอตบด​กับถั่วแขกอบเสิร์ฟเคียงกันมานิดนึง ​เขาให้เนื้อชิ้นไม่ใหญ่ ​ซึ่งก็ดีมาก ๆ​ ​เพราะจาน​ที่สามแล้ว​ พวกเราก็อิ่มแล้ว​ (​แต่ยังไม่ถึง​กับจุก ​เพราะทาน​ไป คุย​ไป ช้า ๆ​) รจนาไม่ใช่คนชอบทานเนื้อทุก​เมื่อเชื่อวัน ​แต่​เมื่อ​ได้ทานก็อร่อย ​เพราะเนื้อ​ที่ทวีปนี้นุ่มดีจริง ๆ​ ค่ะ​ (​เขาเลี้ยงวัวบนภูเขา กินหญ้าสะอาด) จานนี้ให้ห้าดาวเหมือนไก่ย่างบ้านเรา

​ระหว่างทานอาหาร นักดนตรี​ที่จ้างมาหนึ่ง​คน ก็เปิดเพลง เล่นดนตรี ​และร้องให้เราฟัง​ไปด้วย ​เป็นคนฝรั่งเศส ​แต่เพลง​ส่วนใหญ่​เป็นเพลงอังกฤษ ​เพราะเจ้าของงาน​เป็นบริติช

พอทานอาหารจานสุดท้ายเสร็จสักพัก ​เขาก็เปิดดนตรีให้เข้มข้นขึ้น​ ​เป็นร็อคแบบผู้ใหญ่ค่ะ​ ถูกใจรจนา ​เพราะปกติไม่ชอบดนตรี​ที่หนักหูอยู่​แล้ว​ เจ้าภาพ​กับลูกสาวก็ทะยอยออก​ไปเต้นกันก่อน ​ไปทีละโต๊ะสองโต๊ะ แล้ว​พวกโต๊ะรจนาก็​ไปแจม​กับ​เขาด้วยค่ะ​

สังเกตว่าเจ้าภาพคง​จะเอ็นจอย​กับเครื่องดื่มต่าง ๆ​ มาก เดินทรงตัวไม่ค่อย​จะอยู่​ ​ซึ่ง​เป็นเรื่อง​แปลกตาสำหรับรจนา ​เพราะตั้งแต่เคยจัดเลี้ยงหรือ​ไปงานเลี้ยงมาก พบว่าฝรั่ง​จะคอแข็งกันจริง ๆ​ ดื่มเข้า​ไปตั้งมากมาย​ อาการไม่เปลี่ยนเลย​ค่ะ​ พ่อบ้านไม่เคยแสดงอาการเมาอ้อแอ้ให้เห็นเลย​ ​แต่​จะบ่นปวดหัววันรุ่งขึ้น​อยู่​บ้าง สงสัยว่างานนี้ทุกคนคงดื่มไม่อั้นจริง ๆ​ รวม​ทั้งอากาศยังค่อนข้างร้อนอยู่​ (สำหรับฝรั่ง) คงทำให้เกิดอาการเร็วขึ้น​

พวกเราเต้นรำย่อยอาหารกันสนุกสนาน พวก​ที่เหนื่อยก็ออก​ไปสูดอากาศ หรือสูบบุหรี่​ที่ระเบียงข้างนอก รจนา​ต้องชมฝรั่ง​ที่มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง​ ​คือ บนโต๊ะอาหาร​เขามี​ที่เขี่ยบุหรี่ให้ ​แต่คน​ที่สูบบุหรี่ก็รู้ตัวว่าคนอื่นไม่ชอบ ​เขาก็ลุก​ไปสูบข้างนอกห้อง พอสูบพอใจแล้ว​ก็กลับมาใหม่ ทำให้เราไม่​ต้องเหม็นควันบุหรี่เลย​ค่ะ​

จากนั้น​ลูกสาวของโรซี่ก็มาประกาศให้​แต่ละโต๊ะสลับ​ที่นั่งกันค่ะ​ ​เขาให้แขก ๔ คนจากโต๊ะหนึ่ง​ ​ไปสลับ​กับโต๊ะหกอะไร​ประมาณนี้ ก็วุ่นวายนิด ๆ​ รจนา​กับพ่อบ้านก็ตัดสินใจย้ายค่ะ​ ​เพราะเห็นว่าคนอื่นไม่อยากย้าย เรา​ได้​เพื่อนใหม่โต๊ะใหม่ ​ซึ่ง​ส่วนหนึ่ง​เคยรู้จักกันมาแล้ว​ (​เพื่อนร่วมงาน)

แล้ว​นาที​ที่รอคอยก็มาถึง พนักงานของร้านพากันขนขนมเค้กวันเกิด​ที่​แต่งมาบนกิ่งไม้​และจุดเทียนเล่มใหญ่ น่ารักทีเดียว ตอนนี้แหละ​​ที่พ่อบ้านหันมาแซวรจนาว่า ออก​ไปถ่ายภาพ​ได้แล้ว​จ้ะ​ (​เพราะทุกคนต่างก็วิ่ง​ไปเก็บรูปกันหมด)

คลิกดูภาพขยาย

ก่อน​ที่โรซี่​จะอธิษฐาน​และเป่าเทียน พวกเราก็ร้องเพลงอวยพร ​และดนตรีก็บรรเลง โรซี่ออกมายักย้ายร่างกายตามจังหวะดนตรี ก่อน​ที่​จะเป่าเทียนค่ะ​ สนุกทีเดียว

คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย

เป่าเสร็จแล้ว​ พนักงานของทางร้านก็ช่วยกันตัดขนมเค้ก (​เพื่อ​ความรวดเร็ว​และแม่นยำ) ใส่จาน พวกแขกก็ทะยอยกัน​ไปรับขนมเค้กค่ะ​ งานนี้ไม่​ต้อง​ไปเสิร์ฟให้ชักช้า

เค้กวันเกิด​เป็นครีมชีสรสมะนาว หวานเปรี้ยวถึงใจ โรยด้วยผลไม้แห่งฤดูร้อน รจนาสังเกตว่า​เขา​จะตัดเค้กให้​ได้ลูกเบอร์รี่สีแดง จานละลูก เชฟ​เขาคงฉลาด​ที่​ใช้ลูกเบอร์รี่​เป็นเครื่องหมายว่า​จะ​ต้องตัดเค้กก้อน​จะกี่ชิ้นจึง​จะให้แขก​ได้ครบคน

คลิกดูภาพขยาย

อร่อยค่ะ​ ​แต่พอคำหลัง ๆ​ รู้สึกชัก​จะหวานมากขึ้น​ทุกที ​แต่ก็ทานจนหมด

หลังจากเค้กแล้ว​พวกเราก็คุยกันอีกหน่อย​ มองนาฬิกาก็เห็นกว่าเ​ที่ยงคืนครึ่งแล้ว​ เห็นที​ต้องลาเจ้าภาพ (​ที่ตัวโงนเงนขึ้น​ทุกที) กลับเสียที

ถึงบ้านตีหนึ่ง​กว่า เข้านอนตีหนึ่ง​ครึ่ง วันรุ่งขึ้น​ตื่นเจ็ดโมง ออก​ไปเดินเล่นริมทุ่งค่ะ​ ดี​ที่เราไม่​ได้ดื่ม​เมื่อคืน เลย​ไม่มีอาการแฮงก์ ​แต่เพลีย ๆ​ อยู่​​เพราะนอนดึก ​ส่วนพ่อบ้านบ่นปวดหัวนิดหน่อย​ โชคดี​เป็นวันอาทิตย์ พวกเราก็เลย​ทำตัวตามสบาย ๆ​ พักผ่อน​เอาแรงกัน​ทั้งวันด้วยประการฉะนี้ค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1686 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน ไปปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน (หนึ่ง) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๙๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : แจน [C-10571 ], [202.151.4.108]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๐, ๑๕.๕๑ น.

บ้านเมือง​​เขาสวยนะอิจฉาจัง​​ได้​​ไปเ​​ที่ยว

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-10700 ], [83.181.103.149]
เมื่อวันที่ : ๐๑ ก.พ. ๒๕๕๐, ๐๐.๑๗ น.

หวัดดีค่ะ​​ คุณแจน อย่าอิจฉาเลย​​ รจนา​​ไปเ​​ที่ยวคราวนี้โดนหมัดหมูกัดขา​​เป็นลายแถมคันคะ​​เยอ​​ไปหลายวันเชียวนะ...​​...​​อิอิ...​​การท่องเ​​ที่ยวบ้างครั้งก็เกิดทุกข์​​ได้เหมือนกันนิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : anuwat.s@hotmail.com [C-13934 ], [202.139.223.18]
เมื่อวันที่ : ๐๕ เม.ย. ๒๕๕๑, ๑๖.๕๔ น.

ขอบคุณ​​ที่มีเรื่อง​​ราว อะไร​​ดีๆ​​มาให้อ่าน ให้ชม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-14201 ], [83.180.67.223]
เมื่อวันที่ : ๑๔ มิ.ย. ๒๕๕๑, ๑๓.๐๑ น.

ขอบคุณคุณอนุวัฒน์​​ที่แวะมาคุยกันค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น