นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #15
รจนา ณ เจนีวา
...เมืองนี้​เป็นสถาน​ที่เ​ที่ยวติดอันดับ บนแหลมริมชายฝั่ง ​ได้ชื่อว่า "ม็องท์ ซานต์ มิเชล" หรือ "ยอด​เขาแห่งเซ้นท์ไมเคิล" (Mont St. Michel)...

ตอน : เยือนถิ่นเบรอตาญน์ (จบ)

เมืองสุดท้าย​ที่​จะพา​ไปเ​ที่ยวนี่อยู่​ไกลจากลาโบลราว ๒๐๐ กิโลค่ะ​ เมืองนี้​เป็นสถาน​ที่เ​ที่ยวติดอันดับ บนแหลมริมชายฝั่ง ​ได้ชื่อว่า "ม็องท์ ซานต์ มิเชล" หรือ "ยอด​เขาแห่งเซ้นท์ไมเคิล" (Mont St. Michel)

ยอด​เขาเทียมหรือ​จะเรียกว่า อนุเสาวรีย์ก็ไม่น่า​จะผิด นี้อยู่​ทางชายฝั่งด้านเหนือของฝรั่งเศส อยู่​ตรงชายขอบเบรอตาญน์ติด​กับแคว้นนอร์มังดี เหตุ​ที่​เป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเ​ที่ยว ก็​เพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์​ที่น่าตื่นตะลึง ยอดเยี่ยม เหลือเชื่อ ​และเหมือน ๆ​ ​กับ​จะหยิ่งผยองนั่นเอง ดูเหมือนอยู่​ ๆ​ ก็มีอนุเสาวรีย์ผุดขึ้น​มาริมทะเลย​ังไงยังงั้น

การเดินทาง​ไปเ​ที่ยวนี่​ต้องดูตอนน้ำขึ้น​น้ำลงด้วยนะคะ​ หากน้ำขึ้น​เต็ม​ที่แล้ว​ก็​จะตัดขาดอนุเสาวรีย์นี้จากแผ่นดินใหญ่ ไกลถึง ๑ กิโล ตอนนั้น​ก็คง​ต้องงดเ​ที่ยว​ไปก่อน หรือ​ต้องเดินข้ามสะพานทางเท้า​ไป ​แต่หากน้ำลงแล้ว​ ก็​จะกลาย​เป็นสันทราย เรา​เอารถ​ไปจอดเกือบ​จะปากประตู​ได้ค่ะ​ ไม่​ต้องเดินไกล (ยังไงก็อย่าลืมกลับก่อนน้ำขึ้น​นะคะ​ ไม่งั้นรถจมหาย​ไป​กับน้ำแน่)

​แต่​เขาว่าไม่น่า​จะเดินข้ามตอนน้ำขึ้น​สูงค่ะ​ ​เพราะน้ำ​จะหนุน​และเกิดคลื่นสูงถึงสิบกว่าเมตร​ได้ง่าย ๆ​ คลื่นขนาดนี้ หาก​กำลังเดินง่อน ๆ​ แง่น ๆ​ อยู่​บนสะพาน มีหวัง​ได้ว่ายน้ำทะเลเล่นแน่ (หากไม่จมหาย​ไป​กับน้ำเสียก่อน)

แล้ว​​เขายังขู่ไว้อีกด้วยว่า ​ความ​ที่คลื่นลมแรง ดินทรายถูก​ความปั่นป่วนของคลื่นบ่อย ๆ​ ทำให้เกิดทรายดูด​เป็นหย่อม ๆ​ ​ใคร​ที่เดินไม่ระวัง (ตอนน้ำลงแล้ว​) อาจ​จะถูกดูดหาย​ไป​กับทราย​ได้ง่าย

เอ๊ะ พูดอย่างนี้​จะชวนเ​ที่ยวหรือชวนหนีกันแน่นะ

อย่าเพิ่งหนีค่ะ​ ทางเดินทาง​ที่จอดรถ​ไป​ที่เกาะนี้ปลอดภัยค่ะ​ รจนา​ไปมาแล้ว​ ​เขาทำถนนดูมั่นคงดีค่ะ​

เกาะหรือวิหารซานต์มิเชล (ออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศส) นี้มี​ความรัศมีประมาณ ๑ กิโลเมตร ​และสูงประมาณ ๘๐ เมตร ผุดขึ้น​มาจากมหาสมุทรดัง​ที่กล่าว​ไปแล้ว​ (​ความจริงมีท่านบิชอปช่วยกันสร้าง ช่วยกันต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัยค่ะ​ จนสุดท้ายรัฐบาล​เป็นผู้ดูแล)

​เขาว่ากันว่า รากฐานของอนุเสาวรีย์ซานต์มิเชลนี้เริ่มก่อในปี ค.ศ. ๑๐๒๐ ​โดยท่านเจ้าอาวาสฮิลเดแบร์ต์ ค่ะ​ ​คือแทน​ที่ท่าน​จะขนหิน​ไปทิ้งทำให้เกิดพื้นราบ ท่านก็​เอาอิฐ​เอาหินมาสร้างต่อขึ้น​มาเสียเฉย ๆ​ อย่างนั้น​แหละ​ค่ะ​ เรียกว่ามีใจอุทิศมาก พอถึงปี ค.ศ. ๑๐๕๘ ก็สร้างโบสถ์​ได้เสร็จ แล้ว​ก็ต่อเติมกันมาเรื่อย ๆ​ อีกหลายสมัย ​ซึ่ง​จะไม่ขอเล่าละเอียดนะคะ​ (แหะ แหะ ไม่ค่อย​จะเก่งประวัติศาสตร์น่ะค่ะ​)

​เอา​เป็นว่า อนุเสาวรีย์อันยิ่งใหญ่นี้ก็อยู่​ยั้งยืนยงผ่านกาลเวลา ​ความเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติฝรั่งเศสมาให้เรา​ได้ชม​เป็นขวัญตา ​จะว่าอยู่​ "เย้ยฟ้าท้าดิน" ก็คงไม่ผิด แล้ว​สุดท้ายรัฐก็เข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์จนเห็นหน้าตาอย่างทุกวันนี้ กลาย​เป็นแหล่งท่องเ​ที่ยวทำเงินมหาศาล ​และไม่​ได้​ใช้การในด้านศาสนาอีกต่อ​ไป ชาวบ้าน​ที่อยู่​อาศัย​ที่นี่ก็ปลูกสร้างบ้านเรือนตามขายชอบวิหาร​ไป มีโรงแรมเล็ก ๆ​ ด้วยค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

ภาพแรกให้ชม​ความอลังการยิ่งใหญ่ของสถาน​ที่ก่อน นี่เห็น​แต่ไกล ห่างออกมาเกือบ ๑๐ กิโลนะคะ​ ด้วยเหตุนี้วิหารเซ้นต์ไมเคิ้ลจึง​เป็นสถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวท็อปฮิตแห่งหนึ่ง​ของฝรั่งเศส

คลิกดูภาพขยาย

ตัวยอด​เขา(​พระ)วิหาร​เมื่อขับรถเข้ามาใกล้ ๆ​ ค่ะ​ เห็นแล้ว​ตื่นตาตื่นใจดีค่ะ​ ​ที่บ้านรจนามีภาพสเก็ตช์ของมหาวิหารอยู่​ เห็นอยู่​ทุก​เมื่อเชื่อวัน พอมาเห็นของจริงก็ปลื้มดีค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

พอผ่านเข้าประตูเมือง​ไป อุแม่เจ้า คนเยอะแยะยุ่บยั่บเลย​ค่ะ​ ทางเดินก็แคบ ๆ​ ​เป็นบันไดไต่ขึ้น​​ไปเรื่อย ๆ​ มีร้านขายของสวยงาม​ทั้งสองข้าง (ชวนเสียเงิน) ​และร้านอาหารด้วย อยาก​จะแวะดูของสักหน่อย​ พ่อบ้านก็มาเร่ง ก็เลย​อดชอปฯ

คลิกดูภาพขยาย

​แต่พอหลบออกข้างทาง ก็​ได้เจอ​กับทางเดินเลียบริมเมืองด้านนอกค่ะ​ ​ได้ชมทะเล (แห้ง ๆ​) ​ไปด้วย คนเดินน้อยหน่อย​ ​เพราะ​ส่วนใหญ่​จะเดินกันด้านใน

คลิกดูภาพขยาย

มหาวิหารในอีกมุมหนึ่ง​ค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

ตอนนี้​เป็นช่วงน้ำลง จึงเห็นพื้นทะแลแห้งสุดลูกหูลูกตา ช่วงนี้แหละ​ค่ะ​ นักท่องเ​ที่ยว​ที่แข็งแรง​และไม่กลัวร้อนกลัว​เมื่อย ก็​จะพากันเดิน​ไปเ​ที่ยวเกาะเล็ก ๆ​ ​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ (สัก ๒-๓ กิโล) แล้ว​​ต้องรีบเดินกลับให้ทันก่อนน้ำทะเลหนุน

คลิกดูภาพขยาย

บันได​ที่ไม่ชันมากนัก ​แต่จำนวนขั้นก็ไม่น้อยทีเดียว ค่อย ๆ​ เดิน​ไป พักร่ม​ไป เดี๋ยวก็ถึงค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

พวกเราซื้อทัวร์ชมวิหารคนละ ๘ ยูโร (เอื๊อก) มีไกด์สาวน้อยน่ารักอธิบายให้​ได้​ความรู้​เป็นภาษาอังกฤษ ก็พาเดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ ​ได้​ความรู้ติดตัวกลับมา (​แต่ส่งคืนไกด์​ไป ๙๐ เปอร์เซ็นต์)ไกด์สาวฝรั่งเศสของเรา ชื่อว่า "แองเจลิค" น่ารัก พูดจาคล่องแคล่ว มี​ความรู้ดี​เพราะเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ​แต่โดนพวกเราแอบแซวว่า เธอชอบพูดคำว่า "โอเค้?" ต่อท้ายเกือบ​จะทุกประโยค

คลิกดูภาพขยาย

สวนภายในมหาวิหารค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

เตาทำอาหารขนาดยักษ์ค่ะ​ หน้าตาเหมือนเตาผิง คง​จะ​เอาวัว แกะ หมูเข้า​ไปอบ​ได้​ทั้งตัว รจนาถ่ายรูปเปรียบเทียบ​กับภาพนักท่องเ​ที่ยวค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

โปสการ์ดภาพอนุเสาวรีย์มีขายเพียบ ​แต่ไม่​ได้แอ้มเงินรจนา ​เพราะ​ไปถ่ายภาพของจริงมาเองเลย​ค่ะ​ (ไม่สวยเท่า​เขานิ)

คลิกดูภาพขยาย

ทางเดินคลาคล่ำ​ไปด้วยนักท่องเ​ที่ยว รจนาชอบค่ะ​ มีสีสันดี น่าสนุก ​และ​ที่ดี​คือวัน​ที่​ไปนั้น​อากาศไม่ร้อนมาก ค่อนข้าง​จะหนาวหน่อย​ ๆ​ ด้วยซ้ำ (ตอนไม่มีแดด) ทำให้ไม่หงุดหงิดเวลาเดินเบียดคน

​แต่ตอน​ที่กลับมาคุย​กับ​เพื่อนชาวฝรั่งเศส​ที่สำนักงาน ​เขาบอกว่า ​จะให้ดี​ที่สุด​ต้อง​ไปประมาณเดือนพฤษภาคม ​เพราะตอนนั้น​​จะยังไม่มีนักท่องเ​ที่ยวเท่าไร เดินสบาย พวกเรา​ไปตอนต้นเดือนกรกฎาคม ​กำลัง​เป็น "ไฮไทม์" หรือช่วงเทศกาล พ่อบ้านเองก็มาบอกว่า อยาก​ไปเ​ที่ยวแล้ว​เช่าโรงแรมพักสักคืนบนเกาะ ​เพราะอยากชม​ความงามของอนุเสาวรีย์ตอน​ที่ไม่มีคนยุ่บยั่บแบบนี้

คลิกดูภาพขยาย

จากด้านบนเห็นคุ้งน้ำ​ที่ขดตัวไหลออกมาจากแผ่นดินใหญ่ ​จะเห็น​ที่จอดรถกว้างขวางยาว​เป็นกิโล จำนวนรถ​ที่จอดก็ไม่น้อย ​เป็นเครื่องชี้วัด​ความ "ป๊อบปูล่า" ของจุดท่องเ​ที่ยวแห่งนี้​ได้ดีทีเดียวค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย

แว้บกลับเข้า​ไปในตัววิหาร แค่​จะให้ดูว่ากำแพง​ที่​เขาสร้างนั้น​หนาขนาดไหน ​ต้องชมฝีมือช่างสมัยโบราณจริง ๆ​ ว่า "ทำ​ได้ยังไงเนี่ย" หินก้อนใหญ่ ๆ​ ​ทั้งนั้น​ หากไม่มีศรัทธา แรงงาน ​และเครื่องทุ่นแรง​ที่ดีคง​จะไม่ออกมาอย่างนี้ (ช่างก่อสร้างปิระมิด​ที่อียิปต์คงยักไหล่แล้ว​บอกว่า จิ๊บจ๊อย)

คลิกดูภาพขยาย

พื้นทางเดินหินสะกัดค่ะ​ ​ที่อยากให้เห็น​คือ "ลายเซ็น" ของบริษัททำหิน เอ๊ย ช่างทำหินค่ะ​ สมัยก่อน​เขาก็​ต้องแบ่งงานให้โรงสะกัดหินหลายเจ้าอยู่​เหมือนกัน ​และคง​เป็นการจ่ายแบบเครดิต ​คือส่งของก่อนแล้ว​จ่ายเงินทีหลัง (ไม่รู้มีเบี้ยวไหม) วิธีการนับจำนวนหินว่าของ​ใคร​เป็นของ​ใครก็เท่ดี ​คือ ​แต่ละบริษัทก็สะกัดชื่อย่อของตัวเองไว้​เป็นหลักฐานบนก้อนหินเสียเลย​ อย่างนี้ไม่มีการโมเมว่าของ​ใคร​เป็นของ​ใคร ​เพราะหินก็หน้าตาเหมือน ๆ​ กัน ​และกลาย​เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เผื่อมีลูกหลานของโรงตัดหินมาเ​ที่ยว​จะ​ได้คุย​ได้ว่า ปู่ของปู่​เป็นคนทำหินก้อนนี้

คลิกดูภาพขยาย

วิวยอดวิหาร ถ่ายจากร้านอาหารริมระเบียงเห็นวิวทะเล

คลิกดูภาพขยาย

บรรยากาศร้านขายของ​ที่ระลึก

คลิกดูภาพขยาย

ส่งท้ายด้วยมองต์ซานต์มเชลยามค่ำค่ะ​ ภาพนี้รจนา​ไปถ่ายมาจากโปสเตอร์​ที่​เขาประดับร้านขายของ​ที่ระลึกไว้อีกทีนึง


เฮ้อ ใน​ที่สุดพาเ​ที่ยวเบรอตาญน์ก็มาถึงกาลอวสานด้วยประการฉะนี้นะคะ​ คนเขียนก็ชักเหนื่อยเหมือนกัน

ขอบคุณทุกท่าน​ที่ติดตามด้วย​ความอดทน ​และดูภาพกันจนตาลาย (ลุงเปี๊ยก​จะค้อนเราหรือเปล่าเนี่ย มา​ใช้พื้น​ที่โพสต์ภาพมากมาย​)

แล้ว​พบ​กับเรื่อง​เล่าจากเจนีวาเรื่อง​อื่น ๆ​ ต่อ​ไปนะคะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1681 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน เยือนถิ่นเบรอตาญน์ (จบ) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๘๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : pilgrim [C-8787 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : ๐๗ ส.ค. ๒๕๔๙, ๑๕.๓๖ น.

จบแล้ว​​เหรอ ​​กำลังเพลินเลย​​จ้ะ​​
ขอบคุณมากๆ​​เลย​​ ​​ที่ขยันถ่ายภาพสวยๆ​​มาให้พวกเรา​​ได้ดูจ้ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : แสนรัก [C-8789 ], [219.47.52.47]
เมื่อวันที่ : ๐๗ ส.ค. ๒๕๔๙, ๒๑.๐๒ น.

คนเรานี่เก่งใช่ย่อยเลย​​นะคะ​​ ขนาดน้ำขึ้น​​น้ำลงยังอุตส่าห์​​ไปสร้างวิหารไว้อีก ไม่รู้ตอนสร้างนี่ทำยังไงเนอะ เวลาน้ำขึ้น​​เนี่ย...​​เห็นเตาอบตอนแรกคิดว่าประตูค่ะ​​..ใหญ่มากๆ​​...​​ทริบนี้พี่รจเหนื่อยแล้ว​​​​ต้องพักๆ​​ จ้า ...​​​​จะ​​ได้มีแรง​​ไปทริบหน้า...​​น้องๆ​​มาเกาะขอบจอรอแล้ว​​ อิอิ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น