นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) #6
รจนา ณ เจนีวา
...ก่อนอื่น​เพื่อนๆ​​ต้องทราบคร่าวๆ​ก่อนว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์​เป็นประเทศเล็กๆ​ใจกลางยุโรป​ที่ไม่มีพื้น​ที่ติดทะเล มีภาษาพูดหลักสามภาษา ​และมีภาษาพื้นเมือง​ที่มีคนพูดไม่ถึงหนึ่ง​เปอร์เซ็นต์อีกหนึ่ง​ภาษา...

ตอน : ความรู้เรื่องเมืองสวิสฯ

5. ​ความรู้เรื่อง​เมืองสวิสฯ

สวัสดีจ้ะ​ ​เพื่อนๆ​​ที่รัก​และคิดถึง

ฉบับ​นี้มีเนื้อหาสาระเกียว​กับประเทศสวิสมาฝากจ้ะ​ หลังจากมาอยู่​​ที่​ได้กว่าครึ่งปี

ก่อนอื่น​เพื่อนๆ​​ต้องทราบคร่าวๆ​ก่อนว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์​เป็นประเทศเล็กๆ​ใจกลางยุโรป​ที่ไม่มีพื้น​ที่ติดทะเล มีภาษาพูดหลักสามภาษา ​คือ ฝรั่งเศส เยอรมัน ​กับ อิตาเลียน ​และมีภาษาพื้นเมือง​ที่มีคนพูดไม่ถึงหนึ่ง​เปอร์เซ็นต์อีกหนึ่ง​ภาษา ​เขาแบ่งเขตการปกครอง​เป็นกังตง (Canton) ​ซึ่ง​แต่ละแห่งก็ออกกฎระเบียบของตนเอง ​และมีระบบการทำประชาพิจารณ์​เป็นระยะๆ​ในประเด็นทางสังคม​และการเมืองต่างๆ​ เราคนไทยรู้จักประเทศสวิสฯดีก็จากเทือก​เขาแอลป์ส จากนาฬิกา จากชอคโกแลต จากชีส ​เอาแค่พอเบาะๆ​ก่อน

หลังจากทำการวิจัยทางอินเตอร์เน็ตอย่างเข้มข้น แม่บ้านขอเลือกข้อมูลบางแง่มุมมากฝาก ​เพราะคาดว่าข้อมูลด้านการท่องเ​ที่ยวอื่นๆ​ คง​จะหาอ่าน​ได้ง่าย ข้อมูลต่อ​ไปนี้​ต้องยก​ความดีให้​กับเว็บไซต์ http://www.schweiz-in-sicht.ch ​ซึ่งจัดทำ​โดยหน่วยงานของสวิสฯเอง ​เพื่อนๆ​​ที่สนใจก็เชิญเข้า​ไปเยี่ยมเว็บ​เขา​ได้นะคะ​



​ถ้า​เพื่อนๆ​แม่บ้านชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ รับรองว่ามาสวิสฯแล้ว​​จะไม่ผิดหวัง ​ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์มากกว่า 900 แห่ง ถือว่า​เป็นประเทศ​ที่มีเครือข่ายพิพิธภัณฑ์หนาแน่น​ที่สุดแห่งหนึ่ง​ของโลก ​คือมีพิพิธภัณฑ์หนึ่ง​แห่งต่อประชากร 7,500 คน ในปี พ.ศ. 2542 มีสถิติผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ถึงสิบล้านคน

​แต่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เล็กๆ​ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น​กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน ​และคาดว่าอาจ​จะไม่​สามารถหาราย​ได้มากพอมาจุนเจือทนุบำรุงศิลปวัตถุ​ที่มีแสดงในพิพิธภัณฑ์​ได้อีกต่อ​ไป ​แต่ขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ด้านวิจิตรศิลป์​กับ​ได้รับ​ความนิยม​เป็นอย่างดี

สวิสฯถือ​เป็นประเทศแนวหน้าในด้านสถาปัตยกรรมประเทศหนึ่ง​ ​และคนสวิสฯรัก​ที่​จะทำนุบำรุงตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ ในช่วงเวลากว่าร้อยปี​ที่ผ่านมา มีการสงวนตึกสำคัญทางประวัติศาสตร์กว่า 2,000 แห่ง ทางการ​เขาก็​กำลังทำรายการสถาปัตยกรรม​ที่​เป็นมรดกทางวัฒนธรรมนี้อย่าง​เอาจริง​เอาจัง​เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย​ไปในชนรุ่นต่อๆ​​ไป

​ส่วนคอหนังคง​ต้องผิดหวัง​กับอุตสาหกรรมหนังสวิสฯ ​เพราะมีปัญหาเหมือน​กับประเทศเล็กๆ​อื่นๆ​ในยุโรป​ที่​ต้องพึ่งเงินสนับสนุนจากรัฐ ​ซึ่ง​เป็นจำนวนน้อยนิด​เมื่อคิดว่า​ต้องผลิตหนังถึงสามภาษา ​คือ ฝรั่งเศส เยอรมัน ​และ อิตาเลียน

​ส่วนใหญ่ผู้กำ​กับหนังทีเก่งๆ​มัก​เป็นชาวสวิส​ที่พูดฝรั่งเศส ​และมัก​จะสร้างหนัง​ที่เกี่ยว​กับชีวิตในสวิสฯนี่แหละ​ ตัวอย่างหนังสวิสฯ​ที่ประสบ​ความสำเร็จมาก​ที่สุด ​เป็นของผู้กำ​กับชื่อ Lyssy ชื่อหนังว่า The Swissmakers สร้างใน พ.ศ. 2522 ​ซึ่ง​เป็นหนังตลกถากถาง​ความยากลำบากของคนต่างชาติ​ที่​ต้องการ​จะ​ได้สัญชาติสวิสฯ อีกเรื่อง​หนึ่ง​ของผู้กำ​กับชื่อ Schmid เรื่อง​ วันสุดท้ายของสวิสเซอร์แลนด์ เพิ่งฉาย​ไป​เมื่อปี 2542 ไม่ทราบแฟนหนังเมืองไทย​ได้มีโอกาสดูกันหรือเปล่า

​แม้ว่าสวิสฯ​จะไม่​ได้ผลิตหนังดังระดับโลกมากมาย​ ​แต่ก็​เป็นเวทีให้​กับเทศกาลหนังระดับสากลทุกเดือนสิงหาคม ​ที่เมือง โลกาโน (Logano) ​ซึ่งอยู่​ทางตอนใต้ แถบสวิสฯอิตาเลียน หรือ ติชิโน่ (Ticino หรือ Tessin ในภาษาฝรั่งเศส) แม่บ้าน​เอาภาพมาฝาก​ที่เห็นด้านบนค่ะ​



ในด้านเศรษฐกิจแล้ว​ อุตสาหกรรมดีเด่นของ​เขา​คือ เครื่องมือทางการแพทย์ ​และการทำเครื่องมือต่างๆ​ ​ซึ่ง​ต้องพึ่งทักษะทางด้านอิเล็กทรอนิกส์​และวิศวกรรมแบบดั้งเดิม ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนาฬิกา ​ที่ถือ​เป็นผลงานยอดเยี่ยมมานานหลายศตวรรษ ดัง​ที่เรารู้กันดีว่าสวิสฯ​เป็นผู้ผลิตนาฬิกา​ที่ใหญ่​ที่สุดรายหนึ่ง​ของโลก

ในด้านของมูลค่าแล้ว​ ถือว่าประเทศ​เขาผลิตนาฬิกาครึ่งหนึ่ง​ของผลผลิตโลกทีเดียว มีการประมาณว่า ราคาเฉลี่ยของนาฬิกาสวิสเรือนหนึ่ง​​คือ 367 ฟรังก์ หรือเกือบๆ​หมื่นบาท​ไทย ขณะ​ที่เทียบ​กับราคาเฉลี่ยนาฬิกาของประเทศอื่นๆ​​คือ 63 ฟรังก์หรือ 1,700 กว่าบาท​ (ราคาเดียว​กับโรเล็กซ์แถวบางลำภูหรือพัฒพงษ์เลย​จ้า)

​แต่​เขาก็ไม่​ได้ผลิตเฉพาะนาฬิกาแพงๆ​เท่านั้น​ สวิสฯยังมีชื่อเสียงในการผลิตนาฬิกาพลาสติกราคาย่อมเยาว์​ที่พวกเรารู้จักกันดีในนาม สวอทช์ Swatch ด้วยค่ะ​ ​เขาทำส่งออกถึง 95% ของจำนวน​ที่​เขาผลิตทีเดียว ​ถ้าดูในแง่ของราคา​ที่มี​ทั้งย่อมเยาว์​และแพงระยับจับใจแล้ว​​ต้องเรียกว่า ผู้ผลิตนาฬิกาสวิส​เขาพยายามเข้าถึง​ทั้งตลาดบน​และตลาดล่างทีเดียว

ไหนๆ​ก็เล่าแล้ว​ ขอเพิ่มเติม​ความรู้เรื่อง​นาฬิกาอีกหน่อย​แล้ว​กัน ​เขาว่ากันว่านาฬิกาหรูๆ​นั้น​ มีชิ้น​ส่วนประกอบมากกว่า 300 ชิ้น ​เขา​จะคิดค้นกันหัวแทบแตกว่า​จะทำอย่างไร​ที่​จะ​เอา​ส่วนประกอบ​ที่ซับซ้อนใส่ลง​ไปในตัวเรือน​ที่​ทั้งเล็ก​ทั้งบาง วัสดุ​ที่นำมาทำนาฬิกานั้น​มีมูลค่าเพียงน้อยนิด​เมื่อเทียบ​กับราคาขาย

หรือพูดง่ายๆ​​คือ นาฬิกาเรือนหนึ่ง​นั้น​​ใช้วัสดุปริมาณแค่นิดเดียว ​แต่​ต้อง​ใช้เวลา​และหัวสมองมากในการนำมันมาประกอบด้วยกันให้เล็ก​ที่สุดเท่า​ที่​จะเล็ก​ได้ นาฬิกา​ที่ซับซ้อน​ที่สุดในโลกนั้น​น่า​จะ​เป็นนาฬิการุ่น Calibre 89 ของ Patek Philippe ​ที่ผลิตออกมาฉลองครบรอบ 150 ปี​เมื่อ พ.ศ. 2532 ​ที่ผ่านมา นาฬิกา​ที่ว่านี้มี​ส่วนประกอบ​ทั้งหมด 1,728 ชิ้น ​และ​ต้อง​ใช้ช่างมือเยี่ยมสี่คนดำเนินการนานถึงเก้าปี ตั้งแต่เริ่มวิจัยค้นคว้า​ไปจนถึงประกอบ​เป็นตัวเรือนใน​ที่สุด

แม่บ้าน​ต้องสรุปว่า คนสวิสฯ​เขารักการทำนาฬิกาจริงๆ​ คงเหมือน​กับช่างแกะสลักไม้หรืองานวิจิตรศิลป์อื่นๆ​ของบ้านเรา ​ที่ลง​ทั้งแรง ​ทั้งใจ ​ทั้งเวลาออกมา​เป็นงานเลอเลิศให้ภาคภูมิใจ​ไปชั่วลูกหลาน



​ที่เล่ามานี่ ​เพื่อนๆ​คงพอวาดภาพออกว่า สวิสฯ​เขาเน้นคุณภาพผลิตภัณฑ์ของ​เขาเพียงใด ​และนี่​เป็นเหตุผลเบื้องหลัง​ความสำเร็จของภาคการส่งออกของ​เขาทีเดียว คนสวิสฯมีชื่อเสียงในด้านการทำงานหนัก​และการเน้น​ไป​ที่​ความแม่นยำ​และ​ความสมบูรณ์แบบของผลงาน การผลิตนาฬิกาถือ​เป็นตัวอย่างหนึ่ง​​ที่สะท้อนแนวคิดนี้

นาฬิกาเรือนหนึ่ง​ๆ​นั้น​​จะ​ต้องแม่นยำในระดับหนึ่ง​ในร้อยมิลลิเมตร ​ส่วนประกอบต่างๆ​​จะ​ต้องถูกตัด ฝน ขัดถู​เพื่อให้นาฬิกา​ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว​ทำงาน​ได้อย่างเ​ที่ยงตรง​และเชื่อถือ​ได้ คนสวิสฯ​เขาภูมิใจในคุณค่าด้าน​ความแม่นยำ​และ​ความสมบูรณ์แบบนี้มาก ​และหลายคนถึง​กับกล่าวว่า ​ความปรารถนา​จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่​ในร่องในรอยถือ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของสังคม​และวัฒนธรรมสวิสฯนั่นเชียว

เว็บมาสเตอร์ของไซท์นี้​เขาบอกว่า นักท่องเ​ที่ยว​ที่มาเยือน​จะออกปากว่าเมืองสวิสฯสะอาด​ไปทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ถนนหนทาง​ไปจนถึงห้องน้ำ​และยานยนต์สาธารณะ บ้านเรือน​จะอยู่​ในสภาพ​ที่​ได้รับการดูแลอย่างดี แทบไม่เห็นบ้านช่อง​ที่ชำรุดทรุดโทรมผ่านตาเลย​ ​เพราะ​ถ้ามีบ้านเรือนเช่น​ที่ว่า ​เขา​จะ​ต้องรีบรื้อทิ้งไม่ให้รกหูรกตา หรือไม่ก็บูรณะเสียให้ดู​ได้ บนนท้องถนนแทบไม่มีขยะให้เห็น ​และรถยนต์ต่างๆ​อยู่​ในสภาพเยี่ยมไม่มีสนิมจับ

อันนี้แม่บ้านคง​เป็นพยาน​ได้ว่าจริง เรื่อง​รถยนต์นั้น​​ต้องผ่านการตรวจสภาพเข้ม ว่าง่ายๆ​​ต้องมีเข็มขัดนิรภัย​ที่​ใช้การ​ได้​ทั้งเบาะหน้าเบาะหลัง เบรค​จะ​ต้องอยู่​ในสภาพเลิศ ยางก็สึก​ได้ไม่เกินกี่มิลฯก็ไม่รู้ ตอนพ่อบ้าน​เอารถคลาสสิก​ไปตรวจสภาพ ถึง​กับ​ต้องซื้อยางใหม่ยกชุด​เพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่ผ่านตรวจแน่ ​ถ้าไม่เปลี่ยน

​ส่วนห้องน้ำสาธารณะในสวิสฯเรียกว่าสะอาดจริงกว่า 95% ​แต่ก็มีหลงตาบ้าง​โดยเฉพาะห้องน้ำตามสถานีรถไฟ

​ส่วนคนสวิสฯ​เขาว่ากันว่าตรงเวลาเหมือนนาฬิกา​ที่​เขาผลิตน่ะแหละ​ ​ใคร​ได้รับเชิญ​ไปบ้านคนสวิสฯ​ต้อง​ไปให้ตรงเวลาทีเดียวนะ​ถ้าไม่อยากเสียมารยาท สถิติการรถไฟพบว่า รถไฟจำนวน 95% ถึงตรงเวลาภายใน หรือช้าก็ไม่เกินสี่นาที ​โดย​ส่วนใหญ่ช้าแค่หนึ่ง​นาที รถเมล์ก็เช่นกัน อันนี้แม่บ้านก็ยืนยัน​ได้ว่า รถเมล์​ส่วนใหญ่ตรงเวลาจริงๆ​ แถมบางครั้งมาก่อนเวลาหนึ่ง​นาที ทำ​เอาเรา​ไปขึ้น​รถเมล์ไม่ทัน ​แต่มีบางสายเหมือนกัน​ที่แม่บ้านขึ้น​ทีไรก็สายทุกที สักประมาณห้านาที​ได้



แม่บ้านขอเพิ่มเติมเรื่อง​ชีวิตประจำวันหน่อย​ว่า ร้านค้าต่างๆ​​และห้างสรรพสินค้า​เขาปิดวันอาทิตย์ รวม​ทั้งร้านอาหารด้วย ในวัน​ที่เปิดทำการ ร้านพวกซุปเปอร์มาร์เก็ต​จะเปิด​แต่เช้า​ประมาณแปดโมง ​และปิดหนึ่ง​ทุ่ม วันเสาร์​จะปิดเร็วอีกหนึ่ง​ชั่วโมง ห้างสรรพสินค้าเปิดประมาณเก้าโมง (จำเวลาไม่ค่อย​ได้ค่ะ​​เพราะไม่ค่อย​ได้​ไป​แต่เช้า​) ​แต่ปิดทุ่มหนึ่ง​เหมือนกัน วันเสาร์ปิดห้าโมงเย็น

มีการทำประชาพิจารณ์ให้เปิดร้านวันอาทิตย์​เพื่อนักท่องเ​ที่ยวหรือคน​ที่​ต้องทำงานวันเสาร์เหมือนกัน ​แต่ไม่ผ่าน ​เพราะ​เขาถือว่า​เป็นวัน​ที่อยากพักผ่อนจริงๆ​ ร้านประเภท เจ็ดสิบเอ็ดไม่มีค่ะ​ ​จะมีร้าน​ที่สถานีรถไฟหรือสนามบิน​ที่เปิดดึกหน่อย​​และเปิดทุกวัน​เพื่อนักเดินทาง ​แต่ก็มีไม่มากร้าน ร้านอาหารปิดวันอาทิตย์​และลาม​ไปถึงวันจันทร์ด้วย

​แต่สมัยนี้เริ่มมีร้านเปิดมากขึ้น​ ร้านขนมปัง​จะเปิด​แต่หัวไก่โห่ให้เราวิ่งออก​ไปซื้อครัวซองท์หรือขนมปังมาทานตอนเช้า​ ​และ​จะมีบางร้าน​ที่เปิดวันอาทิตย์ให้เรา​ไปนั่งอ้อยอิ่งทานคาปุคชิโน่​กับครัวซองต์ในวันอาทิตย์​ที่เราขี้เกียจหาข้าวเช้า​กินเอง

คน​ที่นี่​เขา​ต้องทานขนมปังสดๆ​จากร้านทุกวัน ​แต่ก็มีบ้าง​ที่ซื้อมาแล้ว​ทานไม่หมด เก็บไว้อย่างมากก็สองวัน ​เพราะหลังจากนั้น​ก็ไม่อร่อย ​ต้องทิ้ง​ไปหรือ​เอา​ไปแปรรูปทำของกินอื่น​ไป แม่บ้านคิดว่า​เขาคงปฏิบัติ​กับขนมปังเหมือนเราปฏิบัติต่อข้าว ​คือ ​ต้องกินข้าวหุงเสร็จใหม่ๆ​ถึง​จะอร่อย​ที่สุด

ว่าแล้ว​แม่บ้านขอตัว​ไปหุงข้าวทานก่อนนะจ๊ะ​

ด้วยรักยิ่ง
แม่บ้าน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-161 Article's Rate 40 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) --Series
ชื่อตอน ความรู้เรื่องเมืองสวิสฯ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๗๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เด็กไทย [C-866 ], [203.150.14.161]
เมื่อวันที่ : ๐๕ ต.ค. ๒๕๔๖, ๑๔.๕๔ น.

​​ได้​​ความรู้เยอะเลย​​ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : จาบคาสีรุ้ง [C-867 ], [168.120.27.96]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ต.ค. ๒๕๔๖, ๐๙.๓๖ น.

อ่านแล้ว​​คิดถึงสวิสขึ้น​​มาเลย​​ อยาก​​ไปอีกจัง ​​โดยเฉพาะ logano เคย​​ไปมา ทิวลิปบานสะพรั่ง บ้านเมืองก็สะอาดจริงๆ​​น่ะแหละ​​ รถ​​ไปก็ตรงเวลาเป๊ะ เสียก็ตรงของกิน​​ที่ราคาแพง​​เมื่อเทียบ​​กับบ้านเรา ม่ายงั้น ​​จะอยู่​​สักเดือนเลย​​..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : รจนา ณ เจนีวา [C-879 ], [213.3.151.47]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ต.ค. ๒๕๔๖, ๑๗.๒๑ น.

คุณเด็กไทยคะ​​ - ขอบคุณ​​ที่ส่งคำทักทายมาค่ะ​​ ยินดี​​ที่คอลัมน์นี้มีประโยชน์

คุณจาบคาสีรุ้งคะ​​ ​​ไปเ​​ที่ยวลูกาโน่มาแล้ว​​ ​​เมื่อไร​​จะมาเ​​ที่ยวเจนีวาคะ​​ (หรือมาแล้ว​​มั๊ง) เ​​ที่ยวสวิสฯนี่สนุก​​ที่สุด​​ต้องขับรถขึ้น​​​​เขา หรือเลียบทะเลสาบค่ะ​​ ดิฉันเคยอ่านบท​​ความของคนไทย​​ที่มาเ​​ที่ยว St Moritz ​​กับนั่งรถไฟสายเกลเชียเอ๊กเพรส ไม่รู้ใช่คุณจาบคาฯเขียนหรือเปล่า

รจนาค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น