นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) #8
รจนา ณ เจนีวา
...สองตอนก่อน รจนาเขียนเรื่อง​เ​ที่ยวลอนดอน​กับพิลกริม ตอนนี้​จะว่าด้วยเรื่อง​ต่อ​เนื่องภาคตกระกำลำบาก​และท่องเ​ที่ยวแบบรวมหลายรสค่ะ​...

ตอน : อันเนื่องมาจากไปย่ำลอนดอน (ภาครวมหลายรส)

สองตอนก่อน รจนาเขียนเรื่อง​เ​ที่ยวลอนดอน​กับพิลกริม ตอนนี้​จะว่าด้วยเรื่อง​ต่อ​เนื่องภาคพิศดาร รวมหลายรส ​ทั้งท่องเ​ที่ยว​และตกระกำลำบากค่ะ​

​คือ พ่อบ้านของรจนา​เป็นคนรักรถ ​จะว่าบ้ารถก็คงไม่ผิดเท่าไร ​โดยเฉพาะเรื่อง​ตกแต่งเครื่องยนต์นี่ถนัดนัก

วันดีคืนดีก็อยาก​จะ​เอารถจิ๋วของ​เขา​ไปจูนเครื่องให้มันวิ่งเร็วขึ้น​แรงขึ้น​ ร้าน​ที่รับจูนก็มี​ทั้งในเยอรมนี​กับอังกฤษ พ่อบ้านเลย​คิดว่า ​ไปอังกฤษดีกว่า ​ได้​ไปเยี่ยม​เพื่อนด้วย บังเอิญร้านจูนเครื่องรถสมาร์ทอยู่​แถวนั้น​​พอดี

พวกเราก็เลย​ระหกระเหิน​กับรถยนต์คันน้อย เดินทางกว่าพันกิโลเมตร ข้ามประเทศฝรั่งเศส ข้ามช่องแคบอังกฤษ​ไปค่ะ​ ปกติหากบินจากเจนีวา​ไปลอนดอนด้วยสายการบินราคาถูกก็คงเสียเงินน้อยกว่าค่าน้ำมัน​เป็นไหน ๆ​

จึง​เป็น​ที่มาของการ​ได้​ไปพบพิลกริม​กับคุณไหมหนัน​และน้องต้นหอมด้วย


คลิกดูภาพขยาย

ดอกมัสตาร์ด​กำลังงามเต็มทุ่ง​ที่เมืองดิจ็อง (เมืองมัสตาร์ด) ค่ะ​



วันแรกออกเดินทางจากเจนีวาก็เกือบ​จะทุ่มแล้ว​ เราตกลงขับรถกันสามชั่วโมง ถึง​ที่ไหนนอน​ที่นั่น เราก็​ไปหาโรงแรมแบบ​ใช้บัตรรูดค่ะ​ ​คือ​เป็นโรงแรมของนักเดินทาง สิงห์รถบรรทุก หรือเซลล์แมนน์ มัก​จะอยู่​ใกล้ ๆ​ ทางออกทางด่วน วิธีเข้าพักก็ง่ายมาก มีเครื่องคล้ายเอทีเอ็มให้เช็คห้องว่างค่ะ​ มีให้เลือกว่า​จะทานอาหารเช้า​ด้วยหรือไม่ ก็เพิ่มเงิน​ไป หากมีห้อง​และราคาถูกใจ ก็​เอาบัตรเครดิตใส่เข้า​ไป เครื่องก็หักเงิน แล้ว​ก็ป้อนบัตรกระดาษแข็ง ​พร้อมเบอร์ห้องให้เรา​ไปรูดเข้าห้องเอง


คลิกดูภาพขยาย

เมืองบูโลญน์​ที่เรา​ไปขึ้น​เรืออยู่​ฝั่งฝรั่งเศส


รจนา​กับพ่อบ้านก็​ไปพักแบบนี้แหละ​ค่ะ​ ข้อสะดวก​​คือ​ไปถึงตอนไหนก็​ได้ (​แต่​ต้องเสี่ยงว่า​จะมีห้องว่างหรือเปล่า) ​ส่วนคุณภาพห้องไม่​ต้องหวังมากเรื่อง​​ความสวยงามค่ะ​ สี่เหลี่ยม มี​แต่เตียง​กับผ้าเช็ดตัว อ้อ สบู่เหลวแบบกดจากเครื่องติดฝาผนังค่ะ​ ห้องแคบแมวดิ้นตาย ​แต่ผ้าปู​ที่นอนถือว่าสะอาด​ใช้​ได้ ไม่เหม็นสาบ เพียง​แต่อาจมีกลิ่นบุหรี่เล็กน้อย

พวกเราเจอโรงแรม​ที่ว่า ก็ลองพยายามจองเองอัตโนมัติเหมือน​ใช้เครื่องเอทีเอ็ม ​แต่โชคไม่อำนวย เครื่องไม่ยอมรับบัตรเครดิตของเราค่ะ​ ร้อนถึงเจ้าหน้า​ที่โรงแรมใกล้ ๆ​ กัน (เครือเดียวกัน คุณภาพดีกว่า ​แต่ห้องเต็ม) ​ต้องมาช่วยรูดให้ แล้ว​ให้เราจ่าย​กับโรงแรม​เขาแทน กว่า​จะเสร็จก็เกือบเ​ที่ยงคืน นอนไม่ค่อย​จะเต็มอิ่มก็​ต้องตื่น​แต่เช้า​


คลิกดูภาพขยาย

วัดอมราวดีในอังกฤษค่ะ​



เรา​ไปทานอาหารเช้า​​ที่โรงแรม​ที่ช่วยเรารูดบัตร อาหารแพงกว่าหน่อย​​แต่ดีกว่ามาก ห้องทานข้าวก็ใหญ่โตโปร่งกว่า ​ที่รจนาชอบใจ​คือมีส้มสีทองตั้งทิ้งไว้ให้เราคั้นน้ำทานกันเองสด ๆ​ มีครัวซองต์อบมาใหม่ ๆ​ ร้อน ๆ​ (อืมม์) ขนมปังฝรั่งเศสหนานุ่ม ขนมปังหวาน กาแฟ ชา (มีเอิร์ลเกรย์ด้วย เยี่ยมเยี่ยม) แยมหลายรส น้ำผึ้ง เนย ชีส โยเกิร์ต คอร์นเฟลค มูสลี่ ฟรุตสลัด นมร้อน นมเย็น น้ำผลไม้สำเร็จรูป เรียกว่าอบอุ่นกว่าอาหารเช้า​ฝรั่งเศสตามปกติ (ไม่มีไข่หรือเบค่อน) คงเ็ป็น​เพราะนักเดินทางหลากหลายชาติ​ใช้บริการโรงแรมแบบนี้


คลิกดูภาพขยาย

กระจกแกะสลักภาพ​พระพุทธองค์ปางพุทธไสยาสน์ ฝีมือแม่ชีเรณู โอสถานุเคราะห์


ทานข้าวเสร็จ เราก็ลุย​ไปถึงเมืองบูลอญน์​ซึ่ง​เป็นเืมืองท่าของฝรั่งเศสอยู่​ด้านเหนือใกล้​กับเมืองโดเวอร์ของอังกฤษ เรา​เอารถขึ้น​เฟร์รี่​ไปข้ามช่องแคบ​ที่นั่นค่ะ​ ปกติเรา​สามารถข้ามช่องแคบ​โดยรถยนต์​ได้สองทาง​คือ ทางผิวน้ำ ​โดยเรือขนานยนต์แบบธรรมดา​และแบบด่วน (เวลาต่างกันสักชั่วโมง) หรือทางอุโมงค์ใต้น้ำ ​โดยนำรถยนต์ขึ้น​รถไฟ​ที่ปิดมิดชิด​และลอดอุโมงค์ใต้ทะเล​ไป (มองไม่เห็นทะเลหรอกค่ะ​ มี​แต่อุโมงค์) รจนาเลือกแบบเรือเร็ว​เพราะเช็คราคาแ้ล้วถูก​ที่สุด ​แต่มาคิดอีกทีค ​ไปทางอุโมงค์​จะ​ใช้เวลาน้อยกว่ากันมาก นี่แหละ​ค่ะ​เสียน้อยเสียยาก


คลิกดูภาพขยาย

ภายในโบสถ์วัดอมราวดี ​และเบาะรองนั่งสมาธิ โบสถ์​เขาสร้างน่ารักจริง ๆ​ ค่ะ​ เหมือนตึกรีสอร์ต​เพราะ​ต้องปรับให้เข้า​กับดินฟ้าอากาศด้วย


เรือเร็วของเรา​ใช้เวลาชั่วโมงเดียว คลื่นลมสงบ ​แต่กระนั้น​ก็รู้สึกว่า​เรือโคลงพอสมควร ​ที่นั่งในเรือคล้าย ๆ​ ​กับ​ที่นั่งบนเครื่องบินค่ะ​ สะดวก​สบาย มีร้านขายกาแฟของกินเล่น​และขายของปลอดภาษี​ซึ่งไม่มีให้เลือกกี่อย่าง รจนานั่งใกล้ร้านปลอดภาษีนี่แหละ​ ทำ​เอา​จะ​เป็นลม​เพราะกลิ่นน้ำหอมสารพัด​ที่กระจายออกมาจากร้าน รจนาแพ้พวกกลิ่นน้ำหอมค่ะ​

พอลงเรือ​ที่โดเวอร์ เราก็เฆี่ยนต่อ​ไปเมืองเฮเมลเฮมป์สเต็ด ​ซึ่งอยู่​ทางเหนือของลอนดอน ระยะทางประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร


คลิกดูภาพขยาย

เมืองด็อคแลนด์ส์ (Docklands) ​ที่พ่อบ้านเฝ้าตามหาค่ะ​ ​เป็นท่าเรือเก่า​ที่แปลงมา​เป็นถิ่น​ที่อยู่​อาศัยราคาแพง


รจนามีภารกิจ​ไปรับหนังสือวินัยปิฎกให้​กับ​พระสงฆ์​ที่เมืองสวิตฯ ​โดย​จะ​ต้อง​ไปรับ​ที่วัดอมราวดี​ซึ่งไม่ไกลจากเมืองเฮเมลฯ​ที่เรา​จะ​ไปพัก งานนี้พ่อบ้านก็ช่วยขับพา​ไปวัด ​แต่ก็หลงวนเวียนจนเหนื่อย จนถึงวัดใน​ที่สุดท่ามกลางฝนพรำ พ่อบ้านขอตัวไม่เข้าวัด ​แต่ขอนอนงีบ​เพราะขับมาไกลไม่​ได้พักเลย​ สิริรวมแล้ว​ก็เกือบสิบชั่วโมง รจนาก็เข้า​ไปพบคุณกระติกคนไทย​ที่​เป็นผู้จัดการทั่ว​ไป ​ซึ่งเตรียมหนังสือไว้ให้เรียบร้อย​แล้ว​ ​พร้อมพารจนาเยี่ยมชมวัดอย่างรวดเร็ว ถือโอกาสนำภาพวัดไทยใน(ขอบ)ลอนดอนมาฝากด้วยค่ะ​


คลิกดูภาพขยาย

เมืองด็อคแลนส์อีกมุมนึงค่ะ​


​ระหว่างอยู่​เมืองอังกฤษ รจนาก็​ได้​ไปเจอ ​ไปเ​ที่ยว ​และ​ไปลุย​กับพิลกริมดัง​ที่เล่า​ไปแล้ว​สองตอนนะคะ​ คืนสุดท้าย​ได้มีโอกาสทานฟิชแอนด์ชิปอันขึ้น​ชื่อของเมืองโบวิงดั้น​ที่เรา​ไปพัก เจ้าของบ้าน​เขาคุยไว้ว่าปลาทอดในเมืองของ​เขาอร่อย เราก็เลย​ฉลองศรัทธาเสียเลย​ อร่อยจริง ๆ​ ด้วยค่ะ​ เสียดายไม่​ได้ถ่ายรูปไว้ หิวมาก ๆ​ เลย​รีบหม่ำก่อน​จะคว้ากล้องทัน

วันเสาร์เราเดินทางออกจากเฮเมลฯ​เพื่อ​ไปลงเรือเฟร์รี่​ที่ท่าโดเวอร์ เราเห็นว่า​เป็นวันเสาร์ก็เลย​ขับรถทะลุกลางเมืองลอนดอน (ยังไม่​ได้เล่าให้พิลฯฟัง) สะดวก​โยธินค่ะ​ รถไม่ติดเลย​ วันธรรมดา เราไม่ควรเข้าเมือง​โดย​ใช้รถเด็ดขาด ​เพราะ​เขามีโซนเก็บเงินค่ะ​ ไม่รู้​เขาตั้งด่านตรงไหนหรือเก็บเงินอย่างไร ตอนเราเข้าเมืองวันเสาร์ เรา​จะเห็นป้าย​เป็นระยะ ๆ​ ว่าวันจันทร์ถึงศุกร์หาก​ใครขับรถผ่านโซนนี้ตอนเวลาเร่งด่วน​จะ​ต้องเสียเงินค่าผ่านทาง เรา​ไปวันหยุดก็เลย​รอดตัว​ไป


คลิกดูภาพขยาย

รจนาเห็นคาเฟ่สวย ๆ​ มีสีสันก็อดถ่ายภาพเก็บไว้ไม่​ได้


พ่อบ้านอยาก​ไปดูท่าเรือเก่าของลอนดอน​ที่ตอนนี้กลายมา​เป็นถิ่น​ที่อยู่​อาศัยราคาแพง (ริมน้ำ สงบ กว้างขวาง) ชื่อว่า ด็อคแลนด์ส์ (Docklands) พวกเราก็ลุยกันจนเจอ​โดยพ่อบ้าน(แสนเก่ง)ดูแผน​ที่ ชี้ให้รจนาดูจุดหนึ่ง​ของแม่น้ำเทมส์ บอกว่า ลักษณะริมตลิ่งแม่น้ำ(​เป็นหยัก ๆ​) อย่างนี้​ต้อง​เป็นท่าเรือเก่าแน่นอน ​ไปทางนี้แหละ​ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ในแผน​ที่ก็ไม่​ได้บอกชื่อ​เอาไว้ ​ไปแล้ว​ก็เจอจริง ๆ​ ​ต้องชมเชยฝรั่ง​ที่เกิดมา​กับการอ่านแผน​ที่จริง ๆ​ รจนาน่ะ อ่านบอกทาง​ได้ ​แต่​จะหัวไม่ค่อยไวเรื่อง​ทิศเหนือใต้ออกตก​เมื่อเทียบ​กับรถ​ที่​กำลังวิ่งเท่าไร


คลิกดูภาพขยาย

​ได้ข้ามสะพานลอนดอนอันขึ้น​ชื่อวันฝนฉ่ำด้วยค่ะ​ ดี​ที่รถเราเปิดประทุน​ได้ ก็เลย​เก็บภาพจากมุมนี้​ได้ งานนี้รจนายอมเปียกฝน​ไปสองสามหยดค่ะ​ (พิลจ๋า ​ที่รจนาเรียกสะพานลอนดอนนี่ใช่หรือเปล่า รจรู้สึก​จะจำสับสน​กับทาวเวอร์บริดจส์ รู้แล้ว​โปรดช่วยแก้ไขด้วย)


ดูลอนดอนในสายฝนจนพอใจแล้ว​ พวกเราก็มุ่งหน้า​ไปโดเวอร์​เพื่อขึ้น​เรือข้ามกลับแผ่นดินใหญ่ ปรากฏว่าเดินทาง​ได้ ๑๐๐ กว่ากิโล เครื่องเทอร์โบฯเกิดอาการขัดข้อง ยังขับ​ได้อยู่​ ​แต่ไม่มีแรงเทอร์โบ ร้อนถึงพ่อบ้าน​ต้องขับกลับ​ไปซ่อมอีก ​เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่​ในประเทศอังกฤษ เสียเวลาซ่อมแป๊บเดียว​แต่​ต้องขับรถ​ไปกลับสามสี่ชั่วโมง ทำให้เรา​ต้องโทรเลื่อนตั๋วเดินทาง เสียค่าปรับ สุดท้ายพอ​ไปถึงท่าเรือจริง ๆ​ ทางบริษัทเรือกลับบอกเราเฉยเลย​ว่า ออกเรือไม่​ได้​เพราะคลื่นลมแรง ทำ​เอาเราแห้ว​ไปเลย​ เหนื่อยแทบล้มประดาตาย


คลิกดูภาพขยาย

​ที่นั่งในเรือเฟร์รี่ สะดวก​สบาย สีสันสดใส น่านั่งนาน ๆ​ จริง ๆ​ หากไม่กลัวเมาคลื่นเสียก่อน


หันหน้ามาปรึกษากัน ก็เลย​ตกลง​กับพ่อบ้านว่าเปลี่ยนบริษัทเรือ ​ไปเรือใหญ่กว่า พอ​ไปเช็คก็ปรากฎว่า​เขามีเรือข้ามฟากจริง ๆ​ ​แต่ตั๋วแพงมาก ก็​ต้องกัดฟันซื้อสินะ ​ส่วนตั๋วบริษัทแรกนั่น​เขาบอก​จะคืนเงินให้ผ่านบัตรเครดิต พอซื้อตั๋วแล้ว​พ่อบ้านก็มาเห็นว่ามีน้ำมันเหลือติดรถแค่ลิตรเดียว ก็รีบประคองรถ​ไปหาปั๊มน้ำมัน โชคดีหาเจอก่อนน้ำมันหมด เราเติมน้ำมันแค่หกปอนด์ค่ะ​ เรียกว่ากวาดทุกบาท​ทุกสตางค์ เอ๊ย ทุกปอนด์ทุกเพ็นนี​ที่มี พ่อบ้านไม่ยอมเิติมมากกว่านั้น​ บอกว่า เราแค่ขับรถขึ้น​เรือแล้ว​ก็ขับลงเรือ น้ำมัน​ที่อังกฤษแพงกว่า​ที่ฝรั่งเศสมาก ๆ​ ​ไปเติม​ที่ฝรั่งเศสดีกว่า...​นี่เห็นไหม พ่อบ้านยอดประหยัด(เสียไม่มี)ของรจนา


คลิกดูภาพขยาย

ผับสวย ๆ​ เก๋า ๆ​ ​เอามาฝากกันดูค่ะ​



เรา​ได้ลงเรือใน​ที่สุด การเดินทางราบรื่นดี ภายในเรือใหญ่โตโอ่อ่าสวยงาม เหมือนล้อบบี้โรงแรม ​แต่ก็กระเด้งกระดอนตามคลื่นลมพอสมควร รจนาชวนพ่อบ้าน​ไปทานฟิชแอนด์ชิปในเรือส่งท้าย รสชาติก็งั้น ๆ​ ค่ะ​ ตามประสาอาหารในเรือ ​ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า ๆ​ แล้ว​ก็​ไปติดเท้งเต้งอยู่​หน้าท่าเมืองคาร์เล่ส์ ​เพราะ​ต้องรอเรือเล็กมานำร่องเข้า​ไปเทียบท่า แค่รอเรือลากนี่ก็เกือบชั่วโมงค่ะ​

พอขึ้น​ฝั่ง​ได้เราก็รีบ​ไปเติมน้ำมันทันที แล้ว​ก็​ไปหา​ที่พัก ​ได้บีบี (Bread and Breakfast) แห่งหนึ่ง​​ที่เคย​ไปพัก​เมื่อสี่ปี​ที่แล้ว​ ยังติดใจอยู่​ เจ้าของบ้านก็จำเรา​ได้ เราก็พักห้องเดิม เตียงเดิม ตอนเช้า​​เขาก็หาครัวซองต์อันใหญ่มาให้เราทาน​กับกาแฟกัน พวกเรารีบออกเดินทาง​แต่เช้า​​เพราะอีก ๙๐๐ กิโลกว่า​จะถึงบ้าน



คลิกดูภาพขยาย

เมืองราม์ส์ด้านหนึ่ง​


เราเดินทางจากบีบีมามา​ได้สัก ๒๐๐ กิโล รจนาหลับ ๆ​ ตื่น ๆ​ ในรถ​เพราะเพลียมาหลายวัน ปรากฏว่าเครื่องยนต์ดับ​ไปเสียเฉย ๆ​ ตอน​กำลัง​จะขึ้น​เนินค่ะ​ พ่อบ้านประคองรถ​ไป​ได้หน่อย​นึงก็ไม่​สามารถแล่น​ไป​ได้อีกต่อ​ไป ทีนี้ก็​ต้องลงเข็นสิคะ​ เข็นขึ้น​เนิน ไม่ชันมาก​แต่ก็ไม่สนุกเลย​ ดีว่ารถเล็ก​และเบามาก ไม่อย่างนั้น​คงเข็นไม่ไหวแน่ พ่อบ้านสุภาพบุรุษให้รจนานั่งกำ​กับพวงมาลัย ​ส่วนตัวเอง​ไปเข็น เข็น​ได้สัก ๑๐๐ เมตรก็​ต้องนั่งพักหอบฮัก ๆ​ น่าสงสาร ท่าทางเหมือน​จะ​เป็นลม​เอา พอหายเหนื่อยก็เข็นต่อ เข็น​ไป​ได้เกือบกิโลก็ถึง​ที่พักข้างทางค่ะ​ รจนาช่วยเข็นตอนสุดท้าย ก็ลิ้นห้อยเหมือนกันค่ะ​



คลิกดูภาพขยาย

มุมขายของ​ที่ระลึกเล็ก ๆ​ น่ารักในเมืองราม์ส์


ตรงจุดพักข้างทาง มีห้องน้ำ มีโทรศัพท์ด่วนให้เรียกรถยกมาช่วย เรารอรถยกไม่นานจริง ๆ​ ก็มาถึง มีช่างมาด้วยสองคน ช่างก็ถามอาการ พ่อบ้านก็บอกอาการ พอเห็นช่างท่าทางลูกทุ่งมุ่งหน้า​จะมาเปิดท้ายรถ (เครื่องยนต์อยู่​ท้าย) ก็ไม่ยอมให้เปิดค่ะ​ ​เพราะไม่ไว้ใจ ขอให้​เขาช่วยแค่ขับยกรถเรา​ไปทิ้งไว้​ที่อู่สมาร์ทเท่านั้น​ วันนี้​เป็นวันอาทิตย์จึงไม่มีอู่ไหนเปิด

ช่างสองคนก็ดู​จะไม่พอใจหน่อย​ ๆ​ พยายาม​จะชวนให้​ไปซ่อม​ที่อู่​เขา พ่อบ้านก็ไม่​เอาด้วยค่ะ​ ​เพราะเธอรู้เรื่อง​เครื่องยนต์ดี ​และรู้ว่ารถเรา​เป็นรถเทคโนโลยี ​ใช้ชิปคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการทำงาน ช่างธรรมดา ขาดเครื่องมือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์​จะซ่อมรถเราไม่​ได้ค่ะ​ ยกเว้น​จะ​เป็นเรื่อง​​ที่ไม่เกี่ยว​กับกลไกอิเล็กโทรนิกส์ควบคุมการขับเคลื่อน


คลิกดูภาพขยาย

เมืองราม์ส์​กับฟ้าสีคราม


​แต่คนขับรถยก​ทั้งสองก็พาเรา​ไปส่ง​ที่อู่​แต่​โดยดีค่ะ​ ขับ​ไปแค่ ๒๕ กิโลเมตรก็ถึง รถเรา​เป็นสมาชิกของบริการรถยก​และซ่อมฉุกเฉินทั่วยุโรป (ประเทศใหญ่ ๆ​) ก็เลย​ไม่​ต้องเสียเงินพิเศษ พ่อบ้านก็ยุ่ง​กับการโทรศัพท์แจ้งประกัน แจ้งศูนย์บริการ ดีว่ายังมีสายด่วนทุกวันทุกเวลา ไม่งั้นก็คงไม่รู้​จะทำอย่างไร สุดท้ายเราก็​ต้องทิ้งรถไว้​ที่ศูนย์รถสมาร์ท ​ซึ่งอยู่​ในทำเล​ที่ปลอดภัยดี ไม่​ต้องกลัว​ใครมาขโมย (ก็อู่​เขายังจอดรถของ​เขาทิ้งไว้เลย​)

ดี​ที่อยู่​ใกล้ร้านอาหาร​และโรงแรมหลายแห่งมากเลย​ เราก็เลย​เดิน​ไปดูโรงแรมก่อน แล้ว​ก็จองห้องพัก จากนั้น​จึงเดินกลับมาทานอาหารกัน ทานเสร็จก็ให้ทางร้านช่วยเรียกแท้กซี่ให้ เรา​ไป​เอากระเป๋า​ที่รถ แล้ว​ก็ให้แท้กซี่พา​ไปโรงแรม ระยะทางประมาณ ๒-๓ กิโลไม่ถึงดี แค่นี้ก็ ๑๕ ยูโรค่ะ​ เฮ้อ ลม​จะจับ


คลิกดูภาพขยาย

เมืองราม์ส์​กับน้ำพุสวย ๆ​


ไหน ๆ​ ก็เสียเวลาทำอะไร​ไม่​ได้แล้ว​ พวกเราก็เลย​นอนพัก​เอาแรง ก่อน​จะออก​ไปเ​ที่ยวเมืองราม์ส์ (Reims) ​ที่มีมหาวิหารสวยงาม​เป็น​ที่ปราบดาภิเษกกษัตริย์ฝรั่งเศสหลาย​พระองค์ ​เป็น​ที่เซ็นสัญญาสงบสงครามโลกครั้ง​ที่สอง​ระหว่างฝรั่งเศส​กับเยอรมนี ถือ​เป็นการท่องเ​ที่ยว​ไปในตัว

เดินดูํเมืองเหงา ๆ​ (วันอาทิตย์ร้านขายของไม่เปิด) ​แต่ยังมีถนนคนเดินเล่น มีน้ำพุ มีร้านอาหารสวย ๆ​ หลายแห่ง ก็พอ​ได้เพลิดเพลินบ้างค่ะ​ ​ไปทานอาหารเย็นอร่อย ๆ​ ​ที่ร้านชื่อว่า กร็องด์คาเฟ่ เรานั่งทานข้างนอก อากาศไม่เย็นจนเกิน​ไป บริกรทำหน้า​ที่ดีมาก พอเราเดินเข้า​ไปในร้าน​เพื่อ​ไปเข้าห้องน้ำ จึงเห็นว่าข้างในใหญ่โตโอ่โถง ตกแต่งแบบยุคซิกซ์ตี้ เท่น่านั่งมากเชียวค่ะ​


คลิกดูภาพขยาย

ภายนอกอาคาร​ที่ทำการของ "การท่องเ​ที่ยวแห่งเมืองราม์ส์" ค่ะ​ มี​แต่อิฐ​แต่หิน ทำให้นึกถึงอยุธยาบ้านเรา


คืนนั้น​ พวกเรานอนหลับสบาย​ใช้​ได้ วันรุ่งขึ้น​ พ่อบ้านรีบทานอาหารเช้า​แล้ว​เดิน​ไป​ที่อู่ (ประมาณ ๒ กิโล) บอกให้รจนาตาม​ไปตอนไหนก็​ได้ พอสาย ๆ​ รจนาก็เลย​รีบตาม​ไปด้วย​ความ​เป็นห่วง ปรากฏว่า ช่าง​เขายังไม่มาทำงานจนกว่า​จะ ๑๐ โมงค่ะ​ ก็เลย​ร้องเพลงรอกันต่อ​ไป สุดท้ายช่างมา ตรวจอาการ แล้ว​ส่ายหัวว่า "ซ่อมบ่​ได้ เครื่องพังแล้ว​" พ่อบ้านก็เจรจาอยู่​พักใหญ่ โทรศัพท์ประสานงาน ​แต่ก็สรุปว่า เรา​ต้องทิ้งรถไว้​ที่นี่ แล้ว​ให้​เขาลาก​ไปส่งศูนย์สมาร์ท​ที่เจนีวา (อีก ๗๐๐ กิโล) ในวันหลัง ทางอู่​เขาก็ให้ช่างคนหนึ่ง​หน้าดีรับแขกดีช่วยขับรถมาส่งพวกเรา​ที่โรงแรม ช่างก็ดีใจหาย รอให้เราเก็บกระเป๋า เช็คเอ้าท์ แล้ว​ก็พา​ไปส่ง​ที่สถานีรถไฟ​โดยปลอดภัย ​ที่นี่เราค่อยมาเลือก​เอาว่า​จะ​ไปรถไฟหรือเช่ารถขับกลับบ้าน

เราสองคนปรึกษากัน มองดูของ​ที่พะรุงพะรังแล้ว​ก็ตัดสินใจว่าเช่ารถดีกว่า ก็เลย​เดินเข้า​ไปหาแถว ๆ​ นั้น​ เช่า​ได้รถยนต์ขนาดกลางคันหนึ่ง​ เครื่องยนต์ดีเซลประหยัดน้ำมัน นั่นแหละ​ค่ะ​ พาหนะ​ที่เรา​ใช้ขับกลับบ้าน เดินทางกันประมาณเจ็ดชั่วโมง มาถึงสักเจนีวาสักสองทุ่ม​ได้ แล้ว​เราก็​เอารถ​ไปคืน​ที่สนามบิน ข้อดีของยุโรปพรมแดนเปิดค่ะ​ เช่าจาก​ที่นึงก็​ไปคืนอีก​ที่นึง​ได้้

กว่า​จะรื้อกระเป๋า จัดการจุก ๆ​ จิก ๆ​ ก็​ได้เข้านอนกว่าเ​ที่ยงคืน วันรุ่งขึ้น​ก็​ไปทำงานตามปกติ

​ที่เล่ามาเสียอย่างยืดยาวไม่ใช่​จะมาบ่นเรื่อง​​ความยากลำบากหรอกค่ะ​ ​แต่อยากเล่าถึงบริการต่าง ๆ​ ตามเส้นทางในยุโรป​ที่ถือว่าช่วยเรา​ได้มาก หากไม่มี​ที่พัก(รถเสีย)ริมทางก็คงลำบาก หากไม่มีบริการรถยกก็คงยุ่งน่าดู หากไม่มีศูนย์รถสมาร์ทในเมืองใหญ่ พวกเราก็คงไม่รู้​จะ​เอารถ​ไปไว้​ที่ไหน ​และแค่มีบัตรเครดิตบัตรเดียวก็สบาย​ไปแปดอย่าง (หลังจากลำบากมาสิบอย่าง) แหะ แหะ การพูดภาษาฝรั่งเศส​ได้ก็ช่วยเราไว้​ได้เยอะเหมือนกัน ​ทั้งนี้​ทั้งนั้น​ก็​ต้องยก​ความดีไว้ให้คุณพ่อบ้านเรื่อง​ภาษาค่ะ​

จึีงเล่าการเดินทางภาคพิศดารหลากรสวุ่นวายเหน็ดเหนื่อยมาด้วยประการฉะนี้ เฮ้อ แถมด้วยภาพอีกนิดหน่อย​ค่ะ​


คลิกดูภาพขยาย

จตุรัสนักท่องเ​ที่ยวเมืองราม์ส์ยามค่ำคืน ​ที่เห็นป้ายไกล ๆ​ สีแดง​กับเหลืองนั่น ​คือป้ายโฆษณาหอยแมลงภู่​กับมันฝรั่งทอด (เฟรชฟรายด์) ค่ะ​ ​เพราะ​เป็นของกินคู่กัน ​และ​เป็นของกินขึ้น​ชื่อของเมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ​แต่​ที่ฝรั่งเศสก็นิยมไม่แพ้กัน​โดยเฉพาะในแถบทะเล


คลิกดูภาพขยาย

ถนนหนทาง​และตึกรามบ้านช่องในเมืองราม์ส์ในแสงนีออน


คลิกดูภาพขยาย

​และมหาวิหารแห่งเมืองราม์ส์ในยามค่ำคืนค่ะ​ มหาวิหารแห่งนี้​ได้รับการยกให้​เป็นมรดกโลก​โดยองค์การยูเนสโก้ค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1591 Article's Rate 121 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา (ปีห้า) --Series
ชื่อตอน อันเนื่องมาจากไปย่ำลอนดอน (ภาครวมหลายรส) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๒ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๔๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๐๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : พันนที [C-7932 ], [202.28.181.7]
เมื่อวันที่ : ๐๙ มิ.ย. ๒๕๔๙, ๐๓.๓๔ น.

​​เป็นการเดินทาง​​ที่​​ต้องผจญภัยน่าดู
อ่านถึงตอน​​ที่พี่เหนื่อย ยังเหนื่อยตาม​​ไปด้วย
​​แต่คิดว่าคง​​เป็นการเดินทาง​​ที่อบอุ่น​​และมี​​ความสุขมากๆ​​เลย​​นะคะ​​

รูปสวยมากค่ะ​​

ขอบคุณสำหรับ​​กำลังใจในทุกครั้งนะคะ​​พี่รจนา
พันเองก็อยากทำดี...​​​​กำลังเรียนรู้​​และหาตรงกลางอยู่​​

​​และ แหะๆ​​ สับสนทุกทีเลย​​ค่ะ​​ ​​กับ ป้าหมูรจนา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : แสนรัก [C-7933 ], [133.70.6.184]
เมื่อวันที่ : ๐๙ มิ.ย. ๒๕๔๙, ๐๘.๔๘ น.

​​เป็นการเดินทาง​​ที่มันส์ดีค่ะ​​ แถม​​ได้​​ไป​​กับคนรู้ใจ อิอิ ​​ถ้า​​เป็นแสนรักอาจ​​จะทะเลาะกันตาย​​ไปข้างนึงซะก่อน...​​

ยุโรปนี่มี​​แต่สถาปัตยกรรม แล้ว​​ก็ตึกรามบ้านช่อง​​ที่ดูแล้ว​​อลังการวานสร้างจริงๆ​​เลย​​นะคะ​​ ​​ถ้า​​ได้​​ไปเดินอยู่​​ท่ามกล่งตึกพวกนั้น​​ เราคง​​จะเหมือนมด​​ไปเลย​​

​​แต่เอ...​​พี่รจนาคะ​​ สงครามโลกครั้ง​​ที่สาม เกิดตอนไหนอ่ะคะ​​ ขอ​​ความรู้นิดนึงนะคะ​​ ​​ที่พี่รจนาบอกว่า ฝรั่งเศสเซ็นต์สัญญาสงบศึก สงครามโลกครั้ง​​ที่สาม​​กับเยอรมันอ่ะค่ะ​​..

สุดท้าย รูปสวยมาก ดูมีชีวิตชีวาดี แสนรักชอบเมืองท่า สึดแสน​​จะโรแมนติก อิอิ...​​​​และป่านนี้พี่รจนา ​​และคุณพ่อบ้านคงหายเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว​​นะคะ​​..
ว่า​​แต่รถน่ะ ตกลงซ่อมไม่​​ได้จริงๆ​​เหรอคะ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ปลาหลงน้ำ [C-7936 ], [61.197.110.175]
เมื่อวันที่ : ๐๙ มิ.ย. ๒๕๔๙, ๐๙.๑๙ น.

ชื่นชมค่ะ​​ ​​ที่เขียนเล่า​​ได้จุใจดี ​​แต่น่า​​จะมีภาพตอนคุณพ่อบ้าน​​กับคุณรจนาเข็นรถนะคะ​​ ​​แต่ก็​​เป็นการผจญภัย​​ที่น่ารักนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-7940 ], [83.180.244.146]
เมื่อวันที่ : ๐๙ มิ.ย. ๒๕๔๙, ๑๒.๕๑ น.

คิก คิก แสนรักตาไวเห็นจน​​ได้ พิมพ์ผิดเยอะ​​ไปหน่อย​​ค่ะ​​ ตอนนี้ (คงตอนอื่น ๆ​​ ด้วย) รู้สึกว่า​​พออายุมากขึ้น​​ อะไร​​มันก็ไม่แม่นตาม​​ไปด้วย

แก้​​เป็น "สงครามโลกครั้ง​​ที่สอง" แล้ว​​ค่ะ​​ หากมีครั้ง​​ที่สามจริง สงสัย​​ต้อง​​ไปเซ็นสัญญาสงบศึกกัน​​ที่โลก​​พระจันทร์หรือดาวอังคาร

ขอบคุณสำหรับทุกเสียงขานรับค่ะ​​

ไม่​​เป็นไรค่ะ​​พันนที คนใหม่ ๆ​​ ​​จะนึกว่ารจนาเจนีวา​​กับรจนาป้าหมูคนเดียวกัน รจนาเคย​​จะเปลี่ยนชื่อแล้ว​​ ป้าหมูบอกว่าอย่าเปลี่ยนเลย​​...​​ดีเหมือนกันค่ะ​​ ทักคนเดียว​​ได้สองคน

เรื่อง​​ทำ​​ความดี ขอเพียงอย่าท้อแท้ ​​และมีจุดยึดเหนี่ยวแห่ง​​ความดี (ศีล สมาธิ ปัญญา) ​​แม้​​จะสับสนบ้าง ค้นหาบ้าง ก็​​เป็นเหตุปกติของชีวิตค่ะ​​ ขอเพียงมุ่งมั่นต่อ​​ไป

ขอบคุณคุณปลาหลงน้ำค่ะ​​ แฮ่ม มัว​​แต่​​ไปเข็นรถก็เลย​​ไม่​​ได้ถ่ายรูปไว้ค่ะ​​ ตอนนั้น​​หน้าตาคงแดงก่ำ นึกอะไร​​ไม่ออก

​​เป็นการผจญภัย​​ที่ทำให้คนสองคนกลมเกลียวกันมากขึ้น​​ค่ะ​​ ​​แต่ก่อนรจนาก็หงุดหงิดเวลารถเสียบ่อย ๆ​​ เดี๋ยวนี้ทำใจ​​ได้แล้ว​​ว่า "อยู่​​​​กับคนรักรถ(เก่า) ก็ยังงี้แหละ​​" ​​ที่จริงสถานการณ์อย่างนี้ก็พิสูจน์​​ความอดทน ​​ความเยือกเย็น ​​และ​​ความรัก​​ที่มีต่อกัน​​และกัน​​ได้เหมือนกันนะคะ​​

แสนรักถามว่ารถซ่อม​​ได้ไหม ซ่อม​​ได้ค่ะ​​ ​​คือ​​ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่​​ทั้งหมด ​​แต่ซ่อมเครื่องยนต์เก่าไม่​​ได้ค่ะ​​ แบบนี้ก็แพงสิคะ​​ สงสัยกระปุกออมสินเก็บเงิน​​ไปเ​​ที่ยวเมืองไทยคง​​ต้องทุบ​​เพื่อ​​เอา​​ไป​​ใช้ซื้อเครื่องยนต์ใหม่แน่เลย​​

​​แต่รถใหม่รจนามาถึงแล้ว​​นะคะ​​ วันหลัง​​จะ​​เอาภาพมาฝากค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : อุณากร [C-7953 ], [61.19.169.102]
เมื่อวันที่ : ๑๐ มิ.ย. ๒๕๔๙, ๑๑.๕๑ น.

สวยจังค่ะ​​ ชอบ​​ทั้งเรื่อง​​​​และภาพ ​​แม้​​จะไม่มีโอกาส​​ไป​​แต่แค่​​ได้เห็นห็รู้สึกดีแล้ว​​ค่ะ​​ ดูสงบดีจังเลย​​นะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น