นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) #4
รจนา ณ เจนีวา
...กลับมาแล้ว​แม่บ้านสวิส ส่ง​ความรักวันวาเลนไทน์มาถึงทุกคนจ้ะ​ ​แม้​จะช้า​ไปหน่อย​ ​แต่ก็อยากให้รู้ว่ารัก​และคิดถึงเสมอ ​และส่ง​ความรัก...

ตอน : 3: ไปเที่ยวอังกฤษ

สวัสดีจ้ะ​​เพื่อนๆ​​ที่ัรัก

กลับมาแล้ว​แม่บ้านสวิส ส่ง​ความรักวันวาเลนไทน์มาถึงทุกคนจ้ะ​ ​แม้​จะช้า​ไปหน่อย​ ​แต่ก็อยากให้รู้ว่ารัก​และคิดถึงเสมอ ​และส่ง​ความรักเผื่อมาทุกวันด้วย

ชีวิตตอนนี้​ต้องเปรียบเหมือนนกน้อย ​ที่เรื่อยๆ​มาเรียงๆ​ มีเรียนภาษาฝรั่งเศส ทำงานบ้าน ทำงานแปล ค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต ทำงานรับจ้างเล็กๆ​น้อยๆ​​เป็นค่าขนม ฝึกวิทยายุทธทำอาหาร บางครั้งก็เบื่อนิดหน่อย​​เพราะไม่ค่อย​ได้เจอผู้คนนัก ​แต่ยังไม่เหงา​เพราะฝันอยากมีเวลาว่างมานานแล้ว​ ตอนนี้ว่าง ​ได้พักหายใจเต็ม​ที่ ​ได้เอ็นจอยชีวิตมากขึ้น​ รู้สึก​เป็นสุขใจดี ​แต่พอเลือดนักทำงานมันสูบฉีดแรงก็​ต้องรีบหาอะไร​มาให้ไม่ให้อยู่​ว่างมากเกิน​ไปเดี๋ยว​จะฟุ้งซ่าน

การเรียนภาษาใหม่

ภาษาฝรั่งเศสนี่มันยากกว่าภาษาอังกฤษหลายเท่าทีเดียว เหตุผลหนึ่ง​​คือแม่บ้านเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทย ​กับครูไทย การสอน​เป็นภาษาไทย ทำให้เข้าใจคำอธิบายต่างๆ​ ​และเรามีเวลา​เป็นสิบปี​ที่​จะเรียนก่อน​ไป​ใช้งาน ศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ซับซ้อนเท่าภาษาฝรั่งเศส มีคำกริยาประเภทเดียวแล้ว​เปลี่ยน​ไปตามกาลเวลา เช่น อดีต ปัจจุบัน อนาคต ​แต่ภาษาฝรั่งเศสคำนามมี​ทั้งเพศชาย​และหญิง ​และคำกริยา​ต้องเปลี่ยนตามประธานต่างๆ​แล้ว​​ต้องตามเพศด้วย ตำแหน่งของคำในประโยคก็ต่างกัน​ไป รู้สึกว่า​เรียนแล้ว​บื้อ​ไปบ่อยๆ​ ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น​ว่า เราก็โง่​เป็นเหมือนกัน อิอิ (มี​ใครแอบนินทาเราหรือเปล่าว่าก็โง่มาตลอดน่ะแหละ​ ​ได้ยินนะ ^.^) ​ที่ยาก​ที่สุด​คือ​เขาสอน​เป็นภาษาฝรั่งเศส เวลา​เขาอธิบายเราก็​จะแค่เข้าใจเลาๆ​แล้ว​​ที่เหลือก็​ต้อง​ไปสังเกตดูวิธี​ใช้​และเปรียบเทียบ​เอาเอง ดังนั้น​การ​จะสอบถามให้เข้าใจ​จะ​จะจึงทำ​ได้ยาก ​เพราะไม่​สามารถถาม​เป็นภาษาฝรั่งเศส​ได้ จึงไม่อาจเรียน​ได้อย่างแม่นยำ ก็​ได้พ่อบ้านช่วยอธิบายเพิ่มเติมเวลาไม่เข้าใจอะไร​จริงๆ​ ตอนนี้เริ่มรู้สึกคล่องขึ้น​นิดหน่อย​ก็มีอัน​ต้องหยุดเรียนชั่วคราว​เพื่อมาทำงานก่อน พอ​ไปเริ่มต้นใหม่ก็​จะฝืด​ไปอีก อย่างว่าแหละ​นะ ไม่มีอะไร​​ที่​ได้มา​โดยไม่​ต้อง​ใช้​ความพยายาม

ดินฟ้าอากาศ​กับการปรับตัว

คิดว่าปรับตัว​กับอากาศสวิส​ได้ดีขึ้น​มาก ​เพราะเริ่มรู้สึกร้อน ​และใส่เสื้อผ้าน้อยชั้นลง เริ่มเปิดประตูหน้าต่างบ้านบ่อยขึ้น​ ​เพื่อรับอากาศสดชื่น กลางคืนนอนก็เปิดหน้าต่างแง้มไว้​เพื่อให้มีอากาศหมุนเวียน ตอนเดินทางมาถึงแรกๆ​ไม่ยอมเปิดประตูหน้าต่างเลย​สักบาน​เพราะกลัว​ความหนาวมาก หลายคืนนอนใส่ถุงน่องถุงเท้าเสื้อกันหนาวใต้ผ้านวมหนาจนคนข้างเคียงอดหัวเราะไม่​ได้ ตอนนี้ไม่​ต้องแล้ว​ แถมยังชอบออก​ไปสูดอากาศเย็นๆ​บ่อยๆ​ ซ้ำวันไหนไม่เปิดหน้าต่างนอน ตื่นเช้า​​จะปวดหัวเสียอีก

พออากาศอุ่นขึ้น​ เจ้าต้นไม้ใบหญ้าดอกไม้น้อยมันก็แย่งกันโผล่ออกมาจากพื้นดิน​และผลิดอกออกใบให้ชื่นใจ คนข้างเคียงบอกว่าพออากาศกลับมาหนาวอีกดอกไม้เหล่านี้ก็​จะเฉาตาย แล้ว​ก็​จะฟื้นคืนชีพใหม่​เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง พิจารณาแล้ว​​เป็นปรัชญาชีวิตน้อยๆ​​ได้เหมือนกัน เหมือนการต่อสู้​ที่เรา​ต้องไม่ยอมแพ้ ​แม้บางครั้ง​ต้องยอมถอยบ้าง

​ไปอังกฤษแบบรีบด่วน

ประเทศอังกฤษ​กับสวิสเซอร์แลนด์ห่างกันประมาณกรุงเทพฯ​กับสุไหงโกลก ​แต่​ต้องข้ามช่องแคบทะเลเหนืออีกสิบกว่ากิโล ​เมื่อกลางเดือนมกราคม พ่อบ้านชวนแม่บ้านรีบขับรถเรนจ์โรเวอร์​ไปลอนดอน​เพื่อ​เอารถ​ไปเปลี่ยนพวงมาลัยจากข้างขวา​ไปซ้าย ​ที่รีบ​ไป​เพราะ​เป็นช่วงสัปดาห์​ที่อากาศอุ่นมากประมาณสิบองศา ​เนื่องจากรถไม่มีเครื่องทำ​ความอุ่น สองคนตายายเดินทาง​โดยมีถุงนอนคนละใบ ​เอาไว้ห่อตัวในรถ ออกจากบ้านสายๆ​ ​ไปนอนค้างคืนบ้าน​เพื่อน​ที่บรัสเซลหนึ่ง​คืน บรัสเซล​เป็นเมือง​ที่สวยงามมากเมืองหนึ่ง​ ตึกรามบ้านช่องสถาปัตยกรรมงดงาม ​แต่รถติดกว่าเจนีวาเยอะเลย​

วันรุ่งขึ้น​เดินทาง​ไปท่าเรือข้ามฝาก​ไปอังกฤษ​ที่เมืองคาเลส์ ฝรั่งเศส ​ใคร​ที่เคยเรียนภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ยุโรป ก็คง​จะจำชื่อเมืองท่านี้​ได้ อากาศค่อนข้างแย่ มีพายุ เรือโคลงเคลงตลอดทาง ​แม้​จะ​เป็นเรือใหญ่​ที่ขนรถ​ได้หลายสิบคันก็ตาม พวกเรา​ต้องออก​ไปยืนข้างกราบเรือ​เพื่อรับลมทะเล​จะ​ได้ไม่เมาคลื่น เรา​ไปขึ้น​ฝั่ง​ที่โดเวอร์ แล้ว​ก็ขับรถฝ่าสายฝน สายลม ​และอากาศสลัวอีกหลายชั่วโมงกว่า​จะ​ไปถึงปลายทางบ้าน​เพื่อนคนหนึ่ง​​ซึ่งอยู่​ทางตอนเหนือของลอนดอน

​เพื่อน​ที่​ไปพักด้วย​เป็นผัวเมียวัยกลางคน สามี​เป็นคนบ้ารถยนต์เหมือนพ่อบ้าน เธอมีซากรถเก่าๆ​กระจัดกระจายอยู่​ในโรงรถ​และในสวนหลังบ้าน พ่อบ้านเห็นซากรถเก่าๆ​แล้ว​ตื่นเต้นประมาณเหมือนผู้หญิงเวลาเห็นรองเท้าหรือเสื้อลดราคาแล้ว​ก็​ไปขอซื้อซากจักรยานคลาสสิกจาก​เพื่อน​เพื่อ​เอา​ไปประกอบให้แม่บ้าน​เอาไว้ขี่เล่น​ที่เจนีวา ก็เลย​ล้อ​เขาว่าตอนนี้มีจักรยานสองคันแล้ว​​ที่บ้าน คนถีบยังถีบไม่ค่อย​จะแข็งเลย​ก็​จะซื้อคัน​ที่สามแล้ว​หรือ ​เขาก็เถียงว่า​เป็นแบบของเก่า​ที่หาไม่​ได้อีกแล้ว​ แล้ว​ก็อธิบายอะไร​ทางเทคนิคสองสามอย่าง​ที่สาวไทยฟังไม่รู้เรื่อง​ ตกลงว่าซื้ออีกหนึ่ง​คัน เวลามารับรถซ่อมเสร็จแล้ว​ก็ขนใส่ท้ายเรนจ์โรเวอร์ขับกลับสวิสด้วย

ตลอดสามสี่วัน​ที่อยู่​ขอบนอกของลอนดอน ฝนตกตลอด แทบไม่มีแสงแดดเลย​ ​ได้ออก​ไปดู​พระราชวังวินเซอร์นิดนึง เดินถ่ายรูปหน่อย​นึง ซื้อของ​ที่ระลึก แล้ว​ก็ขับรถกลับ สรุปกันสองคนว่าไม่อยากเข้าลอนดอน​เพราะรู้สึกอากาศมันไม่แจ่มใสพอ เดินเ​ที่ยวไม่สนุก คืนก่อนวันสุดท้ายเชิญเจ้าของบ้าน​ไปกินอาหารไทยร้านใกล้บ้าน อาหารงั้นๆ​ ​ถ้ามาขายเมืองไทยคงลำบาก ​แต่นี่​เป็นต่างประเทศก็​ต้องเข้าใจ คนเสิร์ฟ​เป็นหนุ่มไทยมารยาทดี บอกว่ามาเรียนต่อจบแล้ว​ยังไม่อยากกลับเมืองไทย

วันสุดท้ายพวกเรา​เอารถ​ไปส่ง​ที่อู่ แล้ว​ก็นั่งรถไฟ​ไปสนามบิน มีสายการบินชื่อว่า EasyJet ​ซึ่งบิน​ระหว่างเมืองท่องเ​ที่ยว​และธุรกิจหลายแห่งในยุโรปด้วยราคา​ที่ถูกมากๆ​ ​โดยเฉพาะ​ถ้าบินวันพฤหัส​และซื้อตั๋วล่วงหน้าหลายๆ​เดือน ค่าเครื่องบินของเราประมาณสามพันกว่าบาท​ต่อคน พอๆ​​กับค่าตั๋วกรุงเทพฯเชียงใหม่ ​ใช้เวลาบินจากลอนดอนกลับเจนีวาสองชั่วโมง มีสายการบินราคาถูกแบบนี้อีกสองสามสายในยุโรป วิธีซื้อตั๋ว​คือทางอินเตอร์เน็ต ​และจ่าย​โดยหักบัตรเครดิต เรา​จะ​ได้รหัสสำหรับ​ไปแจ้ง​ที่เคาน์เตอร์ตอน​จะเดินทาง ไม่มีการกำหนด​ที่นั่ง เราเช็คอินน์ก่อนก็​ได้หมายเลขต้นๆ​ ​ได้ขึ้น​เครื่องก่อน แล้ว​​ไปเลือก​ที่นั่ง​เอาเอง ไม่มีการเสิร์ฟอาหารหรือน้ำดื่ม ​แต่มีเครื่องดื่มขายบนเครื่อง

งานสวน

อาทิตย์​ที่ผ่านมาจ้างคนมาตัดต้นไม้ กิ่งไม้​ที่บ้าน​เพื่อให้มีแสงสว่างเพิ่มขึ้น​ค่าแรงคนทำงาน​ที่นี่ชั่วโมงละยี่สิบห้าฟรังก์​เอายี่สิบห้าคูณ​เป็นเงินไทย (​ถ้าจ้างคนสวนไทยก็คงจ่ายแค่ไม่กี่ร้อยบาท​ต่อวัน) เวลาจ่ายค่าแรง​เขาแล้ว​​ต้องเช็คขนหน้าแข้งด้วยว่ายังอยู่​หรือเปล่า ​แต่​เขาก็ทำงานแข็งขันดีไม่มีอู้ พอทำเสร็จเราก็จ่าย​เขาตามจำนวนชั่วโมง​ที่​เขาทำงาน แม่บ้าน​กับคนรับจ้างพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง​ เรื่อง​น่าเศร้า​คือคุณสามี​ไปทำธุระเรื่อง​รถ กลับมาปรากฎว่าคุณแม่บ้านสั่งตัดต้นเชอร์รี่​ไปเรียบร้อย​แล้ว​ ด้วย​ความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ งานนี้เสียดายต้นไม้มากค่ะ​

พอช่วงหน้าร้อน ​เพื่อนบ้าน​ที่อยู่​ด้านหลัง​ที่จอดรถของเรารับอาสามาช่วยสอนแม่บ้านทำสวน เราช่วยกันขุดต้นกระบองเพชร​ที่ขึ้น​​เป็นพุ่มหนาเบียดกันจนแทบไม่มี​ที่หายใจ ​ใช้เวลาตอนบ่ายสองวัน ขุดดิน คุ้ย​เอารากกระบองเพชรทิ้ง​ได้หลายถุง สนุกสนานมาก ​และถือว่า​ได้รู้จัก​เพื่อนบ้านดีขึ้น​ด้วย ​เพื่อนบ้านคนนี้​เป็นนักดนตรี พูดภาษาอังกฤษ​ได้ดี รู้จักต้นไม้ดอกไม้หลายชนิด แม่บ้านถือว่า​เขามีคุณูปการสูงมากคนหนึ่ง​​ที่ทำให้เราเข้าใจดอกไม้เมืองหนาว​และการทำสวนมากขึ้น​

รถเมล์สวิส

ช่วงนี้นั่งรถเมล์กันตลอด​ทั้งพ่อบ้านแม่บ้าน​เพราะไม่มีรถ​ใช้ ค่ารถเมล์ครั้งละห้าสิบถึงหกสิบบาท​นั่ง​ได้ประมาณชั่วโมงหนึ่ง​ ​ซึ่ง​โดยทั่ว​ไปก็​สามารถ​ไปถึงจุดหมาย​ที่​ต้องการ ​ถ้าไกลกว่านั้น​สักชั่วโมงครึ่งก็เสียประมาณแปดสิบบาท​ ​แต่​ถ้าซื้อตั๋ว​เป็นวันก็ประมาณสามร้อยบาท​ ​ความสะดวก​สบายดีมาก รถสะอาด ไม่แน่น ​ส่วนใหญ่​ได้นั่งทุกครั้ง ​ไปถึงตรงเวลา คุณแม่บ้านซื้อตั๋วเดือนเสียเงินพันห้าร้อยบาท​​โดยประมาณ ​แต่นั่ง​ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในสามสิบวัน ​แต่จำกัดว่า​ต้องไม่ออกนอกโซน​ที่กำหนด​ซึ่งก็​เป็นโซนในเขตเจนีวา ​แต่ไม่ข้าม​ไปโซนฝรั่งเศส​ซึ่งอยู่​ติดกันเหมือนกรุงเทพฯ​กับเมืองนนท์จ้ะ​

รถเมล์ในเมืองเจนีวามีประมาณ 50 สาย ประกอบด้วยรถเมล์ธรรมดา รถเมล์ไฟฟ้า รถราง ​และรถมินิบัสจำนวน 340 คัน มีพนักงานขับรถ 800 กว่าคน ​แต่ละวัน​จะมีชาวเจนีวา​ที่​ใช้รถประจำทางประมาณสามแสนเศษๆ​นิดหน่อย​จากประชากร​ทั้งหมดสี่แสนคน คงพอเห็นภาพ​ความนิยมขึ้น​รถประจำทางของ​ที่นี่​ได้

รถเมล์เหล่านี้​เป็นสายหลักๆ​​ที่วิ่งข้ามเมืองเสียราวสามสิบกว่าสาย มีรถรางอยู่​สองสามสายวิ่งกลางเมือง อีกสิบกว่าสายวิ่งชานเมืองจากหมู่บ้านเล็กๆ​มาสู่ชุมชนหลักมัก​จะ​เป็นรถมินิบัส แม่บ้านยังไม่ทราบจำนวนสาย​ที่​ใช้รถไฟฟ้า ​แต่รู้ว่ารถ​ที่วิ่งผ่านหน้าปากซอย​เป็นรถไฟฟ้าสองสาย ​เป็นรถวิ่งชานเมืองหนึ่ง​สาย รถเมล์​ที่นี่ติดแอร์ก็จริง ​แต่ไม่ค่อย​ได้เปิด​ใช้​เพราะอากาศเย็นดีตลอด​ทั้งปี พอหน้าร้อนจัดๆ​​เขาก็​จะเปิดแอร์เสียหน่อย​ (​เพราะไม่มีหน้าต่าง) ​แต่​ที่​ได้​ใช้มากกว่า​คือเครื่องทำ​ความอุ่นในวัน​ที่อากาศหนาวมากๆ​ สัญญลักษณ์​ที่รู้กันดีของรถเมล์​ที่นี่​คือสีส้มสดใส ​ส่วนพวกรถรางมักมีการ​แต่งแต้มสีสันงดงามพวกโฆษณาหรือภาพส่งเสริมการท่องเ​ที่ยว

คนขับรถเมล์​ที่สังเกตเห็น​เป็นผู้ชาย​เป็นหลัก ​แต่มีผู้หญิงผ่านมาให้เห็นในอัตราสักยี่สิบต่อหนึ่ง​ (ด้วยสายตาคนนั่งรถเมล์) ​เขาห้ามสูบบุหรี่ ห้าม​เอาของขึ้น​มาขาย ห้าม​เอาเท้าวางบนเก้าอี้ ห้ามใส่รองเท้าสเก็ตขึ้น​รถเมล์ ​เอาสุนัขขึ้น​​ได้ ​แต่​ต้องจ่ายค่าตั๋วให้สุนัขในอัตราตั๋วเด็ก ​ต้องซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋ว​ที่ป้ายรถเมล์เอง ไม่มีกระเป๋าหรือกระปี๋ค่ะ​ ไม่มีคนมาคอยตรวจตั๋วทุกเ​ที่ยว ​แต่​จะมีสุ่มตรวจ​เป็นครั้งคราว ​ถ้าตาร้ายก็​ต้องเสียค่าปรับหกสิบฟรังก์หรือพันห้าร้อยบาท​ อันนี้​เขาว่าคนต่างชาติมักเจอบ่อย แม่บ้าน​ไปอ่านเจอรายงานของนักศึกษาปริญญาเอก​ที่นี่​เขาทำวิจัยเกี่ยว​กับคนขึ้น​รถเมล์ในเจนีวาไว้ วันหลัง​จะลองสรุปมาให้​เพื่อนฝูง​ได้อ่านว่า​เขา​ไปค้นพบอะไร​น่าสนใจบ้าง

ค่าครองชีพ

พูดถึงค่าครองชีพแล้ว​ ไข่นายกทักษิณราคาเท่าไรไม่รู้ ​แต่ไข่ไก่สวิสลูกละสิบกว่าบาท​เท่านั้น​เองจ้ะ​ ​ส่วนไข่เป็ดยังไม่ทราบว่ามีขายหรือไม่ เนื้อหมูถูกสุดกิโลละสามร้อยกว่าบาท​ ​ที่แพงกว่านั้น​ไม่​ต้องพูดถึง พวกสันในก็พันกว่าเท่านั้น​ เนื้อไก่ก็กิโลละห้าร้อยกว่าๆ​ ไก่​ทั้งตัวสามร้อยกว่าต่อกิโล แตงกวาลูกขนาดแตงร้านยาวสักหนึ่ง​ฟุตราคาลูกละเจ็ดสิบบาท​ นมสดลิตรละสี่สิบบาท​ โยเกิร์ตถ้วยละสิบห้าบาท​ ส้มเปลือกสีทองกิโลละร้อยกว่าบาท​ แอปเปิ้ล องุ่นราคาถูกกว่าบ้านเรา กล้วยหอมตกลูกละประมาณสิบสองบาท​ เห็ดกระดุมราคากิโลละร้อยยี่สิบบาท​ ครัวซองท์ชิ้นละยี่สิบห้าบาท​ ข้าวโพดฝักละสามสิบบาท​ น้ำดื่มแบบน้ำแร่ซ่าๆ​ขวดละยี่สิบห้าบาท​ต่ำสุด ทิชชู่กล่องละหกสิบบาท​ ข้าวสารจากเมืองไทยลิตรละแปดสิบบาท​ โหระพากำละเจ็ดสิบบาท​ ค่าส่งจดหมาย​ไปเมืองไทยฉบับ​ละเกือบห้าสิบบาท​ซองบางๆ​เท่านั้น​เองจ้ะ​ กาแฟชาแก้วละประมาณห้าสิบบาท​ในคาเฟทีเรียของโรงเรียน ตอนมาอยู่​แรกๆ​ไม่กล้ากินอะไร​เลย​ รู้สึกมันแพง​ไปหมด ​แต่ตอนนี้ค่อยชิน​กับราคาแล้ว​ ​แม้​จะยังทำใจไม่ค่อย​ได้ ​ที่น้ำหนักลด​ไปหลายขีดก็อาจ​จะ​เพราะไม่ค่อยกล้ากินอะไร​ก็​ได้

ด้วยรัก​และคิดถึงทุกคน
แม่บ้าน

ปล จดหมายฉบับ​นี้ไม่​ได้แทรกรูปภาพเลย​นะคะ​ ลุงเปี๊ยกเธอไม่​ได้ทำไอคอนไว้ให้ในช่วงแก้ไขผลงาน แม่บ้านก็ขี้ลืมเสียด้วยว่า ไอคอนไหน​ต้องพิมพ์ตัวอะไร​ ขออ้อนลุงเปี๊ยกช่วยทำไอคอนสะดวก​ๆ​ให้หน่อย​ ตอน​ไป edit งานนะจ๊ะ​ กราบงามๆ​ล่วงหน้า

 

F a c t   C a r d
Article ID S-151 Article's Rate 40 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายจากเจนีวา (ปีหนึ่ง) --Series
ชื่อตอน 3: ไปเที่ยวอังกฤษ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๕๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : จันทน์กระพ้อ [C-831 ], [169.210.18.226]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ย. ๒๕๔๖, ๐๘.๒๗ น.

อาหารเช้า​​ กลางวัน เย็น ของคนสวิสทั่วๆ​​​​ไป นี่​​คืออะไร​​บ้างคะ​​
ค่าครองชีพสูง อย่างนี้ค่าแรงก็คงสูงด้วย ​​ที่นั่นค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละเท่าไรคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รจนา ณ เจนีวา [C-844 ], [62.202.151.29]
เมื่อวันที่ : ๒๑ ก.ย. ๒๕๔๖, ๑๗.๐๔ น.

คุณจันทน์กระพ้อคะ​​
ขอบคุณ​​ที่ให้​​ความสนใจ​​กับคอลัมน์ค่ะ​​
ค่าแรง​​ที่นี่ ​​เขาคิดกัน​​เป็นชั่วโมงค่ะ​​ ยังไม่แน่ใจเรื่อง​​ค่าแรงรายวันว่ามีหรือไม่
ยกตัวอย่างง่ายๆ​​ จ้างคนทำสวนตัดหญ้าขุดดินอะไร​​ประมาณนี้ ชั่วโมงละ 25 ฟรังก์ จ้างแม่บ้านทำ​​ความสะอาด 20 ฟรังก์ จ้างช่างทาสี​​ที่มีฝีมือต่อเติม​​แต่งบ้าน​​ได้ ชั่วโมงละ 30 ฟรังก์ค่ะ​​ คนทำงาน​​ส่วนใหญ่ไว้ใจ​​ได้ ไม่อู้ ไม่​​ต้อง​​ไปนั่งคุมว่า​​เขาทำงานจริงหรือไม่ ​​เขา​​จะทำเต็ม​​ที่ในเวลาจริงๆ​​ ​​ซึ่ง​​ส่วนหนึ่ง​​เราก็ดู​​ได้จากผลงานเช่นกัน
​​ส่วนคนทำงานรับเงินเดือน ​​เขาคิดค่าจ้าง​​เป็นปี แล้ว​​หาร 13 เดือน ​​โดยนับ​​เป็นโบนัสหนึ่ง​​เดือน ยกตัวอย่าง เลขานุการในสำนักงานนะคะ​​ ค่าแรงปีหนึ่ง​​ประมาณ 50,000 ฟรังก์ หารสิบสามก็เหลือเดือนละ 4000 กว่าฟรังก์ แล้ว​​ก็หักภาษี เงินบำนาญ เงินประกันการว่างงาน เงินประกันสุขภาพก็เหลือเดือนละสามพันกว่านิดหน่อย​​ ​​ถ้าเช่าอพาร์ทเม้นท์ห้องเดียวอยู่​​ก็พันนึง น้อยหรือมากกว่านั้น​​ขึ้น​​อยู่​​​​กับคุณภาพ​​และย่าน​​ที่อยู่​​ ​​ที่กล่าวมานี้ไม่เยอะนะคะ​​ แค่พออยู่​​​​ได้เท่านั้น​​เองค่ะ​​
ไม่ทราบพอ​​จะเห็นภาพนิดหน่อย​​ไหมคะ​​
รจนาค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : เอ [C-9597 ], [203.172.151.2]
เมื่อวันที่ : ๐๖ พ.ย. ๒๕๔๙, ๑๕.๕๖ น.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : เอ [C-9598 ], [203.172.151.2]
เมื่อวันที่ : ๐๖ พ.ย. ๒๕๔๙, ๑๕.๕๖ น.

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น