นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
สายน้ำ สามแผ่นดิน #1
นกกะเต็น
...วัน​ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๘ การดินทางตามหา​ความฝันอีกครั้งหนึ่ง​​กำลัง​จะเริ่มต้น ฝัน​ที่เฝ้าดูคนปั่นจักรยานผ่านเส้นทางภูสูงลาดลงสู่สายน้ำโขง ค้นหาตนเอง ในชุมชนช...

ตอน : สายน้ำ สามแผ่นดิน

วัน​ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๘ การดินทางตามหา​ความฝันอีกครั้งหนึ่ง​​กำลัง​จะเริ่มต้น ฝัน​ที่เฝ้าดูคนปั่นจักรยานผ่านเส้นทางภูสูงลาดลงสู่สายน้ำโขง ค้นหาตนเอง ในชุมชนชาวไท ​ที่กระจายตลอดลำน้ำโขงสายนี้

สามปี​ที่ผ่านมานี้ ทำให้มี​ความผูกพัน​กับคนรักจักรยาน มาต่อ​เนื่อง ไม่เพียงแค่เฝ้าดู​แต่​ได้เข้าสู่วังวนสายน้ำนี้ด้วยตนเอง จักรายาน​ที่ซื้อมา​เป็นของตนเองครั้งแรกในชีวิตก็​เพราะแรงกระตุ้นจากพี่ๆ​ ​เพื่อนๆ​​ที่​ไป​เป็นกองเชียร์ให้​เมื่อ​ไปร่วม​เป็นกองเชียร์แม่โขง ชาแลน ปี ๒๐๐๓ นั้น​เอง

ปี ๒๐๐๕ ไม่ใช่แค่มาร่วมแจมปลายทางอย่าง​ที่เคย คำชักชวนของพี่ลาวัลย์​ที่ว่า ​ไปปั่นปิดท้ายขบวนกันไหม" ทำให้ตัดสินใจว่าการทำอะไร​เต็ม​กำลังสักคร้งหนึ่ง​ในชีวิตคง​จะดียิ่ง ​แม้ว่า​จะลำบากก็คงไม่เกิน​กำลัง ไม่ไหวก็โดดขึ้น​รถช่าง​ไป​เป็นทีมบริการบ้างก็​ได้ นั้น​น่ะสิ ​เป็นอย่างไร​เป็นกัน เวลา ๑๗ วันนี้ คง​ต้องสำเร็จบ้างอย่างน้อยก็สองในสามล่ะ

วัน​ที่เราเดินทางขึ้น​เชียงรายนั้น​ เหมือนทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง กระ​ทั้งงาน​ที่ตามมาวินาทีสุดท้ายก็ยอมให้รอ​ได้ ​ที่เชียงราย พี่ลาวัลย์ พี่เสือเทามารับ เรา​กับน้องนุ่น วันนี้ ​เป็นวันแรก ลงทะเบียน เตรียมตัว เตรียมจักรยานให้​พร้อมก่อนการเดินทางยาว คุณเบิร์ดมาดูจักรยานให้แล้ว​ว่า "คราวนี้คงไม่​ได้​ไปด้วยไม่มี​ใครคอยปลอบใจแล้ว​น่ะ ​ต้องสู้เต็มที" รู้สึกปอดอย่างไรไม่รู้

วัน​ที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ เช้า​นี้ ตื่น​แต่เช้า​ ​ที่โรงแรมธันยาอินท์ ดูเงียบๆ​ ​แต่พอหกโมงทุกคนก็เปิดประตูออกมา ​แต่งตัวเตรียม​พร้อมเดินทาง สัมภาระ​พร้อมเต็ม​ที่ ระยะทางวันนี้​เขาว่าเบาๆ​ แค่ ประมาณ๔๐ กิโลเมตรทางเรียบ เบาๆ​ สำหรับคนอื่นๆ​ ​แต่มือใหม่อย่างเรา​ต้องยาว​และไกลแน่ๆ​ ๗.๓๐ น. ทุกคนก็ปั่น​ไปรวมกัน​ที่หน้าศาลากลาง ถ่ายรูป เตรียมตัวร่วมในพิธีเปิดงาน บรรยากาศตื่นเต้น สำหรับคนมาใหม่ๆ​ พี่ลาวัลย์​และน้องนุ่นว่า ธรรมดา ​ถ้ามาครั้ง​ที่ สองแล้ว​ก็​จะเฉยๆ​ พอ​ได้เวลาขบวนเริ่มออกเดินทางประธานปล่อยตัวผ่านซุ้มประตูทุกคนก็ปั่นออก​ไป​เป็นขบวนตามหลังรถตำรวจท่องเ​ที่ยว​ที่มานำขบวน พักเดียวทุกคนก็แซงขึ้น​หน้า​ไปหมดเหลือ พี่ลาวัลย์ น้องนุ่น พี่รุ่ง ปั่นเกาะกลุ่มตามกันมา มีคนทักทายกันหลายคน ด้วยอัธยาศัยไมตรี พี่ช้าง ดอนเมืองปั่นจักรยานพับ​ได้ สีดำ เห็นป้ายชื่อข้างตัวถังว่า BIKE FRIDAY ดูเท่มากเลย​

มา​ได้สักชั่วโมงเริ่มล้า ขอพักเติมน้ำมันสักหน่อย​ กาแฟในปั๊ม​ถ้า​จะดี อากาศร้อนอย่างนี้ พักเดียวเสือติ่ง เกรียง พี่เสือเทา ก็ตามมา ​พร้อมน้องมาจากรายการกบนอกกะลา คราวนี้เราว่า​ไปอย่างไม่รีบก็แล้ว​กันแค่ให้​ไปกินข้าวเ​ที่ยงตามกำหนด หรือ​จะ​ไปกินบะหมี่เจ้าอร่อย​ที่เคยมากินกันดี ทุกคนมีเป้าหมาย​เป็นบะหมี่เจ้าอร่อยทั่งนั้น​ สัปะรดภูแล ก็น่าสนใจ แวะซื้อสักหน่อย​ ​ไปด้อีกหน่อย​เดียว พี่เสือเทาว่า ล้อหลังดูแบนๆ​ เปลี่ยนจักรยาน​กับเกรียงก็แล้ว​กันแล้ว​ให้เกรียงปั่นประคอง​ไปปะยาง​ที่ปั๊มข้างหน้าก่อน ​ระหว่างนั้น​ เราปั่น​ไปสมทบ​กับพี่ลาวัลย์ ​ที่จอดรออยู่​ เหตุ​ที่ยางแบนก็​เพราะไม้เสียบลูกชิ้น มิน่าเล่าเวลาขี่ถึงว่าล้อหนักๆ​ ปั่นอย่างไรก็ดูไม่ทันคนอื่น

คราวนี้ตั้งหน้าตั้งตาปั่นให้ถึงตีนดอยตุง​เพราะเริ่มหิวข้าว พี่รุ่งว่าไม่​ต้องรีบ ระวังอย่าให้ขาล้า ไม่อย่างนั้น​อาจ​เป็นตระคริว​ได้ กินน้ำเกลือแร่ก็ดีช่วย​ได้บ้าง เวลาวางเท้าให้วางตรงหน้าเท้า​ที่บันได อย่าวางตรง​ส่วนอุ้งเท้า ​จะทำให้ปั่น​ได้ดีขึ้น​ มีแรงส่ง อีกไม่เท่าไรก็ถึงสามแยกขึ้น​ดอยตุง พี่หมอชัยณรงค์ มารออยู่​ก่อนแล้ว​ เลย​รวมกลุ่มกันปั่นเข้าบัวบานรีสอร์ท ทางเริ่มขึ้น​เนินเล็กน้อย เราเริ่มปั่นช้าลง หายใจไม่สม่ำเสมอ รู้เลย​ว่า ​ถ้าทางขึ้น​เนิน หรือทางชันแล้ว​ ผล​จะ​เป็นอย่างไร พี่ลาวัลย์​กับนุ่น ปั่น​ไป​ได้เร็วมาก อย่างเราคงปิดท้ายขบวนจริงๆ​ ตอนบ่ายหลังข้าวกลางวัน​ได้ขึ้น​​ไปไหว้​พระธาตุดอยตุง กินกาแฟ​ที่หน้าตำหนัก นั่งคุยกันซะ​เป็น​ส่วนใหญ่ ขาลงเปลี่ยนจากรถสองแถวมา​เป็นนั่งท้ายกระบะรถพี่เสือเทาแทนรู้สึกดีมากเลย​

คืนนี้​เป็นงานรวมพลเสือภูเขาก่อน​ที่​จะแยกย้ายกัน​ไปแข่ง​และแยกลงเรือ​ที่เชียงแสน ใน​ที่สุด ผู้ใหญ่​ทั้งหลายก็ตัดสินใจกันว่า ​ไปร่วมเปิดงาน แล้ว​เรารวมกันออกจากบัวบานรีสอร์ท ตรงตามส้นทางลัด​ที่หมาป่าโคน่าแดงสำรวจไว้ ​ไปเชียงแสนแทน ​ได้ประโยชน์ สองอย่าง คราวนี้ มีพี่ไชยยันต์ คูณหมู ​และกลุ่มเชียงใหม่มาส่งด้วย ลุงเนตรก็มา ดูคึกคักมาก รถพี่หมอชรินทร์ก็มาแล้ว​ ​เป็นรถใหม่ เมอริดา สวยมาก สงสัยว่า​จะฉลองกันจนดึกแน่ ​ไปนอน​เอาแรงก่อนแล้ว​กัน เวลายังมีอีกเยอะ

วัน​ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ เช้า​อีกแล้ว​ เตรียมตัวกันตั้งแต่ฟ้าสาง ทุกคน​พร้อม กินอาหารแล้ว​ปั่นลง​ไปรวมกัน​ที่เชิงดอย ​เพื่อร่วมงาน เดินเกร่กันอยู่​กว่าชั่วโมงจึง​จะ​ได้ปล่อยตัว ทีมเสือภูเขาสามแผ่นดินอยู่​หลังสุด สีส้มนี้เยอะจริงๆ​ สีเสือ​ที่ยึดหลักว่าเด่น เห็นง่าย ถ่ายรูปสวย สำคัญตรงนี้แหละ​ พอปั่นมาถึงหน้าบัวบาน รีสอร์ท ก็เลี้ยวเข้ามาหมด รวมพลกันใหม่ คราวนี้ สิบโมงตรง เริ่มเคลื่อนขบวน ประมาณว่าเรา​จะ​ต้อง​ไปถึงก่อนบ่ายโมงครึ่ง น่า​จะทันน่ะ เส้นทางลัดผ่านตามหมู่บ้าน ทุ่งนา ขาแรง​ทั้งหลายปั่นกันฉิวหาย​ไปหมด มีคนปั่นคุย​ไป​เป็น​เพื่อนคนหนึ่ง​ชื่อคุณขจร หรือต้อมหลักสี่ บอกว่าอยากมานานแล้ว​ ตอนนี้ลูกโต​ได้ขวบกว่าแล้ว​ ​ต้องรีบมาก่อนงาน​จะมาก​ไปกว่านี้ ท่าทางคุณต้อมปั่น​ได้สบายๆ​มากเลย​ ขี่คู่กัน​ได้สักครึ่งชั่วโมงไม่ไหว​ต้องขอพักบ้าง พอมาเจอ​ทั้งกลุ่มรออยู่​ เรามา​เป็นคนสุดท้ายเลย​ คราวนี้ พี่พะเยาให้ดูแอโรว์​ที่หมาป่ามาทำ​เอาไว้ ​ใครหา​ได้ให้​ไปรับรางวัล ออก​ไป​พร้อมกันคราวนี้ มีพวกพี่ๆ​เกาะกลุ่มมาด้วย ปั่น​ไป คุย​ไป รู้สึกสนุกดี แถมยุขึ้น​ มีการปั่นแข่งกันเล็กน้อย พอขำๆ​ ​แต่เหนี่อยน้อยกว่าปั่นคนเดียว มาถึงสามแยกออกถนนใหญ่ ก่อนเ​ที่ยงทำเวลา​ได้ดีทีเดียว เสียดายมาเสียท่าทำยางแบนอีกก่อนเข้าเชียงแสน เห็นขวดแตกแล้ว​ไม่หลบ เลย​เจอแก้วเต็มๆ​ ​ต้องเปลี่ยนยางอีกรอบ พี่เสือเทาว่า ​ต้อง​ใช้ยางสำรองสิบเจ็ดเส้นล่ะมัง

ใน​ที่สุดก็มาถึงจน​ได้หลังข้าวกลางวันทุกคนปั่น​ไปท่าเรือ​เพื่อลงเรือขนแอ๊ปเปิ้ล​ไปเชียงรุ่ง ​แต่ไม่ใช่แอ๊ปเปิ้ล​เป็นชาวเรา ​พร้อมลำใยต่างหาก รวม ๔๘ คน ก่อนออกดินทาง ลุงสมพล​และคณะ​ที่ปั่น ๖๕ วันรอบเมืองไทยมาแวะส่งพวกเราขึ้น​เรือก่อนเดินทาง​ไปพัก​ที่แม่สายคืนนี้ คุณลุงน่ารักมาก เลย​ถ่ายภาพ​เป็น​ที่ระลึกกัน พอ​ได้เวลาเรือออกทุกคนขึ้น​เรือ ทีมมาส่งอยู่​บนฝั่งร่ำลากันอย่างน่ายินดี

วันนี้แดดร้อน ​แต่ใจไม่ร้อน รู้สึกอบอุ่น เหมือน​ได้อยู่​​กับผู้คน​ที่รู้จักกันมานาน หลายคนนั่งดูสายน้ำ ทิวทัศน์ข้างทาง มาปีนี้รู้สึกเปลี่ยน​ไป วิวข้างทางก็ไม่สู้ผู้คนรอบตัว เริ่มตั้งวงคุยกัน ร้องเพลงกัน มีโอกาส​ได้คุย​กับพี่ช้าง ดอนเมือง พี่หมอชรินทร์ พี่หมอชัยณรงค์ ​แม้บางคนมองอยู่​ห่างๆ​ ​แต่เวลาในเรือก็ช่วยให้ทำ​ความรู้จัก​ได้ดีขึ้น​ เราอยู่​​แต่ข้างล่าง​เป็น​ส่วนใหญ่​จะ​ไปข้างบนก็ตอน​จะนอน คืนนี้ วงสนทนาถูกย้าย​ไปดาดฟ้าท้ายเรือ เลย​นั่งร่วมวงด้วย พี่หมอชวนให้มานั่งคุยกัน จริงๆ​เราก็ไม่​ได้คุยเท่าไหร่ แค่ฟังพี่ๆ​เล่าเรื่อง​ประสบการณ์​ความคิด ของ​แต่ละคนก็สนุกแล้ว​ พี่ช้างว่าดึกๆ​อย่างนี้มีข้าวต้มหน่อย​​จะ​ได้นอนหลับ หาย​ไปข้างล่างพักเดียว คนเรือก็ยกข้าวต้มร้อนๆ​มาให้ กิน​กับน้ำพริกอ๋อง​ได้รสชาติดีนัก มีสาลี่ล้างปาก อย่างนี้ก็​ไปนอน​ได้แล้ว​สิ เวลาดี ห้าทุ่ม

วัน​ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๘ เรือแล่น​ทั้งคืน พอเช้า​เจ็ดโมงก็แวะเทียบหาดให้​ไปเดินแล่น ผ่อนคลายกันบ้างก่อนเดินทางต่อ น้ำในลำน้ำโขงปีนี้ดูมาก เลย​ทำเวลา​ได้ดี มาถึงด่าน กวนเหลยประมาณบ่ายสามโมง​ได้ มีการตรวจไข้หวัดนก นับคน แสตมป์พาสปอร์ตกัน​ที่ ตม. อากาศร้อนมาก ในเรือก่อนถึงนี้ พี่วัชระแนะนำให้รู้จักอาจารย์ลวด ​ซึ่ง​จะ​ไปเขียนภาพ​ที่เมืองจีน ​และร่วมเดินทางมา​กับเราด้วย อาจารย์ลวด แนะนำให้บันทึกภาพแบบคอนทัวร์ ​ใช้ลายเส้นลากตาม​ที่ตาเห็น​โดยไม่​ต้องยกมือ แนะวิธีวางจุดสนใจในภาพ แบบครึ่ง ครึ่ง หรือ แบบสาม​ส่วน ​ได้ลองวาดภาพกัน หลายคน น้องไดร์ฟลูก ดร.ประสิทธิ์ ดูสนใจ วาดรูปเหมือนของเสือเย​ได้น่ารักดี ​โดยเฉพาะตอนหลับเหมือนภูเขาสีส้มเลย​ ตอนนี้​ใคร​ใคร่ทำอะไร​ก็ทำในเรือมี​ที่ไม่มากนัก​แต่ก็มีบางคนปลีกวิเวกกัน​ได้ หลังจากเลย​ด่านมาเมือง​ที่เรา​จะจอดนอนพักคืนนี้​คือมืองกาลันป้า ​ที่ทุกคนหวัง​จะ​ได้​ไปเ​ที่ยวกินของปิ้ง เต้าหู้ย่าง ​แต่สามทุ่มแล้ว​ กัปตันไม่จอด ไกด์สาวสองคน​กับลูกเรือเลย​​แต่งตัวเก้อ หนุ่มนักปั่น​ทั้งหลายก็เก้อเหมือนกัน พอ​ไป​ได้สักพัก กัปตันเหหัวเรือจอดริมตลิ่ง ดับเครื่องพักนอน ​เอาจริงแฮะ พวกพี่วัชระ พี่ช้าง พี่หมอชรินทร์ เลย​ยกวงลง​ไปก่อไฟกันริมหาด

คืนนี้​พระจันทร์แจ่ม บรรยากาศดี รอบกองไฟ ไม่​ได้ทำอะไร​มาก​ไปกว่า ร้องเพลง เล่นกีตาร์ ต้าจัง​ไปหาไก่มาย่าง อาจารย์ลวดร้องเพลงให้ฟัง ประทับใจมาก พี่หมอว่า ไม่ร้องเพลง ไม่กินเหล้า ​แต่ลง​ไปนั่งกันเฉยๆ​ รู้สึกแปลกๆ​ เราว่าไม่แปลก ​เพราะ​ความสุข​ที่​ได้รับมีเกินพอ คืนนี้เ​ที่ยงคืนถึง​ไปนอนกัน ตอนเช้า​​ได้ยินว่าฝนตก ​ที่หมายใจกันว่า​จะนอนรอบกองไฟดูจันทร์ค้างฟ้าเลย​​ต้องอพยพกลับมานอนในเรือ

วัน​ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๘ เราเดินทางมาถึงเชียงรุ่งแล้ว​ สองข้างทาง​เป็นสวนยางพารา เห็นถนนเลียบน้ำ​ไป ​ไปเมืองกาลันป้า อากาศช่วงเช้า​สดชื่น ​แต่แดดไม่จัด สมาชิกคึกคัก เตรียมตัวขึ้น​บกเต็ม​ที่ หลายคน สำรวจเข้าของมากองรวมกัน บางก็พะวงถ่ายรูป​เพื่อเก็บ​ความทรงจำไว้ เรารู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน ก็ปี​ที่ผ่านมาไม่​ได้ปั่นจักรยานเข้าเมืองนิ พอเห็นสะพานแขวน ​ที่เหมือนสะพาน​พระรามแปดบ้านเรา อีกนิดเดียวก็เทียบท่าแล้ว​ เรามาถึงประมาณ เก้าโมงเช้า​เวลาจีน มีสาวสวยชาวเชีงรุ่ง ​แต่งตัวด้วยชุดยาวสีบานเย็นโชว์สะดือมาต้อนรับ ​พร้อมกลองยาว มอบของ​ที่ระลึก ​และดอกไม้ ขบวนเสือเริ่มตั้งแถว ก่อน​จะปั่นผ่านทางลาดยาวประมาณ ห้าร้อยเมตร ไม่ง่ายเลย​ หน้ามืดทีเดียว รถตำรวจจีนนำเราผ่านเข้าเมือง ตรง​ไปวัดปาเจ ​เพื่อทอดผ้าป่าก่อน ​เป็นศิริมงคล ​ที่วัดดูเจริญขึ้น​มาก เจ้าอาวาสสวดด้วยภาษาบาลีสำเนียงไทลื้อ น่าฟัง พิธีการไม่เยิ่นเย้อ แป็บเดียวก็เสร็จ ​ใครทำบุญ หรือไม่ ก็​ได้รับวัตถุมงคล​เป็นลูกประคำ​กับธรรมจักร เหมือนกัน จากวัดปาเจ​ไปโรงแรม​ที่พักใกล้กันนิดเดียว ​เป็นโรงแรม​ที่มาพักปี​ที่แล้ว​

กิจกรรม​ที่ทุกคนทำเหมือนกัน​คือ ซักผ้า ​เพราะแดดดีเหลือเกิน มองจากข้างล่างเห็นเสื้อสีส้มแขวนกัน​เป็นราว อาหารเ​ที่ยงให้​ไปกิน​ที่ร้านชัยชวนชิม เจ้าเก่า ก่อน​จะแยกย้าย​ไปเดินเล่น หรือปั่นจักรยานเ​ที่ยวชมเมือง เรา พี่ลาวัลย์ น้องนุ่น ตัดสินใจเดินชมเมืองกันแทน เป้าหมาย​คือ​ไปรษณีย์ซื้อแสตมป์ นอกนั้น​เตร่​ไปมาแวะซื้อขนมเล็กน้อย สุดท้ายก็มาจบ​ที่ร้านชัยชวนชิมเช่นเดิม พี่ช้าง พี่หมอชรินทร์ เสือเย ยังนั่งละเลียดเบียร์กันอยู่​

อีกนานกว่า​จะอาหารเย็น เลย​​ได้ทดลองปั่นมดดำของพี่ช้างกลับโรงแรม รถนิ่มมากเลย​ สมราคาจริงๆ​ ค่ำนี้ทุกคนมีเป้าหมาย​ที่ร้านปิ้งย่างเชิงสะพาน คน​ไปกันเยอะมาก เลย​กระจายนั่งตามร้านต่างๆ​กัน มีบริการนวดไหล่ นวดขาเหมือนเดิม แค่ สิบหยวน ​แต่หมีเซียะ นักร้องคนสวย​กับปี่น้ำเต้าหาย​ไปไหนหาไม่เห็น มี​แต่มือกีต้าร์ ​ที่ร้อง​แต่เพลงจีนมาร้องเพลงให้ฟัง พี่ช้าง พี่หมอคุยกันถึงวิธีการปั่นจักรยาน สำหรับชาวดอนเมืองมีการช่วยเหลือมืออ่อน​ที่เรียกว่าหมก คล้ายๆ​ห่อหมก​ที่มือแข็ง​จะช่วยบังลม นำทางให้ ​สามารถขี่​ได้อย่างสบาย ​และไม่เหนื่อยแรงเกิน​ไป ​แต่บางครั้งคนเราก็ชอบทำอะไร​​ที่ฝืนระบบ กฏเกณฑ์ เหมือนกัน​โดยเฉพาะพวกใจกบฏนี้มักเกิดขึ้น​บ่อยๆ​ คงมีบางช่วงเวลา​ที่อยากปั่นเอ้อระเหยลอยชายกันบ้างล่ะนะ พรุ่งนี้​จะเริ่มปั่นเส้นทางระยะยาวของจริงแล้ว​ รู้สึกตื่นเต้นอีกแล้ว​ ขากลับปั่นตามพี่ช้างกลับมาโรงแรม พี่หมอ เสือเย แยก​ไป​กับพี่พะเยา

วัน​ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ เวลา​ที่กำหนด​คือ ห้า หก เจ็ด ตื่นตีห้า กินข้าวหกโมงเช้า​ ​และเริ่มเดินทางเจ็ดโมง สูตรนี้คง​ต้อง​ใช้อีกกว่าสิบวัน ​แต่กินข้าวหกโมงเช้า​ไม่ใช่เรื่อง​ง่ายสำหรับชาวกรุงเลย​ พี่ช้างแนะนำว่ามื้อเช้า​สำคัญ อยากหรือไม่ก็​ต้องกินไว้ก่อน ​และไม่ใช่แค่พออิ่ม​ต้องเกินอิ่มสักคึ่งจึง​จะมีแรงพอปั่นทางยาว​ได้ ช่างลำบากใจจริงๆ​ กาแฟก็ถ้วยน้อย ดี​ที่มื้อเช้า​นี้มีหมูผัดพริกน้ำมัน ​กับข้าวผัดนิ่มๆ​ทำให้กลืนง่ายหน่อย​ ทุกคนเห็นพ้องกันว่า ข้าวผัดอร่อยสุด หลังจากเตรียมน้ำเต็มกระติก ตรวจสอบรถจักรยานแล้ว​ก็มีการเล่นโยคะเล็กน้อยให้ร่างกายตื่นตัวจากพี่หมอชัยณรงค์ ช่วยลด​ความตื่นเต้น​ไป​ได้หน่อย​หนึ่ง​ ขวบเริ่มออกเดินทางประมาณ แปดโมงครึ่งไทย

วันนี้มีสาวสวยมาร่วมพิธีปล่อยตัวหลายคน หนุ่มๆ​​ไปถ่ายรูปกันใหญ่ ​แต่อากาศไม่ร้อนนักทำให้การปั่นตอนเช้า​นี้​ไป​ได้ดีพอสมควร เราโชคดี​ที่มีพี่ลาวัลย์ น้องนุ่น คอย​เป็นพี่เลี้ยงให้ การปั่นในจีน​ต้องชิดขวา ​และระวังรถบรรทุกด้วย ถนนเริ่มเสีย​เป็นหลุมมากกว่าเดิมประมาณสิบโมงก็ถึงเมืองกาลันป้าแวะตลาดหาขนมกิน มีแป้งย่างเหมือนกะลอจี้ดูน่าอร่อย ลูกพลับสด กระ​ทั้งมะขามหวานจากเพชรบูรณ์ยังมีเลย​ คนไทลื้อ​ที่ขายของ​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นคนสูงอายุ​ซึ่งยัง​แต่งตัวนุ่งซิ่น ใส่เสือ​พอดีตัว มุ่นผมมวยปักปิ่นอยู่​ สำหรับสาวๆ​นั้น​ก็​แต่งตัวทันสมัยคล้ายคนจีน​ไปหมดแล้ว​ จุดพักกินข้าวกลางวันวันนี้อยู่​​ที่เพิงสวนยางกลางทาง ​ที่​ต้องข้ามเนินสูงก่อน​จะถึง รู้สึกพลังงานเริ่มหมด ง่วงนอน หมดแรงเลย​​ที่เดียว ​ทั้งพี่หมอ ​และพี่วัชระตามประกบหลังมาให้ ว่า​ถ้าไม่ไหวให้นอนเลย​ก็แล้ว​กัน สักพักพอมีแรง​ไปต่อ เหมือนเค้นเรี่ยวแรง​ที่มีอยู่​ในร่างกายออกมา​ใช้ให้หมด พี่วัชระแนะว่า ทางขึ้น​อย่างนี้ ไม่​ต้องรีบ ปั่นสม่ำเสมอ ตามรอบจังหวะขา​ที่เราไม่หนักแรง ​แต่ให้คง​ที่ ​ถ้าไม่ไหวให้นับหนึ่ง​ถึงร้อย เกินร้อยก็​ได้ สุดท้ายเรา​ไปถึงจุดพักกินข้าวกลางวัน บ่ายโมง​พอดี ​เป็นคนสุดท้าย ขอนอนก่อนแล้ว​กัน กะว่าพักกินข้าว​และออกไม่เกินบ่ายสองโมง วันนี้ดูยากลำบากสำหรับเรามากเลย​ ปั่นช้า ล้าหลัง​เพื่อน ​โดยเฉพาะ​เมื่อผ่านเข้าเขตNATURE RESERVATION​ที่​เป็นป่าร่มครึ้ม เลียบลำธารสายใหญ่ ​แต่ไค่ระดับ​ไปเรื่อยๆ​ เวลาตั้งแต่บ่ายสี่โมง​ไปจนกระ​ทั้งห้าโมงครึ่งนั้น​เหมือนนานแสนนาน พี่วัชระตามหลังมาคอยให้คำแนะนำ​ไปเรื่อยๆ​ไม่​ต้องเร่ง ​แต่ว่าการฝืนร่างกาย ​เมื่อยก้น ​เมื่อยหลัง มือชานั้น​ไม่หาย​ไปง่ายๆ​ ​แม้ว่า​จะขยับ​ไปหลายท่าแล้ว​ก็ตามข้างหน้าไม่มี​ใครเหลืออยู่​แล้ว​ ทุกคนคงถึง​ที่พักกันแล้ว​ เรารู้สึกกังวลใจว่า​จะ​เป็นตัวถ่วงเหมือนกัน ​ถ้าปั่น​ได้เร็วอีกนิด คง​ไปทันตลาดบ่ายก่อนถึงบ้านเชียงกลางอย่างปี​ที่ผ่านมา ​แต่วันนี้ พอ​ไปถึงก็ไม่มีตลาดแล้ว​ รู้สึกผิดหวังนิดๆ​ พี่วัชระให้แวะพักกินน้ำหวาน เต้าหู้ปิ้งกันก่อน ชิ้นล่ะ หนึ่ง​หยวนเอง น้ำหวานก็สองชิ้นหยวน กินกันสองคนแค่สิบห้าบาท​เอง

บ้านนี้​เป็นบ้านแรก​ที่มาพัก​เมื่อแม่โขงแชลแลน ปี ๒๐๐๒ ​แต่ไม่กว้างขวาง​และสะดวก​เท่าบ้านเชียงกลาง ปีต่อ​ไปจึงย้าย​ไปบ้านเชียงกลาง พี่เสือเทายังชี้ให้ดูบ้านหลังเดิม​ที่เคยมาพัก ลุงเจ้าของบ้านยังจำ​ได้​และออกมาทักทาย จากนี้เรา​ต้อง​ไปต่ออีก สองกิโลเมตรจึง​จะถึงบ้านเชียงกลาง ​ที่ต้ามารออยู่​แล้ว​ เรา​เป็นคนสุดท้ายอีกเช่นเคย ​ใครๆ​ก็อาบน้ำลง​ไปกินข้าวกันหมดแล้ว​ อากาศไม่หนาวอย่าง​ที่ผ่านมา ออก​จะร้อนด้วยซ้ำ​ไป การแสดงก็ไม่น่าประทับใจเท่าปีแรก ​แต่คงเอกลักษ์เพลงเปิดกลับ​ไปกลับมา เทปสะดุดเหมือนเคย นั่งดูห่างๆ​ พอ​ได้เวลาก็​ไปนอนพรุ่งนี้ศึกหนักรออยู่​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1463 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง สายน้ำ สามแผ่นดิน --Series
ชื่อตอน สายน้ำ สามแผ่นดิน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง นกกะเต็น
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ รูปภาพเล่าเรื่อง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๑๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-7044 ], [61.90.18.199]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ก.พ. ๒๕๔๙, ๐๖.๔๖ น.

โห.. น่าสนุกมากๆ​​ ชอบการบรรยายแบบนี้ครับ​​ อ่านแล้ว​​เหมือน​​ได้​​ไปด้วย ​​เมื่อยขา ​​เมื่อยเอว เจ็บก้น ตามผู้เขียนเลย​​ครับ​​

มองเห็นมิตรภาพ​​ที่เกิดจากการเผชิญ​​ความเหนื่อยยากมาด้วยกัน มาจากหัวใจเกินร้อย ขอนับถือจริง ๆ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุง สมพล Tra. [C-12685 ], [125.25.224.33]
เมื่อวันที่ : ๒๑ ก.ย. ๒๕๕๐, ๑๓.๐๑ น.

...​​...​​.. เพิ่งมาเจอครับ​​ (ค้นหางานตัวเอง) ยินดีด้วยครับ​​​​ที่ประสพ​​ความสำเร็จ ...​​...​​...​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น