นิตยสารรายสะดวก  Regular Articles  ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘
กำไรจากทุกข์ (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
รจนา ณ เจนีวา
...เราเห็นทุกข์แล้ว​​เราก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ ​​ความทุกข์​​เป็นอาจารย์ของเรา ​​แต่​​ความทุกข์ทางกายก็ถือว่า​​เป็นเรื่อง​​ธรรมดาของสังขาร ​​แต่​​ความทุกข์ทางใจเกิดจาก​​ความคิดผิด ​​ความเห็นผิด เกิดจากมุมมอง​​ที่ไม่ตรงตาม​​ความ​​เป็นจริง...
วันแรกของ​การปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เรามีเวลาอยู่​ไม่กี่วัน ​เพราะฉะนั้น​ เรา​ต้องพยายามตั้งอกตั้งใจให้มาก ​เพื่อเรา​จะ​ได้รับประโยชน์

​การปฏิบัติธรรม ​คือ การให้เวลา​กับการมารู้จัก​กับตนเอง ​พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ชีวิต​คือทุกข์ ​แต่​ความหมายของท่านนั้น​ก็ไม่​ได้หมาย​ความว่า ชีวิตของเรา​เป็นทุกข์ทุกวินาที หรือชีวิตของเรา​ต้อง​เป็นทุกข์ตลอดกาลนาน ​ความหมายของท่านก็​คือ ชีวิตของผู้​ที่มีกิเลสย่อมมีทุกข์ไม่มากก็น้อย มีกิเลสมากก็ทุกข์มาก มีกิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย หมดกิเลส​เมื่อไรก็หมดทุกข์​เมื่อนั้น​

ท่านจึงสอนเรื่อง​อริยสัจสี่ ทุกข์ เหตุให้การเกิดทุกข์ ​ความดับทุกข์ หนทาง​ไปสู่​ความดับทุกข์

เราเห็นทุกข์แล้ว​เราก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ ​ความทุกข์​เป็นอาจารย์ของเรา ​แต่​ความทุกข์ทางกายก็ถือว่า​เป็นเรื่อง​ธรรมดาของสังขาร ​แต่​ความทุกข์ทางใจเกิดจาก​ความคิดผิด ​ความเห็นผิด เกิดจากมุมมอง​ที่ไม่ตรงตาม​ความ​เป็นจริง

ยุงกัด ​ถ้ายุงกัดก็เจ็บ เราอาจ​จะคัน นั่น​เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง​ ธรรมชาติของยุง ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​แต่​ความทุกข์ทางใจ ​คือ ​ความรำคาญ ​ความไม่ชอบ ​ความรังเกียจ ​เป็นต้นนั้น​ ธรรมชาติไม่บังคับ ไม่​ได้เกิด​กับคนทุกคน ​และ​แม้ตัวเรา ​ถ้าเรา​กำลังเบื่อยุงกัดแล้ว​ มันก็รู้สึกรำคาญมาก เราไม่อยากอยู่​​ที่นี่อีกแล้ว​ มันกัดก็ยิ่งทรมานใหญ่

​ถ้าเราอยู่​​ที่ไหน มี​ความพอใจ​ที่​จะอยู่​ตรงนั้น​ ยุงกัดแทบ​จะไม่สังเกต นั้น​อารมณ์ทางใจไม่ใช่ของถูกธรรมชาติบังคับ

​ถ้าเราฉลาด เราก็ยัง​สามารถ​ได้กำไรจากทุกขเวทนา หรือธรรมชาติของกาย​ได้ ​ถ้ายุงกัด เราก็คิดอยู่​ในใจว่า ดีนะ ไม่ง่วง ​ถ้ายุงไม่กัด สบายเกิน​ไป อาจ​จะง่วง คิดอย่างนี้ก็ไม่ค่อย​จะทุกข์ นั้น​การ​ใช้สติปัญญาของเราให้พลิกแนว​ความคิด จาก​ความคิด​ที่ส่งเสริม​ความรำคาญ ทำให้อารมณ์​ที่​เป็นอกุศลเพิ่มมากขึ้น​ คิดซะให้​เป็น​ความคิด​ที่ทำให้​ความไม่สบายใจ ​ความไม่พอใจ ​ความยินร้ายลดน้อยลง นี่​คือวิธีแก้กิเลส​ที่เราเรียกว่านิวรณ์

นิวรณ์​ซึ่ง​เป็นอุปสรรคสำคัญในการประพฤตินั้น​ มีห้าข้อ ข้อ​ที่สองเรียกว่า ​ความพยาบาท​ ​ความพยาบาท​มีตั้งแต่หยาบ​ไปหาละเอียด มี​ความรู้สึกไม่พอใจ ขัดเ​คืองใจ ไม่ว่าต่อสิ่งนอกตัวเราหรือภายในตัวเรา ก็​เป็นนิวรณ์​ทั้งนั้น​ ให้ชื่อว่าพยาบาท​ พยาบาท​นิวรณ์

การประพฤติปฏิบัติ​คือการฝึกให้รู้เท่าทัน ไม่เชื่อ​ความคิด ไม่เชื่ออารมณ์​ที่เกิดขึ้น​ในใจเรา ​ความเชื่ออารมณ์​เป็นอย่างไงก็​เพราะเกิดทุกขเวทนาทางกาย ​ความเจ็บปวด ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอว รับรู้แล้ว​ ก็ปรุง​แต่งด้วย​ความไม่พอใจ ไม่ชอบ

​ถ้าไม่มีสติเลย​ เรา​จะกระโดดเลย​จากไม่ชอบ ​เป็นมันไม่ดี นั่นก็ไม่ดี อันนี้ก็​ใช้ไม่​ได้ อันนี้ก็แย่มาก นี่คำพูดจากคนไม่มีสติ ​เพราะพูดจาก​ความรู้สึกของตัวเอง ​เอา​เป็นอาการสากล​ไปเลย​ ​คือ​เอา​เป็นธรรมชาติ ​เอา​ไปโทษธรรมชาติว่าไม่ดี อย่างนั้น​ไม่ดีเลย​ อย่างนั้น​​ใช้ไม่​ได้ แปลเราไม่ชอบ อยากให้​เป็นอย่างอื่น เรา​เอาอะไร​มา​เป็นเครื่องวัดว่าสิ่งนั้น​ไม่ดี นอกจาก​ความรู้สึกของเรา ​และ​ความรู้สึกของเรา​เป็นเครื่องวัด​ที่ไว้ใจ​ได้ไหม ใน​เมื่อ​ความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่​ตลอดเวลา

​ความท้อแท้ใจ ​ความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ​ความกลัวทุกข์จึงทำให้ชีวิตของเราคับแคบ ​ความกลัวทุกข์​เป็นตัวสำคัญ หลายสิ่งหลายอย่าง เราไม่บรรลุเสียที เราไม่เข้าถึงสักทีเพียง​เพราะกลัว​ความทุกข์​ที่อาจ​จะเกิดขึ้น​ใน​ระหว่างการแสวงหาสิ่งนั้น​ หรือใน​การปฏิบัติ​เพื่อแสวงหาสิ่งนั้น​

​เมื่อเรามีสติ เราก็รู้ว่านี่​คือแค่​ความกลัว ก็​เอาอารมณ์​ที่ปรากฏในปัจจุบัน​เป็น​ที่กำหนด ไม่ตามเหตุผล ตาม​ความคิดปรุง​แต่งต่าง ๆ​ เช่น ถามตัวเองว่า เดี๋ยวนี้มีอารมณ์อะไร​อยู่​ ​ความรู้สึกอะไร​อยู่​ ​ถ้ามี​ความจริงใจ​กับ​การปฏิบัติ​จะมีคำตอบว่า กลัวลำบาก กลัวทุกข์ กลัวไม่สบาย

​ถ้าถามตัวเองต่อ​ไปว่า แน่ใจหรือว่า​จะทุกข์ แน่ใจว่า​จะทุกข์อย่าง​ที่คิด เราก็แน่ใจไม่​ได้ น่า​จะ น่า​จะทุกข์ ​แต่เราก็ไม่รู้ อาจ​จะยากกว่า​ที่คิดกว่าก็​ได้ อาจ​จะทุกข์มากกว่า​ที่คิดก็​ได้ ​แต่อาจ​จะทุกข์น้อยกว่า​ที่คิดก็​ได้ ​แต่เราไม่รู้

นี่​คือ​ความอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้มีปัญญา ยอมรับว่าสิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวงแปรผัน เราไม่มีทางรู้แน่นอน มัน​จะมีการเปรียบเทียบพุทธศาสนา​กับวิทยาศาสตร์ ถึงขั้น​ที่ว่า บางคนก็ไม่ยอมรับว่า​เป็นพุทธศาสนา​เป็นศาสนา ถือว่า​เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง​ ว่า​เป็นอันหนึ่ง​อันเดียวกัน ถาม​เป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ว่า​เป็นสิ่ง​ที่พิสูจน์​ได้

​แต่เราควร​จะศึกษาเรื่อง​นี้ให้ดีหน่อย​ แล้ว​ถามว่า คำว่าพิสูจน์​ได้แปลว่าอะไร​ การพิสูจน์อะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​ต้องอาศัยศรัทธา​ความเชื่อ ศรัทธาอะไร​ ​ความเชื่ออย่างไร เราก็​ต้องเชื่อในเครื่องพิสูจน์ของเรา ​คือเราพิสูจน์อะไร​ เราก็​ต้องมีเครื่องพิสูจน์ แล้ว​เรารู้​ได้อย่างไรว่าเครื่องพิสูจน์ของเรา​ใช้​ได้ ​ต้องเชื่อ งั้นทุกสิ่งทุกอย่างมัน​ต้องถึงจุดหนึ่ง​​ที่เรา​ต้องยอมรับว่า ไม่รู้ ​ต้องยอมรับว่า ​ต้องไว้ใจไว้ก่อน เชื่อไว้ก่อน

อย่างว่าเราถามนักวิทยาศาสตร์ว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์​ทั้งหลาย สิ่ง​ที่เคยพิสูจน์ในอดีต พิสูจน์​ได้ไหมว่า สิ่งนั้น​​ที่เคย เอ้า สมมติว่าสิ่ง​ที่เราเคยพิสูจน์​เมื่อเช้า​นี้ ​ซึ่งเราถือว่า​เป็น​ความจริงทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์​ได้ไหมว่าพรุ่งนี้มัน​จะยัง​เป็น​ความจริงอย่างนั้น​ มันพิสูจน์ไม่​ได้ การพิสูจน์มัน​เป็นเรื่อง​ลึกซึ้งกว่า​ที่เราคิด

​แต่ในการประพฤติปฏิบัตินี่ยังน้อย เรารู้สึกว่า​ จิตใจของเรายัง​เป็นเครื่องพิสูจน์ธรรมะ​ที่ไม่สมบูรณ์ ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า จุดเริ่มต้นของการศึกษา​ที่แท้จริง ​คือ จิตใจ​ที่ปราศจากนิวรณ์ เหมือนเครื่องมือ มันก็​ต้องอยู่​ในสภาพ​ที่​ใช้งาน​ได้ จิตใจของเราเหมือนเครื่องมืออย่างหนึ่ง​ จิตใจของคนธรรมดา จิตใจ​ที่ขาดการฝึกอบรม ยังไม่อยู่​ในสภาพ​ที่​ใช้งาน​ได้

อานิสงส์ของการฝึกจิตข้อหนึ่ง​ ​คือ สภาพ​ที่​พระองค์เรียกกว่า กัมมะนีโย หรือ ควรแก่งาน ควรแก่งานอะไร​ ควรแก่งาน ​คือการแสวงหา​ความจริงของชีวิต ​ที่นี้จิตใจของเราไม่มี​ความเข้มแข็งพอ เราตั้งใจคิด ตั้งใจพิจารณาเรื่อง​อะไร​ก็ตาม จิตใจไม่​สามารถ​จะอยู่​​กับเรื่อง​นั้น​อย่างต่อ​เนื่อง​ได้ ไม่กี่วินาทีมันก็​ไป​ที่อื่น ใช่ไหม อันนี้ก็เห็น​ได้ง่ายจากการพยายามดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก

​ถ้าจิตใจของเราอยู่​ในสภาพ​ใช้งาน​ได้ เราก็น่า​จะสั่งมัน​ได้แล้ว​ อยาก​จะคิดอะไร​ก็ให้คิดเรื่อง​นั้น​สักห้านาทีซะ สิบนาทีซะ คิดเรื่อง​งานก็ให้คิดตามแนวนี้ซะสิบนาที สิบห้านาที ​แต่เราทำไม่​ได้​ใช้ไหม บังคับไม่อยู่​ ​เพราะไม่เคย

ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก​เป็นต้น ไม่กี่วินาทีเรื่อง​อื่นก็แทรกเข้ามา ดูลมหายใจลมหายใจออก แล้ว​ก็ ตายละ ​ไปคิดเรื่อง​อะไร​ก็ไม่รู้ ใช่ไหม ​ไปคิดถึงเรื่อง​​ที่บ้าน ​ไปคิดเรื่อง​​ที่ทำงาน คิดเรื่อง​ปัญหาชีวิต คิดเรื่อง​คนนั้น​ เรื่อง​คนนี้ คิดเรื่อง​ข่าว​ที่อ่านในหนังสือพิมพ์​เมื่อเช้า​นี้ คิดถึงเพลง​ที่ฟังในรถ​เมื่อกี้นี้ คิดเรื่อง​กีฬา คิดเรื่อง​ซื้อของ คิดเรื่อง​สารพัดอย่าง

ทุกครั้ง​ที่เราทำอะไร​ พูดอะไร​ คิดอะไร​ด้วยจิต​ที่ขาดสติ มันก็ทิ้งร่องรอยอยู่​ในใจ พอเรา​จะกำหนดรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​ จิตใจก็เลย​ไม่มีคุณภาพพอ ไม่มี​ความเข้มแข็งพอ ​เพราะเต็ม​ไปด้วยของเก่า มีอะไร​คั่งค้างอยู่​ในจิตเยอะแยะ

​ถ้าในการทำสมาธิภาวนา เรามีโอกาส​ได้รู้ถึงจิตใจของตนว่า อยู่​ในสภาพอย่างไร อยู่​ในสภาพ​ที่​ใช้​ได้หรือยัง สภาพ​ที่​ใช้​ได้​เป็นอย่างไร ก็​คือสภาพ​เป็นอิสระ ไม่​เป็นอิสระ​เป็นอย่างไร ก็​คือจิตใจวิ่งตามสิ่ง​ที่มากระทบตลอดเวลา ยกตัวอย่างง่าย ๆ​ ​เขาสรรเสริญ ก็ดีใจ นินทาเราก็เสียใจ ​เป็นอัตโนมัติ ​ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรมแล้ว​ เรา​จะพ้นจากสัญชาตญาน พ้นจากระดับตอบสนองตาม​โดยอัตโนมัติ ตาม​ความเคยชิน​ได้ยากมาก แทบ​จะไม่มีทาง

​แต่เราหลอกตัวเองว่า เรา​เป็นตัวของตัว หลอกตัวเองว่า​เป็นเจ้าของชีวิต หลอกตัวเองว่า​เป็นอิสระ หลอก​ได้ ​เพราะไม่เคยมองเห็น ไม่เคยดู​ความจริง

​แม้​ความคิดเห็นต่าง ๆ​ เกี่ยว​กับชีวิตมัก​จะมีพื้นฐานมาจาก​ความรู้สึกต่าง ๆ​ อาตมาตอน​ที่ยังไม่บวชก็​ไปทำงาน​ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มี​เพื่อนสามสี่คน​เป็นคอมมิวนิสต์ มี​เพื่อนผู้หญิงก็​เป็นคอมมิวนิสต์รุนแรงมาก เถียงกันทุกวัน คุย​ไปคุยมา การ​ที่​เป็นคอมมิวนิสต์​เพราะอะไร​ ​เพราะพ่อ​เป็นเจ้าของโรงงาน แล้ว​​เขาเถียง​กับพ่อ เกลียดพ่อ ก็เลย​​เป็นคอมมิวนิสต์ประชดพ่อ ​แต่​เขาไม่ยอมรับ ​เพราะ​เขาเชื่อว่า​ที่​เขาชอบ​เพราะทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซนี่ลึกซึ้งมาก ​ได้คุยกัน​ไปกันมา ก็ไม่ใช่เท่าไร

แนว​ความคิดทางการเมือง แนว​ความคิดเรื่อง​ต่าง ๆ​ บางทีมันเกิดจาก​ความรู้สึกอคติต่อคนใดคนหนึ่ง​ หรือปฏิกิริยาหรือประสบการณ์บางสิ่งบางอย่างในตอนเด็กก็​ได้ ​ถ้าเราไม่มองดูข้างในเราก็มองไม่เห็น

ชีวิตของเรามันจึงเหมือนหุ่นกระบอกมากกว่า​จะ​เป็นชีวิตของมนุษย์ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่มีเงินมีทอง​ไปไหนก็​ไป​ได้ ​แต่มันก็ยังอยู่​ในกรอบ​ที่คับแคบ กรอบ​ที่คับแคบหมายถึง​ความคิดเห็น ​ความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ​

การทำสมาธิจิตไม่สงบเลย​ ดี เรา​จะ​ได้ไม่ลืมตัว ไม่หลงตัว เราจึงรู้ว่ามีงาน​ต้องทำเยอะ จิตใจของเราไว้ใจไม่​ได้ จิตใจของเรายัง​เป็นเหยื่อของอารมณ์ พอเกิด​ความรู้สึกว่า​ชอบ วิ่งตามสิ่งตนเองชอบ ​ต้อง​เอาให้​ได้ นี่ลักษณะของเด็กไม่ใช่ลักษณะของผู้ใหญ่ เจอสิ่ง​ที่ไม่ชอบ ไม่​เอา เห็นไหม นี่ลักษณะของเด็กหรือผู้ใหญ่ อาตมาว่า​เป็นลักษณะของเด็กนะ

เช่น เด็กอายุสองขวบกว่า มัน​จะมีช่วงหนึ่ง​​จะพูด​แต่คำเดียวว่า ไม่​เอา ไม่​เอา ไม่​เอา ตลอดเวลา ​แต่จริง ๆ​ แล้ว​ เราก็ยัง​เป็นกันอยู่​ทุกคน เพียง​แต่ว่าไม่กล้าพูด มันเด็กไร้เดียงสา ​แต่ภายในใจเราก็ยังร้องดังลั่นอยู่​ ว่า ไม่​เอา ไม่​เอา ไม่​เอา ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​ถ้าไม่ฝึกจิตก็​เป็น​ไปตามสัญชาตญานนี้อยู่​ตลอดเวลา ชีวิตอย่างนี้ไม่มีคุณภาพ ​ถ้าเราฝึกจิตลำบากก็จริง ​แต่ว่ามันก็มีประโยชน์ จำ​เป็นไหม

ก็แล้ว​​แต่​จะจำกัด​ความของคำว่าจำ​เป็น ​จะว่า​ไปแล้ว​ หายใจเข้า หายใจออกก็จำ​เป็น ​เพราะหายใจออกแล้ว​ไม่เข้าก็ตาย อย่างนั้น​อาตมา​จะถามต่อ​ไปว่า มีชีวิตจำ​เป็นไหม มันจำ​เป็นอย่างไร ​เอาอะไร​​เป็นหลักตัดสินว่า อะไร​จำ​เป็นหรือไม่จำ​เป็น ​เอาแค่มีชีวิตหายใจ​ได้ว่าจำ​เป็น หรือว่า​จะ​เอาอะไร​ว่าจำ​เป็น บางคนฆ่าตัวตาย​เพราะเห็นว่าชีวิตไม่จำ​เป็น ไม่จำ​เป็น​ต้องอยู่​ งั้นเรา​ต้องคิดให้ดีใช่ไหมว่า ​ต้องการชีวิตอย่างไร ชีวิต​ที่ดีงาม​เป็นอย่างไร ชีวิต​ที่เราภูมิใจ​ได้​เป็นอย่างไร

ท่านเจ้าคุณพุทธทาสบอกว่า ​ต้องการ ควร​จะปฏิบัติให้มีชีวิต​ที่ว่าทบทวนตอนกลางคืนว่า วันนี้เรา​ได้ทำอะไร​บ้าง พูดอะไร​บ้าง ไหว้ตัวเอง​ได้ ​ถ้าอย่างนี้เรียกว่า​ใช้​ได้ ไหว้ตัวเอง​ได้ อยาก​จะไหว้ตัวเอง ​เพราะมันดีมันงาม สร้างประโยชน์ตน สร้างประโยชน์คนอื่น

อย่างว่าบางคนบอกว่า ไม่​ต้องลำบากลำบน ทรมานตนเอง ตื่น​แต่เช้า​ ทานมื้อเดียว สองมื้อเนี่ยทรมานเปล่า ๆ​ มันไม่ใช่ทรมานเปล่า ๆ​ มันทรมานมีประโยชน์ เรื่อง​ทรมานไม่ห้ามหรอก ​แต่ขอให้ทรมานมี​ความรู้​ความเข้าใจในเหตุผล สิ่ง​ที่รู้สึกว่า​ทรมานแรก ๆ​ อยู่​​ไปอยู่​มาก็ไม่ทรมานเลย​ บางทีก็ทรมาน​เพราะ​ความคิดเสียมากกว่า

แล้ว​ก็บอกว่ามันอยู่​​ที่ใจ เคย​ได้ยินไหม มันอยู่​​ที่ใจ ​พระพุทธเจ้าไม่​ได้สอนอย่างนั้น​ ท่านบอกว่า มันอยู่​​ที่กาย มันอยู่​​ที่วาจา มันอยู่​​ที่ใจ แล้ว​​พระพุทธองค์จำกัด​ความของบัณฑิตผู้มีปัญญาว่า ผู้ไม่เบียดเบียนตน ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ​แต่คำว่าเบียดเบียนนี่​เป็นคำลึกซึ้งเหมือนกัน

​แต่ใน​ที่นี้ขอสังเกตเพียงแค่ว่า ท่าน​เอาพฤติกรรม​เป็นเครื่องวัดปัญญา ​เอาปัญญา​เป็นเครื่องวัดพฤติกรรม ​พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเหมือน​กับการล้างมือ มือหนึ่ง​​คือศีล มือหนึ่ง​​คือปัญญา ล้าง​ซึ่งกัน​และกัน ศีลก็ล้างปัญญา ปัญญาก็ล้างศีล

​ถ้าเรามีปัญญา ศีลเรา​จะบริสุทธิ์ ​จะรักษาศีลง่าย ​เพราะเห็นโทษในการไม่รักษา เห็นคุณประโยชน์ในการรักษา มี​ความฉลาดในการหากุศโลบายในการรักษาศีลของเราไม่ให้มีมลทิน

​เมื่อศีลเราบริสุทธิ์แล้ว​ จิตใจปราศจาก​ความเดือดร้อน มี​ความเชื่อมั่นในตัวเอง ไว้ใจตัวเอง​ได้มากขึ้น​ จิตใจไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ไม่เสียดาย ไม่มีอะไร​ปิดบังอำพราง ไม่มีอะไร​​ที่​จะ​ต้องอาย ไม่มีอะไร​​ที่​จะ​ต้องเขิน จิตใจสงบระดับ ปัญญา ​ความรู้ ​ความเข้าใจในชีวิตก็เพิ่มก็ผุดขึ้น​มาตลอดเวลา เรียกว่า ​เป็นนักศึกษา​โดยแท้ เจออะไร​ในชีวิต แทน​ที่​จะวิ่ง​ไปตาม​ความรู้สึก​ที่เกิดขึ้น​ ว่าชอบหรือไม่ชอบ ​สามารถเรียนรู้ ​สามารถ​ได้กำไร ​แม้จากสิ่ง​ที่เราไม่ชอบ

งั้นชีวิตของผู้มี​แต่กิเลส มี​แต่นิวรณ์เต็มสมอง เต็มหัวใจ ก็​เป็นอย่างหนึ่ง​ ​ความรู้สึกของชีวิตก็​เป็นอย่างหนึ่ง​ ​ความรู้สึกของผู้​ที่​สามารถน้อมนำจิตใจอยู่​เหนือนิวรณ์เหนือกิเลสก็​เป็นอีกอย่างหนึ่ง​ เราก็พูดกัน​ได้ยากเหมือนกัน ​คือหลายสิ่งหลายอย่างอาศัยประสบการณ์

แม่คุย​กับลูกเรื่อง​​ความ​เป็นแม่ ​ถ้าลูกยังไม่มีลูกของ​เขา ก็ไม่มีวัน​จะเข้าใจอยู่​ดี ​เพราะ​ต้องมีประสบการณ์ มัน​ต้องรู้เอง หลายสิ่งหลายอย่างก็เหมือนกัน หรือว่าภาพสองมิติ ​กับ ภาพสามมิติ สมมติว่า คนเคยเห็น​แต่ภาพสองมิติ แล้ว​อยาก​จะรู้ว่าภาพสามมิติ​เป็นอย่างไร อธิบายยากใช่ไหม ​เพราะ​เขาไม่เคยเห็น

บางสิ่งบางอย่าง รู้ก่อนจึงค่อยทำ บางสิ่งบางอย่างรู้ก่อนไม่​ได้ ​ต้องทำจึง​จะรู้ ​ที่นี้ในการประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน ​แต่ในฐานะ​ที่เรา​เป็นชาวพุทธ มีศรัทธาในองค์สมเด็จ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีศรัทธาใน​พระอริยสงฆ์ ​พระสาวกของ​พระพุทธองค์​ทั้งหลาย ว่าท่านสอนจริง ท่านรู้จริง ท่านแนะนำอย่างไรก็​ต้องเชื่อ

มีไหม​ที่เราเคยอ่านคำสอน​พระพุทธเจ้า​ที่ไม่ตรง​กับประสบการณ์ของเรา ​ที่เราพิสูจน์​ได้เลย​ว่าไม่ใช่ ไม่มีใช่ไหม ดังนั้น​ ​เมื่อเราเชื่อว่า​พระพุทธองค์ตรัสสิ่งใดก็ตรัส​เพื่อประโยชน์​เพื่อ​ความสุขแด่มวลมนุษย์ เราก็พยายามปฏิบัติตาม พยายามทำให้เห็น ทำให้รู้เอง ​เป็นประสบการณ์ตรง

เบื้องต้น​ต้องฝึกจิตไม่ให้หลงใหล​กับอารมณ์ มาปฏิบัติธรรมแล้ว​ เราออกจากบ้าน ออกจากสิ่งแวดล้อม​ที่เราคุ้นเคย​เพราะอะไร​ ​เพราะไม่มีสัญญาเก่า​ที่​จะดึงจิตออกจากปัจจุบัน มาอยู่​​ที่นี่ ถึง​แม้ว่าเรา​เป็นผู้มีครอบครัว มีคุณพ่อคุณแม่ มีสามีภรรยา มีลูกมีหลาน สองสามวันนี้​ต้องทำตัวเองให้​เป็นผี เรียกว่า มี​แต่เราคนเดียว ช่วงนี้วางซะ ​ความผูกพัน ​ความวิตกกังวลต่าง ๆ​ ไม่ใช่เวลา​ที่​จะ​ต้อง​ไปคิด ไม่​ต้อง​ไปกังวลในเรื่อง​ต่าง ๆ​ ​ถ้า​เอาเรื่อง​จากทางบ้าน เรื่อง​จาก​ที่ทำงานมาคิด ก็เสียเวลาใน​การปฏิบัติ

สองสามวันนี้ อนุญาตให้เห็นแก่ตัวเต็ม​ที่ ​แต่เห็นแก่ตัวในการสร้างสรรค์ ​และประโยชน์​ที่​ได้จากฝึกจิต ไม่ใช่ว่าเรา​จะเก็บ​ได้ไว้คนเดียว พอเรากลับ​ไปถึงบ้าน มันก็​จะ​เป็นประโยชน์ ​และ​จะแผ่ออก​ไปสู่คุณพ่อคุณแม่สามีภรรยาลูกหลานอย่างแน่นอน

​เพราะ​เมื่อใจเราสงบระงับ มี​ความสุข เรารู้สึกเหมือนเศรษฐี มหาเศรษฐี ​คือมีเงินมีทองมาก ให้คนนั้น​คนนี้​ได้ ​เมื่อเรามี​ความสุขอยู่​ในใจ เราก็รู้สึกให้คนอื่น​ได้ ไม่เสียดาย ​แต่คน​ที่ไม่ค่อยมี​ความสุขอยู่​ในใจ ​จะกลัว​ความสุขเรา​จะหมด​ไป ไม่ค่อยกล้าไม่ค่อยอยากให้คนอื่น กลัวตัวเอง กลัวของตัวเอง​จะหมด​ไป

ดังนั้น​ การภาวนา​เป็นสิ่ง​ที่เราพยายาม​ต้องเอ็นจอย ​เมื่อเช้า​นี้ก็พูดเรื่อง​นี้แล้ว​ว่า ฝึกให้​เป็นคนเอ็นจอยขณะปัจจุบัน​เป็น เอ็นจอยลมหายใจเข้า เอ็นจอยลมหายใจออก ​ถ้าเราเอ็นจอยลมหายใจ​ได้ แหม สบายเลย​ ​ไป​ที่ไหน เราก็​เอาลมหายใจ​ไปด้วย เห็นไหม อยู่​​ที่ไหนอย่างไร ชีวิตทางโลก​จะเจริญ​จะเสื่อมอย่างไร ​จะรวย​จะจนอย่างไร ​จะมีคนเข้าใจเราหรือมีคนไม่เข้าใจเรา เราก็มีลมหายใจอยู่​​เป็น​เพื่อนตลอดเวลา ​ถ้าเรา​สามารถหลับตา เอ็นจอยลมหายใจเข้า เอ็นจอยลมหายใจออก ไม่​ต้อง​เป็นทุกข์อีกแล้ว​ ​ไป​ที่ไหนก็ไม่เหงา ​ไป​ที่ไหน มี​เพื่อน

ดูลมหายใจเข้า ​เพื่อให้จิตใจพอใจ​ที่​จะดูลมหายใจเข้า พอใจ​ที่​จะดูลมหายใจออก ​ถ้าเรารู้สึกพอใจ รู้สึกเอ็นจอยธรรมชาติ ​คือ ลมหายใจ นิวรณ์แทบไม่มีช่องเข้า​ไปครอบงำจิตใจเรา​ได้ พอจิตใจมันเผลอ ​เพราะเราไม่พอใจ​กับลมหายใจใช่ไหม จิตใจมันอยาก​ไปหาสิ่งอื่น ​จะ​เป็นเรื่อง​อดีต​ที่ผ่าน​ไปแล้ว​ เรื่อง​อนาคต​ที่ยังมาไม่ถึง ​เพราะอะไร​ ​เพราะไม่พอใจ​ที่​จะอยู่​ในปัจจุบัน​กับลมหายใจ

​เมื่อเราอยู่​ในปัจจุบัน อารมณ์เกิดขึ้น​เราก็รู้ว่านี่​คืออารมณ์ สัก​แต่ว่าอารมณ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันดับ เราก็รู้ว่า​เป็นสัก​แต่ว่าอารมณ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มัน​เป็นของธรรมชาติ เกิดขึ้น​แล้ว​ก็ดับ​ไป ไม่​ต้อง​ไปยึดมั่นถือมั่นมันมาก

​ถ้าเราไม่อยู่​ในปัจจุบัน เรารู้เท่าทันอารมณ์ ปล่อยวางอารมณ์ หลุดพ้นจากอารมณ์ไม่​ได้

นี่เราปฏิบัติธรรม มันอยู่​​ที่ใจก็จริง มันอยู่​​ที่กายด้วย ​ที่วาจาด้วย ​ที่นี้ก็มีปัญหาว่า กายเรามันก็มัก​จะมีปัญหา แทบ​จะไม่มี​ใคร​ที่มีสังขารร่างกาย​ที่ไม่สร้างปัญหาแก่เราเลย​ มีโรคประจำตัวบ้าง ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดอะไร​

​และก็เปรียบเทียบด้วยว่า ขอมองอย่างนี้​ได้ไหม เหมือนผู้มีอุปการคุณต่อเรา อย่างเช่นคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยาย ผู้​ที่เราเรียกว่าบุพการี ผู้​ที่มีบุญคุณต่อเรามาก ​แต่มีนิสัยเสียบางอย่าง เรารู้สึกอย่างไรไหม เราก็ยอมรับว่า นิสัยบางอย่าง ​จะ​เป็น​ความหงุดหงิด ​จะ​เป็นอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​เป็นสิ่ง​ที่เราไม่ค่อยชอบ ​แต่​เมื่อเราเทียบ​กับ​ความดี​ความรัก​ความเมตตา​ที่ท่านให้​กับเราตลอดชีวิต รู้สึกว่า​​เป็นเรื่อง​เล็กน้อย เราก็ไม่​ได้ถือสาอะไร​

​ที่นี้​เมื่อเราพิจารณาถึงสิ่ง​ที่เรา​ได้จากสังขารร่างกายนี้ ก็เทียบ​กับ​ความเจ็บปวด​ความทรมานมากกว่าหลายเท่า งั้นอย่า​ไปโกรธ อย่า​ไปว่าสังขารมาก ​เพราะ​เป็นบุพการี ​เป็นผู้มี​พระคุณ ​เพราะเรามา​ที่นี่วันนี้ ไม่​ได้มา​แต่ใจใช่ไหม ​เอากายมาด้วย ​ถ้ากายไม่ยอมมา มา​แต่ใจไม่​ได้ใช่ไหม นอกจากว่า​จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ส่งกายทิพย์มา ​แต่​ส่วนมากก็​ต้อง​เอากายนี้มา

​เพราะฉะนั้น​ กายนี้ก็​เป็นผู้มี​พระคุณ เรา​ไปวัด​ไปวา เราปฏิบัติธรรม ​เพราะกายเรายอม ​เพราะกายเราพา​ไป ​ที่นี้กายก็มีบางสิ่งบางอย่าง​ที่ทรมาน ปวดขา ปวดหลัง เราก็ไม่ถือสา สงสารมัน

นี่หัวใจเราเต้นนาทีละกี่ครั้ง ชีวิตเราเคยเต้นกี่ครั้ง ไม่เคยผิดพลาดเลย​ใช่ไหม น่าอัศจรรย์ หัวใจเราดีมากเลย​ใช่ไหม เต้นทุกวัน ทุกเสาร์อาทิตย์ ทุกวันไม่มีพักร้อน ลมหายใจเข้าหายใจออกทุกเวลานาที ไม่เคยขอพัก นี่มันมีบุญคุณต่อเรามาก

งั้นมองร่างกายในแง่ดี ขอบคุณ ​เมื่อมันช่วยเราถึงขนาดนี้ เราก็​ต้องปฏิบัติทางใจให้ดี อย่าเสียเวลา อย่างเช่น เรื่อง​การมาภาวนากันสองสามวัน ​ที่นี้ก็ไม่อยาก​จะให้เครียดมาก ก็ไม่อยาก​จะมีข้อบังคับ ข้อวัตรปฏิบัติอะไร​มากมาย​ ​แต่ว่า ​ต้องการให้เราทุกคนเห็นประโยชน์ในการไม่พูดไม่คุย ​เพราะพูดจากประสบการณ์ของอาตมาเอง ประสบการณ์ของลูกศิษย์ลูกหาฝ่ายสงฆ์ พูดจากประสบการณ์ของครูบาอาจารย์ของอาตมา ​และนักปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย

ท่าน​จะพูดเสียงเดียวกันว่า การพูดคุยเรื่อง​ทางโลก​เป็นอุปสรรคสำคัญต่อ​การปฏิบัติ ​เพราะฉะนั้น​การนั่งสมาธิ เราก็พยายามปล่อย​ความคิดต่าง ๆ​ ทีนี้ ​ถ้าเราทำสมาธิตั้งแต่เช้า​จนเย็นจนกลางคืน จิตใจเรา​จะ sensitive มาก พูดคุยไม่กี่นาที ก็ทิ้งร่องรอยไว้​ที่​ต้อง​ใช้เวลาชำระหลายนาที หรือว่า อาจ​จะทำให้จิตใจเศร้าหมองตลอดวันก็​ได้

เผลอห้านาที มีผลกระทบต่อการทำสมาธิชั่วโมงสองชั่วโมง​ได้ นานกว่านั้น​​ได้ ​ถ้า​เป็นเรื่อง​​ที่ทำให้เกิดอารมณ์ ดังนั้น​ การพูดคุย​คืออาการของคนไม่ฉลาดใน​การปฏิบัติ ก็ถือว่า เข้า retreat แล้ว​พูดคุย ก็​คือการแสดงว่าตัวเองยังไม่เข้าใจ

​ถ้าเราสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของจิตใจ สังเกต​ความเจริญ​ความเสื่อมของสมาธิภาวนาของเรา ​จะเห็นว่าขึ้น​อยู่​การกระทำทางกายทางวาจาเรามาก ดังนั้น​ การเข้า retreat ช่วยให้เราเห็นชัดเลย​ว่า ศีล สมาธิ ปัญญาแยกออกจากกันไม่​ได้ เห็นอยู่​ใน​การปฏิบัติของตัวเอง ในชีวิตประจำวัน​จะไม่ชัด​เพราะมีกิจกรรมมัน​ที่หลายอย่าง ยาก​ที่​จะเห็น​ความต่อ​เนื่องของอารมณ์ เหมือน​ที่เรา​สามารถทำ​ที่นี่

​ถ้าเราทานข้าวด้วย​ความสำรวม ทานเสร็จ​ต้องดูอารมณ์ตัวเอง ​ถ้าเราไม่สำรวมในเวลาทานข้าว ดูอารมณ์ มันต่างกันไหม ​คือนี่ไม่ใช่ทฤษฎี​ที่​ต้องเชื่ออาจารย์ นี่มัน​เป็นสิ่ง​ที่เห็น​ได้ไม่ยากเลย​ ​ที่เราเน้นเรื่อง​​ความสำรวม สำรวมตา สำรวมหู สำรวมใจ ​เพราะมีผลต่อ​การปฏิบัติ

​ถ้าเห็นว่า​การปฏิบัติ​เป็นสิ่ง​ที่​เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เรา​ต้องฉลาดในสิ่ง​ที่สนับสนุน ​เป็นเครื่องหนุน​การปฏิบัติ ​และสิ่งใด​ที่​เป็นอุปสรรค เราก็​ต้องพยายามขจัด พยายามลดมาก​ที่สุดเท่า​ที่​จะทำ​ได้

​การปฏิบัติไม่​ต้องมีการคาดหวัง ​แต่ตั้งเป้าหมายไว้​กับตัวเอง ตั้งเป้าหมายไว้​ที่การทำ​ความเพียรอย่างเต็ม​ความ​สามารถก็​ได้ ​ถ้าไม่มีเป้าหมาย ​การปฏิบัติ​ไปเรื่อย ๆ​ ก็​จะกลาย​เป็น​การปฏิบัติเลื่อนลอย​ไป​ได้ นั่งสมาธิ​แต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าพอนั่งขัดสมาธแล้ว​​ต้องเริ่มดูลมหายใจทันที ดูสภาวะจิตของตัวเองก่อนว่า ​พร้อมไหม แล้ว​ก็ดูนิวรณ์ต่าง ๆ​ ว่า มีไหม หรือว่ามีแนวโน้ม​ที่​จะมีนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่ง​ไหม

ดังนั้น​ ​ถ้ารู้สึกระสับกระส่ายนิดหน่อย​ ก็รู้ว่า เออ นี่ก็​เป็นนิวรณ์ ​ต้องระมัดระวัง หรือว่า​ถ้าทำท่า​จะง่วง เราก็​จะระมัดระวังไม่ให้ง่วง หรือ​ถ้าจิต​กำลังมีเรื่อง​​กำลังอยาก​จะคิด เราก็​จะ​ได้ป้องกันอันตราย ไม่อย่างงั้นบางทีก็มีอยากอะไร​สักอย่างหรือมีนิวรณ์อะไร​บางอย่าง ​แต่ไม่รับรู้ มัน​จะกลาย​เป็น​ความขัดแย้งในใจ ใจหนึ่ง​อยาก​จะภาวนา ใจหนึ่ง​ก็อยากคิดอยาก​จะปรุง​แต่งในเรื่อง​นั้น​ จิตใจก็เลย​ไม่สงบ

งั้น​ถ้ามีเรื่อง​กังวลอยู่​ในใจ อย่าไม่​ต้องดูลมหายใจหรอก ดูว่า ปล่อยนะ ปล่อยนะเรื่อง​นี้ ยังไม่​ต้องคิดนะ ปล่อยวางก่อน หรือ​ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง​จัดการ​กับเรื่อง​นี้ ตกลง​กับตัวเองว่า ช่วงนี้ไม่คิดเรื่อง​นั้น​แล้ว​

​ถ้ารู้สึกง่วงมาก​จะไม่ไหว ก็อาจ​จะ​ต้องเปลี่ยนการภาวนา ​ถ้ารู้สึกว่า​ง่วง​เมื่อไร ดูลมหายใจแล้ว​​จะสัปหงก ก็แสดงว่า ​ถ้าอย่างนั้น​ ​เอาอย่างอื่นดีกว่า ระลึกถึงคุณ​พระพุทธเจ้า คุณ​พระธรรม คุณ​พระสงฆ์ ระลึกถึงสิ่ง​ที่ทำให้จิตใจเราปลาบปลื้ม อาจ​จะ​เป็นการระลึกถึงคุณงาม​ความดี​ที่เราเคยทำไว้ การทำบุญ​ที่เราภาคภูมิใจก็​ได้ ​เพราะจิตใจมี​กำลัง จิตใจมี​กำลังแล้ว​ จึงดูลมหายใจ

ก่อน​จะเริ่มดูลมหายใจ อาจ​จะกวาด​ความรู้สึกจากศีรษะลง​ไปถึงเท้า สักสองสามครั้งก่อน​จะเริ่มดูลมหายใจ แล้ว​​จะพิจารณาเกศา โลมา นขาต่าง ๆ​ ตะโจ ก็​ได้ พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลับ​ไปกลับ​ไป

​ถ้าจิตใจรู้สึกอยาก​จะคิด ไม่อยาก​จะสงบ มันอยาก​จะคิด ฝืนไม่​ได้ ก็ปล่อยให้มันคิดซะ ​แต่ให้คิดตามเรื่อง​​ที่เรากำหนดให้มัน อย่าปล่อยให้มันคิดเรื่อยเปื่อย คิดเรื่อง​ร่างกาย หรือว่าคิดอย่างนี้ คิดเหมือนหน้าอกนี้มีซิป ซิปเปิดออกมา ​เอาอวัยวะออกมาวางไว้ต่อหน้าเรา ​เอาหัวใจออก ​เอาตับ ​เอาไต ​เอาลำไส้ออก ออกมาเรียงไว้ ตามอาการสามสิบสอง เล็งแล้ว​ ดูให้ดีแล้ว​ ก็​เอาใส่เข้า​ไปไหม สนุกดี

​คือเรามีอาณาปาณสติ ​เป็นวิธีหลัก ​แต่บางครั้งนี่มันไม่​ไป ก็ไม่​เป็นไร ​ถ้าเรารู้จักปรับตัวให้​พอดี ​คือปรับ​การปฏิบัติของเราให้​ได้ผล บางทีก็ดูเกศา โลมา นขา ทันตะ ตะโจ ดู​ความไม่สวยไม่งามของร่างกาย หรือว่า พิจารณาธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ​ได้ พิจารณา​ไป พิจารณามา ก็รู้สึกพอแล้ว​ จิตใจก็หายจากนิวรณ์​ที่รบกวน​เมื่อกี้นี้​ได้แล้ว​ ก็ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกต่อ

การดูลมหายใจนี้​เป็นงาน​ที่ละเอียดหน่อย​ ดังนั้น​​ต้องให้จิตใจเรา​พร้อม จิตใจเราละเอียดพอ​ที่​จะเจริญในทางนี้​ได้

เรามีเวลาไม่นานแค่สองสามวัน สำหรับคนบางคนอาจ​เป็นการฟื้นฟู สำหรับคนบางคนทำทุกวันก็​เป็นการเพิ่ม​ความเข้มข้น​ไปสักหน่อย​หนึ่ง​ อย่างไรก็ตาม ขอให้เรา​ใช้เวลาให้​เป็นประโยชน์มาก​ที่สุด ​แต่​ที่สำคัญ​คือตั้งอกตั้งใจตัดเรื่อง​อดีตเรื่อง​อนาคตออกจากใจเราให้มาก​ที่สุด

ช่วงนี้ถือว่า เหมือน​กับเรา​ไปอยู่​ในอีกโลกหนึ่ง​ เราก็พยายามทำตัวเองให้เหมือน​กับอยู่​คนเดียว ถึง​จะนั่งอยู่​หลายสิบคน ก็เหมือน​กับอยู่​คนเดียว นั่งแล้ว​ก็อยู่​คนเดียว ​แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอให้มี​ความเกรงใจต่อ​เพื่อน ​จะเดินเข้าเดินออกขอให้ตรงต่อเวลา ขอให้ส่งเสียงให้น้อย​ที่สุด มีสติในการเคลื่อนไหว ​คือ หลักไม่รบกวน​เพื่อน ​เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง​เหมือนกัน

ฉะนั้น​ เย็นนี้ก็​ได้แสดงธรรมพอสมควรแก่เวลา พอ​เป็นการแนะนำในการเข้า retreat สำหรับวันนี้ แล้ว​ก็ขณะนี้ แล้ว​ก็เอวังก่อนแล้ว​กัน แล้ว​ก็​จะพูดต่อ เอวัง



ถอดเทป​โดย รจนา ณ เจนีวา (หากผิดพลาดประการใด ผู้ถอดเทปขอน้อมรับไว้​แต่เพียงผู้เดียว)

 

F a c t   C a r d
Article ID A-978 Article's Rate 16 votes
ชื่อเรื่อง กำไรจากทุกข์ (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ประกายธรรมนำทาง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๗๑๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-4606 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 14 พ.ค. 2548, 15.25 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-4607 ], [158.125.1.114]
เมื่อวันที่ : 14 พ.ค. 2548, 16.03 น.

ขอบคุณคุณรจอีกตามเคยค่ะ​ ​กับสิ่งดีๆ​​ที่ถ่ายทอด

พิลกริมเองตอนนี้ไม่​ได้​เป็นชาวพุทธแล้ว​ ​แต่ยังปฏิบัติธรรม​และพยายามนำหลักธรรมของพุทธมา​ใช้​กับชีวิตประจำวัน หวังว่าคงไม่ว่าอะไร​กันนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : หมูอาสา [C-4614 ], [202.183.151.108]
เมื่อวันที่ : 15 พ.ค. 2548, 11.54 น.

ขอบคุณมากนะคะ​ สำหรับการแนะแนวทางธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน หลาย ๆ​ อย่างก็คล้าย ๆ​ เหมือนเรา​จะรู้อยู่​แล้ว​ ​แต่ก็ไม่ใส่ใจ ไม่​ได้นำ​ไป​ใช้ คง​ต้องรอเวลาทุกข์ เรื่อง​ราว​ที่รู้​และผ่านตาก็​จะถูกรื้อฟื้นขึ้น​มา​ใช้​ได้

กำไรจากทุกข์นี้ ก็น่า​จะนับ​เป็นพี่น้อง​ได้​กับแนวทางของ positive thinking นะคะ​ คิดในทางดีให้​ได้ในทุก ๆ​ เรื่อง​ ​แม้​แต่เรื่อง​​ที่​กำลังทุกข์ แล้ว​ใจเราก็​จะ​เป็นสุขเองนั่นแหละ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : add [C-4641 ], [203.188.18.111]
เมื่อวันที่ : 17 พ.ค. 2548, 12.12 น.

ธรรมะ​ต้องฝึกฝนปฎิบัติ ดูเหมือนไม่ยาก ​แต่ยากตรง​ที่เราไม่เริ่ม ​และเราไม่​ได้ทำอย่างต่อ​เนื่องนั่นเอง

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น