นิตยสารรายสะดวก  Regular Articles  ๐๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ยินดีในทุกข์ (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
รจนา ณ เจนีวา
...คำเทศน์ของ​​พระอาจารย์ชยสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี เข้าใจง่าย เน้นการประยุกต์ในชีวิตประจำวัน ​​และส่งเสริมการพัฒนาใน​​ส่วนของพฤติกรรม จิตใจ​​และปัญญา...
(รจนาเกิด​ความประทับใจ​กับคำเทศน์ของ​พระอาจารย์ชยสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ​ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านพำนักอยู่​​ที่สถานพำนักสงฆ์ ไร่ทอสี อำเภอปากช่อง รจนามีโอกาส​ได้รับซีดีคำเทศน์ของท่าน​เมื่อหลายเดือนก่อน ​และ​ได้ฟังมาระยะหนึ่ง​ มีประมาณสี่ห้าสิบคำเทศน์ ​ความยาวราว ๆ​ หนึ่ง​ชั่วโมงต่อเรื่อง​ จน​เมื่อวานเกิดแรงบันดาลใจ อุทิศเวลาถอดเทปคำเทศน์ของท่านมาหนึ่ง​ตอน ​และขออนุญาตนำส่ง ณ ​ที่นี้​เพื่อให้​เพื่อน ๆ​ ​ที่สนใจ​ได้รับประโยชน์จากคำสอน​ที่เข้าใจง่าย เน้นการประยุกต์ในชีวิตประจำวัน ​และส่งเสริมการพัฒนาใน​ส่วนของพฤติกรรม จิตใจ​และปัญญา ตาม​ที่สรุปมาแล้ว​​โดยศิษยานุศิษย์ของท่านค่ะ​ หากถอด​ความตกหล่น ผิดพลาดในประการใด รจนาขอน้อมรับไว้​แต่เพียงผู้เดียวค่ะ​)


ยินดีในทุกข์

ถอดจากคำเทศน์ของ อาจารย์ชยสาโร

ครั้งหนึ่ง​ สามสิบกว่าปี​ที่แล้ว​ ตอน​ที่สร้างโบสถ์วัดหนองป่าพงใหม่ ๆ​ มีคณะญาติโยมจากกรุงเทพฯ ​ไปกราบนมัสการหลวงพ่อชา ​เมื่อสนทนาธรรม​ได้พอสมควรแล้ว​ หลวงพ่อชวน​ไปชมโบสถ์

เดินขึ้น​​ไปบนโบสถ์แล้ว​ โยมคนหนึ่ง​มอง​ไปข้างบนเห็นรอยร้าว โยมบอกว่า เสียดาย โบสถ์สร้างไม่นานมีร้าวเสียแล้ว​ หลวงพ่อท่านตอบว่า อ้าว ไม่มีร้าว ก็ไม่มี​พระพุทธ นี่​คือคำตอบของท่าน แปลว่าอะไร​?

ก็​คือ การ​ที่โบสถ์เกิดมีร้าว ในสายตาของโยมก็​คือ แหม ช่าง(ก่อสร้าง)ไม่เก่ง ไม่ดี เสียดายของใหม่ก็มีมลทินเสียแล้ว​ ​แต่​ความคิดของหลวงพ่อไม่​เป็นอย่างนั้น​ ท่านเห็นว่า สิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวงมี​ความไม่เ​ที่ยง​เป็นธรรมดา นั่นโบสถ์ก็​ต้องมี​ความเสื่อม​เป็นธรรมดา ​จะเสื่อมเร็วหรือเสื่อมช้า ​เป็นเรื่อง​​ที่​เป็น​ไปตามเหตุตามปัจจัย ​ถ้าสร้างโบสถ์แล้ว​ ไม่มีร้าว ไม่มีเสื่อม แสดงว่า ไม่มีอนิจจัง แล้ว​ก็ไม่มีพุทธศาสนา

​เพราะศาสนาพุทธตั้งไว้บนฐานแห่งการรู้เท่าทัน​ความจริงของธรรมชาติ ​แม้ในเรื่อง​เล็กเรื่อง​น้อยเรื่อง​ธรรมดา ๆ​ เช่นเรื่อง​ร้าวในเพดาน หลวงพ่อท่านก็มอง​เป็นธรรมะ​ไปหมดเลย​ ในชีวิตประจำวันเราก็​ต้องมองให้​เป็นอย่างนี้ มองให้​เป็นธรรมะมากขึ้น​ มากขึ้น​ ไม่ใช่ในลักษณะ​ที่​จะสั่งสอนคนอื่น ​จะ​ไปเทศน์ให้คนอื่นฟัง หรือ​จะ​ไปมอง​เป็นปรัชญา ​แต่​เพื่อพินิจพิจารณาในเรื่อง​​ความจริงของชีวิตบ่อย ๆ​ สิ่ง​ที่ผุดขึ้น​มาในใจ ​คือ​ความรับรู้ในแนวทางของธรรมะ มากกว่า​จะคิด​ไปทางโลกย์ ​ซึ่งมักมี​ความอยาก​ได้ อยากมี อยาก​เป็น มีอัตตาตัวตน​เป็นแรงผลักดัน นี่เราเปลี่ยนอัตตาตัวตนจากอธรรมะให้​เป็นธรรมะ ​ไปไหนเราก็รู้สึกว่า​อยู่​​กับธรรมะ ธรรมะไม่​ได้อยู่​ในคัมภีร์หรือในหนังสือ ธรรมะอยู่​​กับ​ความจริง

อยู่​​กับ​ความจริงอย่างไร ทำอย่างไร​จะอยู่​​กับ​ความจริง เรา​ต้องดู​ที่สิ่ง​ที่รับรอง​ความจริง ​คือ จิตใจ นี้จิตใจเรายัง​เป็นภาชนะรับรอง​ความจริง​ที่ยังไม่สะอาด เหมือนจานสกปรกแล้ว​​เอาอาหารดี ๆ​ ใส่ไว้ในจาน อาหารนั้น​อาจ​จะทำให้เราไม่สบายก็​ได้ ​เพราะตัวอาหาร​ไปติด​กับของสกปรก อาหาร​ที่ดีก็กลาย​เป็นอาหาร​ที่ไม่ดี​ไป ​เพราะตัวอาหารติด​กับของสกปรก อาหารกลาย​เป็นอาหารไม่ดี ทำให้เราท้องเสีย

สิ่ง​ที่เรารับรู้ต่าง ๆ​ หากว่า จิตใจเรายังไม่สะอาด เหมือน​กับมีเชื้อโรคติดอยู่​ในใจ สิ่ง​ที่เราสัมผัส สิ่ง​ที่เราเกี่ยวข้อง ทุกสิ่งทุกอย่างถึง​แม้​จะ​เป็นของไม่มีพิษภัย พอมาถึงใจเราแล้ว​ กลาย​เป็นสิ่ง​ที่ไม่ดี​ไป โบราณท่านเปรียบเทียบ​กับน้ำใสสะอาด วัวกินน้ำ น้ำกลาย​เป็นนม นมสด​เป็นสิ่ง​ที่ดี สิ่ง​ที่ทุกคน​ต้องการ ​แต่​ถ้างูกินน้ำจาก​ที่เดียว​กับวัว น้ำเข้า​ไปในตัวงู กลาย​เป็นยาพิษ​ไป น้ำใสอยู่​ในบ่อ วัวกินกลาย​เป็นนมสด งูกินก็กลาย​เป็นยาพิษ น้ำ​คือน้ำ ​แต่พอมาถึงตัวเรา มันเปลี่ยน​ไปตามธรรมชาติของเรา

ฉะนั้น​ ท่านจึงให้เราเรียนรู้​ความ​เป็นจริงของชีวิตเบื้องต้น จากสิ่ง​ที่ง่าย​ที่สุด​ที่ทุกคน​ต้องยอมรับว่า ใช่ ​เป็นอาการของโรคจริง ๆ​ นั่นก็​คือ ​ความไม่เ​ที่ยง ​ความ​เป็นอนิจจัง ปัญหาในการ​ที่​จะ​ได้ประโยชน์จากหลักอนิจจัง ก็​คือการดูแคลนว่า รู้แล้ว​ ​เป็นเรื่อง​ง่ายมาก ​ใคร​จะไม่รู้ว่าสิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวงเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เรื่อง​​ที่​ต้อง​ไปเรียน​ที่มหาวิทยาลัย ​แม้เด็กไม่กี่ขวบก็​ต้องรู้ว่าทุกสิ่ง​ต้องเปลี่ยนแปลง

เราก็รู้อยู่​ในระดับหนึ่ง​ ​แต่ก็ยังไม่ใช่​ความรู้อย่างทะลุปรุโปร่ง ยังไม่ใช่​ความรู้​ที่มีผลต่อพฤติกรรม เราอยากรู้ว่าจิตใจของเรา​เป็นอย่างไร ​ต้องดูว่า มีอาการอะไร​บ้าง​เมื่อเกิดเรื่อง​​ที่เราไม่คาดหวังไม่คิดล่วงหน้าว่า​จะเกิดขึ้น​​ได้ เรื่อง​​ที่เกิดทันที เรื่อง​​ที่เราไม่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า มัน​จะมีอาการอะไร​อย่างนั้น​ นี้​จะดูเนื้อแท้ของจิตใจ

​ถ้าเรามีเวลาเตรียมล่วงหน้า อาจ​จะหลอกตัวเอง หลอกคนอื่น​ได้ หากเราไม่รู้ไม่คิดล่วงหน้า นี่​จะเห็นภาวะจิตของตัวเอง​ได้ดี ​เมื่อมีการกดดัน เราก็​ได้เห็น อย่างเช่น หากอยู่​​กับคน​ที่​เอาใจเราทุกคน เราอาจรู้สึกไม่มี​ความโกรธ เราไม่ค่อยโกรธไม่มีโทสะ พออยู่​​กับคน​ที่ไม่ชอบเรา ไม่ดีต่อเรา มัน​จะ​เป็นอย่างไรไหม มัน​จะเหมือนเดิมไหม มัน​จะมี​ความเปลี่ยนแปลงไหม

ในชีวิตประจำวัน ท่านจึงให้เรา​เป็นนักศึกษา​พร้อม​ที่​จะเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่เกิดขึ้น​ ด้วย​ความอ่อนน้อมถ่อมตนว่า สิ่ง​ที่เกิดขึ้น​นั้น​ ​จะ​เป็นสิ่ง​ที่เราชอบก็ดี ​จะ​เป็นสิ่ง​ที่ไม่ชอบก็ดี ย่อม​เป็นของไม่แน่นอน เราไม่ควรด่วนสรุปว่าดีเพียง​เพราะว่าสัมผัสแล้ว​รู้สึกชอบ ไม่ควรด่วนสรุปว่าไม่ดี ​เพราะสัมผัสแล้ว​ไม่ชอบ ​เพราะ​ความรู้สึกว่า​ชอบหรือไม่ชอบก็​เป็นเพียง​แต่สังขาร ไม่แน่นอน ​เอา​เป็นหลักไม่​ได้ บางสิ่ง​ที่เราชอบทุกวันนี้ ​แต่ก่อนเราก็ไม่ค่อยชอบ ​เมื่อ​เป็นอย่างนั้น​ก็​เป็น​ไป​ได้ว่า สิ่ง​ที่เราชอบทุกวันนี้ ในอนาคตเราไม่ชอบ สิ่ง​ที่ไม่ชอบก็เหมือนกัน นี่เรา​ต้องค่อยสังเกต ค่อย ๆ​ เรียนรู้จาก​ความเปลี่ยนแปลงของ​ความรู้สึกภายใน มันจึง​จะเข้าถึงตัวแท้ของอนิจจัง

การสังเกต​ความเปลี่ยนแปลงภายนอกก็​เป็น​ส่วนหนึ่ง​​และ​ส่วนสำคัญ ​แต่​ที่สำคัญ​ที่สุด​ที่​จะเกิดผลในภาคปฏิบัตินี่​คือ ดู​ความเปลี่ยนแปลงจากภายใน จาก​ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ​ ดูว่า เปลี่ยนแปลง​เพราะอะไร​ เปลี่ยนแปลงอย่างไร ​เพราะไม่มีอะไร​เปลี่ยนแปลง​โดยบังเอิญ ​เพราะ​พระผู้​เป็นเจ้าดลบันดาล หรือ​เป็น​เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเปลี่ยนแปลง​ไป​เพราะมีเหตุมีปัจจัยให้เปลี่ยนแปลง เราเรียนรู้อย่างนี้ตลอดเวลา ​จะทำให้เรา​เป็นผู้มีปัญญา

บางที​ความเปลี่ยนแปลงก็ช้า ​และค่อย​เป็นค่อย​ไปตามลำดับ บางทีก็ช้า​โดยไม่รู้สึกตัว หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คิดว่า​จะ​เป็น​ไป​ได้ บางครั้งก็เร็วมาก บางครั้งก็เร็วในทาง​ที่พอ​จะทราบ​ได้ล่วงหน้า บางครั้งก็คาดไม่​ได้เลย​ว่า​จะ​เป็นอย่างไร หากเราเรียนรู้อย่างนี้ตลอด ปัญญา​จะเกิดขึ้น​ เรา​จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​ ไม่หวังในภาวะชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง​

เช่น ​ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นในหน้า​ที่ของเราอย่างใดอย่างหนึ่ง​ ​เมื่อเปลี่ยนแปลง เรา​ต้องรู้สึก​เป็นทุกข์ ​ความพลัดพรากก็ทำให้เรา​เป็นทุกข์​ได้ ​เพราะเรามี​ความรู้สึกในสิ่ง​ที่พลัดพรากว่า ​เป็นเรา ​เป็นของเรา ​ถ้ามีสิ่งใด​ที่เราไม่มี​ความรู้สึกว่า​ เรา ว่าของเรา ​ถ้าค่อย ๆ​ เปลี่ยน​ไป ค่อย ๆ​ หาย​ไป เรามี​ความรู้สึกอะไร​ไหม เปล่า ​เพราะไม่มี​ความผูกพันว่า​เป็นเรื่อง​ของเรา เรื่อง​ของ​เขา เรื่อง​ของมัน ไม่ใช่เรื่อง​ของเรา ​แต่​ความทุกข์จากการพลัดพราก​ต้องเกิดขึ้น​จาก​ความยึดมั่นว่า​เป็นเรา ​เป็นของเรา นี่​พระพุทธองค์ให้เรา​ได้สังเกต

หากเราเกิด​ความเศร้าโศกเสียใจ เราก็รู้ว่านี่​คือ​ความรู้สึกอย่างหนึ่ง​ ​เป็นผลจาก​ความยึดมั่นถือมั่น หรือ​ความผูกพันในอดีต ​เป็นผลจาก​ความรู้สึกในอดีต เรารู้เท่าทัน ​ถ้าเรารู้เท่าทันแล้ว​ไม่ปรุง​แต่ง มันก็​จะค่อย ๆ​ หาย​ไป ​ความปรุง​แต่งหมายถึง ​ความยินดีหรือ​ความยินร้ายในเรื่อง​นั้น​ เรื่อง​​ความรู้สึกอย่างนั้น​ ​ถ้า​ความยินดีไม่​ได้หมาย​ความว่า​จะ​ต้องชอบหรือ​จะ​ต้องเพลิดเพลิน ​แต่​เป็น​ความ​ต้องการให้เรื่อง​นั้น​อยู่​ต่อ ให้มี​ความรู้สึกอย่างนั้น​ต่อ

เช่น เราเคยทำอะไร​ผิด ตอนหลังรู้สึกว่า​มี​ความผิด การ​ที่​จะ​ไปแก้ไข​กับคนนั้น​ ในเรื่อง​นั้น​ มันก็ไม่มีเวลาเสียแล้ว​ คนนั้น​อาจตาย​ไป อาจ​จะหาย​ไป เรื่อง​นั้น​อาจเปลี่ยน​ไปแล้ว​ แก้ไขข้างนอกไม่​ได้ ​เมื่อเรารู้สึกว่า​ตัวเองมี​ความผิด บางทีก็มี​ความยินดี​ที่​จะรู้สึกอย่างนั้น​ต่อ ​เพราะคิดว่า เหมือน​เป็นการลงโทษตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่ดี ควร​จะรับการลงโทษ ใน​เมื่อคนอื่นไม่ลงโทษ ไม่มีการลงโทษจากภายนอก วิธีลงโทษ​คือครุ่นคิดในเรื่อง​ไม่ดีบ่อย ๆ​ หรือรู้สึกสมน้ำหน้า ไม่อยากปล่อยวาง​เพราะรู้สึกว่า​ตัวเอง​จะลอยนวล เหมือน​กับตัวเอง​เป็นผู้มี​ความผิด​ที่ควร​จะทุกข์ ​ที่ควร​ได้รับการลงโทษ ดังนั้น​ควรลงโทษตัวเองด้วยการทำให้​เป็นทุกข์ทางใจ นี้​คือ​ความยินดีอย่างหนึ่ง​เหมือนกัน

บางสิ่งบางอย่างเรา​เป็นทุกข์ทางใจ ทุกข์เรื่อง​เก่า ทุกข์ทำไม ปล่อยวางไม่​ได้หรือ จริง ๆ​ ก็ปล่อยวาง​ได้ ​แต่ยังไม่​พร้อม​ที่​จะปล่อยวาง ​ถ้าเรื่อง​ไหนอยู่​ในจิตใจ​ได้นาน ปล่อยไม่​ได้จริง ๆ​ ถามตัวเองว่า ทำไมมันปล่อยไม่​ได้ อาตมารับรองว่า​จะ​ต้อง​ได้คำตอบว่า ยังไม่อยาก​จะปล่อยวาง ​ถ้าค้านว่า ทำไม​จะไม่อยาก​เพราะมัน​เป็นเรื่อง​ทุกข์ ไม่มี​ใครอยาก​เป็นทุกข์ อาตมาว่าไม่เสมอ​ไป

บางทีเรายินดี​จะ​เป็นทุกข์​เพราะรู้สึกว่า​ สมควร​ที่​จะ​เป็นทุกข์ คนเรานี่​จะมีอคติต่อตัวเอง หรือมองตัวเองในทางคับแคบ สรุปตัวเองง่ายเกิน​ไป ​ถ้า​เป็นชาวตะวันตก มัก​จะมองว่าตนเอง​เป็นคนไม่ดี​เป็นหลัก ตอน​ที่อยู่​อังกฤษ อาตมาดูสารคดีเรื่อง​คน​ที่ตาย ตายแล้ว​ออกจากร่างกายแล้ว​มีประสบการณ์อะไร​ต่าง ๆ​ ตอนหลังก็ฟื้นขึ้น​มาใหม่แล้ว​จำ​ได้ว่าอะไร​เกิดขึ้น​

​ที่น่าสนใจ​คือ ผู้หญิงคนหนึ่ง​ บอกว่า​เขาตายในห้องผ่าตัว ​เขาลอย ​เขารู้สึกว่า​ มองเห็นหมอ​กำลังปั๊มหัวใจ ก็รู้ว่า​กำลังตาย ข้างหน้ามีแสงสว่าง ​เป็นอุโมงค์ มี​ความปิติ ปลาบปลื้ม รู้สึกสุข​ที่สุดอย่าง​ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ​ได้ปล่อยวางร่างกาย​ที่แสนทรมาน ​แต่​เขาบอกว่า ​เขารู้สึกว่า​ ​ที่นี่เพอร์เฟ็คเกิน​ไปสำหรับคนแบบฉัน ฉัน​เป็นคนไม่ดี ฉันไม่มีคุณภาพพอ​ที่​จะมาอยู่​สุขสบายแบบนี้ ก็กลับมาอยู่​ในร่างกายดีกว่า จาก​ความคิดอย่างนั้น​ ​ความรู้สึกต่อ​ไป​คือห้องผ่าตัด เสียดายนะ มองตัวเองในแง่ร้าย เลย​ไม่​ได้สิ่ง​ที่ควร​จะ​ได้

ในการทำ​ความเข้าใจเรื่อง​ตัวเองใน​การปฏิบัติ ​ต้องสังเกตมุมมองท่าที​ที่เรามีต่อตัวเรา ​และเข้าใจว่า เรา​จะมองตัวเองในลักษณะอย่างไร การมองนั้น​ก็​คือสังขาร ​เป็นแค่​ความคิดเท่านั้น​ ​เป็น​ความคิด​ที่เปลี่ยนแปลง​ได้ บางคนอาจ​จะค้าน ​ที่​จะมองว่าฉัน​เป็นคนไม่ดี มันมีเหตุผล ​ที่มองว่าตัวเองไม่ดีก็​เพราะเคยทำอย่างนั้น​อย่างนี้ มีนิสัยอย่างนั้น​อย่างนี้ มีเหตุผลสนับสนุน ​แต่นั่นก็​เป็นการกระทำในอดีต ​เป็น​ความคิด​ความรู้สึกในอดีต ไม่ปฏิเสธ ​แต่การ​ที่เราสรุปตัวเองว่า​เป็นคนอย่างนั้น​อย่างนี้ นี่​คือ​ความผิดพลาด

การรับรู้ต่อบาปกรรม​ที่เราเคยทำไว้ ถูก​ต้อง เราก็รู้ว่าเราเคยทำบาปกรรม​เอาไว้ เรามีนิสัยบางอย่าง​ที่ไม่ดี นั้น​​คืองานของเรา นั่น​คือสิ่งท้าทาย​ซึ่งอาจไม่เหมือนคนอื่น ​เป็นงาน​ที่​กำลังคั่งค้างอยู่​ รู้สึกตัวเองนิสัยไม่ดีอย่าง ​คือ ไม่มีมุฑิตา เห็น​ความดีของคนอื่นแล้ว​ไม่เคยยินดีเลย​ มี​แต่อิจฉา อยาก​จะแข่งขัน​กับคนอื่น อยาก​จะเด่นกว่าคนอื่น อยาก​จะดีกว่าคนอื่น เห็นผู้ใหญ่ชมคนอื่นแล้ว​รับไม่​ได้ สรุปว่า ฉัน​เป็นคนไม่ดี สรุปผิดแล้ว​ ไม่​ต้องสรุป

เราเคยสร้างนิสัยอย่างนี้มา ด้วยการกระทำ ด้วยการพูด ด้วย​ความคิด ​จะ​เป็นการสะสมเฉพาะในชาตินี้หรือเคยสั่งสมมา​แต่ชาติไหนเราไม่​ต้องวิเคราะห์ ​แต่รู้ว่า​เป็นนิสัย เหมือน​กับ​เป็นกระแสหนึ่ง​ ในกระแส​ทั้งหลาย​ที่เรียกรวมกันว่า ชีวิต ​แต่ไม่ใช่ของตายตัว ไม่ใช่สิ่ง​ที่​ต้อง​เป็นอย่างนี้ตลอดกาลนาน ​เพราะ​แม้ในชีวิต​ที่ผ่านมานี้ เรา​จะเห็นว่า มีบางช่วง​ที่ค่อนข้างอ่อน มีบางช่วงค่อนข้างรุนแรง ​จะมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นมาเกี่ยวข้อง ​จะเห็นว่า​เป็นของไม่เ​ที่ยง

การสรุปทำให้เรามองข้ามว่า มันก็ยังมีอยู่​เหมือนกัน บางครั้งบางคราว​ที่เรามี​ความยินดีใน​ความเจริญของคนอื่น ​แต่เราไม่​ได้ให้​ความสำคัญ ​เพราะเรา​ได้สรุปแล้ว​ว่า เรา​เป็นคนขี้อิจฉา ​เมื่อเราสรุปอะไร​ลง​ไปแล้ว​ ผลเสีย​คือ เรา​จะไม่ให้น้ำหนักเข้า​กับสิ่ง​ที่ไม่เข้า​กับคำสรุป อันนี้เข้าใจไหม เช่น เราสรุปว่าเรา​เป็นคนขี้อิจฉา ​แม้ว่าในบางครั้ง​ที่เรารู้สึกมุฑิตาอย่างแท้จริง เราก็​จะปัด​ไปว่าไม่​เป็นเรื่อง​จริง ​เพราะเราไม่​ได้สรุปไว้เรา​เป็นอย่างนั้น​ มองคนอื่นก็เหมือนกัน ​เมื่อเราสรุปคนอื่นแล้ว​ว่า ไว้ใจไม่​ได้ ไม่ซื่อสัตย์ ในกรณีไหน​ที่​เขาแสดง​ความซื่อสัตย์ให้เราเห็น เราก็​จะปัดว่า ใช่มันก็มีเหมือนกัน ​แต่จริง ๆ​ แล้ว​​เขาไม่ใช่อย่างนั้น​

ขอให้เห็นผลของการสรุปอะไร​สักอย่าง ไม่ว่า​จะ​เป็นการสรุปตนเอง หรือการสรุปคนอื่น พอเราสรุปอะไร​ลง​ไปแล้ว​ เราก็​ได้ปฏิเสธหลักอนิจจังอย่างหนึ่ง​ ​และ​จะทำให้การรับรู้เหมือนมีเครื่องกรอง มีฟิลเตอร์ ​เพราะเราตัดสิน​เขาแล้ว​ เราตัดสินตัวเองแล้ว​ ​เมื่อตัดสินแล้ว​ สิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ตรง​กับคำตัดสิน เราก็​จะใช่ นั่นแหละ​ สิ่งไหน​ที่เกิดขึ้น​​ที่ไม่ตรง เราก็​จะไม่เห็นเลย​ก็​ได้ หรือรับรู้แล้ว​ก็ปัด​ไปว่า ไม่สำคัญ ​เมื่อเรามองด้วยสายตาของธรรมะ ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง​ได้ ตามเหตุ ตามปัจจัย

ผลของการมองอย่างนี้ ​คือ ​สามารถ​จะรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่เกิดขึ้น​ ​เพราะไม่ขัด​กับทฤษฎีอะไร​ ​เมื่อเราเห็นสิ่ง​ที่ไม่ดีในตัวเรา เราก็ไม่ตกใจจนเกิน​ไป ไม่กลุ้มใจจนเกิน​ไป สิ่งนี้​เป็นสิ่ง​ที่เราสร้างขึ้น​มา​เป็นนิสัยเท่านั้น​ ​และ​เป็นของไม่มีแก่นสารสาระอะไร​ เราก็เปลี่ยน​ได้ แก้​ได้ ​โดยยอมรับว่า สิ่ง​ที่เราเคยสนับสนุน สิ่ง​ที่เราเคยเชื่อ สิ่ง​ที่เคยยึดมั่นถือมั่นมานานแล้ว​ เรา​จะระงับทันที​และ​โดยเร็วคง​จะยาก ​แต่​ถ้าเราเชื่อว่าทำ​ได้ เราก็มี​กำลังใจทันที นี่​คือบทบาท​ของศรัทธา​ความเชื่อ

​ความเชื่อทำให้เรามี​กำลัง ทำสิ่ง​ที่ทำยาก ทำให้เรากล้า ทำให้เรายอมลำบากในการงานต่าง ๆ​ ​เพราะเราเชื่อว่า หนึ่ง​ งานนี้​เป็นงาน​ที่มี​ความหมาย ​เป็นงาน​ที่ทำแล้ว​มีผลจริง ​และเชื่อว่า เรา​สามารถทำเรื่อง​นี้​ได้ นี่​คือ​ความเชื่อ​ที่เราขาดไม่​ได้ในการประพฤติปฏิบัติ ไม่ว่าทางโลกทางธรรม ​ต้องกำหนดเป้าหมาย เชื่อว่าตัวเองเข้าถึง​ได้ ​ถ้าปฏิเสธว่า ฉันทำไม่​ได้ ยากเกิน​ไป ให้มาพิจารณาตรงข้อนี้อีกที มีเหตุผลอะไร​​ที่บอกว่า ทำไม่​ได้

​และ​ที่​พระพุทธองค์เคยตรัสไว้เสมอว่า พวกเธอ​ทั้งหลายจงละบาป​และบำเพ็ญกุศล ​เพราะอะไร​ ​เพราะ​เป็นสิ่ง​ที่พวกเธอทำ​ได้ ​ถ้าพวกเธอไม่​สามารถละสิ่ง​ที่ไม่ดี​ได้ หากพวกเธอไม่​สามารถบำเพ็ญสิ่ง​ที่ดี​ได้ ​พระตถาคตไม่สอน ​เพราะ​พระตถาคตบังเกิดขึ้น​ในโลก ​เพื่อประโยชน์สุของชาวโลก ​และ​พระตถาคตอยู่​ในโลกเหมือนมนุษย์ทั่ว​ไป ​คือ​จะมีอายุในโลกแค่ 80 ปี ​เพราะฉะนั้น​ ท่าน​จะ​ต้อง​ใช้เวลาเลือกเฉพาะสิ่ง​ที่​เป็นประโยชน์​และ​จะนำ​ไปสู่​ความสุขมาประกาศให้ชาวโลกทราบ ​และหลักสำคัญ​ที่​พระองค์ทรงสอนทุกวัน​คือ เรื่อง​ละ เรื่อง​บำเพ็ญ

​ถ้าเราเชื่อว่าท่าน​เป็นผู้มีปัญญาสุดยอดแล้ว​ เชื่อว่าสิ่ง​ที่ท่านเลือกมาสอน​ต้องสุดยอดเช่นกัน ​เป็นสิ่ง​ที่​เป็น​ไป​ได้ ​ถ้าเรามี​ความท้อแท้ว่า ทำไม่​ได้ เกิน​กำลัง เรา​ต้องเตือนตัวเองทันทีว่า เถียง​กับ​พระพุทธเจ้าเสียแล้ว​ นี่เราถือว่าเถียง​พระ​เป็นบาปใช่ไหม แล้ว​ไม่แค่นั้น​นะ ยังเถียง​พระพุทธเจ้าเสียอีก ​เป็นบาปขนาดไหน ​ถ้าเราท้อแท้ใจ ให้เรารู้เท่าทันว่านี่​คืออารมณ์ท้อแท้ อารมณ์ทุกอย่างให้เรารู้เท่าทัน รู้โฉมหน้าของมัน รู้รสชาติของมัน ​เมื่อมันเกิด เราก็รู้ทันที เหมือนเราเห็นหน้าคนใกล้ชิด ไม่​ต้องคิดว่า​ใคร รู้ทันที ไม่​ต้อง​ไปคิด ​เมื่อ​ได้กลิ่นบางอย่าง เรารู้ทันทีว่ากลิ่นอะไร​ เสียงอะไร​ สิ่ง​ที่เรามองเห็น ​ได้ยิน ​ได้กลิ่นหลายอย่าง เราคุ้นเคยจนไม่​ต้องคิด

เรา​ต้องปฏิบัติให้มี​ความไวในเรื่อง​อารมณ์เช่นเดียวกัน มีอารมณ์ว่า เศร้า มีสติเกิดขึ้น​ทันทีว่านี่​คืออารมณ์เศร้า นี่​คืออารมณ์ท้อแท้ สติ​จะบอกว่า ​เป็นอย่างนี้แหละ​ อารมณ์ต่าง ๆ​ มี​ความรู้สึกทางร่างกายเหมือนกัน สังเกตดูไหม ​ความเปลี่ยนทางทางร่างกายเฉพาะอารมณ์ต่าง ๆ​ เวลาเราจับอารมณ์​ได้ นี่​คือ​ความเพลิดเพลิน นี่​คือ​ความเศร้า นี่​คือ​ความกลัดกลุ้ม ให้สังเกตอาการต่าง ๆ​ ของร่างกาย ก็​จะช่วยรู้เท่าทัน ไม่หลง ​ถ้าจิตใจของเรามีสติ บาปอกุศลธรรมไม่ปรากฏ ​เพราะนี่​เป็นธรรมชาติของจิตใจว่า ​ถ้าจิตใจมี​ส่วน​ที่​เป็นกุศล หรือมีกุศลธรรมข้อใดข้อหนึ่ง​ พวกอกุศล​ทั้งหลายเกิดไม่​ได้ ขณะเดียวกัน หากจิตใจ​เป็นอกุศล ตัวกุศลก็ไม่มี

อย่างเช่นคน​ที่บอกว่า โกรธ​แต่รู้ตัวว่าโกรธ ​เป็น​ไปไม่​ได้ ขณะ​ที่โกรธก็ไม่รู้ ขณะ​ที่รู้ก็ไม่โกรธ สังเกตดู โกรธแล้ว​ก็รู้ มีตัวรู้เกิดขึ้น​ ​แต่ตัวรู้นั้น​มันไม่ค่อยเข้มแข็ง มันก็ฟุบ​ไป แล้ว​โกรธก็กลับมาใหม่ โกรธแล้ว​รู้ รู้ไม่นานแล้ว​ก็โกรธ ​เพราะโลภ โกรธ หลงเกิดจาก​ความไม่รู้ ไม่เห็นตาม​ความ​เป็นจริง

หลายอย่างทำให้เราคับแคบ ​เพราะการด่วนสรุปหรือมุมมอง อย่างเช่น เรามองคนอื่น บางทีเราก็ชอบสรุปว่า คนนั้น​ก็​เป็นอย่างนั้น​ คนนี้ก็​เป็นอย่างนี้ ​เมื่อเราสรุป​เขาแล้ว​ เราก็คอยเก็บข้อมูล​ที่​จะสนับสนุนการสรุปของเรา ทุกครั้ง​ที่เรา​ได้ข้อมูล​ที่ตรง​กับ​ความคิดก็ถือ​เป็นการยืนยันว่าใช่ ว่าถูก เรา​ต้องพยายามดูอยู่​ตัวเองตลอดเวลา เฝ้าสังเกตจิตใจตลอดเวลา เฝ้าสังเกตอารมณ์​ที่เกิดขึ้น​ ไม่​ต้อง​ไปกลัวอารมณ์ ไม่​ต้อง​ไปปฏิเสธอารมณ์

​เมื่อกี้นี้พูดถึง​ความยินดีในอารมณ์ ​ซึ่งมี​ทั้งเพลิดเพลินชอบ นี่ตรง​ไปตรงมา ​แต่บางทีมี​ความยินดี​ที่จับยาก เช่น ยินดีในทุกข์ เห็นว่าตัวเองไม่สมควรมี​ความสุข ​เพราะตัวเราไม่ดีพอ นี่​เป็น​ความยินดี​ที่เรามองไม่เห็น

​ความยินร้ายก็เช่นเดียวกัน ​ความยินร้ายก็​เป็นการปรุง​แต่ง ​ถ้ามีลูกวัยรุ่น ยิ่งห้ามยิ่งดื้อ จิตใจเราเหมือนเด็กวัยรุ่น เห็นอะไร​ไม่ดี ยิ่งห้ามมันก็ยิ่ง​ไปกันใหญ่ ​เพราะเราไม่ฉลาดในการปกครองตนเอง ไม่ฉลาดในการบริหารอารมณ์ ​เมื่อมีสิ่ง​ที่ไม่ดีเกิดขึ้น​ เราก็​ต้อง​ใช้สติปัญญาของเราในการระงับ เรารู้ว่า อารมณ์ทุกอย่าง​ต้องมีอาหาร มันจึงอยู่​​ได้ อะไร​​คืออาหารของอารมณ์ อะไร​​คืออาหารของสิ่ง​ที่ไม่ดี

เหมือน​กับเสือโคร่งอยู่​ในกรง ​จะเข้า​ไปสู้​กับเสือโคร่ง มันก็​ต้องแพ้ หากเราไม่ให้อาหารมัน ไม่กี่วันมันก็หมด​กำลัง เราก็เข้า​ไปทำอะไร​​กับมัน​ได้ เสือโคร่ง​เป็นสัตว์ร้าย ​เป็นสัตว์มี​กำลัง ​เป็นสัตว์น่ากลัว ​เพราะมันมีอาหาร​เป็นหลัก นี่อารมณ์ต่าง ๆ​ เรารู้จักดัด ไม่ให้มันกินอาหาร มันก็​จะอ่อนลง เชื่อง​ได้ ค่อย​เป็นค่อย​ไป ให้อภัยตัวเอง ​การปฏิบัตินั้น​ไม่โง่ ไม่ผิดพลาด ไม่มีหรอก

นักปฏิบัติทุกคน​ต้องมีหลายเรื่อง​​ที่นึกแล้ว​​ต้องขำ ​ได้รู้จักขำตัวเอง ​ได้ว่าตัวเอง ไม่​ต้อง​เป็นทุกข์ทรมานใจนาน ถือว่า​เป็นเรื่อง​น่าตลกนะ กิเลสของคน น่าขำ ให้อภัยตนเอง ขำแล้ว​ เราก็ยังรู้สึกว่า​ เรื่อง​นี้คงไม่หลงอย่างนี้อีกแล้ว​ ​ได้บทเรียนแล้ว​ ถือว่า​เป็นเรื่อง​ธรรมดา เราก็รู้ว่า เรายังไม่​เป็น​พระอริยะเจ้า เรายังไม่​เป็น​พระอรหันต์ โอกาส​ที่​จะหลง โอกาส​ที่​จะผิดทาง โอกาส​ที่​จะทำผิด พูดผิด คิดผิด มันมีตลอดเวลา ​แต่เรา​จะพยายาม อย่างน้อย​ที่สุด

​เมื่อเราหลงทางแล้ว​ ผิดพลาดแล้ว​ อย่างน้อย​ที่สุดเราก็​จะมี​ความสบายใจว่า เราก็​ได้บทเรียน ต่อจากนี้​ไป​จะฉลาดขึ้น​ ​จะรับรอง​ได้ไหมว่า​จะไม่ผิดอีก รับรองไม่​ได้หรอก ​เพราะเรายัง​เป็นปุถุชน ​แต่​จะพยายามให้ดี​ที่สุดเท่า​ที่​จะพยายาม​ได้ ​เอา​ความจริงใจ ​เอา​ความซื่อสัตย์​เป็น​ที่พึ่ง ​ถ้า​จะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า​จะไม่หลงอย่างนี้อีกแล้ว​ เข็ดหลาบแล้ว​ อันนี้หลอกตัวเองแล้ว​ ​เพราะคุณธรรมไม่เพียงพอ​ที่​จะรับรองตัวเอง​ได้ถึงขนาดนั้น​ เรา​ต้องระมัดระวัง

บางอย่างหากเรารู้ว่า ​กำลังใจยังไม่ดีพอ อยู่​ห่างเสียก่อนดีกว่า อย่าเข้าใกล้เลย​ นี่ไม่ใช่​ความขี้ขลาด ​เป็น​ความฉลาดเสียมากกว่า ​เมื่อเรารู้ว่าสู้เรื่อง​นี้ยังไม่​ได้ ​กำลังไม่พอ ก็อย่า​ไปพยายามสู้​กับมันสิ พยายามอยู่​ห่าง ๆ​ เท่า​ที่​จะห่าง​ได้ นี่เรียกว่า ​เป็นการรู้ตัว แล้ว​ค่อย ๆ​ เพิ่ม​กำลังของตัวเอง​ไปเรื่อย ๆ​ นี่​การปฏิบัติมันสนุกแบบนี้ มันสนุกมาก ดู​ความเปลี่ยนแปลง ดู​ความไม่แน่นอนว่า​จะทำให้ประมาท สิ่ง​ที่ทำให้เราโง่​ที่สุด​คืออะไร​ ก็​คือตัณหานั่นแหละ​ อยาก​ได้ อยาก​ได้อะไร​สักอย่าง ​ความคิดเราก็พุ่ง​ไปในสิ่ง​ที่อยาก​ได้ เห็น​ความดี ​ความงาม ​ความน่า​เอาของสิ่ง​ที่เรา​จะ​ได้

มีเรื่อง​จักรพรรดิจีน​จะทำสงคราม​กับอีกประเทศหนึ่ง​ อยาก​ได้ของ​เขา พวกอำมาตย์ ​ที่ปรึกษา ประชาชนทุกคนก็คัดค้าน ไม่อยากทำสงคราม ​แต่จักรพรรดิไม่สนใจ ฉัน​จะ​ต้องทำ ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่ง​อยู่​ในวัง ทำอย่างไรหนอจึง​จะให้ท่าน​ได้สำนึก​ได้คิด

เช้า​มืด ท่านออก​ไปย่างสติออก​ไปสวนหลังวัง ​เพราะรู้ว่าจักรพรรดิชอบออก​ไป​ที่สวนหลังวัง​ไปดูตะวันขึ้น​ ท่านออก​ไปย่างสติ​ไป​เป็นชั่วโมง จนตัวเปียกน้ำค้างหมด พอสว่างก็กลับเข้า​ไปข้างใน ทำอย่างนี้อยู่​สองวันสามวัน จักรพรรดิเห็นทุกวันก็สงสัยว่าคนนี้ทำอะไร​ ก็เลย​เรียกมาเฝ้า ถามว่าทำอะไร​ ​เขาบอกว่า ผมยังทำอะไร​ไม่​ได้ ​คือ​ที่ต้นไม้กลางสวนมีจั๊กจั่นตัวหนึ่ง​​กำลังเพลินกินน้ำค้าง ​โดยไม่รู้ว่าข้างหลังมีตั๊กแตนตัวใหญ่​กำลัง​จะกินมัน ​แต่ตั๊กแตนตัวนั้น​​ที่​จะกินจักจั่น ไม่รู้ว่ามีนกกระจอก​กำลัง​จะกินมัน ​แต่นกกระจอก​กำลังมุ่งกินของอร่อย ก็ไม่รู้ว่าผมอยู่​ข้างหลัง ​กำลังย่างสติ ​จะ​ไปยิงนกกระจอก ผมออก​ไปทุกวันก็เห็นว่า จั๊กจั่นเพลิดเพลิน​โดยไม่สนใจสิ่ง​ที่อยู่​เบื้องหลัง ตั๊กแตนก็มุ่ง​จะกินของอร่อย ​โดยไม่รู้ว่ามีนกกระจอกรออยู่​ ​ส่วนนกกระจอกถือว่าตัวเองฉลาด ก็ไม่รู้ว่ามีมนุษย์คนหนึ่ง​​กำลัง​จะยิงมัน แล้ว​ผมก็เกิด​ความคิดว่า แล้ว​ผม​จะรู้อย่างไรว่า ไม่มีอะไร​อยู่​ข้างหลังผม ผมก็เลย​ไม่กล้า ​ไปทุกวันก็เลย​ไม่ยิงมันสักที

จักรพรรดิก็เลย​​ได้ข้อคิดเรื่อง​การทำสงคราม ว่าตัวเอง​กำลังคิดอยาก​จะ​ได้ ​แต่ไม่รู้ว่า​จะเกิดผลอะไร​ในอนาคต ​จะ​ได้​เป็นเหยื่อของคนอื่นต่อ​ไปหรือเปล่า ก็เลย​ไม่ทำสงคราม แสดงว่า จักรพรรดิจีนฉลาดกว่าผู้นำโลกในสมัยปัจจุบัน

ท่านให้เราระมัดระวัง รู้ตัว เรียนรู้ รู้เท่าทันอารมร์ ​ความรู้สึกนึกคิด รู้ว่า​ความเปลี่ยนแปลง​เป็น​ไปตาม​ความ​ต้องการก็มี ​แต่​เมื่อโลก​ที่เราอยู่​มี​ความสลับซับซ้อน เราทำอะไร​ลง​ไป มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง​ที่เราควบคุมไม่​ได้ ​และอาจ​จะเรามองไม่เห็น ​ที่ทำให้เกิดผล ​ที่เราวางแผนล่วงหน้าไม่​ได้ ใน​เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยน​ไปตลอดเวลา

เราก็ควร​จะเรียนรู้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ว่าสิ่ง​ทั้งหลายเกิดขึ้น​อย่างไร ​เมื่อเกิดขึ้น​แล้ว​ ​ได้อาศัยอาหารอะไร​มันจึงอยู่​​ได้ ​เมื่อ​จะให้มันดับ ควร​จะให้ดับอย่างไร ​เมื่อสิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งโลกเปลี่ยน​ไปอย่างสลับซับซ้อน เรา​จะหวังหรือ​จะหมายมั่นปั้นมืออย่างใดอย่างหนึ่ง​ ไม่ฉลาด ​แต่​ที่พึ่งของเราก็​คือ ​ความเชื่อมั่นว่า เรา​เป็นผู้​ที่​สามารถปรับตัวให้ถูก​ต้อง​กับ​ความเปลี่ยนแปลง​ได้อยู่​เสมอ เรา​เป็นผู้​ที่ฉลาดในการรู้เท่าทัน​และ​ได้ประโยชน์จาก​ความเปลี่ยนแปลง​ได้อยู่​เสมอ อันนี้​เป็นหลักตายตัว ​เป็น​ที่พึ่ง​ได้ หาก​จะ​ต้อง​เป็นอย่างนั้น​อย่างนี้ ฉันจึง​จะสบาย ​ต้องมีภาวะชีวิตอย่างนั้น​ ​จะ​ต้องมีอะไร​ต่ออะไร​ อย่างนั้น​ฉัน​ต้องการ ​เมื่อ​เป็นอย่างนั้น​ ฉัน​จะดีฉัน​จะสบาย นี่​เป็น​ความคิด​ที่ไม่ฉลาด

​แต่​ความคิดของนักปราชญ์​คือ สิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวงไม่ว่าสิ่ง​ที่ดีสิ่ง​ที่ไม่ดี สิ่ง​ที่ชอบสิ่ง​ที่ไม่ชอบ ย่อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉัน​จะ​เป็นผู้ฉลาดในเรื่อง​​ความเปลี่ยนแปลง ฉัน​จะ​ได้ประโยชน์จาก​ความเปลี่ยนแปลง ฉัน​จะไม่​เป็นเหยื่อของ​ความเปลี่ยนแปลง ฉัน​จะอยู่​เหนือ​ความเปลี่ยนแปลง นี่​คือท่าทีของนักปราชญ์ในทางพุทธศาสนา

 

F a c t   C a r d
Article ID A-963 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง ยินดีในทุกข์ (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ประกายธรรมนำทาง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๓๓๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-4463 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 07 พ.ค. 2548, 21.56 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : พญาไฟ [C-4464 ], [203.118.118.210]
เมื่อวันที่ : 07 พ.ค. 2548, 23.31 น.

เสียดาย โบสถ์สร้างไม่นานมีร้าวเสียแล้ว​ -- เหมือนคน​ที่ตายตั้งแต่ยัง​เป็นเด็ก​เป็นวัยรุ่นเลย​ค่ะ​

ใจเราเหมือนเด็กวัยรุ่น เห็นอะไร​ไม่ดี ยิ่งห้ามมันก็ยิ่ง​ไปกันใหญ่ -- เหมือนใจพญาไฟเลย​ เอ๊ะ แสดงว่าใจพญาไฟยังวัยรุ่น คริก คริก

วันนี้ตั้งใจว่า ​จะไม่เข้าอินเตอร์เน็ท ไม่เปิดทีวี ​จะอ่านหนังสืออย่างเดียว ​ทั้งวัน อ้อ แล้ว​ก็​จะไม่ทานน้ำอัดลม ​จะไม่ทานขนมหลอกเด็ก ​จะทานอาหารมังสะวิรัต

ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ พอบอกว่า ห้ามนะ ใจมันก็คอย​แต่วนเวียนมาสนใจอยากทำในสิ่ง​ที่ห้าม​ทั้งหลาย ​และแล้ว​ สัจ​จะก็พังทลายค่ะ​ พญาไฟทำมันทุกอย่าง​ที่ห้ามไว้

แฮ่ ยังจริงจังไม่เพียงพอ



​เมื่อวานนี้ พญาไฟรู้สึกรำคาญมาก ​ที่มีเสียงร้องเพลงคาราโอเกะ ดังมาจาก​ที่ใด​ที่หนึ่ง​ในบริเวณใกล้ ๆ​ นี่แหล่ะ แว้บแรก ก็หงุดหงิด แล้ว​ก็มานึกว่า เอ้อ เราน่า​จะ​เอามา​เป็นบทเรียนให้เรานะ เรา​จะทำอย่างไร จึง​จะยอมรับไอ้เจ้าเสียงร้องคาราโอเกะห่วย ๆ​ นี้ให้​ได้

ก็เลย​นั่งลงพับเสื้อผ้าในตู้ พูด​กับตัวเองว่า ฉัน​กำลังเบื่อเสียงเพลงห่วย ๆ​ นี้เหลือเกิน ทำไมฉัน​ต้องมาทนฟังด้วย

แล้ว​ตัวเองคน​ที่สองก็ตอบว่า ก็​ถ้าไม่อยากทน ก็ย้าย​ที่อยู่​สิ เปลี่ยนแมนชั่น​ไปเลย​

ตัวเองตัว​ที่สามก็บอกว่า ​ถ้าย้าย​ไป แล้ว​ฉัน​ไปเจอนักร้องห่วย ๆ​ อย่างนี้อีกล่ะ ก็​ต้องย้าย​ที่​ไปอีกหรือ แล้ว​​ถ้าเจอเรื่อง​แย่ยิ่งกว่านี้ล่ะ

ฉันคนแรกก็เลย​​ได้เข้าใจว่า อ้อ เข้าใจทุกข์ ​และอยู่​​กับมันให้​ได้ต่างหาก จึง​จะทำให้มี​ความสุข ​ถ้าย้าย​ที่ หรือเปลี่ยนแปลง​เพื่อหนีทุกข์ เราก็หนีไม่พ้นอยู่​ดี ​เพราะทุกข์ก็​จะมาในรูปแบบใหม่เรื่อย ๆ​

ฉันคน​ที่สองก็เลย​บอกว่า งั้นเธอก็นั่งพับผ้าต่อ​ไป ให้เจ๊คนนั้น​เค้าร้องเพลงต่อ​ไป

พอพญาไฟพับผ้าเสร็จ ถึงมานึกขึ้น​​ได้ว่า เอ๊ะ เสียงร้องคาราโอเกะห่วย ๆ​ นั้น​เงียบ​ไปตั้งแต่​เมื่อไหร่เนี่ย

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริง ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : พญาไฟ [C-4465 ], [203.118.118.210]
เมื่อวันที่ : 07 พ.ค. 2548, 23.32 น.

ชอบค่ะ​ ​ถ้าว่างอีก​เมื่อไหร่ กรุณาสละเวลาถอดเทปมาให้อ่านอีกนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น