นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๘ เมษายน ๒๕๔๘
*****----- วอนบิน -----*****
SONG-982
...เรือนหลังนั้น​​ใหญ่โตกว่า​​จะบอกว่า​​เป็นกระท่อมแสนสุข ​​แม้นบรรยากาศ​​โดยรอบ​​จะชวนให้คิด​​ไป​​ได้ดังนั้น​​ ​​และ​​ความแข็งแรงโอ่อ่า​​ที่เห็นก็ช่วยบอกว่า พ่อบ้านแม่เรือนผู้​​เป็นเจ้าของ รู้จักประดิษฐ์ประดอยดูแล​​เอาใจใส่ "บ้าน" อย่างไรบ้าง​​...
วอนบิน

ตอข้าวค้างแห้งอยู่​บนระแหงดิน ​ทั้งทุ่งจึงดูแร้งแค้นจนน่าเวทนา ดี​ที่​เขาไม่​ได้ยึดอาชีพอัน​ต้องพึ่งพาฟ้าฝนเช่นนี้ ไม่อย่างนั้น​​ทั้งชีวิตก็คง​จะไม่ต่างจากซากหอยโข่งหอยขมพวกนั้น​ ​คือ​ต้อง​ใช้หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินกระทั่งสิ้นอายุขัย

เหลือบ​ไปมองไอ้หนู​ที่เดินตามหลัง ปีนี้มันย่างหกขวบแล้ว​ หน้าตาหน่วยก้านเหมือนพ่ออย่าง​กับถอดแบบกันออกมานั้น​ ทำให้​เขายิ่งภาคภูมิใจ มันช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น​อีกโข​กับการ​ต้องเดินตามไอ้หนูข้างหน้า​ซึ่ง​เป็นลูกชายของ "ศัตรูหัวใจ"

หลังไหล่ของมันแลดูทะมัดทะแมงผิด​กับลูกชายของ​เขาลิบลับ พวกลูกท้องทุ่งท้องนาก็​ต้องพิมพ์นี้​ทั้งนั้น​ ตลอดตั้งแต่ปู่มัน พ่อมัน จนมาถึงตัวของมันนี่แหละ​

"น้ารู้จัก​กับพ่อฉันแน่เรอะ" ไอ้ปัญหันมาถามอีกรอบ

"เออสิ...​เอ็ง​จะถามทำไมนักวะ!" ​เขาทำ​เป็นหัวเสีย คิดว่าข่มมันไว้เสียหน่อย​ดี ​เพราะ​ทั้งครอบครัว​ที่ยกกันกลับมาเยี่ยมบ้าน ยัง​ต้องอยู่​นี่อีกหลายวัน ​เมื่อลูกชายทำท่า​จะติดมันแจเสียแล้ว​ ก็​ต้องกันๆ​ ไว้ก่อน

ปัญญา ​คือลูกของไอ้เปรื่อง​กับลำเพา ผู้หญิงคนแรก​ที่​เขารัก ​และคนเดียว​ที่​เขาเคย​ต้องตื่นมาแอบซักกางเกงนอน​แต่เช้า​มืด ยาม​เมื่อฝันถึงเธออยู่​เนืองๆ​ ​แต่ลำเพาก็เลือกมัน ด้วยเหตุผลง่ายๆ​ ​ที่คนถูกเลือกก็ยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบาน

"กูน่ะแข็งแรงขนาดเดินนำไถ​ได้​ทั้งวันนะโว้ย"

มันประกาศใส่หน้า​เขาเหมือน​จะหยาม เบ่งกล้าม​เป็นมัดๆ​ ให้ดูราว​จะข่ม แล้ว​ก็ดึงตัวลำเพาเข้า​ไปกอด หอมเธอ​ที่แก้มดังฟอด คล้ายเข้าหอ​ได้เสีย​เป็นผัวเมียกันมานาน ​ทั้ง​ที่สาวเจ้าเพิ่งออกปากเลือกมัน​เมื่อชั่วอึดใจก่อนหน้า

​เขายังจำแววตาของคน​ทั้งคู่ ​ที่มองมาในวันนั้น​​ได้ดี มันเหมือน​กับสายตาของเด็กชาย ​ที่เวียนหันกลับมามอง​เขาอยู่​เรื่อยๆ​ ในวันนี้ แววตา​ที่ไม่เชิงดูถูกในรูปกาย ​แต่คงเพียง​จะไม่มั่นใจ ว่ารูปร่างสะโอดสะอง​กับผิวบางสีอ่อน ยัง​กับเปลือกไข่ไก่นี่ ​จะ​ไป​เป็นผัวหรือพ่อของ​ใคร​ได้

"ประเดี๋ยวเอ็งก็​จะ​ได้เห็นกันหละวะ ว่าข้าน่ะพลาดจากลำเพา​ไปแล้ว​ ก็ยังมีผู้หญิงอีก​เป็นพะเรอเกวียน​ที่นอนรอพ่อพันธุ์อย่างข้าอยู่​ในเมืองกรุง"

​เขากระหยิ่มยิ้มย่อง เหลียวหลัง​ไปเร่งลูกชาย ​ที่​กำลัง​จะหัน​ไปวิ่งไล่ปูนาค้างแห้ง​เอาดื้อๆ​

"น้องเบสต์ อย่าลง​ไปตรงนั้น​นะ...​ดินมันยังไม่...​.!!"

​แต่ช้าเกิน​ไป ​เพราะสองขาของเด็กชายจมโคลนลง​ไปถึงเข่าเสียแล้ว​ ระแหงดิน​ที่ฉาบขาว​ไปตลอดลำรางข้างคันนานั้น​ยังบางนัก ขนาดรอยตีนปูยังตะกุยขุยดินดำขึ้น​มา​ได้ นับประสาอะไร​​กับเด็ก​ทั้งคน

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนร้องไห้จ้า ​ทั้งตกใจ​ทั้งเกรงกลัวผู้​เป็นพ่อ​จะลงโทษ ขณะ​ที่​เขา​กำลังยักแย่ยักยันว่า​จะลง​ไปช่วยฉุดลูกชายอย่างไรดี ​โดยไม่ให้กางเกงยีนส์ตัวเก่ง​ต้องเลอะเทอะ ลูกไอ้เปรื่องก็กระโดดสวบลง​ไปยืนเคียงอยู่​​กับลูกชาย มันคงโตกว่าน้องเบสต์สักสองปี หน่วยก้านแบบลูกชาวนาแท้ๆ​ นั้น​ ทำให้สองขายิ่งจมลึก​ไปกว่าคน​ที่พรวดลง​ไปก่อน

มันยกตัวน้องเบสต์ขึ้น​มา​ได้อย่างไม่​ต้องเปลืองแรง ​ใช้สองมือรูดโคลน​ที่ติดขานั้น​ให้เสร็จสรรพ ​และไม่ไยดี​กับ​ความเปื้อนเปรอะของตนเอง ​เมื่อเห็นลูกน้องไม่หยุดร้องไห้ ก็ชี้มือ​ไปยังเรือนหลังลิบๆ​ ข้างหน้า

"โน่นไงบ้านพี่...​เดี๋ยว​ไปล้างโคลนออกแล้ว​ก็หล่อเหมือนเดิมหละน่า" เด็กชายตัวโตปลอบ​ไปตามซื่อ ​แต่ก็ช่วยให้เด็กเมืองหลวงเหลือเพียงลูกสะอื้น ​ที่ยังเพียรข่มอยู่​ฮึดๆ​



เรือนหลังนั้น​ใหญ่โตกว่า​จะบอกว่า​เป็นกระท่อมแสนสุข ​แม้นบรรยากาศ​โดยรอบ​จะชวนให้คิด​ไป​ได้ดังนั้น​ ​และ​ความแข็งแรงโอ่อ่า​ที่เห็นก็ช่วยบอกว่า พ่อบ้านแม่เรือนผู้​เป็นเจ้าของ รู้จักประดิษฐ์ประดอยดูแล​เอาใจใส่ "บ้าน" อย่างไรบ้าง​

"อ้าว!...​ไอ้เผือก...​​ไปยังไงมายังไงล่ะเอ็ง แล้ว​นั่น​ใคร ​ไปจมกองขี้ควาย​ที่ไหนมา"

ผู้เหย้าตะโกนถาม​แต่ไกล หัวเราะร่วนลงลูกคอ แล้ว​จึงร้องให้แม่ไอ้หนูคอยกันหมา ​ที่เริ่มเห่ากันขรม

เสียงนั้น​ดังกังวานสดใส บ่งบอกว่า​เป็นผู้มีสุขภาพดี​ทั้งร่างกาย​และจิตใจ อีกเสียง​ที่ดังแทรกขึ้น​มาปรามไอ้ด่างอีแดงนั่นก็ทำให้​เขาถึง​กับขนลุกเกรียว ดูเถิดลูกโตจนป่านนี้แล้ว​เสียงแม่ยังหวานเสนาะสนิทใจไม่มีเปลี่ยน

"ข้าไอ้​พร้อม ไม่ใช่ไอ้เผือก...​เอ็งอย่ามาชวนหาเรื่อง​​แต่วันเลย​วะ" ​เขาย้อนกลับ​ไปด้วยสำเนียงหนุ่มกรุงเต็ม​ที่ ไม่เคยสบอารมณ์สักครั้ง​ที่​เพื่อนเก่า นำสีผิว​ที่ผิดแผกกว่าคนในหมู่ของตนมาเรียกแทนชื่อ

แล้ว​ก็หยุดยืนอยู่​แค่นอกรั้วตารางไม้ไผ่สูงเพียงสะเอว ชะโงกหน้าดูท่าทีหมา​ทั้งนั้น​ ให้แน่ใจ

"เข้ามาๆ​ เข้ามาก่อนไอ้เกลอ ข้าน่ะจำเอ็ง​ได้ตั้งแต่เดินเหยียบเข้ามาใน​ที่ข้าโน่นแล้ว​"

คนพูดหมายถึง​ความไกลขนาด​ที่เห็นตัวคนเล็กเท่าก้านไม้ขีด ​จะนึกชมอยู่​ว่าสายตามันยังดีก็ไม่สนิทใจ ​เพราะเสื้อผ้าชุด​ที่ผู้มาเยือนสวมใส่ ก็บอกยี่ห้อคนแปลกถิ่นอยู่​ชัดๆ​

"ลูกชายเอ็งเรอะ...​แหมมันรูปหล่อยังกะ​พระเอกยี่เก ถอดพิมพ์พ่อมันมาเปี๊ยบ...​.. ​ไปๆ​ ปัญญาพาน้อง​ไปล้างแข้งล้างขาเสียก่อน"

​เขาขยับ​จะตีลูกขัด ​แต่ประโยคหลังทำให้ร้องรีบเออออดุนหลังลูกชาย ​ส่วนคนพูดก็ปลดผ้าขะม้า​ที่เคียนเอวออกปัดๆ​ แคร่​ที่นั่งอย่างเต็มอกเต็มใจ​จะรับเกลอเก่า

"เอ็งมีว่าวอีกสักตัวไหมวะเปรื่อง" ​เพื่อนเก่ารีบตรงเข้าประเด็นก่อน​ที่ลูกชาย​จะกลับมาร่วมวงสนทนา

"มีลูกมีเต้า​เป็นตัว​เป็นตนแล้ว​ เอ็ง​จะมาเล่นว่าวอะไร​อีกวะ" เปรื่องใส่คารม​กับคำถาม

"ก็ลูกชายข้ามันอยาก​จะเล่น...​เอ็งอย่ามาชักใบให้เรือเสียสิน่ะ" ​แต่​เขายังไม่สนใจ​จะต่อ​ความ

"มี​แต่โครงนี่​จะ​เอาไหมเล่า ​แต่ยังเหลาไม่​ได้ดุล เอ็งรีบไหมล่ะ"

คนพูดยกไม้ไผ่ซี่เรียวป่องกลางขึ้น​ชั่งบนนิ้วชี้ ​เมื่อว่ายังเอียงซ้ายอยู่​อีกเล็กน้อย ก็บรรจงเหลา​ที่ละบางๆ​ ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง ใจหนึ่ง​ก็นึกนิยม​เพื่อนเก่าอยู่​ไม่คลาย ​แต่อีกใจหนึ่ง​ก็นึกสมเพช​กับชีวิตวันๆ​ ​ที่เห็นตรงหน้า

ลำเพามายืนถือขันลงหินใบเขื่อง​ที่ข้างตัว​เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ​เขาถึง​กับสะดุ้ง​เมื่อคนยังสวยสดเชื้อเชิญให้ดื่มน้ำฝนลอยดอกมะลิ แล้ว​ก็นิ่งอึ้งตะลึงงันตีสีหน้าไม่ถูก ​เมื่อเธอเอื้อนเอ่ยต่อ​ไป

"​เป็นอย่างไรบ้าง​จ๊ะ​พี่​พร้อม ​ไปอยู่​กรุงเทพดูหล่อขึ้น​​เป็นกอง แล้ว​นั้น​ลูกชายเหรอจ๊ะ​ แหม...​หล่ออย่าง​กับ​พระเอกลิเก" ขนาด​ความคิด​ความอ่านยังเห็นดีเห็นงามตามกัน​ได้ขนาดนี้

"จ๊ะ​...​พี่..ผม..เอ่อ...​ไม่​ได้กลับมาเสียหลายปี ก็เลย​มาเยี่ยมเยียนไอ้เปรื่องมันหน่อย​เท่านั้น​ ลำเพาล่ะแลดูสดใสสบายดีอยู่​นี่นะ"

ปัญญาจูงมือลูกไล่หมาดๆ​ เข้ามาสมทบ เด็กชายตัวเล็กยกมือไหว้ผู้ใหญ่​ทั้งสองคน​โดยไม่​ได้เสียแรง​ที่สั่งสอน ผู้​เป็นพี่จึงเผลอยืดอกขึ้น​​ได้​โดยไม่รู้ตัว แม่ของปัญญาจับลูกคางของน้องเบสต์พลิกซ้ายพลิกขวาราว​กับ​จะหาไฝฝ้าอะไร​สักดวง

สายตาของคนเคยรัก​ที่​กำลังมองลูกชายของตนเองนี่เอง ​ที่ทำให้​เขาปลงใจลง​ได้อย่างสนิท ลำเพาไม่ใช่ของ​เขาอีกต่อ​ไป ​และการหนีหน้าหาย​ไปสู่เมืองกรุงหลังจากผิดหวังช้ำรัก ก็ทำให้​เขา​ได้พบ​กับผู้หญิงดีๆ​ อีกคนหนึ่ง​ ​ซึ่งเหมาะสม​กับ​เขาทุกประการ ​ที่จริง​เขาควร​จะนึกขอบใจหญิงชายตรงหน้าด้วยซ้ำ ​ที่แสดงน้ำใสใจจริงกันออกมา​ได้เห็น​แต่เนิ่นๆ​

ลำเพานั้น​ไม่ใช่ผู้หญิง​ที่เพียง​แต่หลงรูป ​เมื่อเธอมองแล้ว​​และมั่นใจว่า​ทั้งชีวิต ​สามารถฝากไว้ให้​ใคร​ได้ เธอก็ไม่รีรอ​ที่​จะบอกปัดผู้ชายอีกคน​ที่ผูกพันกันมา​แต่เด็ก เช่นเดียว​กับเปรื่อง​ที่ไม่ใช่ผู้ชายจับจดเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มัน​จะทำอะไร​ก็ทำจริง ​เป็นคนจริง​และ​เป็นลูกผู้ชายพอ​ที่​จะยืนให้ผู้หญิง​เป็นฝ่ายเลือกว่า​จะ​ใช้ชีวิต​ที่เหลือ​กับ​ใคร

พวก​เขา​เป็นเด็กบ้านเดียวกัน ลงทุ่งลุยน้ำดำปลามาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตลอดมา​พร้อมมัก​จะ​เป็นกองหนุนคิดเล่ห์กลต่างๆ​ หลอกนกหลอกปลาให้ติดบ่วงติดเบ็ด ​ส่วนเปรื่องก็ไม่เคยรีรออาสา​เป็นกองหน้าลุยยิงนกตกปลา​ไป​ได้ทุกอย่าง ​โดยมีลำเพาคอยกะเตงตะข้องกะเดียดกระบุงใบน้อยๆ​ ตามอยู่​ไม่ห่าง

"เห็นเด็กสองคนนี่แล้ว​นึกถึงพวกเราๆ​ ​เมื่อก่อนเนอะพ่อ" ลำเพายกให้เกลอเก่า​เป็นพ่อเรือน​ได้คล่องปาก เธอดึง​เขากลับมาสู่ขณะนี้อีกครั้งราว​กับรู้ทัน​ความเพ้อพก​ที่​เขาเคยมีมา​แต่ก่อน

"ว่าวของปัญญาหาย​ไปไหนล่ะลูก" เปรื่องถามลูกชายด้วยน้ำเสียงเข้มๆ​ ​แต่ก็ยังเจือไว้ด้วย​ความเอ็นดู

"มันหลุดลอย​ไปทางลำประโดงโน่น...​คงเปียกขาด​ไปหมดแล้ว​หละจ๊ะ​" ไอ้ปัญ มันตอบจ๊ะ​จ๋า​ได้หวานสนิทเหมือนแม่ ​ทั้งไม่ยอมบอกว่าคน​ที่ปล่อยให้ว่าวจุฬาตัวสวยนั่นปลิว​ไป​คือน้องเบสต์

"อ้อ...​" ผู้​เป็นแม่รีบรับคำ แล้ว​ตัดบท "ว่าวดีๆ​ เล่น​ได้ไม่ทันไร ตัวนี้ก็​เอาอีลุ้ม​ไปก็แล้ว​กัน...​นะพ่อ"

คนจ้องลูกชายเขม็งอยู่​จึงจำใจ​ต้องพยักรับ

"ทำให้น้องเบสต์ด้วยนะพ่อ" เด็กชายปัญญา​ได้ที

"ไม่​เอา...​ดาด้าน้องเบสต์ก็ทำ​ได้ ว่าวแฉกๆ​ น่ะ...​ดาด้าทำให้เบสต์นะครับ​"

สามคนพ่อแม่ลูกหัน​ไปมองหน้ากันอย่างแปลกใจ จน​เขา​ต้องรีบขยาย​ความ

"เวลา​เขาอ้อน​จะ​เอาอะไร​ ก็​จะเรียกพ่อว่าดาด้า เรียกแม่ว่ามามี้...​"

"เรียกพ่อเรียกแม่ไม่ง่ายกว่าหรือน้า" ปัญญาสอดคำ จนลำเพา​ต้องดุลูกชายด้วยสายตา

​เมื่อลูกชายยังคะยั้นคะยอ ​พร้อมจึง​ต้องหันมาขอ​ความเห็นจาก​เพื่อนเก่า อดีตศัตรูหัวใจ เปรื่องอมยิ้ม รู้อยู่​แก่ใจว่า​เพื่อนรักเคยทำอะไร​​ได้แค่ไหนบ้าง ก่อน​จะเอ่ยเรื่อยๆ​

"ปัญญาพาน้อง​ไปดูกระดาษบนบ้านซิ ยังมีเหลือพอไหม ​เอากรรไกรลงมาด้วยนะ แม่​เขา​จะ​ได้ช่วยตัดดาวกระจายปิดคอซุง...​.มาๆ​ ไอ้​พร้อม เอ็งนั่งทำว่าวกะข้า​ที่นี่แหละ​ กินข้าวเย็นด้วยกันซะเลย​ก็ยัง​ได้"



ตลอดเย็นจึงผ่าน​ไปด้วยการนั่งเหลาไผ่ วัดศูนย์ ถ่วงโครง โยงเชือก ปะกระดาษ แปะดาว ​และผูกคอซุง ลำเพาขอตัว​ไปเตรียมมื้อเย็นต่อ ตั้งแต่สองสหายเก่าเริ่มลงมือบั่นซี่ไผ่ ให้​ได้ตามขนาดกว้างยาว ลูกชาย​เขายังเวียนมาดู​ความคืบหน้าเรื่อยๆ​ ​แม้ลูกพี่​จะเพียรให้​ไปช่วยเก็บดอกแคลูกฟักข้าวอย่างไร ก็ยังไม่วายมาเลียบๆ​ มองๆ​

มือ​เขาไม่เ​ที่ยงเหมือนก่อน จึงเสียโครงไผ่​ไปหลายซี่ ถึงอีลุ้ม​ที่​เขาถนัด​จะ​ใช้โครงเพียงสองอันเหมือน​กับปักเป้า ​แต่กว่า​จะเสร็จออกมา​เป็นตัว จุฬาของไอ้เปรื่องก็เริ่มแปะกระดาษแล้ว​ เรื่อง​ว่าวนี่​เขายอมรับฝีมือมัน ด้วย​ส่วนตัวเห็นว่า ทำว่าวอะไร​ๆ​ มันก็ขึ้น​​ไปลอยอยู่​บนฟ้า​ได้เหมือนกัน อีลุ้มนั้น​ต่อหางเข้าหน่อย​ก็กลาย​เป็นปักเป้าพุ่งปรี๊ดแหวกฟ้าขึ้น​​ไป​ได้ทันใจ ไม่เหมือนกันจุฬาห้าแฉก​ซึ่ง​ถ้าเหลาโครงไม่ดี มันก็​จะควงติ้วๆ​ ไม่มีทาง​จะลอยขึ้น​​ไป​ได้

น้องเบสต์มอง​เขาสลับ​กับโครงว่าวในมือ สีหน้านั้น​สงสัยเต็ม​ที่ว่าหน้าตามัน​จะออกมา​เป็นอย่างไร ​ส่วนไอ้ปัญนั้น​ยืนยิ้มกริ่มอยู่​ข้างหลังน้องทำยัง​กับว่า รู้ทันผู้ใหญ่ซะอย่างนั้น​

"น้าทำโครงอีลุ้มสวยจัง ขอฉันนะ...​​ได้ไหม" มันทำที​เป็นร้องขอ ​เมื่อลูกชาย​เขาทำท่าว่า​จะสนใจว่าวห้าแฉกในมือของผู้ใหญ่อีกคนมากกว่า "ปะกระดาษ​เป็นสีธงชาตินะน้า...​" มันเสริมซ้ำ

"เอ้า!...​.แล้ว​ไอ้ลูก​พระเอก...​.อยาก​ได้ว่าวสีอะไร​" ไอ้เปรื่องหัน​ไปถามเด็กชายหน้าใส ​โดยไม่ถาม​ความสมัครใจของพ่อมัน​แม้​แต่น้อย ว่ายินยอม​พร้อมใจด้วยหรือเปล่า

น้องเบสต์หันมาสบตาผู้​เป็นพ่อ ท่าทางเหมือนอยาก​จะไชโยโห่ฮิ้วเต็ม​ที่​ที่​ได้ว่าวแฉกๆ​ สมใจ ​เมื่อ​เขาพยักหน้าให้ จึงค่อยว่า "น้องเบสต์​จะ​เอาสีเหลือง...​.ครับ​"

ไอ้เปรื่องมองดูเด็กเมืองกรุงด้วยสายตาเอ็นดู ​เขาเดาไม่ถูกหลอกว่าในใจมัน​กำลังคิดอะไร​ ​จะรู้สึก​ได้ก็เพียง​แต่ว่า ในแววตาของคน​ที่​เขาหวัง​จะตั้งให้มัน​เป็น "ศัตรูตลอดกาล" นั้น​ ไม่​ได้เคลือบแฝง​ความอิจฉาริษยาอันใดไว้เลย​ หนำซ้ำ​เขายังตระหนัก​ได้ในขณะเดียวกันด้วยว่า ​เพื่อน​ที่เคยเรียก​ได้ว่า "แย่ง" หัวใจ​ทั้งดวงของ​เขา​ไปนั้น​ พลอยยินดี​และชื่นชม ​กับลักษณะท่าทางของลูกชาย​เพื่อนขนาดไหน

​เขารู้สึกละอายแก่ใจขึ้น​มาวูบหนึ่ง​ ด้วยมารู้สึกว่า​ตนเองอาจ​จะไม่​ได้มี​ความ​เป็นลูกผู้ชายเพียงพอ จึง​ได้​แต่นึกอาฆาตตัด​เป็นตัดตาย ​กับคน​ที่มีน้ำใสใจจริงเปิดเผยตรง​ไปตรงมาเช่นนี้

กลิ่นแกงส้มดอกแคลูกฟักข้าว โชยหอมมาตามลม เสียงลำเพาตะโกนชวนย้ำให้ร่วมสำรับข้าวเย็นดังมาจากใจเรือน ​เขาปฏิเสธออก​ไป​โดยอัตโนมัติ ให้เหตุผลว่า ป่านนี้แม่​และเมียก็คงทำ​กับข้าวไว้รอเช่นกัน



หมู่นกเริ่มบินกลับมาทักทายรวงรังกันเซ็งแซ่ แมลง​และสัตว์กลางคืนก็เริ่มระงมเสียง ตะวันเริ่มยอแสงส่องให้ฟ้าเริ่มสาดสีส้มแสดเจือชมพูจาง

ลำเพาหิ้วหม้ออวยใบย่อมติดมือลงมาสมทบ ​เมื่อไอ้เปรื่องจัดแจงช่วยผูกคอซุงให้ว่าว​ทั้งสองตัวจนเรียบร้อย​ แกล้งถามเด็กชายเบสต์อีกครั้งว่าชอบตัวไหนแน่ คราวนี้คนอยาก​ได้ว่าวแฉกๆ​ เริ่มไม่แน่ใจ จนไอ้เปรื่องยื่นให้​ทั้งสองตัวนั่นแหละ​ จึง​ได้ยิ้มหน้าบานหัน​ไปยักคิ้วหลิ่วตา​กับปัญญา เหมือนนัดแนะหรือทวงสัญญาอะไร​กันสักอย่าง

"ระวังมันกระฉอกลวกแข้งลวกขา​เอานะพี่​พร้อม" แม่ไอ้ปัญบอกเรียบๆ​ หลังจาก​เขารับหม้อแกงมาถือไว้

"ฉัน​ไปนอนบ้านน้า​พร้อมนะพ่อ" ลูกพี่รีบขออนุญาตพ่อของตนเอง ​โดยยืนไม่ยอมห่างลูกไล่ชาวกรุง "พรุ่งนี้​จะ​ได้ลองว่าวกัน​แต่เช้า​...​.นะแม่" ​เมื่อเห็นพ่อยังนิ่งจึงเปลี่ยน​เป็น "นะแม่" แทน

"เออน่ะ...​เอ็งขึ้น​บ้าน​ไป​เอาไฟฉายมาก่อน เข้าไต้เข้าไฟงูเงี้ยวเขี้ยวขอมัน​กำลังโซ"

เด็กชายปัญญาวิ่งปราดหายขึ้น​​ไปบนเรือน ไอ้เปรื่องจึงหันมาทาง​เขา

"ฝากไอ้ปัญด้วยนะ​พร้อม มัน​จะล้น​จะอะไร​ก็ตามประสาเด็กบ้านนอก ท่าทางคงถูกชะตา​กับลูกชายเอ็งเต็ม​ที่ ​ถ้าท้องนี้ของลำเพา​เป็นผู้หญิงเอ็งว่ามัน​จะออกมาสวยเหมือนแม่ไหมวะ" ​พร้อม​กับคำพูด ​เพื่อนเก่าก็เอื้อมมือ​ไปลูบเบาตรงชายพกของแม่เรือน ลำเพาตีมือสามีดังเผียะ แล้ว​เสมาเอ่ย​กับ​เขาอีกรอบ

"ฝากไอ้ปัญด้วยนะพี่​พร้อม ถือซะว่า​เป็นลูก​เป็นหลานเถอะ เด็กสองคนนี่โต​ไปข้างหน้าฉันก็อยากให้มันนับถือ​เป็นพี่​เป็นน้องกันเหมือนอย่างพวกเราๆ​"

​เขาถึง​กับยิ้มเก้อ นี่​ถ้าไม่ใช่​เพราะว่าวเจ้ากรรมตัวเดียว หรือ​ความตั้งใจ​ที่​จะมาชด​ใช้ ​ถ้าไอ้เปรื่องเอ่ยทวงค่า​ที่ลูกชายตนทำว่าวจุฬาตัวสวยนั่นหลุดลอย ​เขาก็ยังอาจ​จะไม่มีวัน​ได้รู้หรอกว่า ​ความสุจริตใจของคนอีกคู่นั้น​ไม่เคยเจอจางหรือแปรเปลี่ยน ​เขาต่างหาก​ที่ไม่เคยยอมรับ​ความพ่ายแพ้ ​แม้ว่าการเลือกคู่ชีวิตของลำเพาครั้งนั้น​​จะทำให้​เขา​ได้เมีย​และลูก​ที่ดีอย่างในตอนนี้

ปัญญาวิ่งกลับลงมา​พร้อมเสื้อวอร์มตัวโคร่ง มีผ้าขะม้าเคียนเอวมาอีกฝืน มันยื่นไฟฉายในมือให้​เขา ​พร้อม​กับรับว่าวในมือ​ไปถือเสียเอง

"รีบ​ไปกันเหอะน้า ยังไงฉันก็ไม่อยากเดิน​ไปมืดอยู่​กลางทาง"

สองสามีภรรยาออกมายืนส่ง​เขาตรงรั้วบ้าน เด็กชายสองคนนั่นวิ่งไล่กันล่วงหน้า​ไปก่อนแล้ว​ ​เขาหันมาสบสายตา​กับคน​ทั้งสองอีกครั้ง สำนึกเสียใจใน​ความเขลาขลาดของตนยังไม่คลาย จึง​ได้​แต่เพียงพยักยิ้มเรียบๆ​ ให้​เป็นการกล่าวลา

ตอนนี้​เขาไม่แน่ใจนักว่า หัวใจ​และ​ความคิดของตัวเอง ​ได้ถูกแรงผลักดันอะไร​สักอย่าง ยกระดับมันให้สูงขึ้น​​ไป​ได้สักกี่มากน้อย ​แต่​เขาก็มั่นใจว่าอย่างน้อยมัน​ต้องขยับยกสูงขึ้น​​ไป​ได้บ้างแล้ว​​เป็นแน่ เช่นเดียว​กับ​ที่​เขามั่นใจว่า พรุ่งนี้ว่าวสองตัว​ที่เคยลดไล่โฉบเฉี่ยวกันอย่างสนุกสนาน​เมื่อหลายปีมาแล้ว​ ​จะกลับมาผงาดฟ้าสำแดงลีลาของคู่หูอีกครั้งอย่างสวยงาม



***********************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-907 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง *****----- วอนบิน -----*****
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๙๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3983 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 18 เม.ย. 2548, 09.51 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ละอองฝน [C-3996 ], [133.1.128.95]
เมื่อวันที่ : 18 เม.ย. 2548, 15.44 น.

ชอบแนวคิดจังค่ะ​ แล้ว​ก็บรรยาย​ได้เห็นภาพดีจัง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : song982 [C-4008 ], [202.183.130.52]
เมื่อวันที่ : 18 เม.ย. 2548, 23.46 น.

ขอบคุณสำหรับ​กำลังใจครับ​ผม คุณละอองฝน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Poceille [C-4018 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 19 เม.ย. 2548, 13.08 น.

ไม่เฉพาะเห็นภาพนะคะ​ ยัง​ได้กลิ่นท้องไร่ด้วยนะเนี่ย


ชอบสำนวนคุณเพลงเกือบพัน (ขอเรียกอย่าง​ที่คนในพันทิปเรียกนะคะ​) ค่ะ​ สละสลวย อ่อนโยน ​แต่แจ่มชัดจนเหมือน​กำลังดูหนัง อ่านแล้ว​เพลินมากค่ะ​


(อยากเล่นว่าวจัง...​ ยิ่งช่วงประมาณเดือนมีนา​ที่ลมแรง ๆ​ แล้ว​ยิ่งอยากเล่นเข้า​ไปใหญ่ ​แต่เล่น​ที่บ้านมิ​ได้ ​เพราะสายไฟฟ้ามันมัก​จะขโมยว่าว​ไปเสียเรื่อยค่ะ​ แฮ่...​)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : song982 [C-4129 ], [202.183.128.208]
เมื่อวันที่ : 23 เม.ย. 2548, 07.02 น.

กร๊ากกกกกก

ใน​ที่สุดอีตา song982 ก็​สามารถเขียนงาน​ที่ส่งกลิ่น​ได้แร้นนนน



เหอ...​เหอ...​เหอ..


​แต่​ที่มา​ที่​ไปจริงๆ​ แล้ว​ อยู่​​ที่ท้องสนามหลวงนี่เองครับ​ท่าน


5555

ชื่นใจ​ที่​ได้ทักทายกันครับ​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : น้ำพริก...ถ้วยเก่า [C-4454 ], [203.113.76.73]
เมื่อวันที่ : 07 พ.ค. 2548, 16.12 น.

เขียน​ได้ ดี จริงๆ​ อ่านแล้ว​มองเห็นภาพเลย​หล่ะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น