นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘
เพื่อนกันวันฟ้าเศร้า
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
...เสียงบทสวดภาษาบาลี ดังเฉื่อยลอยออกมาจากข้างในศาลา ทำให้ผม​​ที่นั่งอยู่​​ไกล ๆ​​ มันฟังดูโหยหวน น่ากลัวพิกล อีกอย่างผมไม่ค่อย​​จะชิน​​กับเสียงบทสวดภาษาบาลี...
เสียงบทสวดภาษาบาลี ดังเฉื่อยลอยออกมาจากข้างในศาลา ทำให้ผม​ที่นั่งอยู่​ไกล ๆ​ มันฟังดูโหยหวน น่ากลัวพิกล อีกอย่างผมไม่ค่อย​จะชิน​กับเสียงบทสวดภาษาบาลีเท่าใดนัก ​แต่ว่าวันนี้ดูแปลกๆ​ ยังไงบอกไม่ถูก ไม่เหมือน​กับทุกวัน ผู้คนมาทำอะไร​กัน​ที่ศาลา ต่างก็สวมใส่ชุดสีดำกัน นึกสงสัยอยู่​คนเดียว จำ​ได้ว่าเคยเห็นแม่ใส่ชุดดำ​ไปงานครั้งหนึ่ง​ ผมถามแม่ว่า​จะใส่ชุดสีดำ​ไปไหนหรือ? แม่ตอบว่า​จะ​ไปงานศพ หรือว่านี่​เป็นงานศพจริง ๆ​ ผมขนลุกซู่ทันที ​แต่ช่างเถอะทนรออีกหน่อย​เดี๋ยวไอ้มอมก็คงมา

ผมรู้จัก​กับไอ้มอม​ได้เกือบเดือนแล้ว​ เราสนิทกันเหมือนว่า​เป็น​เพื่อน​ที่คบกันมาหลายปี ​เพราะไอ้มอมมัน​เป็นคนช่างพูด ​และช่างสรรหาอะไร​มาให้เล่นแปลก ๆ​ แผลง ๆ​อยู่​เรื่อย โดนป้าเยาว์ด่า​เป็นประจำจนทุกวันนี้ผมก็เริ่ม​จะชิน​กับเสียงป้าเยาว์แล้ว​ล่ะ อีกอย่างผมชอบชื่อ มอม ของมันเหลือเกิน ​เพราะ​เป็นชื่อเดียว​กับหมาของผม​ที่เลี้ยงไว้​ที่บ้าน มันซนเหมือนกันซะด้วยสิ ​แต่ผมไม่กล้า​ที่​จะบอกมัน

ช่วงปิดเทอมผมมีโอกาส​ได้มาอยู่​​กับลุง​ที่ต่างจังหวัด​เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ​ บ้านลุงผม​กับบ้านไอ้มอมอยู่​ห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ทุกวันตอนเย็นเรา​ต้องมีนัดกันมาเล่น​ที่วัดทุกวัน ​จะบอกว่าบ้านผม​กับบ้านไอ้มอมอยู่​ติดวัดก็ไม่ใช่ ​เพราะมันมีถนนคั่นกลาง​ระหว่างวัด​กับบ้านของเราอยู่​

วันแรก​ที่มาถึงไอ้มอมก็ชวนผม​ไปเล่น​ที่บ้านมันเลย​ เรื่อง​ของเรื่อง​มันอยาก​ที่​จะโชว์การปั่นฟรีคิกของมัน แถมยังคุยโวว่าพอ ๆ​​กับลูกยิงฟรีคิกของ เดวิด เบคแฮม แล้ว​ไอ้มอมก็ไม่​ได้พูดเฉย จัดการบรรจงปั่นอย่างสวยงาม ผมยืนลุ้นอย่างตั้งใจ เพล้ง!..บอลเข้าประตูจริง ๆ​ ​แต่​เป็นประตูบ้านแล้ว​เข้า​ไปโดนตู้กระจก​ที่อยู่​ข้างในแตกกระจาย ผม​กับไอ้มอมหน้าซีด​เป็นไก่ต้ม มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"ฉิบหาย" เสียงไอ้มอมสบถออกมาทันทีก่อน​ที่​จะมองซ้ายแลขวาแล้ว​หันมาหาผม พูดเสียงอ่อย

"โดนแม่ด่าอีกแล้ว​กู"

ยังไม่ทันสิ้นเสียงไอ้มอมดี เสียงของป้าเยาว์​ที่อยู่​หลังบ้านก็ดังมาทันที​ทั้ง​ที่ยังไม่​ได้ออกมาดูว่าเกิดอะไร​ขึ้น​...​หรือว่าแกรู้อยู่​แล้ว​?..

"ไอ้ลูกเวร ข้าวของกูเสียหายหมด วัน ๆ​ ไม่ทำอะไร​ก่อเรื่อง​ให้กูทุกวัน"

พอ​ได้ยินแค่นั้น​ไอ้มอมไม่รีรอ จูงมือผมวิ่งหนีทันที​โดย​ที่มีเสียงด่าของป้าเยาว์แว่วตามหลังมาติด ๆ​ มาถึงวัดผมเหนื่อยหอบ หายใจแทบไม่ทัน ไอ้มอมมองมา​ที่ผมแล้ว​ยิ้มนิดหนึ่ง​ ก่อน​ที่​จะหัวเราะเสียงดังออกมา

"​เป็นอะไร​ เหนื่อยเหรอ..?"

ผมพยักหน้า ก่อน​ที่​จะตอบด้วยเสียงหอบ "นิดหน่อย​"

ผมนั่งลง​กับพื้น​เอาหลังพิง​กับกำแพง หันมามองหน้าไอ้มอมดูมันไม่เหนื่อยเหมือนผมเลย​

"แล้ว​กลับบ้าน​จะโดนแม่นายตีไหม" ผมถามอย่าง​เป็นห่วง

ไอ้มอมนั่งลงข้าง ๆ​ ผมก่อน​ที่​จะตอบอย่างอารมณ์ดี เหมือน​กับว่ามัน​เป็นเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ซ้ำแล้ว​ซ้ำอีกอยู่​อย่างนั้น​

"ชินแล้ว​ล่ะ วันไหนไม่โดนแม่ด่าหรือตี วันนั้น​รู้สึกว่า​มันขาดอะไร​​ไปสักอย่าง" มันพูดจบก็​เอาบอลมาเดาะเล่น ผมก็​ได้​แต่มองดูมันเล่น ​ซึ่งคนเล่น​กับคนนั่งดูก็เหนื่อยพอ ๆ​ กัน

"​แต่ว่าวันนี้ไหน ๆ​ ก็​จะโดนแม่ตีแล้ว​เรามาเตะบอลกันให้สนุก​ไปเลย​ดีกว่านะ" มันพูดพลางดึงมือผมให้ลุก​ไปเตะบอล​กับมัน

ผมยิ้มนิดหนึ่ง​ก่อน​ที่​จะตอบ "​ได้เล้ย ​ถ้าแพ้แล้ว​อย่าร้องไห้กลับบ้านล่ะ ฮ่า ๆ​ๆ​"



จากเหตุการณ์ระทึกใจสำหรับผมในวันนั้น​ผม​กับไอ้มอมก็สนิทกัน ตื่นเช้า​มาผมก็​ไปเล่นกันเรื่อยเปลื่อยตามประสา ​แต่​ถ้าเตะบอลเรานัดกัน​เอาบอล​ไปเตะเล่นกัน​ที่วัด ​เพื่อ​ที่ประวัติศาสตร์อันตื่นเต้น​จะ​ได้ไม่เกิดขึ้น​อีก

​แต่วันนี้ผมรอไอ้มอมมาร่วมชั่วโมงแล้ว​ไม่เห็นว่ามัน​จะพาร่างผอมโป่รงของมันมา​แต่อย่างใด เสียงของ​พระ​ที่สวดอยู่​ในศาลาก็ลอยมากระทบโสตประสาทไม่หยุด มันยิ่งทำให้ต่อม​ความกลัวของผมกระตุกมากขึ้น​เรื่อย ๆ​ คิดปลอบตัวเองในใจ ​ความกลัว​เป็นสิ่ง​ที่เราสร้างขึ้น​เอง ผมจำ​ได้จากโฆษณาสินค้าชนิดหนึ่ง​ในโทรทัศน์

ใจหนึ่ง​กลัว​แต่อีกใจหนึ่ง​อยาก​จะลองเข้า​ไปดูว่าพิธีการในงานศพ​เขา​ต้องทำยังไงบ้าง มัน​จะเหมือน​ที่บ้านผมหรือเปล่า? แล้ว​ผม​จะรู้​ได้ยังไงว่าเหมือนหรือไม่เหมือนกันอย่างไร ​เพราะตั้งแต่เกิดมาจวนเจียน​จะขึ้น​ชั้น ป.5 อยู่​แล้ว​ ผมยังไม่เคย​ไปงานศพ​ที่ไหนเลย​ จริง ๆ​ แล้ว​ก็ไม่อยาก​จะ​ไปเท่าใดนักหรอก อีกอย่างผม​เป็นคนกลัวผี

ไอ้มอมนะไอ้มอมปล่อยให้เรารออยู่​​ได้ เดี๋ยว​ถ้ามา​จะเตะเข้าสักป๊าบ! มันคงไม่รู้สินะว่า ​ความทรมาน​คือ การรอคอย

สิ้นเสียง​พระสวดแล้ว​ ทำให้ผมใจชื้นขึ้น​มาบ้าง ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเข้า​ไปดูใกล้ ๆ​ มันคง​จะดีกว่า​ต้องมานั่งคอยไอ้มอม​เป็นไหน ๆ​

เดินเรียบ ๆ​ กล้า ๆ​ กลัวๆ​ เข้า​ไปในฝูงชน เห็นบางคนร้องไห้ บางคนนั่งซึมไม่พูดอะไร​ ​เอา​แต่เช็ดน้ำตา คน​ที่ตาย​เขา​จะรู้สึกเหมือน​กับคน​ที่อยู่​ไหมหนอ..?. ทำไม​เขานอนนิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร​เลย​ล่ะ.? ​ความตายมันน่ากลัวสำหรับคน​เป็นหรอกหรือ?.. แล้ว​คน​ที่ตาย​ไป​เขา​ไปไหนกัน ขยันตั้งคำถาม​กับตัวเองเสียจริง ​แต่ผมก็ตอบตัวเองไม่​ได้

แม่เคยบอกว่าคน​ที่ทำดีตายแล้ว​​ได้​ไปสวรรค์​ส่วนคน​ที่ทำชั่วตายแล้ว​ตกนรก อ๋อ..มิน่าเล่าทุกวันนี้ทุกคนแย่งกันทำ​ความดีกันมากสงสัยว่า​จะ​ได้​ไปขึ้น​สวรรค์กันทุกคนสินะ ใน​เมื่อทุกคนอยาก​ไปสวรรค์กันแล้ว​ทำไมถึงกลัวตายกันนักนะ แล้ว​​เมื่อไหร่​จะ​ได้ขึ้น​สวรรค์กันล่ะ คิด​ไปก็ไม่เข้าใจพวกผู้ใหญ่อีกนั่นแหละ​..

มาหยุดนั่ง​ที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง​ไม่กล้าเข้า​ไปใกล้มากกว่านี้ ข้าง ๆ​ ​เป็นชายร่างท้วม ​กับหญิงวัยกลางคนอายุน่า​จะราวสี่สิบปลาย ๆ​ ​กำลังคุยกัน ด้วย​ความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กคงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ ถึง​จะไม่ตั้งใจฟัง ​แต่ผมเขยิบตัวเข้า​ไปไกล้ขนาดนั้น​ยังไงซะมันก็​ต้อง​ได้ยิน

"จริง ๆ​ แล้ว​บ่อร้าง​ที่วัดน่า​จะถม​ได้เสียทีนะ" ชายร่างท้วมพูดขึ้น​

"ฉันก็ว่าอย่างนั้น​แหละ​ ​เพราะมันไม่​ได้มีประโยชน์อะไร​เลย​" หญิงวัยกลางคนพูดแล้ว​ถอนหายใจแผ่วเบาก่อน​ที่​จะพูดต่อ

"สงสารก็​แต่แม่ของเด็ก​ที่ตายนะ แกมีลูกชายแค่คนเดียวด้วย"

"เห็นชาวบ้านบอกว่าลูกบอลตกลง​ไปในบ่อแล้ว​เด็กลง​ไปเก็บบอลหรือ" ชายร่างท้วมถามอย่างสนใจ

"ฉันก็​ได้ยิน​เขาว่ามาอย่างนั้น​แหละ​"

​ได้ฟังแค่นี้ใจแป้วขึ้น​มาทันที ยิ่งสายตาเหลือบเห็นป้าเยาว์​ซึ่ง​กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่​หน้าโลงศพ​ที่อยู่​ไกล ๆ​ มันยิ่งทำให้ชีพจร​และหัวใจของผมเต้นรัวเร็ว​เป็นสองเท่า ไม่นะ! ไอ้มอมเดี๋ยวมันก็มา เรานัดกันแล้ว​มันไม่เคยผิดนัดแค่ครั้งเดียว ผมรู้ ถึงผม​จะเพิ่งรู้จัก​กับมันไม่ถึงเดือน​แต่​ความรู้สึกของผม​สามารถบอก​ได้

"บอกว่ามาก็​ต้องมาสิ!...​.. " เสียงของผมหนักแน่น​เพื่อยืนยัน​กับตัวเองในใจ

ภาพป้าเยาว์​ที่ร่ำไห้นั้น​ยังคงตรึงอยู่​ในหัวใจของผม บรรยากาศดูเศร้าสร้อย ​ความเหงา ​ความวังเวงมาเกาะกินหัวใจ ตั้งแต่จำ​ความ​ได้ผม​ได้รู้รสชาติของการสูญเสีย ก็ตอน​ที่พ่อเสียชีวิต ​และมันก็​เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่​และครั้งเดียวในชีวิต

แล้ว​วันนี้​ความรู้สึกนั้น​มันหวนมาหาผมอีกครั้ง มันอาจบังเอิญผ่านมาแล้ว​แวะมาเยี่ยมเยือน ในฐานะคนเคยรู้จักกัน ​แต่ผมไม่ยินดีต้อนรับมันซักเท่าไหร่

ผมวัดไม่​ได้ว่าการสูญเสียครั้งนั้น​​กับครั้งนี้มันมากน้อยกว่ากันแค่ไหน ​แต่​ที่แน่ ๆ​ ผมไม่อยากสูญเสียคน​ที่ผมรัก​ไป จิตใจผมล่องลอย ไร้สติ คำว่าสูญเสียคงไม่มี​ใคร​ต้องการมัน นึกถึงหน้าไอ้มอม หน้าตาทะเล้นของมัน ​ใครกันหนอ​จะเตะบอล​กับเรา?..​ใครกัน​จะมาคุยฟุ้งว่าลูกเตะฟรีคิกพอ ๆ​ ​กับ เดวิด เบคแฮมให้ฟัง จนเบื่อแทบอยาก​เอาสำลีอุดหู..?

แล้ว​​ใครกันล่ะ​จะสอนให้เราปีนต้นไม้.? สะพานข้ามคลองเราเคยกระโดดลง​ไปเล่นด้วยกัน ​ทั้ง​ที่ไม่มี​ใครว่ายน้ำ​เป็นเลย​สักคน แล้ว​วันนั้น​พวกเราก็โดนตี ...​...​...​...​มอม...​ไม่อยู่​แล้ว​...​...​...​...​...​..ไอ้มอมตายแล้ว​!...​...​.จริง ๆ​ หรือ?.

​ที่เก้าอี้ตัวเดิม ท้องฟ้ามืดครึ้ม เฆขสีดำลอยต่ำเลื่อนผ่าน​ไปอย่างช้า ๆ​ อย่างเศร้าซึม มองดูคล้าย​กับมันรับรู้ถึงการสูญเสียคน​ที่เรารักว่ามันปวดร้าวเพียงใด

เหลือบมองเก้าอี้ตัวข้าง ๆ​ ดูว่างเปล่า ชายหญิงสองคนนั้น​ไม่อยู่​แล้ว​ ตอนนี้ก็คงเหลือ​แต่ผม​ที่นั่ง​เอามือกุมหน้าอยู่​คนเดียว...​...​. อย่างเลื่อนลอย.

น้ำใส ๆ​ ​ที่ตาของผมมันเอ่อล้นออกมา​โดยไม่​ได้ตั้งใจ ​เมื่อเห็นรูปไอ้มอม​ที่ตั้งอยู่​ทีหน้าโลงศพ มันยังส่งยิ้มอย่างไมตรีมา​ที่ผมอยู่​ตลอด แววตาขี้เล่นของมันยังมองมา​ที่ผม เหมือน​กับว่ารอให้ผม​ไปเตะบอลเล่น​เป็น​เพื่อน...​...​..​แต่ว่า...​ไอ้มอมตายแล้ว​!.

ตอนนี้มัน​กำลังดีใจหรือว่าเสียใจหนอ?..มัน​จะรู้ไหมว่า​เพื่อนคนนี้เสียใจมากแค่ไหน..? อีกนานไหมกว่าเรา​จะ​ได้พบกันอีก...​.?

นั่งเงียบ ๆ​ อยู่​คนเดียวครู่หนึ่ง​ก็​ต้องสะดุ้ง​เมื่อรู้สึกว่า​มี​ใครมายืนอยู่​ข้างหลัง

"​เพื่อน​เขา​ไปดีก่อนแล้ว​ล่ะหนู" เสียงทุ้มกังวาน​แต่แฝงด้วย​ความอ่อนโยนดังขึ้น​

ผมหันกลับ​ไปมองอย่างช้า ๆ​ ​เอาหลังมือปาดน้ำตา​ที่มันมาเอ่อล้นดวงตาจนพร่าเลือนออก เห็นชายฉกรรก์ยืนอยู่​ รูปร่างสูงใหญ่ แววตา​ที่มองมารู้สึก​ได้ถึง​ความน่ายำเกรง

"ทำไมคนเราเกิดมา​ต้องตายด้วยครับ​" ผมพูด​ไปลอย ๆ​ เหมือน​กับคนบ้า​ที่ไร้สติ

ชายนิรนามนั่งลง​ที่เก้าอี้ข้าง ๆ​ ผม เอนหลังพิงอย่างใจเย็น พลาง​กับถอนหายใจ

"ชีวิตคนเรามันก็มีแค่นี้แหละ​ ดิ้นรนกัน​ไปมันก็เท่านั้น​ ดิ้นเท่าไหร่มันก็ไม่หลุดพ้น​ความตายกันสักคน"

"​เมื่อตอนมีชีวิตก็จงเร่งทำ​ความดี ​เพราะเราไม่รู้ว่า​ความตาย​จะมาพรากเรา​ไปวันไหน?" ​เขาพูดจบแล้ว​หัน​ไปมอง​ที่โลงศพของไอ้มอม เห็นป้าเยาว์ยังคงสะอื้นไม่เลิก

ผมเงยหน้ามองตาม ก็​ได้​แต่ถอนหายใจ แปลกเหมือนกันนะ ​ทั้ง​ที่ตอน​ที่ไอ้มอมมันมีชีวิตอยู่​ มันก็ก่อเรื่อง​ให้ป้าเยาว์อยู่​ทุกวี่วัน ป้าเยาว์ก็ดุด่ามันทุกวันเช่นกัน จนไอ้มอมมันนึกน้อยใจคิดว่าแม่ไม่รักมันแล้ว​

มอมเอ๋ย...​. เอ็ง​จะรู้ไหมว่าตอนนี้แม่เอ็งเสียใจมากแค่ไหน นี่หรือ​ที่เอ็งบอกว่าแม่ไม่รักเอ็ง แล้ว​​ที่นางร่ำไห้ปริ่ม​จะขาดใจอยู่​นี้มันหมาย​ความว่ายังไงกัน?.

น้ำ​ที่ตาผมเริ่มไหลออกมาอีก​เป็นระรอก มัน​เป็นภาพ​ที่​ใครเห็นก็คงยาก​ที่​จะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล​ได้

มือ​ที่กร้านใหญ่เอื้อมมาจับ​ที่แก้มผมแล้ว​เช็ดน้ำ​ที่มันไหลรินจากดวงตา​ทั้งสองข้างอย่างอ่อนโยน ก่อน​ที่​จะ​เอามาแตะ​ที่ไหล่ผมอย่างแผ่วเบา รับรู้ถึง​ความอบอุ่น เหมือน...​..เหมือนครั้งหนึ่ง​​ที่พ่อของผมเคยโอบกอด

ใช่!..​ความรู้สึกนี้เหมือนพ่อของผมตอนมีชีวิตอยู่​ ​แต่ตอนนี้พ่อจาก​ไปตั้งแต่ผมอายุ​ได้ห้าขวบแล้ว​ แล้ว​ทำไมผมถึงมี​ความรู้สึกเช่นนั้น​​กับชายผู้นี้? ​แต่มันคง​เป็น​ไปไม่​ได้หรอกผมอาจ​จะคิด​ไปเองก็​ได้

"​ไปกันเถอะ อย่า​ได้เสียใจ​ไปเลย​" ​เขาเอ่ยปากชวน ​แต่ผมไม่รู้หรอกว่า​เขา​จะพาผม​ไป​ที่แห่งใด จิตใจของผมเลื่อนลอยเหมือนคนไร้สติ ​และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า​ที่​จะพาผม​ไปมัน​เป็นยังไง ​เขาบอก​แต่เพียงว่า​จะพา​ไปหาไอ้มอม

"ไอ้มอม" ผมทวนชื่อมันผ่านริมฝีปากอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่​ได้ยิน

แค่​ได้ยินชื่อ ผมชักอยาก​ไป​ที่นั่นซะแล้ว​สิ ​ถ้าผม​ได้พบไอ้มอมจริง ๆ​ มัน​จะดีใจหรือเสียใจกันนะ ​ที่ผมกระโดดลง​ไปในบ่อ​เพื่อช่วยมัน ​แม้ตอนขึ้น​มาเรา​จะกลาย​เป็นซากศพ​ที่ไร้ชีวิต ​แต่ผมก็ไม่​ได้เสียใจในการกระทำของผมครั้งนี้

​เพราะ​ถ้าไอ้มอม​เป็นผมในตอนนั้น​ มันก็คงทำอย่างผมแน่นอน

ผมเชื่ออย่างนั้น​!..



*************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-854 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง เพื่อนกันวันฟ้าเศร้า
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๑๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3555 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 27 มี.ค. 2548, 19.27 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น