นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘
เติมใจให้รัก
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
...​​เมื่อ​​ความรักมันถึงจุดอิ่มตัว เรา​​ต้องคอยเติมให้เต็มอยู่​​เสมอ ​​แต่​​ถ้าเราไม่สนใจปล่อยให้มันเหือดแห้ง แล้ว​​วันนั้น​​มันคง​​จะ​​เป็นวัน​​ที่แย่​​ที่สุดของคู่รัก...
เสียงนาฬิกาปลุกแผดเสียงร้องกังวาน​ไปทั่วห้อง มันพอทำให้ผม​ซึ่งจมอยู่​ห้วงนิทรารมณ์​ต้องสะดุ้ง เสียงของมัน​เป็นเสียงไก่ขัน ผมชอบซื้อนาฬากาปลุก​ที่​เป็นเสียงของไก่ขัน​เพราะมันทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ​ สมัยตอน​เป็นเด็ก อากาศ​ที่ต่างจังหวัดบริสุทธิ์ ลมพัดแผ่วเย็นอาบกาย ไอหมอกยามเช้า​แผ่ซ่านแทรกซึมผ่านผิวหนังเข้า​ไปรู้สึก​ได้ถึง​ความเย็นเยือก แสงจันทร์ทอแสงเรือง ๆ​ ​เป็นครั้งสุดท้ายก่อน​ที่​จะถูกบดบังด้วยแสงดวงอาทิตย์ตอนฟ้าสาง ต้นหูกวางหน้าบ้านยืนตะหง่านใบโบกไสว​ไปตามแรงลม ไอ้โต้ง​ที่เลี้ยงไว้ในเล้าต่างแย่งกันตะเบ็งเสียงขันสลับกัน​ไปมา​โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฟังดูเหมือนผม​เป็นเด็ก​ที่ตื่น​แต่เช้า​ ไม่หรอกมันบังเอิญเห็นตอนผมลุก​ไปเข้าห้องน้ำแล้ว​กลับเข้ามานอนต่อ

​เป็นเวลาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว​​ที่ผมจาก​ที่นั่นมา ผมก็จำไม่​ได้ ​แต่บรรยากาศเก่า ๆ​ นั้น​มันยังไม่​ได้ลบเลือนจาก​ความทรงจำของผมเลย​สักนิด ผมชักไม่แน่ใจว่าตอนนี้ผม​กำลังหวนรำลึกถึงชีวิตในวัยเยาว์หรือว่าตอนนี้ผม​กำลังนอนฝัน

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น​อีกครั้ง เหลือบมองดูมันอีกรอบ ชักฉุนนาฬิกาปลุกเสียงไก่ตัวนี้ซะแล้ว​สิ ขันอยู่​​ได้ไม่ยัก​เมื่อยแฮะ!.

"ยังไม่ตื่นอีกหรือคุณ" เสียงใส ๆ​นั้น​ดังมาจากในห้องน้ำ ผม​เอามือ​ไปปิดปากเจ้านาฬิกาปลุก​ที่​กำลังโก่งคอขันอยู่​จนสงบลง

"ตื่น​ได้แล้ว​เดี๋ยว​ไปทำงานไม่ทันหรอกค่ะ​"เสียงจากในห้องน้ำนั้น​ดังมาอีกครั้ง

"อื้อ..ตื่นแล้ว​" ผมตอบเธอพลางลุกขึ้น​มานั่ง​ที่ขอบเตียง เช้า​อีกแล้ว​หรือเนี่ย? งั้นผมก็​ต้อง​ไปทำงานอีกแล้ว​สิ ทำงาน.. ทำงาน..ทำงาน ผมนั่งท่องอยู่​ในใจ พยายามสนุก​ไป​กับมัน ​แต่ทำยังไงมันก็ยังคงน่าเบื่ออยู่​ดี

เสียงเธอเปิดฝักบัวอาบน้ำดังซ่า ๆ​ ลอยดังมา ผมนั่งถอนหายใจยาว มอง​ไป​ที่เจ้านาฬิกาปลุกรูปไก่​ที่ตั้งสงบเสงี่ยมไม่โวยวายเหมือน​เมื่อกี้ มันไม่เห็นรู้สึกรู้สาอะไร​เลย​ ไม่​ต้องทำงาน ไม่​ต้องดิ้นรน ไม่เห็นอยาก​ได้รถ ไม่เห็นอยาก​จะ​ได้บ้าน สิ้นเดือนมาไม่​ต้องมาคิดเรื่อง​ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถให้ปวดหัว คิดแล้ว​ก็อิจฉามันอยู่​เหมือนกัน วัน ๆ​ ไม่ทำอะไร​ดี​แต่โก่งคอขันปลุกชาวบ้านชาวช่องให้​ไปทำงาน

"เร็วซิคะ​ เดี๋ยวก็สายหรอก" เธอบอกให้ผมเร่ง​แต่งตัวหลังจาก​ที่ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ​ส่วนหล่อน​กำลังบรรจงจัดการ​กับคิ้ว ใบหน้า ริมฝีปากของเธออยู่​​ที่หน้ากระจก ไม่นานเราสองคนก็ลงมา​ที่รถ​พร้อมกัน

"อุ๊ย..ฉันลืมกระเป๋าไว้ข้างบนค่ะ​ รอเดี๋ยวนะ" พูดจบเธอก็รีบขึ้น​​ไป​เอากระเป๋าใบเก่งของเธอ​ที่เพิ่งซื้อมา​เมื่อวาน

"​ไปค่ะ​ เออ..แล้ว​คุณปิดหน้าต่างยัง?." เธอถาม มองมา​ที่ผมทำตาแป๋ว

"ปิดแล้ว​ ไม่ลืมหรอก ว่า​แต่ไม่ลืมอะไร​อีกนะ"

"อื้ม.." เธอพยักหน้า

"แน่ใจ?"

"ค่ะ​" เธอตอบแล้ว​ยิ้มมองเห็นฟันขาว​ที่เรียงกันดู​เป็นระเบียบ

"​แต่เอ..เหมือนฝน​จะตกเลย​ คุณ​ไปสตาร์ทรถรอเลย​ค่ะ​ เดี๋ยวฉัน​ไปหยิบร่มก่อนเผื่อฝนตก" ภรรยาของผมบอกแล้ว​ก็เข้า​ไปในบ้านอีกรอบ ผมทำตาม​โดยง่ายรีบ​ไปเปิดประตูรถสตาร์เครื่องไว้รอเธอ

ภรรยาผม​เป็นคนรูปร่างหน้าตาดี (ในระดับหนึ่ง​) พูดจาไพเราะอ่อนหวาน (ยิ่งตอน​ที่เธอ​ต้องการ​ความช่วยเหลือ) ไม่​เอา​แต่ใจตัวเองมีเหตุผล (​แต่​ถ้าเธอขออะไร​มาผม​เป็น​ต้องยอมทุกที) เธอ​เป็นคนทำ​กับข้าวอร่อยมาก เน้น!. อร่อยมาก ผมจำ​ได้เธอเคยทำให้ผมกินครั้งหนึ่ง​ยังจำรสชาดมัน​ได้​และไม่เคยลืม วัน​ต่อมาผม​ต้องชวนเธอ​ไปกินข้าวนอกบ้านตลอด ผมอ้างว่า​ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ (​ใครบอกว่าภรรยาผมทำ​กับข้าวไม่อร่อยผมเถียงใจขาด) เธอ​เป็นคนชอบ​ความโรแมนติก ​แต่ผมไม่เคยให้ดอกไม้ในวันวาเลนไทม์​กับเธอเลย​สักดอก ผมไม่รู้ว่าผมรักเธอมากน้อยแค่ไหน รู้​แต่ว่าชีวิตนี้ผมขาดเธอไม่​ได้!.

ชั่วโมงเร่งด่วนของผม​กับภรรยาในตอนเช้า​ดูเร่งรีบ​เป็นประจำเช่นนี้ทุกวัน ​ซึ่งมันก็ดูเหมาะสมดี​กับการการ​ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ​ที่​ได้ชื่อว่า​เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ทุกคนต่างเร่งรีบ ยิ่งอาหารเช้า​ไม่​ต้องพูดถึง ​จะ​เอาเวลาไหนมากิน?.

"อืม..วันนี้คุณจำ​ได้มั๊ยว่า​เป็นวันอะไร​" เธอถามยิ้ม ๆ​

"วันจันทร์" ผมตอบสั้น ๆ​ ​ส่วนตาก็มอง​ไปข้างหน้าขณะขับรถ

เธอทำหน้าสลดไม่พูดอะไร​ ผมชำเรืองดูก็แอบนึกขำอยู่​ในใจ

"อ่ะ..กินอะไร​ซะก่อนสิคุณ​จะ​ได้ไม่หิว" หล่อนยื่นห่อสีขาวแผ่นบางให้ผม มัน​เป็นอาหารเช้า​ของคนเมืองกรุง​ที่​ต้องกินกันบนรถขณะเดินทาง​ไปทำงาน ไม่มีเวลากินอาหารเช้า​ มันช่างเอน็จอนาจเสียจริง ๆ​ ชีวิต ​แต่อย่าบอกเชียวนะว่ามัน​เป็นแซนด์วิช

"มัน​เป็นแซนด์วิชค่ะ​" หล่อนเฉลยเหมือน​กับเล่นเกมส์โชว์ คล้ายอ่านใจผมออกเพียง​แต่ไม่มีรางวัลให้เท่านั้น​เอง ผมฝืนยิ้มเจื่อน ๆ​ มือข้างหนึ่ง​ละจากพวงมาลัย เท้าผ่อนคันเร่งลง รับ​เอามายัดเยียดมันเข้า​ไปในปากอย่างฝืน ๆ​ เคี้ยวตุ้ย ๆ​ ดูเหมือน​กับอเหร็ดอร่อยเหลือเกิน กลืนมันลง​ไปในลำคออย่างยากเย็น ​เมื่อวานรสชาดมันเคย​เป็นยังไง วันนี้มันก็ไม่เคยคิด​จะพัฒนาขึ้น​เลย​

ขับรถมาส่งภรรยาผมถึง​ที่ทำงาน ช่วงเกือบแปดโมงเช้า​แทบออกมาจากถนนเส้นนั้น​ไม่​ได้ ให้ตายเถอะ!.ถนนในกรุงเทพฯ มันน้อย​ไปหรือว่ารถมันมีมากกันแน่ ​แต่คิดดูแล้ว​มันน่า​จะ​เป็นอย่างหลังมากกว่า บางบ้านมีรถสามสี่คัน แล้ว​คิดดูคนในกรุงเทพฯ กี่แสนกี่ล้านคน​ถ้าขับคนละคัน ต่อให้ถนนมีเพิ่มอีก​เป็นสองเท่ามันก็คงไม่เพียงพอ ​แต่ดูข่าว​เมื่อวานตอนเย็นก็พอใจชื้นขึ้น​มาบ้าง พยายามคิดปลอบใจตัวเอง ​เอาน่ะ!. ต่อ​ไปนี้รถก็คงติดน้อยลง​เพราะผู้ว่าฯคนใหม่​เขา​จะแก้ไขปัญหานี้จริง ๆ​ จัง ๆ​ ซะที (​แม้นว่าผม​จะเคย​ได้ยินมาแล้ว​หลายต่อหลายครั้งก็ตาม)

กว่า​จะฝ่ากองทัพพาหนะมนุษย์ออกมา​ได้ก็เกือบชั่วโมง เลี้ยวรถเข้า​ไปจอดในบริษัทฯแถวถนนสุขุมวิท รูดบัตรเข้างานขาดอีกสองนาทีก็​จะเก้าโมงเช้า​ถึงเวลาเข้างานพอดิบ​พอดี เดินเข้ามา​ที่ทำงานเห็นกำธร​กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์​พร้อมจิบกาแฟอย่างสบายอารมณ์ ผมเดินเรียบ ๆ​ ​ไป​ที่โต๊ะของตัวเอง ​โดยไม่สนใจมันมากนัก ไม่อยาก​ไปขัดจังหวะ ​เพราะไม่รู้ว่าอารมณ์มันหลุดเข้า​ไป​กับนางแบบถ่ายชุดว่ายน้ำ​ที่อยู่​หน้ากลาง ๆ​ นั้น​หรือเปล่า?.

"อ้าวเฮ้ยวิน!. วันนี้มา​แต่เช้า​นะ" มันทักผมก่อน ​ทั้ง​ที่ผมพยายามเดิน​ไปเงียบ ๆ​

"ก็เหมือนทุกวันแหละ​ ว่า​แต่แกอะไร​เข้าสิงมา​แต่เช้า​เชียว?"

"นอนไม่ค่อยหลับว่ะ" มันตอบ​พร้อมตีหน้าเศร้า

"​เป็นไรอีกล่ะ?"

กำธรไม่ตอบมันยังคงตีหน้าเศร้าเหมือนเดิม ผมนึกหมั่นไส้มันขึ้น​มาตะหงิด ๆ​ ​เพราะรู้ว่ามันคงหนีไม่พ้นเรื่อง​หญิง​เป็นแน่ เลย​​จะลองแหย่มันเล่น

"น้องจอยบอกเลิกเหรอ? เอ๊ะ..หรือว่าน้องกี๊ฟ เออ..แล้ว​น้องเฟิร์น​ไปไหนซะล่ะ ​แต่น้องแนน​ที่พามาวันนั้น​ก็ใช่ย่อยนะโว้ย หรือว่าน้อง...​." กำธรยกฝ่ามือขึ้น​มาเบรกผมพัลวัล

"พอแล้ว​ พอแล้ว​ ไม่ใช่เรื่อง​นั้น​"

"อ้าว..เรื่อง​อะไร​ล่ะ" ผมถามจริงจัง​เพราะอยากรู้ ​แต่กำธรไม่พูดเหมือน​กับมันสลักสำคัญมาก หรือว่ามัน​เป็นเรื่อง​คอขาดบาดตาย

มันมองหน้าผม อมยิ้มนิดหนึ่ง​

"ไอ้​ที่บอกว่านอนไม่หลับ ก็​เพราะมัว​แต่ฝัน​ทั้งคืนน่ะสิ" มันตอบแบบยียวนกวนประสาทผมตั้งแต่เช้า​ แล้ว​หัวเราะชอบใจ ผมแทบอยากเตะมันแรง ๆ​ สักที ​พอดีปรายเด็กสาวรุ่นน้องเดินหงอย ๆ​เข้ามา ขอบตาบวมแดง เหมือน​กับว่าไม่​ได้หลับนอนมา​ทั้งคืน ผม​กับกำธรมองหน้ากันก็พอ​จะเดาออก ​แต่ไม่กล้าเข้า​ไปทักทาย ปล่อยให้เธออยู่​คนเดียวสักพัก แล้ว​ผม​กับกำธรก็​ไปทำงานตามเดิม ต่างคนต่างทำงานของตนเอง​ไป

ยุ่งอยู่​​กับงาน​ทั้งวัน เผลอแป็บเดียวถึงเวลาเลิกแล้ว​ ผมจัดเก็บเอกสาร​ที่กองอยู่​​ที่โต๊ะ แยกงาน​ที่​ต้องส่งพรุ่งนี้ไว้อีกกอง มอง​ไป​ที่โต๊ะกำธรมัน​กำลังง่วนอยู่​​กับเอกสารกองโต พอ ๆ​ ​กับแว่นตา​ที่มันใส่ ​ส่วนอีกหลายโต๊ะนั้น​ว่างเปล่าไร้ผู้คน​เพราะแยกย้ายกันกลับหมดแล้ว​ เหลือบมองดูนาฬิกาอีกครั้ง เกือบหกโมงแล้ว​ นึกขึ้น​​ได้ ชิบ!.ผม​ต้องรีบ​ไปรับภรรยา

ขอตัวหนีกลับมาก่อน ปล่อยให้กำธรมันทะเลาะ​กับเอกสารบ้าบอพวกนั้น​​ไปคนเดียว ขับรถออกมา​กำลัง​จะเลี้ยวออกถนน เห็นปรายนั่งเศร้าซึมอยู่​ก่อนทางออกหน้าบริษัทฯ ดูเธอเสียใจ​กับอะไร​มาสักอย่าง เธอขอติดรถผม​ไปด้วย ผมก็ไม่​ได้ปฎิเสธ​แต่อย่างใด เปล่า!.อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมไม่​ได้คิดอะไร​​กับเธอจริง ๆ​ บังเอิญ​เป็นทางผ่าน​ที่​ต้อง​ไปรับภรรยาผมอยู่​แล้ว​

ตลอดทางเธอนั่งเงียบไม่พูดอะไร​ ​แต่​ที่ขอบตาเธอบวมแดง ผมเลย​พยายามทำลาย​ความเงียบลงด้วยการชวนเธอคุย

"​เป็นอะไร​เหรอปราย "

"เปล่าพี่ ปรายไม่​เป็นไร" เธอตอบผม ​แต่หันหน้าออก​ไปนอกรถ ผมแอบเห็นเธอยกมือปาดน้ำตา​ที่แก้มหลายครั้ง

"มีเรื่อง​อะไร​ไม่สบายใจ​ถ้าเรื่อง​งาน ก็บอกพี่​ได้นะ" ผมพยายามพูดให้เธอสบายใจ​ทั้ง​ที่รู้ว่าไม่น่า​จะใช่เรื่อง​งาน เธอกลับร้องไห้ยิ่งกว่าเก่าอีก

"พี่เคยผิดหวัง​กับ​ความรักไหม" เธอถามผม​ทั้ง​ที่น้ำตาคลอเบ้า

ผมพยักหน้า "เคยสิ.. ปรายมีอะไร​เหรอถึง​ได้ถามอย่างนั้น​?"

"เปล่าค่ะ​ ปรายเพียง​แต่คิดว่าในโลกนี้​จะมีซักกี่คน​ที่ไม่เคยผิดหวังเรื่อง​​ความรัก" น้ำ​ที่ตาเธอเอ่อท้นออกมาอาบแก้มอีกครั้ง

"คำว่าผิดหวัง ​ใครบ้างไม่เคย มันอยู่​​ที่ว่า​ใคร​จะยอมรับ​กับ​ความผิดหวัง​ได้ช้าหรือเร็วต่างหากล่ะ" เธอไม่พูดอะไร​มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเบา ๆ​ ผมถอนหายใจ​พร้อม​กับเอนหลังพิงเบาะขณะ​ที่รถจอดติดไฟแดง

"​ถ้าปรายกล้า​ที่​จะยอมรับ​กับ​ความจริง​ที่เกิดขึ้น​ ปรายก็​จะรู้สึกเจ็บน้อย ​แต่​ถ้าปรายยังหลอกตัวเองว่า​เขายังรักเราอยู่​ ปรายก็​จะเจ็บมาก ​และเจ็บนาน" เธอนั่งนิ่งน้ำตาไหลอาบแก้มตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าเธอ​กำลังคิดอะไร​อยู่​เธออาจ​จะเข้าใจในสิ่ง​ที่ผมพูด หรือไม่ก็อาจ​จะไม่​ได้รับรู้อะไร​เลย​

สัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้น​ รถเคลื่อนตัวออก​ไป ​ความเงียบเข้ามาครอบงำอีกครั้ง

"พี่วินรักแฟนพี่ไหม?" เธอถามผมหลังจาก​ที่ปล่อยให้​ความเงียบผ่านมาระยะหนึ่ง​

"รักสิ รักมากด้วย"

"น่าอิจฉาแฟนพี่นะ ปรายมันคนอาภัพ" เธอพูดพลาง​เอามือปาดน้ำตา​ที่แก้มออกแล้ว​เธอก็เล่าให้ผมฟังว่า เธอเพิ่งเลิก​กับแฟนมา สาเหตุก็​เพราะว่าแฟนเธอ​ไปมีคนใหม่ (เหมือนสาเหตุของคู่รักหลาย ๆ​ คู่) พอเธอจับ​ได้ก็เลย​กลาย​เป็นเรื่อง​ใหญ่ เท่านั้น​ยังไม่พอก่อนหน้า​ที่เธอ​จะคบ​กับผู้ชายคนนี้ ​เขามีครอบครัวมาก่อนแล้ว​​แต่ปรายเธอเองก็รู้ ​แต่ทำยังไง​ได้คนมันรัก ​เป็นเมียน้อยก็ยอม หนึ่ง​สัปดาห์ขอแค่​ได้อยู่​​กับ​เขาสักวันสองวันก็ยังดี เธอพูดก็สะอึกสะอื้นอยู่​ตลอด ผมถอนหายใจ ไม่รู้​จะทำยังไงให้เธอสบายใจ ก็​ได้​แต่รับรู้ไม่​สามารถช่วยอะไร​เธอ​ได้ เธออาจ​จะยังเด็กเกิน​ไปสำหรับเรื่อง​นี้ ​แต่​ถ้าให้เวลา​กับเธอสักหน่อย​เธออาจ​จะรู้ว่าตอนนี้เธอทำอะไร​ลง​ไป

หลังจากส่งปรายถึงบ้าน ผมก็รีบบึ่งรถกลับบ้านผมทันที ภรรยาผมโทรมาบอกว่าไม่​ต้อง​ไปรับแล้ว​ ​เพราะติดรถมา​กับแอน (​เพื่อน​ที่ทำงานเธอ ผมก็รู้จัก) ตลอดทางนึกถึงเรื่อง​ของปรายแล้ว​พลอยสลดใจ​ไปด้วย ​ความรักมันมีอะไร​หลายอย่างแฝงอยู่​ในตัว มี​ทั้งสุข ​ทั้งเศร้า ชีวิตคู่ก็เหมือนกัน อย่าลืมว่าคน​ที่ตกลงปลงใจ​แต่งงานกัน นั่นหมายถึง​ความรักมันสุกงอมเต็ม​ที่ ​และอิ่มตัวแล้ว​ ​ถ้าเราไม่คอยเติมรักให้กัน​และกันอยู่​ตลอด สักวันมันก็คงหมด​และเหือดแห้ง​ไปใน​ที่สุด แล้ว​วันนั้น​มัน​คือวัน​ที่แย่​ที่สุดของคำว่าครอบครัว

ก่อนถึงบ้านจอดรถแวะซื้อของบางอย่าง​ไปฝากเธอด้วย ​เพราะวันนี้​เป็นวันพิเศษ ผมไม่ลืมหรอกว่ามัน​เป็นวันครบรอบวัน​แต่งงานของเรา ท้องเริ่มหิวผมชักไม่อยาก​ไปกินข้าวนอกบ้านแล้ว​สิ วันนี้อยากลองกินฝีมือของ​ใครบางคน​ที่บ้านกันสองคนอีกสักครั้ง...​มันคง​จะอร่อยน่าดู



*******************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-853 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง เติมใจให้รัก
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๕๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3554 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 27 มี.ค. 2548, 19.26 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เมย์ [C-11271 ], [125.24.181.162]
เมื่อวันที่ : 23 มี.ค. 2550, 09.37 น.

-banned-ทำงัยถึงหุบคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ผักบุ้ง [C-19083 ], [180.183.84.80]
เมื่อวันที่ : 16 พ.ย. 2557, 16.06 น.

โรแมนติกดีค่ะ​ น่ารักดี

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น