นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๘
......
ค่ำคืนอันหนาวเหน็บกลางเดือนธันวาคม สายลมพัดโชยแผ่วเย็น ​ใครหลาย ๆ​ คนคงซุกตัวอยู่​ใต้ผ้าห่มผืนหนาอันอบอุ่น คงไม่มี​ใครหรอก​ที่​จะออกมาสัมผัส​กับ​ความเย็นเยือก มัน​เป็นคืนเดือนเพ็ญ​ที่เงียบเหงาว่างเปล่า เสียงหริ่งหรีดเรไรแมลงกลางคืน​ที่เคยร่ำร้องวันนี้เหมือน​กับว่าพวกมันแอบหลบ​ความหนาวเย็น​ไปนอนอย่างไม่ไยดี

เงาตะคุ่ม ๆ​ เดินป้วนเปี้ยนอยู่​ข้างเล้าไก่​ที่อยู่​ห่างจากตัวเรือนไม่กี่ก้าว แสงของดวงจันทร์ทำให้เห็นร่างของมันเพียงลาง ๆ​ มันเดินวนเวียนอยู่​หลายรอบ มองซ้ายมองขวาก่อน​ที่มัน​จะมุดตัวเข้า​ไปในเล้าไก่อย่างรวดเร็ว​และชำนาญ ใช่!.มันไม่ใช่ครั้งแรกของมัน​ที่ทำเช่นนี้ หลายต่อหลายครั้ง มัน​ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็พาร่างของมันออกมาจากเล้าไก่ก่อน​ที่​จะหลบหาย​ไป​กับ​ความมืด

"ยาย ยาย! " เสียงใส ๆ​ ของเด็กหญิงตะโกนเสียงดังในตอนเช้า​ตรู่

หญิงชราเดินมา​ที่เล้าไก่ สายตามองผ่านกรงไม้ไผ่เข้า​ไปเห็นเปลือกไข่สองฟองแตกกระจาย นางส่ายหน้า​ไปมา

"มันมากินอีกแล้ว​รึ" นางพึมพำ

"ยายแล้ว​วันนี้เรา​จะกินอะไร​จ๊ะ​" หลานสาวมองหน้าทำตาใส

"ในครัวยังเหลือปลาแห้งสองตัว เดี๋ยวยายทำให้กิน" เด็กหญิงยิ้มแฉ่ง เดินตามหลังผู้​เป็นยายเข้า​ไปในครัว

ควันไฟลอยอ้อยอิ่งชำแรกออก​ไปตามหลังคา เสียงไอจากในครัวดัง​เป็นระยะ ๆ​ หญิงชราง่วนอยู่​​กับอาหารมื้อเช้า​ปลาแห้งสองตัว​ที่เหลือจาก​เมื่อวาน นางตั้งใจว่าเช้า​นี้​จะ​เอาไข่จากไก่​ที่นางเลี้ยงไว้มาทำ​เป็นอาหารเช้า​ให้หลานสาว​ได้กิน ​แต่มันก็เหมือน​กับทุก ๆ​ วัน พอตอนเช้า​มันเหลือ​แต่เปลือกไว้ นางนึกแค้นเจ้าหัวขโมย พรุ่งนี้​ถ้านางไม่ทำอะไร​สักอย่างมันก็หมายถึงนาง​และหลานสาวคงไม่มีอะไร​​จะกินกัน

ปลาแห้งทอดเล็ก ๆ​ สองตัว​กับน้ำพริก ​แต่ดูเหมือนว่าเด็กหญิง​จะเอร็ดอร่อย​กับมันเหลือเกิน หญิงชรามองดูหลานสาวแล้ว​อดสงสารไม่​ได้ นี่​ถ้าแม่มันไม่ตายจาก​ไปเสียก่อนป่านนี้มันคงไม่อดอยากเหมือนอยู่​​กับแก ​เพราะแม่มันยังคงมีเรี่ยวมีแรงพอ​จะหาเลี้ยงมัน​ได้บ้าง ไม่เหมือน​กับแก​ที่เรี่ยวแรงเริ่มถดถอยด้วยวัยชรา เดินเหิน​ไปมาก็ยากลำบากไม่เหมือน​เมื่อก่อน ​ถ้าไม่​ได้​เพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือป่านนี้แก​กับหลานสาวคงอดตายกัน​พอดี ​ส่วนพ่อมันนะรึ​แม้​แต่หน้าแกยังไม่เคยเห็น​เพราะหลังจาก​ที่แม่มันกลับจากกรุงเทพฯ มันก็อุ้มท้องกลับมา ​และมันไม่ใช่เวลา​ที่​จะมานึกโทษหรือโกรธ​ใครในตอนนี้ ​เพราะยังไงซะนี่ก็​เป็นหลานแท้ ๆ​ ของแก ​และแก​จะ​ต้องเลี้ยง​ไปเท่า​ที่เรี่ยวแรงของแกยังมี

"ยายไม่กินหรือจ๊ะ​" เด็กหญิงถาม​เมื่อเห็นยายนั่งเงียบ

"ข้ายังไม่หิวหรอก เอ็งกิน​ไปเถอะ"

"ปลาเหลือตั้งเยอะ เพิ่งกิน​ไปแค่ครึ่งตัวเอง"

"เอ็งไม่​ต้องห่วงข้าหรอก กินเยอะ ๆ​ ​จะ​ได้โตเร็ว ๆ​"

"ยาย" เด็กหญิงขยับตัวเข้าใกล้ ๆ​

"หือ..อะไร​ของเอ็ง"

"​ถ้าปลาหมดแล้ว​พรุ่งนี้เรา​จะกินอะไร​จ๊ะ​"

นางอึกอักไม่พูดอะไร​ ใช่! ปลา​ที่​เพื่อนบ้านให้มามันเหลืออยู่​แค่นี้แล้ว​พรุ่งนี้นาง​กับหลานสาว​จะกินอะไร​กัน คืนนี้นางคง​ต้อง​ไปดักเจ้าหัวขโมย​ที่มากินไข่ในเล้าให้​ได้ นางมองดูข้าว​ที่อยู่​ในหม้อมันก็เหลือน้อยเต็มที อย่างมากมันก็แค่​จะยืดชีวิตแก​กับหลานสาว​ได้แค่เย็นนี้ แล้ว​พรุ่งนี้คงไม่มีข้าวกินแน่ ลำพังแกพอทน​ได้​เพราะกินไม่กินเดี๋ยวไม่นานก็ตาย ​แต่หลานสาวนี้สิ มันยังเด็กนัก

มอง​ไป​ที่เล้าไก่คง​ต้อง​เอา​ไปแลกข้าว​กับ​เพื่อนบ้านตัวหนึ่ง​มันคง​ได้หลายมื้ออยู่​ แล้ว​เหลือไว้ตัวหนึ่ง​เลี้ยงไว้กินไข่ อย่างน้อย ๆ​ มันก็ไม่หมดหนทางเสียทีเดียว ​แต่แก​ต้องสะดุ้ง​เมื่อมีเสียงเรียกมาจากหน้าบ้าน

"ยายจันทร์ ยายจันทร์อยู่​มั้ย?"

นางมอง​ไปยังต้นเสียง เห็นผู้ใหญ่ยืนอยู่​

"อ้าว!..ผู้ใหญ่มีธุระอะไร​รึ ขึ้น​มาบนเรือนก่อนสิ" ร่างอ้วน ๆ​ มีผ้าขาวม้าคาดไว้​ที่เอวเดินอุ้ยอ้ายขึ้น​มาบนเรือน

"ไม่มีอะไร​มากหรอก แค่อยาก​จะมาขอ​ความช่วยเหลือน่ะ"

"ช่วยเหลืออะไร​รึผู้ใหญ่ คนแก่ ๆ​ อย่างฉัน​จะพอช่วยเหลือ​ใคร​ได้"

"​คืออย่างนี้ยายจันทร์ ทางการ​เขา​จะมาเยี่ยมดู​ความ​เป็นอยู่​ของหมู่บ้านเรา ก็คล้าย ๆ​ การสัมมนานอกพื้น​ที่อะไร​ทำนองนั้น​แหละ​"

"ไอ้สัมมนง สัมมนาอะไร​เนี้ยฉันไม่รู้หรอก แล้ว​ยังไงต่อรึผู้ใหญ่" หญิงชราถาม

ผู้ใหญ่​เอามือลูบคางเบา ๆ​ "ทีนี้เรา​ต้องเตรียมการต้อนรับ ​เพราะผู้​ที่มาเยี่ยมตำแหน่งใหญ่โต​ทั้งนั้น​ ไหน​จะนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะครูอีกหลายสิบคน ครูใหญ่จึงออก​ความคิดเห็นให้เราเตรียมการต้อนรับ ให้สม​กับ​เป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่าง ​เพราะมันหมายถึง​เป็นหน้า​เป็นตาของหมู่บ้านของเราด้วย เราจึงตกลงกันว่า​จะให้ชาวบ้านช่วยกัน ​ใครมีข้าว ​ใครมีปลาอะไร​ก็ช่วย ๆ​ กัน"

"อย่าว่าฉันออกตัวเลย​นะผู้ใหญ่ แค่ลำพัง​จะกิน​กับหลานก็ลำบากแล้ว​"

"อืมห์.." ผู้ใหญ่ทำสีหน้าครุ่นคิด "ฉันเข้าใจยายจันทร์นะ ​แต่ว่าในหมู่บ้านนี้​เขาก็ช่วยกันทุกครัวเรือน ​ถ้า​ใครรู้ว่าบ้านของยายไม่​ได้ช่วยอะไร​เลย​ ชาวบ้าน​จะคิดว่ายาย​เป็นคนยังไงล่ะ"

หญิงชรานั่งเงียบ มองดูข้าวของในบ้านมัน​จะมีอะไร​มาพอช่วยพวก​เขา​ได้ นางนึกยังไงก็นึกไม่ออก ลำพังนาง​จะหากิน​ไปวัน ๆ​ ยังลำบาก นางนึกพาล​ไปถึง 'พวก​เขา' ​ที่ผู้ใหญ่พูดถึง นางไม่รู้ว่านางเคย​ได้รับ​ความช่วยเหลือจากพวก​เขาบ้าง กลับ​เป็นชาวบ้าน​ที่หาเช้า​กินค่ำต่างหาก​ที่​ต้องเจียดข้าวเจียดปลาอาหาร​เพื่อ​ไปเลี้ยงพวก​เขาให้กินอิ่มหนำ สำราญ สังสรรค์ รื่นเริง

นางไม่อยากนึก​ไปถึงไก่ในเล้าสองตัวนั้น​เลย​ ​เพราะตัวหนึ่ง​มันหมายถึงข้าวสารหลายมื้อ อีกตัวหนึ่ง​หมายถึงไข่​ที่ออกมา​จะ​ได้ทำ​เป็นอาหาร​เพื่อต่อชีวิตนาง​และหลานสาว ​แต่ทำยังไง​ได้​เมื่อผู้ใหญ่ขอร้องมานางคงปฎิเสธไม่​ได้ ​เพราะสังคมมันถูกตีกรอบไว้เช่นนี้ การออกนอกกรอบมันไม่​เป็นผลดีเลย​ มิหนำซ้ำอาจถูกสังคมมองในแง่ลบอีกต่างหาก

"ฉันมีไก่อยู่​ในเล้าสองตัว ฉันคงให้ผู้ใหญ่​ได้แค่ตัวเดียว" หญิงชราตัดสินใจเอ่ยขึ้น​หลังจาก​ที่เงียบ​ไปนาน

ผู้ใหญ่ยิ้ม​ที่มุมปากนิดหนึ่ง​ "ทำไมไม่ให้​ทั้งสองตัวเลย​ล่ะ มันเคยอยู่​สองตัวพอจับแยกกันมันอาจเหงาตายก็​ได้"

"ฉัน​จะเลี้ยงไว้กินไข่มันผู้ใหญ่ มัน​เป็นสิ่งเดียว​ที่พอ​จะทำให้ฉัน​กับหลานไม่อดตาย"

"​เอายังงั้นก็​ได้ ไหนล่ะเล้าไก่อยู่​ไหน ฉัน​จะ​ไปจับ?" ผู้ใหญ่ถามพลางลุกขึ้น​ มองซ้ายมองขวาหา

หญิงชรามองดูผู้ใหญ่จับไก่ เสียงร้องกระโต๊กกระต๊ากดังลั่น​ไปทั่วเล้า ไม่นานขา​ทั้งสองข้างของมันก็ถูกพันธนาการด้วยเชือก แล้ว​ถูกหิ้วเดินออก​ไป หญิงชรามองตามหลังผู้ใหญ่จนลับตา​ไป

นางเดินเข้า​ไปใกล้ ๆ​ เล้าไก่มองเห็นไก่เหลืออยู่​ตัวเดียวรู้สึกใจหาย มันเคยอยู่​​กับแกก็นานพอดู มันมองหน้านาง ทำหน้าเลิ่กลักเหมือน​กับมัน​จะถามว่า​เพื่อนของมันอีกตัว​ไปอยู่​​ที่แห่งหนใด

"ยาย เราเหลือไก่แค่ตัวเดียวแล้ว​ใช่มั้ย" เด็กหญิงเดินเข้ามาจับแขนยาย

"อื้อ..อีกตัวหนึ่ง​มัน​ไป​เป็นอาหาร​เป็น​กับแกล้มของพวก​เขาแล้ว​"

"​ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ก็มีไข่แค่ฟองเดียวใช่ไหมจ๊ะ​ยาย งั้นเราแบ่งกันคนละครึ่งนะ" เด็กหญิงพูด​ไปซื่อ ๆ​ ​ทว่ามันกลับ​ไปทำให้น้ำตาของนางคลอเบ้า นาง​ต้องเบือนหน้าหนีไม่อยากให้หลานสาวเห็น ก่อน​ที่​จะพูดกลบเกลื่อน

"​จะแบ่งกัน​ได้ยังไง เรายังจับหัวขโมยไม่​ได้เลย​ เดี๋ยวเย็นนี้เรามาดักจับเจ้าหัวขโมยด้วยกัน"

ตกเย็นนางตั้งใจ​จะจับหัวขโมยให้​ได้ นางซุ่มดักรออยู่​ข้าง ๆ​ เล้าไก่จนดึกดื่น อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ​ นางห่อตัวกอดอก ท่อนไม้ขนาดเขื่องวางไว้ข้างตัว ตะเกียงน้ำมันถูกดับไว้ มองออก​ไปรอบ ๆ​ พอเห็นใบไม้โบกไสว ​เพราะไม่ใช่คืนเดือนแรม แล้ว​ไม่นานสิ่ง​ที่นางรอคอยก็มาถึง เงาตะคุ่มเดินวนเวียนอยู่​ข้างเล้าไก่​ไปมา นางพยายามเพ่งมองมันอย่างไม่ให้คลาดสายตา มือคว้า​ไปจับท่อนไม้​ที่วางอยู่​ข้างตัวกำไว้ในมือแน่น นางค่อย ๆ​ ย่องเข้า​ไปใกล้ ๆ​ ท่อนไม้ฟาดลง​ที่หลังของมันสุดแรง ​และ​กำลัง​จะฟาดซ้ำลง​ไปอีก

"ยาย ยาย! ยายอยู่​​ที่ไหน?" เสียงเล็กแหลมดังแหวกอากาศมาจากด้านหลัง ​และ​เพราะเสียงนี้เองเจ้าหัวขโมยกระโจนออก​ไปทันที หญิงชราพยายามวิ่งตาม​ไป​แต่ด้วยสังขารจึงทำให้นางไม่อาจวิ่งทัน นาง​ได้​แต่มองตามหลังเห็นมันมุดเข้า​ไปในโพรงไม้เก่า ๆ​

"ยายอยู่​นี่เอง ตื่นมาไม่เห็นยายเลย​ตามหา" เด็กหญิงพูดหน้าตาตื่น

"ก็ข้ามาจับขโมยไงล่ะ โน้นมันวิ่งหนีเข้า​ไปในโพรงโน้นแล้ว​"

นางยังคงไม่ละ​ความพยายาม จุดตะเกียงเดินเข้า​ไปหา พยายามมองหาเจ้าหัวขโมย มืออีกข้างหนึ่ง​กำท่อนไม้ไว้แน่น หลานสาวเดินย่องตามหลังเงียบ ๆ​ นางพยายามมองหาอยู่​นาน แล้ว​นางก็เห็นมันนอนอยู่​ในโพรงนั้น​ นาง​ต้องชะงักทันที​เมื่อหูของนาง​ได้ยินเสียงร้อง มัน​เป็นเสียงร้องของลูกสุนัข นาง​เอาตะเกียงส่องพยายามเพ่งมอง เห็นลูกสุนัขสามตัวยังไม่ลืมตา​กำลังนอนดูดนมของแม่มันอยู่​ มือ​ที่กำไม้ไว้แน่นค่อย ๆ​ คลายลง​และหลุดจากมือ​ไป นางนึกสงสารมันขึ้น​มาจับใจ นี่​ถ้านางตีมันตาย​ไปตั้งแต่ตอนนั้น​ แล้ว​​ใคร​จะมาเลี้ยงลูกมัน นึกถึงหลานสาวแม่มันตายมันยังมียายช่วยเลี้ยงแล้ว​นี่​ถ้าแม่มันตาย แล้ว​​ใคร​จะช่วยเลี้ยงลูกของมัน

"มันมีลูกด้วยหรือยาย" เด็กหญิงถามท่าทางตื่นเต้น

"อื้อ..สามตัว"

"มันคงหิวมากนะยายนะ"

หญิงชราถอนหายใจ มันคงพยายามทุกวิถีทาง​เพื่อ​จะมีอาหารกิน มีน้ำนมมาเลี้ยงลูกของมัน ​แม้นว่า​จะ​ต้องเสี่ยง​กับอันตรายก็ยอม นี่​เป็นหัวอกของผู้​เป็นแม่

"​ไป​เอาข้าว​ส่วนของยายมาให้มันกิน" หญิงชราบอก​กับหลานสาว

เด็กหญิงวิ่งขึ้น​​ไปบนเรือนไม่นานก็วิ่งกลับมา​พร้อม​กับจานข้าว

"ทำไมข้าวมีเยอะล่ะ ตอนหัวค่ำไม่กินรึ" นางถาม​เมื่อเห็นข้าวในจาน เด็กหญิงส่ายหน้าแล้ว​ยิ้ม

"รอกิน​กับยาย เลย​ไม่กิน ​แต่ตอนนี้สงสารแม่หมาเลย​ให้มันกินก่อนเดี๋ยวไม่มีน้ำนมให้ลูกมันกิน"

หญิงชรายิ้มกว้าง ​เอามือลูบหัวหลานสาวเบา ก่อน​ที่​จะวางจานข้าวให้แม่สุนัขตัวนั้น​กิน แล้ว​เดินจูงมือหลานขึ้น​เรือน รู้สึกอิ่ม​ทั้ง​ที่ตัวเองยังไม่​ได้กินข้าวเลย​ตั้งแต่​เมื่อวาน

 

F a c t   C a r d
Article ID A-851 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง แบ่งปัน
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๔๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-3547 ], [203.188.32.55]
เมื่อวันที่ : 26 มี.ค. 2548, 21.42 น.

สวัสดีค่ะ​ตะวันฉาย​ที่ปลายฝัน

เขียนเรื่อง​ดีมากเลย​นะคะ​ ​แต่มีบางคำคิดว่าน่า​จะแก้ไขดังนี้ค่ะ​

อเหร็ดอร่อย ​เป็น เอร็ดอร่อย

โพลง ​เป็น โพรง

มั๊ย ​เป็น มั้ย

พยาม ​เป็น พยายาม

ขอบคุณค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลูกศิษย์อาจารย์ไพฑูรย์ [C-6618 ], [203.113.71.135]
เมื่อวันที่ : 01 ม.ค. 2549, 17.52 น.

หวัดดีครับ​ ผมอ่านเรื่อง​นี้แล้ว​ก้อเขียน​ได้ดีนะ ​แต่ "แนวคิด" ของเรื่อง​นี้คุณ​ไปลอกแนวคิดจากเรื่อง​ "​คือชีวิต...​​และเลือดเนื้อ" ของ "คุณไพทูรย์ ธัญญา" ​ซึ่งเรื่อง​นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร "กะรัต" ประจำเดือนมิถุนายน 2525 ​และเรื่อง​นี้​ได้รับรางวัล "ชนะเลิศในการประกวดเรื่อง​สั้นโครงการหอสมุดครูเทพ ปี 2526" ​และยัง​เป็นหนึ่ง​ใน "รวมเรื่อง​สั้นรางวัลซีไรท์ ปี 2530" อีกด้วย

คุณนำมาดัดแปลงเนื้อหานิดหน่อย​เท่านั้น​เอง คิดเอง เขียนเองดีกว่าครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น