นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๘
รำลึกถึง York - อำลายอร์ค
pilgrim
...วันสุดท้ายใน York พวกเรา​​กำลัง​​จะจากลา York ​​ไปในบัดดล...
1 มกราคม 2003

York Minster ​และ กำแพงเมือง York ​กับบทจบของการเดินทาง​ที่ Sheffield

วันสุดท้ายของการเดินทาง ​แต่​เป็นวันแรกของปี โอ้ปีใหม่อีกแล้ว​หรือนี่ ตื่นเช้า​ ฝนเริ่มลงเม็ดฝอยๆ​ อย่าง​ที่คนอังกฤษ​เขาเรียกว่า shower ​แต่ฝน​ที่นี่ดีอย่าง มันไม่ค่อย​เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมกลางแจ้งมากนัก ผิด​กับฝน​ที่เมืองไทย​ที่ตกจั้กๆ​ แล้ว​ก็น้ำท่วมในพริบตา ​จะ​ไปไหนก็รถติดนุงนัง เดินก็กลัว​จะตกท่อ คิด​ไปคิดมา เลย​อยู่​บ้านดีกว่า คำว่าฝนตก รถติดจึง​เป็นข้ออ้างยอดฮิตของคนไทย เวลามาสาย หรือ เวลาไม่อยาก​ไปทำงาน นายเรา​ที่ทำงานเคยแซวลูกน้องยามมาสาย แล้ว​อ้างฝนตกว่า "ทำไมจ๊ะ​ กลัวละลายเหรอ" (แบบหยิกแกมหยอกน่ะนะ)
​แต่ฝน​ที่ York นั้น​ ตกพอประมาณ ทำให้นักท่องเ​ที่ยวหัวหกก้นขวิด อย่างพวกเรายังพอ​จะออก​ไปเดินเ​ที่ยว​ได้บ้าง จุดหมายหลักในวันนี้ ​คือ highlight ของ York ​ได้แก่ York Minster นั่นเอง

จุดเริ่มต้นของ York Minster



ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ณ บริเวณมหาวิหาร York ในปัจจุบัน ​แต่ดั้งเดิมนั้น​ ก็​คือป้อมปราการของชาวโรมัน​ที่ม ยึดครองอังกฤษตอนเหนือในครั้งนั้น​ ​เมื่อชาวโรมันล่าถอยออก​ไป จากป้อมปราการก็กลับกลายมา​เป็นโบสถ์ ​และกลาย​เป็นรากฐานทางอารยธรรมว่า York ​คือดินแดน​ที่ศาสนาคริสต์เจริญรุ่งเรืองมา​แต่ยุคโบราณ

ดั้งเดิมมา สิ่งก่อสร้าง​ทั้งหลายของ York Minster ล้วน​แต่​เป็นไม้ ​แต่​ต่อมาประมาณปี ค.ศ. 632 ​ได้มีการสร้างด้วยหิน​เพื่อให้แข็งแรงทนทานยิ่งขึ้น​ จากนั้น​ ก็มีการตกแต่ง ต่อเติม ประดับประดาเรื่อยมา มหาวิหาร York แห่งนี้เริ่มเจริญสูงสุด ก็ในสมัย​ที่พวกไวกิ้งส์เข้ามายึดครอง York ​เพราะ York เริ่มกลาย​เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขาย โบสถ์ก็กลาย​เป็นศูนย์กลางของผู้คน​ที่ศรัทธาใน​พระเจ้ามาชุมนุมกัน

มหาวิหาร York นั้น​ ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเช่นเดียว​กับตัวเมือง York เช่นกัน ​เนื่องจากในสมัยโบราณนั้น​ เรื่อง​ของศาสนา การเมือง ​และ อำนาจดูเหมือน​จะ​เป็นสิ่ง​ที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง จึงมีหลายครั้ง​ที่มหาวิหาร York ถูกทำลายลง​เพื่อ​เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายขุมอำนาจเก่า ​และสถาปนากลุ่มอำนาจใหม่ขึ้น​มาแทน

จุดเด่นของมหาวิหาร York นอกจาก​ความยิ่งใหญ่อลังการแล้ว​ ​ได้แก่ การประดับตกแต่งภายในด้วยบานหน้าต่างกระจกสี ภาพในบานหน้าต่างกระจกสีนั้น​ ก็แสดงถึงเรื่อง​ราวทางศาสนา นักบุญ ​และสัญลักษณ์ต่างๆ​ ​โดยเฉพาะบริเวณ​ที่เรียกว่า Chapter House นั้น​ ประกอบด้วยบานหน้าต่างถึง 7 บาน แสดงเรื่อง​ราวของ​พระเยซู​และนักบุญต่างๆ​อีกเช่นกัน ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า การ​เป็นมหาวิหารของเมือง​ที่​ได้ชื่อว่า​เป็นเมืองหลวงอีกแห่งหนึ่ง​ของอังกฤษ ทำให้ศาสนา​และการเมืองไม่​สามารถแยกออกจากกัน​ได้

การตกแต่งมหาวิหาร York จึงมั่งคั่งตามยุคสมัย อู้ฟู่​ไปตามรสนิยมของ​พระหรือนักบวช ในสมัยนั้น​ หรือบางครั้งก็ถูกทำลาย ​เนื่องจาก​ความขัดแย้ง​ระหว่างนิกาย Catholic ​กับ Protestant ​และ หลายครั้ง​ที่ถูกไฟเผาไหม้ทำลาย​ความงาม อัน​เนื่องมาจากมีคนบ้ามาจุดไฟเผาบ้าง เหตุสุดวิสัยตามธรรมชาติบ้าง ผู้มีจิตศรัทธาก็​ต้องบริจาคช่วยบูรณะกัน​ไป มากบ้างน้อยบ้างตามอัธยาศัย

กล่าวกันว่า ด้วย​ความ​เป็นมหาวิหารใหญ่ยิ่งอลังการ ลำพังแค่ค่าดูแลรักษา ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็มิใช่น้อย เงิน​ที่​ได้มา​ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้ประสงค์​จะออกเงินด้วยจิตศรัทธา (​แต่ประสงค์​จะออกนามด้วยหรือเปล่านี่ ไม่รู้แฮะ) ​ที่เดินทางมาเยี่ยมชมใน​แต่ละปี​ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย

ปี ค.ศ. 1984 มหาวิหารถูกไฟไหม้อีก​เป็นครั้ง​ที่สาม ​เนื่องจากฟ้าผ่า ทำให้​ต้องหมดเงิน​ไป​กับการซ่อมแซม​เป็นจำนวนมหาศาลเช่นกัน​และ ​ใช้เวลาซ่อมนานหลายปีกว่า​จะกลับคืนดีเหมือนเดิม

พวกเรา​ใช้เวลาเดินชมในมหาวิหารกันจนฉ่ำใจ ปกติ​ถ้า​เป็นวันอื่น ​เขาเก็บค่าเข้าชม ​แต่​พอดีวันนั้น​​เป็นวันปีใหม่ ​เขามีบริการทางศาสนา ให้แก่คริสตศาสนิกชน จึงเปิดฟรีให้ทุกคนเข้า​ไปชม​ได้ (โชคดี...​แฺฮ่ะ...​แฺฮ่ัะ) บรรยากาศในมหาวิหารดูเวิ้งว้าง​และเย็นยะเยือก ​โดยเฉพาะการ​ที่เรามาเ​ที่ยวหน้าหนาว คิดดู​เอาแล้ว​กันว่า​จะเย็นสะท้านปานไหน (​แต่​โดยปกติ York ​ซึ่งอยู่​ทางตอนเหนือของอังกฤษก็ค่อนข้างหนาวเย็น​ทั้งปี หลังจากนั้น​ เราเคย​ไปเ​ที่ยว York อีกหนตอนหน้าร้อน ปรากฏว่า ก็ยังสั่นสะท้าน​ไป​กับลมหนาวกลางแดดเปรี้ยง ไม่ว่า​จะเดิน​ไปตามซอกมุมไหนมันหนาวเย็น​ไปหมด นั่งรถ sightseeing ก็​ทั้งหนาว​ทั้งลมแรง ใน​ที่สุดเลย​เข้าห้าง shopping ​เพื่อหา​ความอบอุ่นซะเลย​)

กำแพงเมือง York

วันขึ้น​ปีใหม่วันนั้น​ ฝนพรำ​ทั้งวัน พวกเราจึง​ต้องถ่ายรูปมหาวิหาร York กันท่ามกลางละอองฝน​และท้องฟ้ามัวซัว



หลังจากนั้น​ เราก็มุ่งหน้าเดินสู่กำแพงเมือง York ​ซึ่งไม่ไกลจาก​ที่พักของเรานัก ป่ายปีนขึ้น​​ไปเดินบนกำแพง​และเชิงเทินท่ามกลางสายฝนอีกเช่นเคย

กำแพงเมือง York จัด​ได้ว่ายังคง​ความสมบูรณ์​เป็นระยะทางค่อนข้างยาวกว่ากำแพงเมืองไหนๆ​ในอังกฤษ ​และบางช่วงของกำแพง เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโรมันเสียด้วยซ้ำ พวกโรมัน​ได้มาสร้างป้อมปราการขึ้น​​เป็นอันดับแรก จากนั้น​ก็เริ่มสร้างบ้านแปลงเมืองกันรอบๆ​ ป้อมปราการนั้น​จนขยายใหญ่โต แล้ว​จึงสร้างกำแพงล้อมรอบ​ทั้งป้อมปราการ​และบ้านเรือนอีกชั้นหนึ่ง​

​แต่​ส่วนใหญ่ของกำแพง​ที่ยังคงสภาพอยู่​นั้น​ มี​ความเก่าแก่ย้อนหลัง​ไป​ได้ในราวศตวรรษ​ที่ 12 ถึง 14 ​ซึ่งบางช่วงมีการซ่อมแซมในสมัย​พระราชินีวิคตอเรีย ​แต่ละด้านของกำแพงมีประตูเมืองหลักๆ​​ที่​เป็นทางเข้าออก ​ได้แก่ Bootham Bar, Monk Bar, Walmgate Bar ​และ Micklegate Bar ​ที่เรียกว่า บาร์นี้ ไม่​ได้หมาย​ความ พลเมือง York ล้วน​แต่ขี้เมา ถึงขนาดมีบาร์ตั้งดักไว้ทุกประตูเมืองนะ ​แต่คำว่า "บาร์" ใน​ที่นี้หมายถึงเหล็กกั้นประตู​ที่​ใช้สำหรับเปิดให้ผู้คนสัญจรเข้าออก แถมบางยุคสมัย ​ใคร​จะผ่านเข้าผ่านออก ก็มีการตั้งด่านรีดไถ เอ๊ย! เก็บเงินค่าผ่าน (เปรียบ​ได้​กับการเก็บค่าทางด่วนแบบบ้านเราเสียละกระมัง)

ประตู​ที่มี​ความสำคัญ​ที่สุด เห็น​จะ​ได้แก่ Micklegate Bar ​เพราะถือ​เป็นประตูสำหรับกษัตริย์​และราชินีผ่านในสมัยก่อน พวกเราเวลา​จะเข้าออกเมือง York ​เพื่อ​ไปสถานีรถไฟก็เดินลอดประตูนี้กัน ​เพราะตอนนี้​ใครๆ​ก็ผ่าน​ได้​ทั้งนั้น​ เหนือประตูขึ้น​​ไป​เป็นซุ้ม​ซึ่ง​ใช้สำหรับ​เป็นป้อมยามในสมัยโบราณ (ทุกวันนี้มี​แต่ป้อม ไม่มียามประจำแล้ว​จ้ะ​) จากเรื่อง​ราวในประวัติศาสตร์ ​ที่ประตูแห่งนี้ ยัง​ใช้​เป็น​ที่เสียบหัวประจานพวกนักโทษประหารด้วยข้อหากบฏภายใน​พระราชสำนักอีกด้วย ​เขาบอกว่า เสียบทิ้ง​เอาไว้อย่างนั้น​​เป็นปีๆ​เชียวนะ บรื๊อ...​ อย่างนี้คงไม่น่าเดินผ่านตอนกลางคืนแน่นอน ​แต่ตอนนี้ตามซุ้มประตูเหล่านี้ ​เขาดัดแปลงทำ​เป็นพิพิธภัณฑ์​ไปแล้ว​จ้ะ​ ​โดยเฉพาะ​ที่ Micklegate Bar ​กับ Monk Bar ​เพราะฉะนั้น​ จึงคลาย​ความสยองขวัญ​ไปเยอะ

​ความจริงแล้ว​ กำแพงเมือง York บาง​ส่วนน่า​จะยังคง​ความเก่าแก่มากกว่านี้ ​แต่​เนื่องมาจากยุคหนึ่ง​ ช่วงปี ค.ศ. 1800 มีผู้ประสงค์​จะออกนามว่า​เป็นกลุ่ม The Corporation of York พวกแกบอกว่าแกหวังดี ​แต่มันดูเหมือน​เป็น​ความหวังร้าย แกเกิดอุตริทุบกำแพงทิ้งขึ้น​มา ​โดยอ้างว่า มันเก่าทรุดโทรม เก็บไว้ก็มี​แต่เปลืองเงินค่าดูแลรักษา ดังนั้น​​จะเก็บไว้ทำซากอะไร​ ทุบมันทิ้งให้สะใจเสียดีกว่า มิไย​จะมีเสียงคัดค้าน พวกคนกลุ่มนี้ก็หาฟังไม่ ยังตะบี้ตะบันทุบมันเสียจนป้อม​ทั้ง 3 ด้านพังยับ แถม พังซุ้มประตู​ไปอีก 4 ซุ้ม ผลปรากฏ​คือ ชนรุ่นหลัง​ต้องมานั่งสร้าง ซ่อมแซมขึ้น​มาใหม่ แล้ว​ก็มานั่งชมของใหม่กัน แทน​ที่​จะมีของเก่า ของแท้เก็บไว้ดู​เป็นบุญตา

​แต่ ​เอาละ ถึง​แม้บาง​ส่วน​จะ​เป็นกำแพง​ที่ผ่านการซ่อมสร้างขึ้น​มาใหม่ ​แต่ทุกวันนี้ กำแพงเมือง York ก็ยังโดดเด่น สะดุดตา ท้าทายสองขานักท่องเ​ที่ยวให้ขึ้น​​ไปเยี่ยมชม ​เขาบอกว่า พวก​ที่เดินอยู่​บนกำแพง​ทั้งหลายนั้น​ ไม่ใช่มี​แต่นักท่องเ​ที่ยวต่างถิ่นนะ พลเมือง York เอง ​เขาก็ชอบขึ้น​​ไปเดินออก​กำลังกัน ​ถ้า​เป็นวันอากาศดีๆ​ ก็น่าเดินอยู่​หรอก ​แต่วัน​ที่กลุ่มพวกเรา​ไปนั้น​ ฝนฟ้า ช่างไม่​เป็นใจ อย่าว่า​แต่​จะ​ได้เดินกระทบไหล่​กับชาว York บนกำแพงเลย​ ​แม้​แต่นักท่องเ​ที่ยวก็มี​แต่พวกเรากลุ่มเดียวเท่านั้น​ ​ที่บ้าบิ่น (ตามเคย) เดินชมกำแพงเมืองยามฝนพรำ โอ้ ​จะหา​ใครใจถึง​และมีใจรักในการท่องเ​ที่ยว​ได้อย่างนี้ ​ที่ไหน ทุกวันนี้ ยังนั่งคิดถึงน้องๆ​ทุกคนอยู่​เสมอ...​

ลงจากกำแพงเมือง เราก็เดินย่ำฝน​ไปหาอาหารกลางวันรับประทานกัน มื้อสุดท้าย​ที่ York พวกเราตกลงใจเลือกเข้าร้านอาหารจีนกัน ​เพราะเริ่มคิดถึงรสชาติอาหาร​ที่ใกล้เคียง​กับอาหารไทย ​ส่วนใหญ่เวลา​ไปเ​ที่ยว เรามัก​จะเลือกเข้าร้านอาหารจีน มากกว่า ​เพราะราคาค่ากิน​จะถูกกว่าร้านอาหารไทย แถมยังมีอาหารหลายประเภทให้เลือก​เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ก็มี ​ที่สำคัญมีข้าว มีก๋วยเตี๋ยวให้กิน รสชาติก็ไม่แตกต่างกันนัก เท่านี้ก็พอ​จะชดเชยกัน​ได้แล้ว​

ร้านอาหารจีน​ที่ York ​ที่พวกเราเลือกเข้า ชื่อร้าน Willow ​เขาก็จัด​เป็นบุฟเฟ่ต์ มีของว่างให้กินเล่นหลายอย่างเหมือนกัน เช่น พวกไก่ทอด เกี๊ยวทอด ​และอะไร​ๆ​ชุบแป้งทอดอีกหลายอย่าง มีข้าวสวย มีข้าวผัดให้เลือก แถมยังมีก๋วยเตี๋ยวผัด ผัดผัก อีกมากมาย​หลายรายการ พวกเราก็เลย​กินกันเสียอิ่ม ​โดยเฉพาะคุณน้องผู้ชาย​ทั้งสองคน จากนั้น​ งานเลี้ยงก็เลิกรา พวกเราจึงเดินกลับ หยอกเย้าโฮเต็ล ​เพื่อลากกระเป๋า​ไปสถานีรถไฟ จำใจ จำลา York ​ไปในบัดดล...​

ยังไม่จบนะจ๊ะ​ ตอนหน้าแถม Sheffield ให้อีกหน่อย​จ้ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-848 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง รำลึกถึง York - อำลายอร์ค
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๙๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3497 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 24 มี.ค. 2548, 21.36 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ป้าแก่ [C-3514 ], [61.90.48.36]
เมื่อวันที่ : 25 มี.ค. 2548, 17.08 น.


น้องพิลกริม ​จะแถมเยอะๆ​ ก็​ได้นะ ไม่ว่ากันหรอก เรื่อง​นี้ของปี 2003
นี่นา อย่างนี้ก็เขียน​ได้อีกหลายปีสิจ๊ะ​

แล้ว​ป้า​จะคอยตามอ่านตอนต่อ​ไป ​และ​เป็น​กำลังใจให้ด้วยนะจ๊ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น