นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
----- เลี้ยงหมาไหมแม่? -------
SONG-982
...ตีพิมพ์ครั้งแรกในรวมเรื่อง​​สั้นชุด "​​เพราะมีแม่ในวันนั้น​​ จึงมีฉันในวันนี้" สนพ.บ้านโกสินทร์
ตุลาคม 2549...
นางจินดา​เป็นแม่ค้าขายปลาดุกย่างน้ำปลาหวานยอดสะเดาในตลาดนี้มานาน ​ถ้า​จะนับกันให้ถ้วนถี่ก็​จะชนขวบปี​ที่สิบห้าอยู่​อีกไม่กี่วัน ด้วยรสมือ​และน้ำคำคะ​ขานั้น​เอง​ที่ทำให้ลูกค้าไม่เคยห่างหาย หาก​จะพิศดูให้ดีรูปร่าง​และหน้าตาก็คง​จะ​เป็นเครื่องช่วยเรียกลูกค้า​ได้อีก​ส่วนหนึ่ง​ ​เพราะภายใต้ร่องรอยแห่งตรากตรำนั่น เงาร่างของคนเคยสวยยังคงประทับเฝ้าแฝงอยู่​ไม่รู้คลาย

นางสาวจิตดีผู้​เป็นลูก เพิ่งทำบัตรประชาชนมา​ได้ไม่ถึงสามเดือน เธอ​เป็นคนรักเรียนพอๆ​ ​กับรักอาชีพของผู้​เป็นมารดา หัดการงานของแม่มา​ได้​แต่น้อย ​เมื่อยังเล็กกว่านี้ก็ช่วยหุงหาดูแลห้องหับ พอโตขึ้น​จนรู้​ความ​และชำนาญพอ ก็ช่วยแม่ทำปลาหมักปลา เคี่ยวน้ำปลา ซอยพริกซอยหอม กระทั่งลวกสะเดาให้กรุบกรอบ​กำลังดีก็ทำ​ได้ สองปีหลังนางจินดาจึง​ได้ผ่อนแรงลง​ไปอีกมาก

ตลอดมาสองแม่ลูกไม่เคยพูดเรื่อง​ของพ่อ ​เมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่เคยซักถามหรือทำท่าว่า​จะ​เป็นปมด้อยนางก็เฉยเสีย ยินดี​ที่ลูก​เป็นคนรู้อยู่​​และไม่เห็นว่าการ​ที่จิตดีไม่เคยเรียกร้องร่ำหาผู้​เป็นพ่อนั้น​​เป็นเรื่อง​ผิดปกติ

จิตดีใกล้​เป็นสาวเต็มที ตอน​ที่แม่เข้ามาเปรยๆ​ เรื่อง​ของพ่อ ว่าครอบครัวลองขาดพ่อบ้านเสียคนหนึ่ง​ ก็เหมือนขาดหัวเรือใหญ่ ถึงแม่​จะคอย​เป็นหางเสือคัดท้ายซ้ายขวา​ได้ดีอย่างไร มันก็เหมือน​กับพายเรือทวนน้ำ ​ทั้งหนักแรงหนักใจ หมดแรง​เมื่อไร​ทั้งชีวิตก็คงไหลลง​ไปตามกระแสกรรม

วันนั้น​ลูกสาว​กำลังเลือกกุ้งแห้งตัวใหญ่พิเศษไว้โรยหน้าน้ำปลาหวาน เธอไม่​ได้ออก​ความคิดเห็นเรื่อง​พ่อ เรื่อง​เรือ หรือว่าเรื่อง​หางเสือ เพียง​แต่เงยหน้าขึ้น​มองหน้าแม่แล้ว​เอ่ยปากขอคำปรึกษาอย่างเคย

"เลี้ยงหมาสักตัวดีไหมล่ะแม่ ตอนฉัน​ไปโรงเรียน เ​ที่ยงๆ​ แม่ไม่อยู่​บ้าน​จะ​ได้ไม่​ต้องคอยห่วงคอยระแวง"

นางจินดาร้องเพ้ยคำหนึ่ง​ ไม่รู้​เพราะถูกขัดคอเรื่อง​​ที่ตน​กำลังตะล่อมพูด หรือว่าถูกขัดใจเรื่อง​​ที่ลูกสาวยังไม่เลิก​ความคิด​ที่เคยพร่ำขอมานาน

"แค่สองปากสองท้องยังแทบ​เอาตัวไม่รอด ยัง​จะริหาหมามาเลี้ยงให้มันมาอดๆ​ อยากๆ​ ​เป็นบาป​เป็นกรรม ห้องก็เล็กแคบเท่ารูหนู...​.เออ...​​ถ้ามีหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างครัวอื่น​เขาก็​จะว่า​ไปอีกอย่าง...​."

ผู้​เป็นแม่คัดท้ายคำพูดกลับมาสู่ต้นเรื่อง​​ที่สนทนาจน​ได้ ​แต่ลูกสาวก็เสออก​ไปกลับปลาดุก​ซึ่งวางย่างไว้บนเตาหน้าบ้าน นางจินดาเลื่อนกระจาดกุ้งแห้งมาเลือกต่อ ​กำลัง​จะคิดว่าอาการนิ่งเฉยของจิตดี​เป็นการยินยอม​พร้อมใจ เสียงลูกสาวก็ตะโกนลั่น

"ไอ้แมวบ้า!!...​.มาขโมยปลาอีกแล้ว​...​แม่!..แม่!...​ไอ้คอดมันพาพวกมาคาบปลา​ไปอีกแล้ว​!!!"

แล้ว​ยุทธการไล่ล่าประจำวันก็เวียนกลับมาอีกครั้ง​พร้อม​กับเสียงก่นด่าเจ้าของแมวอยู่​ปาวๆ​


ตั้งแต่นั้น​ น้าเติมบุญก็เริ่มแวะเวียนเข้ามาให้จิตดี​ได้เห็นหน้า ​เขา​เป็นรุ่นน้องนางจินดาอยู่​เกือบรอบ ผู้​ที่ชักชวนให้เข้ามาสนิทสนมถึงขั้นกินข้าวเย็นหรือบางครั้งก็ตื่นมากินข้าวเช้า​ด้วยกันนั้น​ ​แม้แม่บอก​กับลูกสาวถึง​ความดีอันมี​เป็นคุณูปการจนสุด​จะสาธยาย จิตดีก็ยังเฉยอยู่​​เพราะถือว่า​เป็น​ความสุขของแม่ พลอยดีใจ​ที่เห็นแม่ยิ้มชื่น​ได้อีกครั้ง สภาพในบ้านก็ไม่​ได้เปลี่ยนแปลง​ไปมากนัก นอกจากกลอนประตูห้อง​ส่วนตัวของจิตดี​ซึ่งแม่หาซื้อมาให้ติดแทนอันเก่า​ที่ผุกร่อน ​กับเตียงสปริงหลังใหญ่ในห้องนอนของนางจินดาเอง

นางไม่​ได้ยัดเยียดคำว่า "พ่อ" ให้จิตดีเรียกขาน​เขา เพียง​แต่ขอให้ลูกสาวเคารพ​และเกรงใจผู้ร่วมชายคาคนใหม่ตามสมควร

วัน​ที่เติมบุญย้ายเข้ามาอยู่​​เป็นเรื่อง​​เป็นราว นางจินดาก็ซื้อต่างหูห่วงทองคำคู่เล็กๆ​ ให้ลูกสาวด้วย

แรกๆ​ นางจินดา​และนายเติมบุญก็​เอาหูทวนลมเสียจากคำนินทา ชายหนุ่มทำท่าว่า​จะช่วยการทำมาค้าขาย​ได้แข็งแรงดี จน​เมื่อคำค่อนแคะ​กระแซะกระเซ้าของลูกค้าสาวน้อยสาวใหญ่ หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ไม่ยอมสร่างซา นางจินดาจึงให้สามีเก็บตัวอยู่​​แต่ในบ้าน คอยช่วยเหลือทำผักทำปลา​กับจิตดี

​แต่ด้วย​ความเคยชิน​ที่เคยจัดเคยทำอะไร​ๆ​ ตามลำพังมานาน การเข้ามาช่วยจัดหา​และ​เป็นลูกมือของน้าเติมบุญ ทำให้จิตดีรู้สึกเก้ๆ​ กังๆ​ เหมือนมีแขนขายื่นออกมาให้เกิน​ความจำ​เป็น หนักเข้าจึงเพียงมอบตำแหน่งมือย่างพ่วงด้วยยามเฝ้าปลา​ที่หน้าบ้านให้เท่านั้น​

นายเติมบุญทำหน้า​ที่ของตนด้วย​ความแข็งขัน​ทั้งกลางคืนกลางวัน ทุกวัน​เขา​จะออก​ไปช่วยนางจินดาเก็บร้านช่วยเข็นรถมาจอดแอบไว้ใต้ถุนแฟลต จิตดี​จะ​ใช้ช่วงเวลานั้น​อาบน้ำชำระร่างกายทำกิจธุระ​ส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อย​ก่อน​ที่คน​ทั้งคู่​จะกลับถึงบ้าน

นางจินดาดูมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง​และรักสวยรักงามขึ้น​กว่า​แต่ก่อนมาก จิตดีเองก็มีสุขภาพจิตดีขึ้น​​เพราะไม่​ต้องคอยห่วงพะวงกลัวพวกพลพรรคแมวโซ​ทั้งหลาย​จะมาฉกฉวยปลาดุกย่างตัวอวบอีกต่อ​ไป สภาพแฟลตของการเคหะแห่งชาติยังช่วยเก็บสุ้มเสียงต่างๆ​ ​ได้​เป็นอย่างดี จิตดีจึงมีเวลาเก็บตัวอ่านหนังสืออยู่​​แต่ในห้องมากขึ้น​

พักหลังนายเติมบุญมักบ่นว่าปวด​เมื่อยตามไขข้อ​และเส้นสาย นางจินดาไม่​ได้ตำหนิจิตดี​แต่อย่างใด​เมื่อลูกสาวปฏิเสธไม่ยอมช่วยนวดเฟ้น เช่นเดียว​กับไม่​ได้บ่นว่าหรือน้อยอกน้อยใจ​ที่​ต้องจัดการเก็บของเข้าบ้านด้วยตัวคนเดียวเหมือนอย่างครั้งไม่เคยมี​เขา

​เมื่อดูท่าว่าสมาชิกใหม่สมัครใจ​จะอยู่​โยงเฝ้าบ้านมากกว่า จิตดีจึงปล่อยให้พ่อเลี้ยงหนุ่มนั่งละเลียดอารมณ์​กับฟองเบียร์ตามสบาย ​ส่วนตนเองก็ออก​ไปช่วยแม่ขายของ​และเก็บร้าน ทุกวันนายเติมบุญ​จะยิ้มรื่นคอยเปิดประตูรับ ป้อนน้ำคำให้ภรรยาผู้​เป็นสุด​ที่รัก​ได้คลายหายเหนื่อย ​และเอ่ยชื่นชมใน​ความขยันขันแข็ง​เป็นแม่เหย้าแม่เรือนของจิตดีอยู่​เนืองๆ​

​แม้สองแม่ลูก​จะไม่​ได้ระแวงใน​ความบริสุทธิ์ใจของชายหนุ่ม ​แต่ก็ต่างเฝ้าระมัดระวังกันอยู่​ในที นางจินดาเริ่มซื้อหาเสื้อผ้า​ทั้งชั้นนอกชั้นในมาให้ลูกสาวบ่อยๆ​ ​แต่ละชุด​แต่ละชิ้นนั้น​ก็​เป็น​ที่พอใจของจิตดี ด้วยเหตุนี้​ทั้งสามจึงอยู่​ร่วมบ้านกันมา​ได้อย่าง​เป็นปกติสุข มีเพียงบางคืน​ที่เติมบุญตึง​ได้​ที่ ก็​จะออก​ความเห็นเกี่ยว​กับการ​แต่งกาย​ที่มิดชิดชวนอบอ้าวอึดอัดของลูกเลี้ยงวัยสาวขบเผาะสักคราวหนึ่ง​

​แต่แล้ว​ในวันหนึ่ง​ แมวเจ้ากรรมก็มาขโมยปลาย่าง​ไปเสีย​ได้ บาง​ส่วนตกเกลื่อนอยู่​บนพื้น ​ที่ยังค้างเตาก็เริ่มไหม้ ​เพราะถ่านในเตาไม่​ได้โรยขี้เ​ถ้าอย่าง​ที่ควร จิตดีไม่รู้​จะโทษ​ใคร​ได้ ยิ่งเห็นเติมบุญรีบวิ่งกลับขึ้น​มา​พร้อมถุงใส่ขวดเบียร์ในมือ ก็ยิ่งคร้าน​จะพูดอะไร​อีก จนคน​ที่ยืนหอบ​ต้อง​เป็นฝ่ายออกปาก

"ไอ้คอดอีกหละมั้งเนี่ย...​ไม่รู้เจ้าของมันเลี้ยงยังไงให้อดยากนัก...​."

​เขาบ่นอะไร​ต่อมิอะไร​อีกหลายคำขณะ​ที่​กำลัง​ใช้จีบต่อจีบของฝาขวดงัดง้างกันจนเปิดดื่ม​ได้ขวดหนึ่ง​

"...​..เลี้ยงหมาสักตัวไหมจิตดี ​เอาไว้ให้มันไล่ขบไอ้แมวเวรตะไรนั่นไงล่ะ"

"ดีสิน้า...​ฉันน่ะพูด​กับแม่มานานแล้ว​ ​แต่แม่ไม่เคยยอม บอกว่าแค่สองปากท้องยัง​จะเลี้ยงไม่รอด...​"

ไม่ทัน​ที่จิตดี​จะพูดจบ เต็มบุญก็ชิงตวาดเสียงขึ้น​เสียก่อน

"นี่เอ็งหาว่าข้ามาเกาะแม่เอ็งกินอย่างนั้น​เรอะวะ!!!" ​เขากร่างเข้ามาถึงตัว ดี​ที่ในมือจิตดีมีไม้เสียบปลาดุกอยู่​กำใหญ่ ไฟโมโหจึงดับลงด้วยแวว​ความรักตัวกลัวเจ็บ ลูกเลี้ยงไม่​ได้เงื้อง่าอันใดด้วยซ้ำตอนหันมาประจันหน้า ​แต่ก็ทำให้พ่อเลี้ยงผงะถอยหลัง​ไป​ได้ตอนยกมือไหว้​และกล่าวคำขออภัย

สองวันถัดนางจินดาก็เปรยขึ้น​ในวงข้าวมื้อค่ำ

"ขาประจำ​เขามาว่าปลาเราไม่สะอาด มีกรวดทรายปนอยู่​ในเนื้อด้วย...​."

จิตดีจึงเล่าถึงต้นสายปลายเหตุ เว้นไว้​แต่ตอนเติมบุญทิ้งปลาลง​ไปซื้อเบียร์

"ช่างเถอะ...​วันหน้าวันหลังก็ระวังๆ​ หน่อย​ก็แล้ว​กัน ​จะมีกรวดมีทรายจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ พอแม่คืนเงินแล้ว​แถมปลาใหม่​ไปให้สองตัว​กับน้ำปลาหวานสะเดาอีกชุด ก็เห็นยิ้มรื่นหน้าบานกลับ​ไป...​.เอ!...​หรือว่าเรา​จะหาหมาเล็กๆ​ มาเลี้ยงสักตัว...​​เอาไว้ให้เห่าไล่แมวตะกระพวกนั้น​ก็ยังดี...​"

พูด​ได้แค่นั้น​วงข้าวก็แตกกระจาย ​เพราะเติมบุญ​ใช้ขา​ที่ขัดสมาธิกวาดจานข้าวชามแกง ก่อน​จะปึงปังเข้าห้องปิดประตู​ไป สองคน​ที่เหลือ​ได้​แต่มองหน้ากัน​ไปมาก่อนผู้​เป็นแม่​จะพยักให้ลูกสาวเก็บล้างทำ​ความสะอาด ​ส่วนตนเองก็ขอตัวเข้าห้อง​ไปปรับ​ความเข้าใจ​กับสามีเลือดร้อน


ตั้งแต่นั้น​นางจินดาก็​ต้องเฝ้าประคบประหงมนายเติมบุญราว​กับ​เป็นลูกชายคนเล็ก ชายหนุ่มไม่ใส่ใจไยดี​กับอะไร​ๆ​ ในบ้านอีกเลย​ นอกจากการกรอกน้ำเมาเข้าปาก​กับเรื่อง​อยู่​เรื่อง​กิน​ส่วนตัวแล้ว​ หน้า​ที่​ที่เหลืออยู่​หลังประตูห้องนอนนั่นก็​เป็นเรื่อง​เดียว​ที่ถือว่า​เขา​จะ​ต้องรับผิดชอบ

​แม้​จะเห็นกันทุกวัน จิตดีก็ไม่เคยออกปากไหว้วาน​เขาให้ช่วยดูแลอะไร​อีก เธอตั้งใจทำหน้า​ที่ของตัวอย่างไม่ให้มีข้อบกพร่อง พูดคุยกันเท่า​ที่จำ​เป็น ​และพยายามคง​ความเคารพนบนอบ​เขาด้วยสีหน้าอัน​เป็นปรกติ

หลังจากเรื่อง​ราวคราวนั้น​ ก็ดูเหมือนว่าปลาย่าง​จะหาย​ได้ทุกวัน วันละตัวสองตัว เฉพาะ​แต่ตัว​ที่สุกแล้ว​เสียด้วย จนจิตดี​ต้องหันหน้า​ไปปรึกษา​กับผู้​เป็นแม่อีกครั้ง ​แต่นางจินดากลับทำเสียงเขียวใส่ลูกสาว

"ก็น้าเติม​เขาไม่ชอบหมา...​เอ็ง​จะมาเซ้าซี้หาอะไร​!"

พักหลังวันไหน​ที่เติมบุญหายหน้า​ไปกินเหล้า​ที่ห้องอื่น จิตดี​จะ​ต้องเฝ้าระวัง​เป็นพิเศษ ​เพราะ​แม้​จะไม่มีวี่แววไอ้คอด​กับพลพรรคแมวของมัน ปลาย่างก็ยังหาย​ไปทีละหลายๆ​ ตัว อย่างไร้ร่องรอย นางจินดานั้น​​แม้ไม่​ได้ตำหนิลูกสาวตรงๆ​ ​แต่สีหน้าท่าทางเวลารู้เรื่อง​ปลาหายนั้น​ก็แสดงออกมาให้เข้าใจ​ได้ไม่ยาก

เติมบุญ​เป็นคนเดียว​ที่ไม่ทุกข์ร้อน​กับเรื่อง​นี้ บางวัน​ที่อารมณ์ดีๆ​ ก็เอ่ยปากขอ​กับลูกเลี้ยงตรงๆ​

"ขอปลาให้น้าสักสองตัวสิจิตดี...​รู้ไหม ปลาดุกย่างนี่แกล้มเหล้า​ได้สะเด็ดนัก"

อะไร​​ที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง จิตดีก็​พร้อม​จะทำให้หรือจัดหาให้​ได้​ทั้งนั้น​ ​เพราะตอนนี้เสียงของพ่อเลี้ยงหนุ่ม​กำลัง​เป็นเสียงสำคัญในบ้าน ​ทั้งๆ​ ​ที่​เขาไม่​ได้มามี​ส่วนร่วมอะไร​ในการทำมาหา​ได้อีกเลย​

​เมื่อเธอเริ่มระแคะ​ระคายว่าตัวขโมยปลานั้น​ไม่ใช่หมาแมว​ที่ไหน ​แต่​เป็นตัวเติมบุญเอง​ที่แอบ​เอามัน​ไป​เป็นสินซื้อน้ำใจ ​เพื่อนร่วมแฟลต​ซึ่งมีน้องเมียน้ำใจงาม คอยช่วยเหลือปรนนิบัติพัดวี​เพื่อนร่วมวงเหล้าของพี่เขย จิตดีเคยตาม​ไปเห็นกระทั่งตอน​ที่สามีของแม่อยู่​ในห้องนั้น​​กับหญิงสาวตามลำพัง จนตระกองกอดกันเข้า​ไปในห้องนอนของฝ่ายหญิง

​แต่จิตดีก็ยังเฉยอยู่​เหมือนไม่เคยรู้เคยเห็นอะไร​ นางจินดา​จะสั่งสอนเธออยู่​เสมอว่า ไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้า​โดยเฉพาะในระยะหลังมานี้ จิตดีเชื่อฟังผู้​เป็นแม่มาตลอด ​เมื่อไม่เคย​ไปคุย​กับ​ใครถึงเรื่อง​ในบ้านตน จึงตีสีหน้า​ได้สนิทสบายเวลาไม่อยาก​จะนำเรื่อง​ภายนอกเข้ามาในบ้าน

นายเติมบุญเองก็ยังทำหน้า​ที่เดียว​ที่เหลือของตน​ได้อย่างไม่หายหกตกหล่น..หากว่าไม่เมาเกิน​ไปนัก สีหน้าของผู้​เป็นแม่​ซึ่งเหมือนเคยมีเลือดสาว​กำลังสูบฉีด กลับมาปรากฏแววหมองคล้ำ​และครุ่นคิด จิตดีไม่​ได้ก้าวก่ายซักถามสิ่งไรจากผู้​เป็นแม่ นอกจากคะยั้นคะยอเรื่อง​การหาหมามาเลี้ยงหนักข้อขึ้น​

​ความเปลี่ยนแปลงในทางดื้อรั้นของจิตดีเกี่ยว​กับเรื่อง​การเลี้ยงหมานี้ อยู่​ในสายตาของเติมบุญ​โดยตลอด ​เขานึกกระหยิ่มใจว่าอาจ​จะ​ได้มีข้อต่อรองดีๆ​ ​กับนวลเนื้อสาวของจิตดีก็คราวนี้ ​เพราะนางจินดามัก​จะยก​เอา​ความไม่ชอบหมาของ​เขามาอ้างแก่ลูกสาวเสมอๆ​

"อยากเลี้ยงหมาจริงๆ​ หรือจิตดี"

ชายหนุ่มถามขึ้น​ในวันหนึ่ง​ ขณะจิ้มหนังปลา​กับน้ำปลาหวาน ใส่ปากเคี้ยวแล้ว​ตามด้วยยอดสะเดามัน กระเดือกกลืนอย่างถูกปากก่อน​จะกระดกของชอบ​เพื่อล้างคอ

"น้าช่วยพูด​กับแม่ให้​เอาไหม ​แต่จิตดี​ต้องมากินเบียร์​เป็น​เพื่อนน้านะ"

เธอยิ้มให้​กับข้อเสนอ ​แต่ไม่​ได้แสดงท่าทีอื่นว่า​จะรับคำทำตาม

จนอีกสองวันถัดมา จิตดีกลับมาถึงห้อง​พร้อม​กับกล่องใส่ลูกหมาตัว​กำลังซน เธอ​เอาเข้า​ไปอวดพ่อเลี้ยงหนุ่ม ​พร้อม​กับขอร้องให้​เขาช่วยพูด​กับแม่ นายเติมบุญ​ซึ่งนั่งดื่มเบียร์คนเดียวหมด​ไปแล้ว​สองขวด จึงรีบทวงข้อเสนอทันที

"งั้น...​​เอามัน​ไปแอบไว้​ที่ระเบียงก่อน...​แล้ว​..จิตดีมากินกะน้า...​มา มามะ.."

"คงขมน่าดูหละมั้งน้าเติม...​ฉันขอลง​ไปซื้อน้ำส้มมาเจือดีกว่านะ...​​จะ​ได้กิน​เป็น​เพื่อนน้าเติม​ได้นานๆ​"

"เออ...​เออ สาวๆ​ ไม่เคยๆ​ อย่างเอ็งผสมน้ำหวานเสียหน่อย​ ​จะ​ได้เมาเร็วๆ​...​เอ๊ย..​จะ​ได้กินง่ายๆ​...​​ไปๆ​ รีบ​ไปรีบมาล่ะ...​อย่าให้น้านั่งเหงาอยู่​คนเดียว...​.."

แผนร้ายของคน​กำลังคิด​จะ​เป็น​พระยาเทครัวดู​จะสะดวก​ง่ายดาย ยิ่งกว่าหมูวิ่งมาชนปังตอ เติมบุญสร่างเมา​ไปกว่าครึ่ง ​เพราะไม่​ได้จิบอีกเลย​ตั้งแต่ลูกเลี้ยงของตัวลง​ไปจนกลับขึ้น​มา​พร้อมกระป๋องน้ำอัดลมในมือ

"ทำไม​ไปนานนัก...​มา..มาๆ​ น้ารินให้เอง กินใหม่ๆ​ ​ต้อง​เอาบางๆ​ หน่อย​มัน​จะ​ได้ไม่บาดคอ...​"

​แต่​เขาก็ยังทำเสียงอ้อแอ้เหมือนขี้เมาไร้พิษสง นายเติมบุญเปิดกระป๋องน้ำอัดลมรสส้มผสม​กับเบียร์ค่อนแก้ว ปากทำ​เป็นพึมพำเบาๆ​

"...​วันนี้จิตดี​จะ​เป็นนางเอกของน้า...​​ต้องนี่น้ำสมน้ำนางเอก...​.หรือ...​หรือว่า จิตดี​กำลังอยาก​เป็นนางเอกของน้า เลย​ซื้อน้ำแฟนต้านี่มา...​.ใช่ไหมจ๊ะ​"

แววตาเชื่อมชุ่มส่ง​ความนัยโจ่งแจ้ง​ไปยังดวงตาคู่สวย หญิงสาวรับแก้วมาละเลียดจิบรสชาติอันขมขื่นนั้น​ช้าๆ​ มันซ่านลิ้น​และขมบาดคอ อึกแรกของจิตดี ทำให้เธอมั่นใจ​ได้เลย​ว่าคงเมา​ได้สมจริงสมจังน่าดู

แก้วแรกผ่าน​ไปไวกว่า​ที่เติมบุญคิด ​เขารีบขยับเข้ามานั่งเคียง บรรจงชงส่งให้อีกแก้ว ​เมื่อเห็นว่าจิตดีไม่ถือสา​ที่มือไม้​ได้สัมผัสกัน ​เขาก็ถึง​กับประคองมือถือแก้วของหญิงสาวขึ้น​ป้อน รู้ดีว่าของเมายามเข้า​กับของหวาน ​จะ​ทั้งกินง่าย​และเมาเร็ว ดวงหน้า​ที่แดงซ่าน​กับระไอสาว​ที่ผ่าวร้อนนั้น​ก็แสดงให้เห็นอยู่​อย่างชัดแจ้ง

จิตดีเมาพับ​ไปหลังจาก​เขาป้อนแก้ว​ที่สามเข้าปาก เติมบุญทำเสียงจิ๊จ๊ะ​อย่างสมคะ​เน ใจเต้นรัว​เป็นกลองเพล ไม่คิดมาก่อนว่าการลิ้มเนื้อสาว​จะทำ​ได้ง่ายดายปานนี้ ​เขารีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตนเองอย่างรวดเร็ว แล้ว​ก้มลงจุมพิตดอมดม​ไปตามเรียวแขน​และซอกคอ หญิงสาวบิดขา​และขยับหลบนิดหนึ่ง​ ตอน​ที่​เขาลูบล้วงไล่ขึ้น​มาตามต้นขาหนั่นแน่น

ขณะ​จะปลดดุมเสื้อ​เพื่อฟอนฟัดเรือนอกเต่งงาม ประตูห้องก็เปิดผางออก​พร้อม​กับนางจินดา​ซึ่งยืนชี้มีดสับถ่านอันเขื่องใส่หน้าสามีหนุ่ม

"ทำไมน้องเติมถึงทำ​กับพี่อย่างนี้ ​ใคร​จะพูดอย่างไรๆ​ พี่ไม่เคยเชื่อ ​กับลูกแท้ๆ​ ของพี่ พี่ก็ยังไม่อยาก​จะเชื่อ...​แล้ว​นี่อะไร​ น้องเติมทำอะไร​ไม่นึกถึงน้ำใจพี่บ้างเลย​ ​ไปซะเถอะเติม..​ไปซะตั้งแต่ยังเดินออก​ไป​ได้ดีๆ​...​"

น้ำเสียงราบเรียบนั้น​เย็นชา ปราศจากเยื่อใย​และ​ความปรานี

นายเติมบุญหน้าซีดเผือด ตะลึงงันทำอะไร​ไม่ถูก จน​เมื่อจิตดีทำท่าว่าพลิกฟื้น ตื่นขึ้น​มาจัดเสื้อผ้าเข้าที ​เขาก็รีบผลักไส​ความเลวของตนให้​กับหญิงสาว

"ลูกสาวพี่มันมายั่วผม...​มันหลอกมอมเหล้าผม มันคงแอบเห็นผม​กับพี่มีอะไร​กัน เลย​อยาก...​."

ยังพูดไม่ทันจบ มีดสับถ่านอันนั้น​ก็บินเฉี่ยวหัว​ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ​เขากลิ้งตัวหลบจนใบหน้า​ไปกระทบ​กับแข้งของหญิงสาว ​เมื่อเงยหน้าขึ้น​มองอีกที ก็เห็นมีดโต้ทำปลาอยู่​ในมือนางจินดาอีกเล่มอย่างน่าอัศจรรย์

"ไอ้...​...​...​...​...​...​." คำก่นด่าถึงโคตรตระกูลชุดนี้ไม่​ได้ดัง​ไปกว่าเสียงพูดคุยธรรมดา ลงท้าย​ที่ว่า "ลูกสาวพี่ พี่เลี้ยงของพี่มา​กับมือ ทำไม​จะไม่รู้ว่า​เป็นคนยังไง...​​ไป...​น้องเติมรีบออก​ไปเสียจากบ้านนี้ ก่อน​ที่มีดในมือนี่​จะปลิว​ไปฝังอยู่​กลางแสกหน้า"

คราวนี้นายเติมบุญไม่รีรออะไร​อีก รีบคว้าเสื้อผ้าแล้ว​พุ่งตัวลอดคมมีดออกประตู​ไปในอึดใจเดียว นางจินดาทิ้งมีดแล้ว​รี่เข้ามาประคองลูกสาวขึ้น​หนุนตัก น้ำตา​ที่กลั้นไว้ก็ไหลริน พร่ำขอโทษ​ที่ไม่ยอมเชื่อจิตดีตั้งแต่แรก จน​ต้องให้ลูกสาว​ต้องมาเปลืองตัว​เพื่อพิสูจน์​ความจริง แล้ว​ผู้​เป็นแม่ก็กอดจูบลูบหัวหูจนจิตดี​ได้สติเต็ม​ที่

อ้อมกอดของแม่ยังอบอุ่นไม่เสื่อมคลาย เช่นเดียว​กับรอยยิ้มของลูก​ที่ทำให้​ทั้งโลกของแม่สดใส สองแม่ลูกกอดกันกลม เฝ้าลูบหลังไหล่กันอยู่​อีกนานจนจิตดีเอ่ยขึ้น​เบาๆ​

"เลี้ยงหมาไหมแม่?...​.เลี้ยงมันเถิดนะแม่...​ฉัน​เอามาแล้ว​...​นั่นไง...​ไอ้ดวง...​"

ลูกหมาขนสีน้ำตาลแดงดอกขาวตะกุยมุ้งลวดเข้ามาจน​ได้

มันระริกกระดิกหูหางเข้ามาเลียขาของนางจินดาอย่างประจบประแจง

************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-798 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง ----- เลี้ยงหมาไหมแม่? -------
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๖๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3186 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 26 ก.พ. 2548, 09.55 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น