นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
เมืองแม่พระ
SONG-982
..." ​​ที่นี่เค้าไม่ยก​​เอาอิฐหินดินทรายแร่โลหะอะไร​​มายึดถือบูชา​​เป็น​​ที่พึ่งหรอก...​​เค้ายึด​​พระธรรม​​เป็นสรณะกัน​​ทั้งนั้น​​...​​พี่ชายนี่สงสัย​​จะงมงายมาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนซะหละมั้ง...​​ก็ไหนว่าอยู่​​กรุงเทพๆ​​...​​ชิ"...


"ถามจริงๆ​ เถิดพี่ชาย บ้านเมืองพี่เค้านับถือผีหรือนับถือ​พระกันแน่"

น้องชายของเธอถามขึ้น​ขณะรับอาสานั่งจ้อง​เขาอย่างไม่กระพริบตา แถมยังบังคับให้มอง​แต่หน้ามัน ห้ามหัน​ไปทางอื่น ​เพราะพี่สาว​และแม่ขอตัว​ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

"ก็บอกแล้ว​ไงว่านับถือ​พระ นับถือ​พระพุทธศาสนากัน​ทั้งนั้น​"

​เมื่อเห็นเด็กชายทำท่าไม่เชื่อ จึงจับเหรียญ​ที่คล้องอยู่​มาพลิกให้ดู

"นี่ไง...​​ถ้านับถือศาสนาอื่น ​ใคร​เขา​จะให้​เอา​พระเครื่องมาห้อยคอ...​นี่​พระปางเลย​์ไลย์เข้าป่าเข้าดงดีทางเมตตาเขี้ยวงาไม่ขบกัด" แล้ว​ก็พลิกอีกด้านหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นด้าน​ที่​ใช้แขวนออกหน้าให้ดู "นี่รูปหลวงพ่อแคล้ว ดีนักทางแคล้วคลาดรอดพ้นภยันตราย...​ไม่งั้นคงไม่รอดตายมาให้เอ็งนั่งซักนั่งถามอยู่​นี่หรอก"

คนตั้งใจฟังส่ายหัวดิก แถมยังแสดงสีหน้าเหมือน​กำลังปลงสังเวชอะไร​บางอย่าง

"แล้ว​ท่องนะโม​ได้ไหม...​ธัมมจักกัปปวัตนสูตรล่ะ...​ท่อง​ได้แปล​ได้ไหม" มันยิ่งถามเหมือนคาดคั้น

"เฮ่ย!...​อย่ามาลองภูมิกันหน่อย​เลย​ นะโมน่ะ​ใครๆ​ ก็ท่อง​ได้..ธรรมจักรอะไร​นั่นเอ็ง​ไป​เอามาจากไหนเรื่อง​ของ​พระของเจ้า​เขา อย่างเราๆ​ มัน​ต้องชินบัญชร...​คาถาสารพัดนึก"

คนถามเลย​ยิ่งเกาหัวแกรก แล้ว​ย้ำคำถาม "...​แล้ว​...​แปล​ได้ไหม...​"

"แค่ท่อง​ได้ก็แทบแย่...​ยัง​จะให้แปลอีกหรือ" ​เขาแย้ง

"ก็พี่ชายบอกนับถือ​พระนับถือพุทธแล้ว​ทำไมแปลนะโมไม่​ได้ ​เอารูป​ใครก็ไม่รู้มาแขวนคอบอกว่าช่วยคุ้มครองต่างต่างนานา" มันยื่นนิ้วมาเขี่ยๆ​ ​พระเครื่อง​ที่ห้อยคอ "เลี่ยมทองซะด้วยนะ...​."

"เอ๊ะ!...​ไอ้นี่ ไม่เคยเห็น​พระหรือไงวะ ก็ไหนบอกว่าเมืองนี้​เป็นเมืองแม่​พระ"

" ​ที่นี่เค้าไม่ยก​เอาอิฐหินดินทรายแร่โลหะอะไร​มายึดถือบูชา​เป็น​ที่พึ่งหรอก...​เค้ายึด​พระธรรม​เป็นสรณะกัน​ทั้งนั้น​...​พี่ชายนี่สงสัย​จะงมงายมาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนซะหละมั้ง...​ก็ไหนว่าอยู่​กรุงเทพๆ​...​ชิ"

น้ำเสียงนั้น​แกล้งทำ​เป็นโมโหมากกว่า​จะจริงจัง จนเหลือบ​ไปเห็นผู้​เป็นแม่เดินเข้ามาใกล้ หางเสียงจึงอ่อนลงอีกมาก

"อย่า​ไปถือสามันเลย​จ๊ะ​ เจ้าศีลมันล้นอย่างนี้เอง...​มีอย่าง​ที่ไหนมานั่งสงสัยใน​พระธรรมคำสอน...​"

"วินัยสงฆ์ต่างหาก...​" เจ้าศีลรีบแก้

"นั่นแหละ​...​หาข้ออ้าง​ไปเรื่อย..นี่ก็อิดๆ​ ออดๆ​ ว่ายังไม่อยาก​จะบวชเลย​รอบนักษัตรมา​จะชนปีอยู่​รอมร่อ ​เขาว่ายังไม่เข้าใจหัวข้อธรรม​ที่ทรงแสดงปฐมเทศนาไว้​ที่ป่าอิสิฯ กลัว​จะอาย​เพื่อนๆ​ ​ถ้ายังขบมรรคแปดไม่แตก"

ผู้พูด​เป็นสตรีวัยใกล้ชรา ​แม้ริ้วรอยแห่งวัย​จะบอกชัดว่าผ่านการตรากตรำมาหนักหนาขนาดไหน ​แต่สีหน้า​และแววตา​ที่ทอทอดออกมานั้น​ช่างแจ่มใส จนทำให้พลอยรู้สึกอิ่มใจ​ไปด้วยทุกครั้ง​ที่สบสายตา ​แต่สิ่ง​ที่เธอพูดออกมานั้น​​เขาเข้าใจ​ได้เพียงบาง​ส่วน อาการมองหน้าเจ้าเด็กน้อยสลับ​ไปมา​กับหน้าผู้​เป็นแม่จึงถูกตัดบทด้วยเสียงนุ่มกังวานอีกครั้ง

"​ถ้าพ่อหนุ่มพอลุกไหวแล้ว​ ป้าว่าออก​ไปใส่บาตรกันดีกว่าจ้ะ​ วันนี้วันสุดท้ายก่อนท่าน​จะเข้ากรรมทำพิธีนวกสมโภช...​ป้าไม่มีเสื้อผ้าผู้ชายตัวใหญ่ๆ​ เสียด้วย เสื้อตัวในสีขาวนั่นแก้ว​เขาซักแล้ว​ก็อังไฟไว้จนแห้ง เหลือ​แต่กางเกง...​.ป้าว่าเธอนุ่งผ้าโจงนี่ก็แล้ว​กันนะ"

หญิงเจ้าของเรือนยังคงไว้ด้วยอัธยาศัยไมตรีเหมือนน้ำคำตั้งแต่แรก​ที่​เขาฟื้นตื่น ยื่นผ้าขาวพับหนึ่ง​​พร้อม​กับเสื้อยืดสีขาว​ที่​เขาสวมติดตัวมาให้

"ศีลพาพี่ชาย​เขา​ไปอาบน้ำเสียก่อน..เราก็อาบ​พร้อม​เขาด้วยเลย​นะ ผลัดเสื้อผลัดผ้าเสร็จก็ตามออก​ไป​ที่ถนน" คำบอกกล่าวรวบรัดชัดเจน

ไอ้ศีล​ต้องคุม​เขา​ไปถึง​ที่อาบน้ำ...​


"แค่ใส่บาตรทำไม​ต้องทำ​เป็นพิธีการใหญ่โตด้วยล่ะศีล"

"เราก็ทำอย่างนี้กันทุกวัน ​จะทำบุญตักบาตรก็​ต้องชำระกายชำระใจให้บริสุทธิ์เสียก่อน...​หรือว่าคนบ้านพี่ชาย​เขาไม่ทำกันอย่างนี้...​." เด็กชายพูดเรื่อยๆ​ คำย้อนถามก็ไม่เชิงกระทบกระเทียบกระไรนัก

"แล้ว​พ่อของศีลล่ะ...​เอ่อ...​ไม่มาตักบาตรด้วยกันหรอกหรือ" ​เขาเคยขยับ​จะถามหลายครั้งว่าผู้​ที่ควร​จะ​เป็นนายบ้านหาย​ไปไหน

"พ่อ​คืออะไร​...​.พวกเรา​เป็นพุทธบุตร เกิดมาใต้ร่ม​พระพุทธศาสนา มี​พระธรรม​เป็น​ที่พึ่ง มี​พระสงฆ์​เป็น​ที่ปรึกษา" น้ำเสียงนั้น​ไม่​ได้เจือแววโป้ปดอะไร​ไว้เลย​

"อ้าว...​ไม่มีพ่อ​จะเกิดมา​ได้ยังไง" ถึง​เขา​จะสงสัยขนาดไหน ว่าคนบ้านนี้เลี้ยงดูกันมายังไง ก็ยัง​ได้​แต่เพียงตั้งคำถามเรียบๆ​ ​โดยทำลืม​ความกระหาย​ใคร่รู้นั้น​ไว้ชั่วคราว

"ก็พิธีนวกสมโภชไงเล่า...​นี่พี่ชายไม่รู้อะไร​เลย​หรือ...​ถามจริงๆ​ พี่ชายนับถือ​พระแน่หรือ"
"​เอาเถอะๆ​...​แค่อาบน้ำผลัดผ้าใช่ไหม...​เอ็งออก​ไปรอข้างนอกก่อน"

​เขารุนหัวเด็กชายวัยใกล้​จะรุ่นให้ออกมายืนหลังบังตา ​เมื่อเห็นว่าเจ้าศีลทำท่า​จะถอดเสื้อถอดกางเกงอาบ​พร้อมกัน

"ทำไม​ต้องรอด้วยเล่า...​เดี๋ยวแม่ก็ดุ​เอาหรอก แม่ให้มาอาบน้ำ​พร้อม​กับพี่ชาย"

"ก็มันไม่มีผ้าอาบน้ำ...​​ต้องแก้ผ้าอาบ​จะอาบ​พร้อมกัน​ได้ยังไง"

"​ใคร​เขานุ่งผ้าอาบกันบ้างล่ะนอกจากพวก​พระ...​พี่ชายนี่แปลกคน"

"เออ...​อาบก็อาบ...​คบเด็กสร้างบ้านก็หยั่งงี้"

​เขาขี้เกียจ​จะต่อล้อต่อเถียงอีกต่อ​ไป จึงค่อยๆ​ ถอดกางเกงพาดไว้ให้พ้นน้ำ


เจ้าศีลยังไม่พูดอะไร​อีกเลย​​เมื่อตอน​ที่ใส่บาตรเณรรูปสุดท้าย แถว​พระ​ซึ่งเว้นระยะห่างกันพอสมควรทำให้พี่สาวมีเวลาพอ​จะหันมาถามต้นสายปลายเหตุ

"​เป็นอะไร​ไม่พูดไม่จา...​" หญิงสาววัยอ่อนกว่า​เขาไม่มากนักถามน้องชายอย่างล้อๆ​

มันเงยหน้ามองหน้าพี่สาว แล้ว​ก็เลย​​ไปสบตา​กับ​เขา ก่อน​จะก้มหน้างุด พึมพำท่องบ่นอะไร​เบาๆ​

"อ้อ...​เช้า​ๆ​ เห็นผ้าเหลืองเข้าหน่อย​ละก้อ ทำ​เป็นท่องขานนาคอยาก​จะบวชข้ามขั้นจนเนื้อเต้น พอตกบ่ายหละปุเลงๆ​ เข้ารกเข้าพงลืมหมดหิริโอตัปปะปาณาติปาตา...​"

ผู้​เป็นพี่สาว​แม้รูปหน้า​จะสวยเหมือนวาด ​แต่น้ำเสียงกลับไม่กังวานใสเหมือนแม่ แววตาก็เจือ​ความหมองหม่นจน​เขาจับสังเกต​ได้ การพูดเล่นหัว​กับน้องชายก็คล้าย​กำลังกลบเกลือน​ความรู้สึกของตนเองมากกว่า​จะตั้งใจตักเตือนจริงจัง

น้องชายหน้าแดงถึงใบหู ขยับตัวออก​ไปชิด​กับผู้​เป็นแม่ ท่าทางเหมือนกลัวเกรงอะไร​ในตัว​เขาขึ้น​มาฉับพลัน สตรีสูงวัยลูบหัวลูกชายเบาๆ​ ​พร้อมเรียกขวัญ แล้ว​เงยหน้าขึ้น​มากล่าวขอโทษชายหนุ่มผู้มาเยือนอย่างเกรงใจ

"ศีลมันขาดๆ​ เกินๆ​ อย่างนี้เอง อย่า​ไปถือสาเลย​นะ นี่ก็อยากให้​เขาบวชเณร​แต่เนิ่นๆ​ เลย​เกณฑ์มาพรรษาหนึ่ง​แล้ว​ก็ยังไม่ยอม ป้าหวัง​จะเกาะชายผ้าเหลืองเหมือนอย่างลูกชายคนอื่น​เขาบ้างก็​ต้องคอยง้อคอยโอ๋ แค่ไม่​ได้คนโต​เป็นลูกชายนี่ก็บาปนักหนา..​เขายัง​จะมาทำท่าเหมือน​จะบวช​พระไม่​ได้เสียอีก"

ถ้อยคำ​ที่เอ่ยทำให้​ทั้งกลุ่มนิ่งเงียบลง​พร้อมกัน​โดยไม่​ได้นัดหมาย ผู้พูดเงียบ​ไปราว​กับ​กำลังปลงใจให้ยอมรับ​กับสิ่ง​ที่เกิด พี่สาวยิ่งสีหน้าสลดลงคล้าย​กับเชื่อว่าตนเอง​เป็นตัวบาปอย่าง​ที่ผู้​เป็นแม่กล่าวหาจริงๆ​ ​ส่วนน้องชายก็ไม่พูดไม่จาอะไร​ เส​ไปชะเง้อชะแง้ดูแถว​พระ​ที่​กำลังเดินเข้ามาใกล้ ​เขาจึงยิ่งรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

ตอนแรก​ที่ก้าวเข้ามาสมทบ อารมณ์ครึกครื้น​ที่เจ้าศีลทำท่าตกอกตกใจตอนอาบน้ำด้วยกันยังไม่คลาย ​ความอิ่มเอิบเบิกบานยิ่งแผ่ซ่าน​เมื่อเห็นว่าตลอดแนวถนนนั้น​เนืองแน่นพรั่ง​พร้อม​ไปด้วยผู้คน ​ทั้งเด็กหญิงเด็กชาย หญิงสาว​และสตรีสูงวัย ​แต่ละคน​แต่ละครัวต่างนุ่งขาวห่มขาวยืนรอ​พระด้วย​ความสงบสำรวม พูดคุยกัน​แต่เพียงเบาๆ​ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

​แต่​เมื่อกวาดสายตา​ไปทั่วถนน​ที่ทอดยาวจนลิบตานั้น​ กลับไม่พบ​กับผู้ชายคนอื่นอีกเลย​ นอกจากเด็กชายวัยไล่เลี่ย​กับเจ้าศีลหรือไม่ก็อ่อนกว่า ​จะคิด​ไปว่านี่​เป็นเมืองลับแลในตำนานก็ไม่ใช่ ​เพราะลูกเด็กเล็กแดงหญิงชายก็มีเพียบ​พร้อม ผู้หญิง​ที่เห็น​ทั้งหมดก็ไม่​ได้มี​ใครมีท่าทีพึงใจในรูปร่างหน้าตาของ​เขาเลย​สักคน บางคนยังเมินหนีด้วยซ้ำ

​เขา​ได้​แต่เก็บ​ความสงสัย​เอาไว้ในใจ แค่ป้าศรีกรุณาให้​ที่พัก​ที่กิน​กับคนหลงป่าไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้านี่ก็บุญนักหนาอยู่​แล้ว​ ตั้งใจไว้ว่า​เมื่อสืบถามทิศทางดูให้แน่ แล้ว​ก็​จะบุกป่าฝ่าดงหาทางกลับ​ไป​ที่ค่าย​เอาเอง ป่านนี้พวกนั้น​คง​เป็นห่วง เดินสำรวจถ้ำโบราณอยู่​ด้วยกันดีๆ​ ​เขาดันผลุบหายลง​ไปในโพรงอะไร​นั่นเสียเฉยๆ​ กว่า​จะกระเสือกกระสนมาสลบไสล​ที่หลังบ้านของ​ทั้งสามคน​ที่​กำลังตักบาตรอยู่​ด้วยกันนี่ก็แทบ​เอาชีวิตไม่รอด


"อ้าว!...​.​พระพรเลย​​ไปแล้ว​ ทำไมแก้วไม่ใส่บาตร​กับท่านล่ะลูก...​แม่ไม่เห็น​ใครเหมาะสม​ไปกว่าท่านอีกแล้ว​นะ หรือว่าแก้วอาราธนารูปอื่นไว้แล้ว​" ป้าศรีถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจนัก

แก้วส่ายหน้าน้อยๆ​ แล้ว​ก็ยืนนิ่งในขณะ​ที่เจ้าศีลยืนยิ้มกริ่ม จนผู้​เป็นแม่คงเอะใจฉวยแผ่นกระดาษขนาดฝ่ามือในมือลูกสาวมาดู ก่อน​จะหัน​ไปทำตาเขียวใส่ลูกชาย

"ทำไมทำอะไร​อย่างนี้ล่ะศีล...​กว่าช่างเขียน​เขา​จะเขียนให้เหมือน พี่เรา​ต้องนั่งให้​เขาวาด​เป็นวันๆ​ แล้ว​มา​ต่อมาเติมอย่างนี้​จะ​เอา​ไป​ใช้อะไร​​ได้...​.ทำไมซนไม่เข้าเรื่อง​อย่างนี้หือ!"

หางเสียงนั้น​ไม่​ได้ตวัดขึ้น​สูงอยู่​​ที่คน​กำลังโกรธควร​เป็น ลูกชายหน้าสลดลงเพียงนิดหนึ่ง​ ​ส่วนลูกสาวก็เริ่มปั้นข้าวใส่ในบาตร​พระแถวถัด​ไปด้วยหน้านิ่งๆ​ กว่าข้าว​จะหมดขัน​เขาก็​ต้องยืนรอยืนไหว้อยู่​จนเกือบ​เมื่อย ดูเหมือนว่าบรรดาแถวของ​พระ​ที่ทยอยเดินมานั้น​​จะไม่มี​ที่สิ้นสุด

"ถึงร้อยแปดไหมศีล...​" ป้าศรีถามลูกชาย ​เพราะตนเองเสียสมาธิ​ไปตั้งแต่เรื่อง​ไม่​ได้ใส่บาตรรูปวาด​กับ​พระหนุ่ม​ที่หมายตา

"แค่ร้อยหก..พี่แก้วเค้าใส่ให้​พระพรตั้งปั้นเบ้อเริ่ม" เจ้าศีลทำท่าประกอบ

"งั้นก็ช่างเถิด...​.ตกลงว่าแก้ว​จะรับ​เป็นโยมอุปัฏฐาก​พระพรท่านตลอดช่วงนวกสมโภชใช่ไหม แม่​จะ​ได้ตาม​ไปนิมนต์ท่านไว้เสียก่อน เรามันไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ขนาด​ต้องติดสลาก ​พระพรท่านก็คงไม่ขัด...​ถึงว่า​เมื่อกี้ทำไมหยุดอยู่​หลายอึดใจ ท่าน​เป็นสงฆ์​จะมาเลือกนั่นเลือกนี่อะไร​​ได้...​มันไม่งาม"

"ฉันไม่อยากอุปัฏฐาก​ใครเลย​นะแม่ ยิ่งให้ติดบัตรหมายให้ท่านจับสลากเลือก​เอานั้น​ยิ่งน่าขยะแขยง...​ฉันว่า...​." หญิงสาวนิ่ง​ไปนิดหนึ่ง​​เพื่อเรียบเรียงคำอธิบาย ​แต่ผู้​เป็นแม่ก็ชิงพูดขึ้น​มาเสียก่อน

"แก้วเอ๋ย...​การ​ที่เจ้าเกิดมา​เป็นลูกคนโต มันก็​เป็นบาป​เป็นกรรมอยู่​แล้ว​นะลูก ทำไมถึงยังคิดอะไร​อกุศลอัปมงคลอย่างนี้อีกเล่า บุญกิริยาอะไร​​จะยิ่งใหญ่เท่าการ​ได้ให้กำเนิดพุทธบุตรจากครรภ์ของเราเอง อานิสงส์นั้น​ยิ่งใหญ่ขนาดเราไม่​ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว​นะลูกนะ"

ลูกสาวเริ่มรินน้ำตา ก้มหน้าหลบสายตา​เพื่อนบ้าน ขณะป้าศรียื่นคำขาด

"ไม่รู้หละ...​ตอนแม่ตาม​ไปรับศีลรับพร​ที่วัด แม่​จะกระซิบนิมนต์ท่านไว้ แล้ว​​จะ​ได้ถามหาท่าน​ที่ยึดทางธุดงค์​เป็นกิจว่ามีช่องทางเลาะลัดตัดป่า​ไปหมู่อื่นเมืองอื่น​ได้บ้างไหม สายๆ​ แม่กลับมาก็เตรียมข้าวตูข้าวตังให้พ่อหนุ่มนี่เสียให้​พร้อม หลังเพล​จะ​ได้ฝากฝังให้ติดสอยห้อยตามท่าน​ไปด้วยเลย​" อย่าว่า​แต่ผู้พูดเลย​​ที่ไม่เคยรับแขกแปลกหน้า ผู้คน​ทั้งเมืองนี้ก็เหมือนกัน ​เพราะเมืองนี้​เป็นเมืองปิด มี​ทั้งหน้าผา ป่าทึบ ​และธารน้ำลึกเชี่ยวกรากขวางกั้น การมี​ใครดั้นดนมาถึงนี่จึงจำ​เป็น​ต้อง​ไปขอ​ความคิดเห็นหาหนทางอะไร​ต่างๆ​ จาก​พระคุณเจ้าเจ้าวัด

​ทั้งหมดยืนสำรวมกายรอจนแถว​พระ​ทั้งหมดค่อยทยอยผ่านเข้าในกำแพงสูงใหญ่โน่น​ไป แล้ว​ป้าศรีจึงค่อยเข้าขบวนกลุ่มหญิงชรากลุ่มใหญ่เดินตาม​ไปห่างๆ​

"ท่านมาจากไหนกันเยอะแยะ...​ตอนออกจากวัดนั่นไม่​ได้ออกทางนี้หรือ"

​เขาถามขึ้น​ลอยๆ​ ตอนเดินกลับเข้าบ้าน ​แต่ก็ไม่มี​ใครให้คำตอบ

​เมื่อกลับมาถึงบ้านจนทุกคนเปลี่ยนเสื้อผ้า​เป็นชุดธรรมดา กินข้าวกินปลาเสร็จสรรพ ผู้​เป็นพี่สาวจึงเอ่ยถาม​เป็นครั้งแรก ​ที่​ได้ตั้งใจพูดจากันตรงๆ​

"​ที่​ที่พี่ชายมา...​​ที่ว่านับถือ​พระพุทธศาสนา​เขามีพิธีนวกสมโภชเหมือนอย่าง​ที่นี่ไหมจ๊ะ​"

เธอเลียนคำเรียกขานจากน้องชาย ​และเลียนการลงหางเสียงมาจากแม่​ได้หวานสนิท

"ผมยังไม่รู้เลย​ว่า นะ-วะ-กะ-สม-โภช ​ที่ว่านี่​คืออะไร​ ท่าทาง​จะ​เป็นพิธีสำคัญมาก"

​เขาทอดเสียงชื่อเรียกพิธีช้าชัดกว่าปกติ พยายามแปลให้ตรงตัวอยู่​ในใจ ก็ไม่มีอะไร​แปลกนอกจาก​เป็นการฉลอง​พระใหม่ธรรมดาๆ​

​แต่ใบหน้าของหญิงสาวกลับแดงซ่านขึ้น​มาจนเห็น​ได้ชัด ผู้​เป็นน้องชายเลย​ชิงอธิบายแทนชัดถ้อยชัดคำ คงลืมเรื่อง​​ที่เพิงอาบน้ำ​ไปแล้ว​

"นวกสมโภช​เป็นประเพณีสำคัญ​ที่​จะสืบทอดบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่​​ได้ในเมืองนี้ พวก​พระใหม่ไม่เกินห้าพรรษา​จะ​ไปเข้ากรรมในศาลาปิด​เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน​กับพวกอุปัฏฐาก​ที่หมายนิมนต์หรือจับสลาก​ได้ ​เพราะช่วงเดือนนี้​เป็นเวลาสวรรค์เปิดหลังจาก​ที่เทวดาตามมาส่งสมเด็จท่านลงจากการโปรดพุทธมารดา ก็​จะยังวนเวียนอยู่​ในโลกมนุษย์อีกเจ็ดวัน เลย​กำหนดให้​เป็นเวลาเข้ากรรมอัญเชิญเทวดาจุติมาในครรภ์​เพื่อปฏิสนธิ​เป็นพุทธบุตร...​"

เจ้าศีลอธิบาย​ได้ไม่ติดขัด เหมือน​กับว่าเรื่อง​พวกนี้​เป็นปกติวิสัยของคน​ที่นี่ ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​​ที่มัน​จะ​ต้องเรียนรู้​และเข้าใจให้​ได้ ​แต่​เขาถึง​กับตื่นตะลึง ​ความสงสัยนานับประการคลี่คลาย​ได้กระจ่างแจ้ง ขนลุกเกรียว​ไป​ทั้งตัวเหมือนเพิ่ง​ได้ยินเรื่อง​บาปสุดหยาบช้าชนิด​ต้องตกนรกใต้ภพอเวจี ​เขาเผลอยก​พระเครื่อง​ที่ห้อยคอขึ้น​จบหมายให้​พระท่านบันดาลให้เรื่อง​​ที่​ได้ฟังนั้น​ไม่ใช่เรื่อง​จริง

"แล้ว​ศีลข้อสาม หาย​ไปไหน...​สงฆ์​ทั้งนั้น​​ต้องอาบัติปาราชิกเลย​เชียวนะนั่น"

​เขาถามกลับ​ไปด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาพาล​จะไหลออกมาเสียให้​ได้

"พี่ชาย​เอา​ที่ไหนมาพูด...​อย่ามาตู่​พระวินัยหน่อย​เลย​...​นี่น่ะต้นฉบับ​ตั้งแต่การสังคายนาสมัย​พระมหากัสปะ​เป็นประธานเชียวนา" เจ้าศีลยืนยัน

"อ้อ...​เอ็งเลย​ไม่รู้จักไม่รู้จัก​พระเครื่อง​พระบูชางั้นซีนะ...​สงสัยในโบสถ์ใหญ่โตมโหฬารนั่น ​จะ​เป็นหินแกะรูปดอกบัวเจ็ดดอก ธรรมจักรบน​พระแท่น ​กับมหาสถูปเจดีย์อย่างนั้น​น่ะสินะ"

​ความรู้สึกแปลกแยกเอ่อท้นเข้ามาท่วมในหัวใจ​เขาอย่างช่วยไม่​ได้ คำ​พระ​ที่​ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดูเหมือน​จะขัดแย้ง​กับ​ความเชื่อ​และบรรทัดฐานของคน​ที่นี่อย่างตรงกันข้าม ​เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วย​ความรู้สึกเวทนา ​ใครหนอช่างบิดเบือน​พระธรรมคำสอน​ได้เลวร้ายถึงขนาดนี้ ​แต่ว่ามันก็น่าหฤหรรษ์ไม่ใช่น้อยหรอกนะ​กับการละเล่นหมู่มากอย่างนั้น​ ​เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น พยายามสลัด​ความคิดฟุ้งซ่านนั้น​ให้ห่างหาย​ไป​โดยเร็ว

"ในโบสถ์มี​แต่​พระแท่น​กับธรรมจักร สถูปอยู่​หลังโบสถ์ ดอกบัวสลักอยู่​หน้าวิหาร"

เด็กชายไม่เชิงยอมรับว่า​เขาก็​เป็นคนพุทธศาสนิกชนเช่นเดียว​กับตน ​แม้​จะแน่ใจแล้ว​ว่าพี่ชายก็รู้จักสัญลักษณ์สำคัญของ​พระพุทธศาสนาเหมือนกัน ​คือดอกบัวแทนการประสูตร ​พระแทนแทนการตรัสรู้ ​พระธรรมจักรแทน​พระธรรมเทศนาจาก​พระโอษฐ์ ​และ​พระสถูปแทนการปรินิพพาน
"ฉันว่า​ที่คัดลอกกันมา​จะ​ต้องผิดพลาด ตรงไหนสักแห่ง"

แก้วเพิ่งพูด​กับ​เขา​เป็นประโยค​ที่สอง

"ฉันก็สงสัย ช่วยกันอ่านทวนหาเท่าไหร่ๆ​ ก็ไม่เห็นพิรุธอะไร​" คราวนี้เจ้าศีลมีน้ำเสียงขึงขังจริงจังกว่าปกติ "เลย​ตกลง​กับพี่แก้ว​เขาไว้ว่า ​จะยังไม่ยอมปวารณา​เป็นโยมอุปัฏฐากหรือบวชเข้า​ไปอยู่​ในอะไร​​ที่เรายังไม่แน่ใจว่า​เป็นคุณ​ที่เ​ที่ยงแท้...​.จนกว่า...​.จนกว่า...​"

"จนกว่าเรา​จะ​ได้​พระไตรปิฎกฉบับ​อื่นมาตรวจทานสอบเทียบกันดูก่อน...​.​จะอ้ำๆ​ อึ้งๆ​ อยู่​ทำไมล่ะศีล พูดกันมาถึงขนาดนี้แล้ว​" พี่สาวช่วยน้องชายต่อประโยคสำคัญ แล้ว​หัน​ไปค้อนให้ทีหนึ่ง​

"ก็...​เอ่อ...​พี่ชาย​เขา​จะช่วยเรา​ได้หรือ พี่แน่ใจหรือว่าเล่มของพี่ชาย​จะ...​.เฮ้อ!!~"

เจ้าศีลละสายตามาจับตรง​พระเครื่อง​ที่คอ​เขาอีกครั้ง แล้ว​ส่ายหน้าอย่างหมดหวัง ​ส่วน​เขาก็กระดากใจเกิน​ไป​ที่​จะกล้ายืนยันว่า ​พระพุทธศาสนา​ที่ตัวเองนับถือกันมาตามประเพณีนั่น​เป็นทางแห่งพุทธะแท้ๆ​

สองพี่น้องหัน​ไปซุบซิบปรึกษาอะไร​กันเบาๆ​ ก่อน​จะมาพูดเกือบ​จะ​พร้อมกัน

"ให้เรา​ไปด้วย​ได้ไหมพี่ชาย!"

​เขาถึง​กับสะดุ้งโหยงตีสีหน้าไม่ถูก ​จะเข้าตำรากินบนเรือนขี้รดบนหลังคาก็คราวนี้

"มะ...​มะ...​ไม่...​ดะ...​ดะ..​ได้"

กระทั่งคำ​ที่ตอบออก​ไปก็ยังฟังไม่​เป็นภาษา ไม่รู้ว่าตอบรับหรือปฏิเสธ ใจหนึ่ง​ก็อยาก​จะช่วยปลดพันธนการอันโสมมนี้ให้หลุดจากกายของหญิงสาว ​แต่ใจหนึ่ง​ก็คิด​ไปถึงเรื่อง​ของ​ความถูก​ต้อง​และสมเหตุสมผล ถึง​แม้ พิธีนวกสมโภช ​จะ​เป็นพิธีอันเลวร้ายใน​ความเชื่อ​ความเข้าใจของ​เขา ​แต่ในสังคมนี้ในบ้านเมืองนี้ ก็ด้วย​เพราะขนบธรรมเนียมอย่างนี้พวก​เขาจึงสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อๆ​ กันมา​ได้ เรื่อง​ว่า​ใครอยาก​จะอยู่​​ใครอยาก​จะ​ไปจึงไม่น่า​จะใช่เรื่อง​ของ​ส่วนบุคคลอีกต่อ​ไป

"เรื่อง​นี้ไม่ใช่เรื่อง​เล็กๆ​ นะแก้ว...​ศีล"

​เขาพยายามรวบรวมสติ​เพื่อกลั่นกรอง​ความคิด ​แต่แล้ว​เสียงหนึ่ง​ก็ดังขึ้น​เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลง​ที่กลางกระหม่อม

"พ่อหนุ่มๆ​ เร็วเข้าเถิด...​​พระคุณเจ้าท่านไม่รอเพล ท่านแบกกลดสะพายย่ามออก​ไป​เป็นแถวแล้ว​ ​ถ้าออก​ไปไม่ทันเพลนี้เธอ​ต้องบวชนะ...​.ท่านสังฆราชาบอกมาแล้ว​ว่า​ถ้าไม่​ไปก็​ต้องบวช...​บวชก่อนงานนวกสมโภช" ป้าศรีผู้​เป็นแม่ของสองพี่น้อง​ที่​กำลังคบคิดกันแหกขนบรีบกระหืดกระหอบเข้ามาบอกด้วย​ความหวังดีเต็ม​ที่ "​พระใหม่...​​จะ​ได้จับ...​.สลากก่อนด้วยนะ.."

​ทั้งสามคนสบตากันวูบด้วยสีหน้าตระหนก

​เขายกมือขึ้น​ทาบอก ขยับ​พระเครื่องให้แนบชิด​กับหัวใจ​ที่เต้นโครมคราม สมองหมุนติ้วเวียนถามตัวเองซ้ำ​ไปซ้ำมา​โดยไม่กล้าหาคำตอบ...​.

...​.​ถ้า​ไปตอนนี้ แล้ว​สองพี่น้องนี่หาย​ไปด้วย ​จะรอด​ไป​ได้ถึงไหน...​.

...​.​ถ้าไม่​ไปตอนนี้...​​เขา...​​เขา​จะ​ได้เข้าร่วมพิธีนวกสมโภชด้วยจริงๆ​ น่ะหรือ...​...​




******************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-788 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง เมืองแม่พระ
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๙๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3136 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 17 ก.พ. 2548, 09.00 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น