นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
บ้านหลังใหม่
ชาร ทิคัมพร
..."...​​.​​ถ้าพ่อขาย​​ที่เรามีเงินแล้ว​​ทำอะไร​​ก็​​ได้ พ่อ​​จะพาอาน้อยมูล​​ไปเ​​ที่ยวกรุงเทพก็​​ได้ พ่อ​​จะ​​ไปเ​​ที่ยวดูทะเล​​ที่พัทยาก็​​ได้ " ...​​....
pic_no_775_1_69852.jpg
หลายวันมาแล้ว​​ที่ลุงคำจัดการเก็บข้าวของลงลังกระดาษ​เพื่อเตรียมย้ายบ้าน เริ่มจาก​พระ​ที่หิ้งบูชา แก​เอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ​พระ​แต่ละองค์แยกไว้ลังหนึ่ง​ต่างหาก​และวางไว้บนโต๊ะ ​ส่วนถ้วยจานชาม ของกระจุกกระจิกเก่าๆ​ ​และเสื้อผ้าบาง​ส่วนแก​เอาใส่ลังวางไว้บนพื้นบ้าน

​ความจริงมันเกือบ​จะไม่​ต้องเก็บอะไร​​ไปเลย​ด้วยซ้ำ ​เพราะลูกๆ​บอก​กับแกว่า​จะซื้อให้ใหม่​ทั้งหมด​แม้​แต่เสื้อผ้า ​แต่แกก็เก็บๆ​รื้อๆ​ของเข้าๆ​ออกๆ​อยู่​​กับลังกระดาษห้าหกใบ ทำมันวันละนิดวันละหน่อย​ ค่อยทำให้มันยืดยาดอยู่​อย่างนั้น​ แกพยายามถ่วงเวลา​เพื่อ​จะอยู่​​ที่บ้านไม้เก่าหลังนี้ให้นาน​ที่สุด

บ้านเสาไม้แก่นใต้ถุนสูง เครื่องบน​เป็นไม้ประดู่ปน​กับไม้แดง พื้นกระดาน​และฝานั้น​​เป็นไม้สัก ก็โค่น​เอาแถวๆ​นี้แหละ​ ​เมื่อตอนนั้น​แถวนี้มันยัง​เป็นป่า ข้างๆ​บ้านมีไผ่ซาง​กับ ไผ่บงสองสามกอปลูกไว้​ใช้งาน มีไม้เก็ด ไม้ประดู่ ​และไม้มะค่า​ซึ่งติด​ที่เดิมอยู่​อีกสี่ห้าต้น ปล่อย​เอาไว้บังแดดบังลมให้บ้าน

บ้านหลังนี้ลุงคำสร้างขึ้น​ใน​ที่ดิน​ซึ่งหักร้างถางพงให้​เป็นนาตอนยังหนุ่ม ตั้งแต่​เมื่อลูกคนโตยังไม่เกิด ​และอ่างเก็บน้ำ​ที่อยู่​ติด​ที่นาของแกตอนนี้ก็ยังไม่มี ตอนนั้น​มัน​เป็นเพียงลำห้วย​ที่อยู่​ตรงปลายนาเท่านั้น​ ​และไกลออก​ไป​ที่ขอบฟ้า​เป็นดอยสูงสลับซับซ้อนสีฟ้าหม่น

​แม้​จะไม่​ได้เกิด​ที่นี้ ​แต่ลุงคำก็ผูกพัน​กับ​ที่นี่ล้ำลึก แก​ได้เมีย​ที่นี่ ลูกชายหญิง​ทั้งสองคนก็เกิด​ที่นี่ ​และเมียของแกก็ตาย​ที่บ้านหลังนี้​เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว​ แกอยู่​บ้านนี้มาก่อน​ที่มัน​จะถูกผนวกเข้าไว้ในหมู่บ้านเสียอีก

พรุ่งนี้แล้ว​ซิ ! ก็​เป็นอันหมดเวลา​ที่​จะอยู่​​ที่นี่อีกต่อ​ไป สายๆ​ลูกชาย​จะมารับแก​ไปอยู่​บ้านใหม่ในเมือง ​เขาเคยพาแก​ไปดูบ้านหลังนั้น​ครั้งหนึ่ง​แล้ว​ มัน​เป็นบ้านตึกสองชั้นมีสนามอยู่​หน่อย​สำหรับให้เด็กๆ​วิ่งเล่น มีโรงรถ​และมีกำแพงสูง​โดยรอบ บ้านปลูกติดกัน​เป็นพืด ทุกหลังเหมือนกันหมด​ทั้งรูปร่าง​และสีสรร มัน​จะต่างกันก็ตรงเลข​ที่บ้านเท่านั้น​ ​เขาเรียกว่าบ้านจัดสรร ดูคล้ายกรงไก่พันธุ์ของบริษัท​ที่มาชักชวนให้แกเลี้ยงไม่มีผิด

หลายวัน​ที่ผ่านมา นอกจาก​จะ​ใช้เวลาเก็บของอย่างอ้อยอิ่ง ลุงคำ​จะ​ใช้เวลา​ที่เหลือเดินดูนาเก่าของแก​ที่ทำ​เป็นขั้นบันได ตั้งแต่ตีนดอยหลังบ้าน​ที่ติดป่าอุทยานฯ ลดหลั่นเรื่อยลง​ไปจนจรดอ่างเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำนี้ก็เพิ่ง​จะสร้างเสร็จ​เมื่อสองปี​ที่แล้ว​ มันทำให้​ที่นารอบๆ​อ่าง เก็บน้ำมีค่าขึ้น​มาทันที ​และ​เมื่อมีถนน ร.พ.ช. ตัดเข้ามารอบอ่างเก็บน้ำด้านบน​ที่​เป็นดงใหญ่ นายทุนก็เข้ามากว้านซื้อ​ที่นารอบอ่างเก็บน้ำ พวก​เขา​จะทำรีสอร์ทให้นักท่องเ​ที่ยว มันอยู่​ในแผนพัฒนาการท่องเ​ที่ยวของจังหวัดด้วย ​ที่นาใกล้ๆ​กัน​ได้ถูกขายให้​กับนายทุน​ไปแล้ว​หลายราย ลุงคำเดินดูผืนนาของแก​ที่ปล่อยไว้ให้​เป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงควาย​ที่เหลืออยู่​ แกพยายาม​จะเก็บ​ความทรงจำนี้ไว้...​.

"​เป็นโอกาสของเราแล้ว​ละพ่อ ​ที่แถบนี้ราคาเหมือน​กับทอง !" ลูกชายคนโต​ที่ทำงานในเมืองบอก​กับแกในวันหนึ่ง​ "เราขาย​ที่เสียแล้ว​เข้า​ไปอยู่​ในเมืองด้วยกัน ซื้อบ้านจัดสรรอยู่​ ผม​กับเมีย​จะ​ได้ดูแลพ่อ ตอนนี้พ่อก็แก่แล้ว​ นาก็ไม่​ได้ทำมาสองปีแล้ว​ พ่อ​จะอยู่​​กับอาน้อยมูลสองคน​ได้ยังไง"

"กูอยู่​​ได้ กูยังหุงหากินเอง​ได้ ควายกูก็ต้อน​ไปเลี้ยงใกล้นี้ๆ​​ได้" ลุงคำตอบกลับ ยืนยันว่าแกยังไม่แก่จน​จะ​ต้อง​ไปอยู่​​กับลูกชายให้ช่วยเลี้ยงดู

"​ถ้าหญ้าไม่พอก็ให้ไอ้น้อยมูล​ไปเกี่ยวมาเติมใส่คอก ผักหญ้าไอ้น้อยมูลมันปลูกสองสามร่องก็กินกันไม่หมด ปลาในอ่างก็มีกิน นา​ที่แบ่งให้​เขาเช่า​ไปกูก็​ได้ข้าวกิน ​จะ​ไปขายมันทำไม แล้ว​ในเมืองไม่ใช่กู​จะชอบอยู่​" ลุงคำไม่เห็นด้วย​ที่​จะขาย​ที่​เพราะเหตุผล​ที่ว่าแกแก่แล้ว​...​ แล้ว​อีกเหตุผลหนึ่ง​​ที่ซ่อนอยู่​ลึกๆ​ของลูกชายแกก็โผล่ออกมา

"พ่อ ! พ่อไม่สงสารผม​กับอีแสงหล้าบ้างหรือ?" ลูกชายคนโตหมายถึงน้องสาวของ​เขา "ตอนนี้เราทำงานกันในเมือง มันก็​เป็นแค่ลูกจ้างต๊อกต๋อย​ทั้งสองคน ไม่รู้ว่า​เมื่อไร​จะตั้งตัว​ได้ บ้านก็​ต้องเช่าอยู่​เหมือนรูหนู หลานๆ​พ่ออีกห้าคน​กำลังเรียน​กำลังกิน​ทั้งนั้น​ พ่อไม่อยากให้พวกมันเรียนสูงๆ​ กันหรือ ?"

ลุงคำนิ่ง ไอ้นี่มัน​กำลัง​จะบอกกลายๆ​ว่าแกเห็นแก่ตัว​ที่ไม่อยากขาย​ที่นาผืนนี้ ​เพราะแค่ยังไม่อยากขายเท่านั้น​เอง นี้หรือ​คือเหตุผลของแก​ที่​เขาคิด !

มันไม่ใช่แค่นี้หรอก​ที่แกไม่อยากขาย มันมีอะไร​ยิ่ง​ไปกว่านั้น​ แกคิดถึงวัน​ที่แกบุกเบิก​ที่จากป่าจนกลายมา​เป็นนา​ที่อุดมสมบูรณ์ แกคิดถึงควาย​ที่มันอยู่​​กับแกมานานแสนนาน พวกมัน​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของครอบครัว ควายพวกนี่แหละ​​ที่ทำให้แก​ได้ส่งลูกชายลูกสาวเข้าเรียน​แม้​จะไม่สูงนัก ​แต่ก็เข้า​ไปทำงาน​เป็นลูกจ้างบริษัทในเมือง​ได้ แทน​ที่​จะ​ต้องมาทำนาอยู่​​ที่นี่อย่างแก

ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ มีควายนับสิบตัว​ที่ผ่านเข้ามาในคอกบ้านนี้ แล้ว​ก็แก่ตาย​ไปตามอายุของมัน แกไม่เคยขายควายเลย​​แม้มัน​จะแก่จนทำงานไถนาไม่​ได้แล้ว​ ​เมื่อควายตัวใดล้มก็​จะให้​เขา​เอาล้อมาบรรทุกมัน​ไปแล่กัน​ที่อื่น ​เอา​ไปแบ่งกินกัน ลุงคำไม่เคยกินเนื้อควายของแกเองเลย​

ควาย​ที่เหลืออยู่​ในคอกอีกสี่ตัวนี่ก็​เป็นรุ่นสุดท้าย มัน​เป็นควายลูกคอก​ทั้งหมด "ไอ้ก้ำ" ควายพ่อพันธุ์​ที่แก​เอาไว้​ไปทับ​กับควายคอกอื่น "อีเผือก" แล้ว​ก็ "อีคำใส" ​กับ"ไอ้โก๋" ลูกของมัน ​ซึ่งหลานแก​เป็นคนตั้งชื่อให้ ต่างก็เกิดในคอกนี้​ทั้งนั้น​ ลุงคำไม่ยอมขายมัน​แม้​จะเลิกทำนามาสองปีแล้ว​ เพียง​แต่ไม่​เอามัน​ไปทับใหม่อีกเท่านั้น​ นา​ส่วนหนึ่ง​​ที่แกให้​เขาเช่านั้น​ ​เขาก็ไม่เช่าควายแก​ไปด้วย เดี๋ยวนี้​เขา​ใช้รถไถกันแล้ว​ แกจึง​ต้องเลี้ยงมันไว้เอง นี่​เป็นอีกสิ่งหนึ่ง​​ที่ผูกพันแกไว้​กับ​ที่นาผืนนี้

ยังมีอีกอย่าง​ที่ลูกๆ​แกไม่รู้ ​เพราะ​แม้​แต่แกเองก็เพิ่ง​จะคิดถึงมัน​เมื่อไม่นานมานี้...​ แกหวังว่า​จะตาย​ที่นี่ ! ​ที่บ้านหลังนี้ อย่าง​ที่เมียของแกตาย​ไป​เมื่อนานมาแล้ว​

นานนับ​เป็นเดือนๆ​​ที่ลุงคำเฝ้าคิดถึง​แต่เรื่อง​​ที่ลูกชายอยากให้ขาย​ที่ แก​เอา​ความผูกพันของแก​กับ​ที่นา​และควาย รวม​ทั้ง​ความอยากอยู่​​ที่นี่​และหวังว่า​จะตาย​ที่นี่ ขึ้น​ตาชั่งเปรียบเทียบ​กับ​ความสุขสบาย​และโอกาสก้าวหน้าของลูกๆ​​และหลานๆ​ของแก ตาชั่งของลุงคำแกว่ง​ไปแกว่งมาไม่ยอมนิ่งสักที ...​

เดี๋ยวนี้กลางวัน​ที่เคยเงียบสงบเริ่มมีเสียงเลื่อยไฟฟ้า เสียงการก่อสร้างมาจาก​ที่นาใกล้ๆ​​ซึ่ง​เขาขาย​ไปแล้ว​ ​และการก่อสร้างบ้านพักของรีสอร์ท​กำลังเริ่ม มันคง​จะขยายวงออก​ไปเรื่อยๆ​ ต่อ​ไปมันคง​จะไม่ใช่นาบ้านป่า​ที่เงียบสงบอย่าง​ที่แกเคยอยู่​อีกแล้ว​

หลายเดือนมาแล้ว​​ที่ลุงคำเริ่มปวดเข่าปวดข้อ จนไม่ค่อยอยาก​จะเดิน​ไปไกลจาก บ้านนัก แกเหนื่อยมากขึ้น​​กับการเดินเท่าเดิมอย่าง​เมื่อก่อน ตอน​ที่เมียแกตายหล่อนเจ็บเพียงสามวัน​ที่บ้านนี้แล้ว​ก็ตาย​ไป ห้อมล้อมด้วยลูกๆ​ ​และตัวแก​ที่คอยดูใจ

​แต่สำหรับแกเล่า ​ถ้ายังอยู่​​ที่นี่ต่อ​ไป ตอนเจ็บลูก​เขา​จะทิ้งงานบริษัทในเมืองมาดูแก ​ได้หรือ ​และ​ถ้าแกไม่ตายในสองสามวัน ​แต่​ต้องนอนเจ็บยืดเยื้อ​เป็นเดือนๆ​ ​ใคร​จะมาดูแก น้อยมูลถึง​จะอยู่​กันมานานนับสิบๆ​ปีก็​เป็นคนอื่น ใน​ที่สุดลูกๆ​​เขาก็คง​เอาแก​ไปส่ง โรงพยาบาลให้​ไปตาย​ที่นั่น ​ความคิด​ที่​จะตาย​ที่บ้านนี้เริ่มสับสน ปัญหามันมากกว่า​ที่ว่า "​จะตาย​ที่ไหน" ​แต่ยัง "​จะตายอย่างไร" อีกด้วย !

นับตั้งแต่แกปฏิเสธเรื่อง​การขาย​ที่นา​ไปตั้งแต่ครั้งนั้น​ ​ทั้งลูกชาย​และลูกสาวก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่อง​นี้กันอีกเลย​ พวก​เขารู้ดีว่าคนอย่างพ่อไม่​ต้องพูดซ้ำสอง ​ถ้าบอกว่า "ไม่" ก็​คือไม่

​แต่​ทั้งสองครอบครัวก็ยังผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมแกเกือบทุกเดือนอย่างเคย มีของกินมาฝากแก​กับน้อยมูลลูกจ้างคนเก่าคนแก่ของบ้านนี้​ซึ่งอยู่​ด้วยกันมาจนเหมือนญาติ บางครั้งพวก​เขาก็​จะ​เอาลูกๆ​มาเยี่ยมด้วย พวกหลานๆ​​จะรบแกให้ทำว่าวให้ ​เขาซื้อป่าน กระดาษ​และกาวมาให้ ​ที่นี่โล่ง​และลมดีหลานๆ​ติดใจฝีมือทำว่าวของปู่ของตานัก

บางทีเด็กๆ​ก็​จะชวนแก​ไปตกปลา​ที่ริมอ่างเก็บน้ำ แก​จะสอนวิธีขุดหาไส้เดือน​ที่​จะ​ใช้​เป็นเหยื่อ พวก​เขา​ได้เล่นซุกซนสนุกสนานในทุ่งกว้างอย่างเด็ก...​ ก็​ที่บ้านของพวก​เขา "เล็กเหมือนรูหนู" พ่อของ​เขาว่าไว้ยังงั้น ลุงคำเองเคย​ไปเห็นมาแล้ว​​และก็คิดอย่างนั้น​เหมือนกัน คิดๆ​​ไปแล้ว​ก็ให้นึกเอ็นดูหลานๆ​ บ้านเช่าในเมืองมันก็​ได้เท่านี้แหละ​

แล้ว​วันหนึ่ง​​เมื่อลูกชาย​กับลูกสาว​พร้อม​ทั้งสะใภ้​และเขย ตลอดจนหลานๆ​​ซึ่งมารดน้ำดำหัวแกในวันสงกรานต์ก็​ต้องประหลาดใจ​กับคำถามของลุงคำ

"​ถ้าขายบ้านขายนานี้​ไปแล้ว​กู​กับไอ้น้อยมูล​จะ​ไปอยู่​​ที่ไหน?" ลุงคำเอ่ยขึ้น​​เมื่อกินข้าวกลางวันเสร็จ แกยังห่วง​กับลูกจ้างวัยกลางคนเก่าแก่ ​ที่เคยอยู่​ด้วยกันมาตั้งแต่ลูก​ทั้งสองคนยังเด็กๆ​ ตาชั่งของลุงคำเริ่มนิ่งแล้ว​

"พ่ออย่าห่วงเลย​ พ่อก็​ไปอยู่​​กับผม ​เอาอาน้อยมูล​ไปด้วย" ลูกชายคนโตตอบแบบงงๆ​ ​เขาไม่​ได้เตรียมตัวมาก่อน แสงหล้าน้องสาวช่วยเติมคำตอบให้​กับพี่ชาย

"เรา​จะซื้อบ้านจัดสรรกันคนละบ้าน มีห้องให้พ่อ​กับอาน้อยมูลอยู่​กันคนละห้อง​ทั้งสองบ้าน พอพ่ออยู่​บ้านพี่จนเบื่อก็ย้าย​ไปนอนบ้านฉัน เล่น​กับหลานตา พอเบื่ออีกก็กลับมาอยู่​​กับพี่เล่น​กับหลานปู่ ​ถ้าพ่อขาย​ที่เรามีเงินแล้ว​ ทำอะไร​ก็​ได้ พ่อ​จะพาอาน้อยมูล​ไปเ​ที่ยวกรุงเทพก็​ได้ พ่อ​จะ​ไปเ​ที่ยวดูทะเล​ที่พัทยาก็​ได้" แสงหล้าพูดถึงทะเล​ที่แกไม่เคยเห็น

จากนั้น​ไม่นาน​ที่นาของแกก็ถูกขายให้​กับนายทุน​ที่​จะทำรีสอร์ท ในราคา​ที่ทุกคน พอใจ...​.

คืนสุดท้าย กว่าลุงคำ​จะกินข้าวเย็น​กับน้อยมูลเสร็จก็ค่ำ​พอดี อากาศต้นฤดูฝน ลมใต้ยังพัดเฉื่อยฉิวผ่านอ่างเก็บน้ำมา​ที่บ้าน มันพา​เอา​ความเย็นสดชื่นมาด้วย นกกระปูดหลายตัวร้องมาจากพงอ้อริมน้ำ เดือนนี้​เป็นหน้าจับคู่ของมัน พอมืดสนิทหิ่งห้อยรุ่นแรก​ที่อยู่​ในรูดินในทุ่งหญ้ารอบบ้านก็พากันออกจากดักแด้ ขึ้น​มาบิน​เพื่อผสมพันธุ์นับพันนับหมื่นตัว ​เป็นประกายกระพริบเต็ม​ไป​ทั้งท้องทุ่ง มัน​จะ​เป็นอย่างนี้ทุกต้นฤดูฝน หิ่งห้อยหลายตัวบินวนหลงเข้ามา​ที่ระเบียงบ้าน​ที่ลุงคำนั่งสูบบุหรี่อยู่​ แล้ว​ก็บินหลบออก​ไป

ลุงคำ​กำลังซึมซับบรรยากาศคืนสุดท้ายของบ้านนาชายป่าหลังนี้ไว้ใน​ความทรงจำให้มาก​ที่สุด ดาวพรายแสงอยู่​เกลื่อนฟ้า​เพราะ​เป็นคืนแรม หิ่งห้อย​ที่พากันออกจากรูบิน​ไปทั่วท้องทุ่ง ​เป็นสัญญาณว่าอีกไม่กี่วันจากนี้ ฝนใหญ่ห่าแรกก็​จะลงชะผืนดิน ทีนี้ก็​จะ​เป็นคราว​ที่แมงมัน​กับแมงเม่า​จะออกจากรูบ้าง ​แต่แกคงไม่ทัน​ได้อยู่​ดูแมงมันพรั่งพรูขึ้น​จากรูตอนค่ำเหมือนปีก่อนๆ​...​ เสียงนกเค้าแมวร้องอยู่​บนก่อไผ่ข้างบ้าน

น้อยมูลลง​ไปเติมหญ้า​ที่สุมไฟให้​กับควาย​เป็นคืนสุดท้าย กลิ่นควันหญ้าใหม่หอมกรุ่นกว่าทุกๆ​วัน​ที่แกเคยสูดดมมันมา

น้อยมูลเดินกลับขึ้น​มาบนบ้าน นั่งลงตรงระเบียงบ้านเงียบๆ​ใกล้แก "พรุ่งนี้​เขา​จะมา​เอาควายกี่โมง ?" ลุงคำหัน​ไปถามน้อยมูล

" ​เขาว่าแปดโมงเช้า​" น้อยมูลตอบ

"พวกพ่อค้าควาย​ที่ห้วยเดื่อบอกว่า​ที่นั่นมีคนอยาก​ได้ควาย​ไปทำนา" น้อยมูลบอกต่อ​ไปด้วยเสียงเบา​โดยไม่ยอมมองหน้าแก สามอาทิตย์มาแล้ว​​ที่​เขา​ต้อง​ไปตระเวนหาพ่อค้าควายทั่ว​ทั้งอำเภอนี้​และอำเภอข้างเคียง ​แต่ก็ไม่มีพ่อค้าคนไหนรับปากว่า​จะหาคน​ที่ซื้อมัน​เอา​ไป ทำนา​ได้เลย​ ​เขาเองอยู่​ทำนา​กับลุงคำ​ที่นี่มานาน​และรักควายทุกตัวอย่าง​ที่ลุงคำรัก น้อยมูลเห็น​ความหวังริบหรี่​ที่ควายเหล่านี้​จะ​ได้กลับ​ไปทำนาอีกครั้ง

ลุงคำพยักหน้าช้าๆ​ แล้ว​คิ้วแกก็กลับขมวดเข้าหากัน สีหน้าดูครุ่นคิดอะไร​บางอย่าง ก่อน​ที่​จะสั่งให้น้อยมูล​ไปบอกขายควาย แกเอง​ได้เ​ที่ยวตระเวน​ไปแล้ว​หลายวัด แกนึกถึงคำตอบของหลวงพ่อวัดแรก​ที่​ไปหา...​

"ไม่​ได้หรอกโยม ควายตั้งสี่ตัว​ใคร​จะ​เป็นคนเลี้ยง หมาแมว​ที่วัดนี่ก็เยอะแยะแล้ว​ โยมคำยัง​จะ​เอาควายมาปล่อยอีกสี่ตัวเชียวหรือ" ​และคำตอบของหลวงพ่อวัดอื่นๆ​ก็ไม่ต่างกัน​กับวัดแรกสักเท่าใด

"มึงคิดยังไง​ที่เรา​ต้อง​ไปอยู่​​ที่อื่นพรุ่งนี้" ลุงคำถามลูกจ้างเก่าแก​ที่อยู่​กันมานานจนเหมือนญาติ​โดยไม่หัน​ไปมองหน้า

"ผมยังอยากอยู่​​ที่นี่ ​แต่​ถ้าพ่อ​จะ​ไปผมก็​ต้องกลับบ้าน ผมไม่​ไปอยู่​บ้านในเมือง​กับพ่อหรอก" น้อยมูลเลือก​ที่​จะกลับ​ไปอยู่​บ้านเกิด​เขา​ที่เมืองพร้าว

ผีพุ่งใต้ดวงหนึ่ง​พุ่งวาบลงจากท้องฟ้า​เป็นทางยาว ​ทั้งสองคนมองขึ้น​​ไป พรุ่งนี้​ที่บ้านใหม่คง​จะไม่มีแสงดาวอย่างคืนนี้อีกแล้ว​ นอกจากแสงไฟตามตลาด​และแสงไฟถนนในหมู่บ้านจัดสรร...​ คืนนั้น​ลุงคำนอนฟังเสียงนกเค้าแมวร้องอยู่​จนดึก

รุ่งขึ้น​ลูกชายคนโตมาถึงบ้าน​แต่เช้า​ ด้วยรถกระบะคันใหม่​ที่​เขาเพิ่งซื้อ น้อยมูลรีบยกข้าวของต่างๆ​​และลังกระดาษของลุงคำ​และของตัวเอง​เอาลงมาใส่รถ

ลุงคำลง​ไป​ที่คอกควาย พวกมัน​ทั้งสี่ตัวขยับเข้ามาใกล้แก อีคำใส​เอาจมูกมาดุนๆ​มือของลุงคำ​ที่เกาะรั้วคอกอยู่​ ไอ้โก๋ ลูกของมัน​ที่อายุเพียงสองปีพยายามแทรกแม่มันเข้ามาบ้าง ในบรรดาควาย​ที่แกเคยมีมา อีคำใสฉลาด​และเชื่อง​ที่สุด ​เมื่อแก​ใช้มันไถนามัน​จะเลี้ยวกลับเอง​เมื่อสุดคันนา แกเพียง​แต่ยกคันไถกลับตามเท่านั้น​ ไม่​ต้องร้องบอกหรือคอยตีเตือนเหมือนควายตัวอื่น แกไม่เคยตีอีคำใสเลย​

คนรับซื้อควายมาถึง​พอดี ​เขาตรวจดูควายจนพอใจ​และนับเงินจ่ายให้ลุงคำจนครบตาม​ที่ตกลงกัน จากนั้น​ก็เปิดประตูคอกเข้า​ไป ​เอาเชือกล่ามตรง​ที่สนตะพายไว้ จูงมันออก​ไปทีละตัว แปลก​ที่ทุกตัวดิ้นอลหม่าน พวกมันไม่เคยตื่นกลัว​ใครขนาดนี้ คง​เพราะผิดกลิ่น ! ​แต่อีคำใสนั้น​ดื้อ​เป็นพิเศษ มันไม่ยอมออกจากคอกจน​เขา​ต้อง​เอาไม้เฆี่ยนแรงๆ​หลายที ​และช่วยกันลากถึงสี่คน จึง​เอามันออกจากคอก​ได้

ลุงคำขบฟันแน่น แกไม่เคยตีมันเลย​​แม้​แต่ทีเดียว ​เมื่อ​เขาลากมันออกจากคอก​และผ่านตรง​ที่แกยืนอยู่​ อีคำไสหันมามองแกแล้ว​หยุดนิ่งไม่ยอม​ไป มีน้ำตาไหลออกมาจากตา ของมัน พวก​ที่มาซื้อควาย​ทั้งลาก​ทั้งดัน ร้องฮุยๆ​ แล้ว​เงื้อไม้หวดหลังมันอีกหลายฉาด เงินค่าควายในกำมือของลุงคำร้อนฉ่าเหมือนกำไฟ​เอาไว้

"ไม่​ต้องตี กู​จะจูงมัน​ไปให้" ลุงคำรีบร้องบอก แล้ว​ก็เข้า​ไปรับเชือกจากคนซื้อควาย จูงมัน​ไปผูกรวมไว้​กับควายตัวอื่นๆ​​ที่ริมกอไผ่ ลุงคำยกผ้าขาวม้า​ที่คล้องบ่าขึ้น​ซับหน้า​และ​ที่หางตาของแก...​.

"พ่อขึ้น​รถเถอะ เดี๋ยวสาย​จะร้อน" น้อยมูลเร่งแก

รถกระบะคันใหม่​ที่ลูกชายขับมารับค่อยๆ​แล่นออกจากบ้าน ลุงคำหันกลับมามองบ้านไม้เสาแก่นหลังเก่า​และฝูงควาย​เป็นครั้งสุดท้าย

"​เขา​จะขายมันให้คน​เอา​ไปทำนาแน่หรือ ? " ลุงคำหัน​ไปถามน้อยมูล​ซึ่ง​เป็นคน​ไปติดต่อพ่อค้าควาย

"​เขาบอกว่างั้นพ่อ" น้อยมูลตอบเบาๆ​ แล้ว​หันหน้าออก​ไปนอกหน้าต่างรถ ไม่ให้​ใครเห็นน้ำตาของ​เขา​ที่คลอออกมา ลุงคำหันกลับ​ไปมองข้างหน้ารถ ดูถนน​ที่​จะพา​ไปยังบ้านหลังใหม่ในเมือง แกหวังว่าควายพวกนี้คง​ได้​ไปทำนา​กับเจ้าของใหม่​ที่รักพวกมันอย่างแก

ลูกๆ​หลานๆ​ทุกคนพอใจ​กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต พวก​เขา​ได้อยู่​บ้านจัดสรร มีรถยนต์​ใช้ หลานๆ​แกก็​ได้ย้าย​ไปอยู่​โรงเรียนใหม่​ที่ดีกว่า ​และลูกๆ​ยังมีเงินเหลือเก็บไว้ในธนาคาร ทุกคนต่างก็สมหวังกันจากการขายนาผืนนี้

ลุงคำนั่งนิ่งอยู่​ในรถ ไม่ยอมหันกลับมาดูบ้านเก่าอีกเลย​ แกจึงไม่เห็นว่ามีรถบรรทุก หกล้อคันหนึ่ง​แล่นเข้า​ไปใน​ที่ดิน​ซึ่งเคย​เป็นของแก มันแล่น​ไปยังก่อไผ่ตรง​ที่ควาย​และพวก พ่อค้าควายยืนรออยู่​ ข้างรถมีตัวหนังสือเขียนว่า "โรงฆ่าสัตว์เทศบาลตำบลห้วยเดื่อ" ...​. O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-775 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง บ้านหลังใหม่
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๗๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3101 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2548, 11.11 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-3229 ], [203.150.132.172]
เมื่อวันที่ : 02 มี.ค. 2548, 19.04 น.

น่าสารลุงคำ​และควายๆ​จังเลย​นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น