นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๘ มกราคม ๒๕๔๘
แดนอารยธรรม
ชาร ทิคัมพร
......​​คุณครูผู้หญิงคนนั้น​​​​ไปหาเชือกกล้วยมาสองเส้น แล้ว​​​​เอามาผูกร้อยเข้า​​กับหูกางเกงของเราสองคนคนละเส้น ! ผูกให้แทนเข็มขัด...​​...
pic_no_762_1_19289.jpgวันหนึ่ง​​เมื่อคุณเดินเข้า​ไปในโรงเรียน​เพื่อ​จะรับลูกชายวัยอนุบาลกลับบ้าน ​แต่กลับพบลูกน้อยของคุณโดนเด็กนักเรียนผู้ชายอีกคน ​เอาหินขว้างจนหัวแตก เลือดหยดลงเปื้อนเสื้อนักเรียนสีขาว​เป็นดวงๆ​ ใกล้ๆ​กันนั้น​เจ้าเด็ก​ที่ทำหัวลูกคุณแตกยืนหน้าซีด ถูกครูจับตัว​เอาไว้ คุณ​จะทำยังไง​กับเจ้าเด็กผู้ชายคนนั้น​ ​เอาตัว​ไปส่งตำรวจ ให้โรงเรียนไล่ออก ให้เฆี่ยนสิบทีหน้าเสาธง ฟ้องร้องพ่อเด็กเรียกค่าทำขวัญ ?….. ​ถ้าคุณยังนึกคำตอบไม่ออก ฟังเรื่อง​ของผมดูก่อน !

​เมื่อตอนผมยังเด็กมากๆ​ แม่อยากให้ผม​ได้เรียนในโรงเรียนดีๆ​ (​ความจริงแม่​ใครๆ​ ก็อยากทำอย่างนี้กัน​ทั้งนั้น​) ตอนนั้น​โรงเรียน​ที่ว่าดี​และทันสมัยเฉียบจน​ใครๆ​ ก็อยาก​เอาลูก​ไปเข้าจนตัวสั่นนั้น​​คือ โรงเรียน​ที่ไม่มีการทำโทษเด็กด้วยการ "ตี" ​ซึ่งถือว่าป่าเถื่อนไร้อารยธรรม แล้ว​แม่ก็ทำสำเร็จ​โดย​เอาผม​ไปฝาก​กับ​เพื่อนคนหนึ่ง​​ที่รู้จัก​กับครูในโรงเรียนอย่าง​ที่ว่า

โรงเรียน​ที่ผมว่านี้​ความจริง​เป็นโรงเรียนผู้หญิง ครูโรงเรียนนี้​เป็นผู้หญิง​ทั้งหมด ​เขารับเด็กผู้ชายอย่างผมเข้า​ไปร่วมเรียนเฉพาะชั้นอนุบาลเท่านั้น​ ​เมื่อ​จะขึ้น​ชั้นประถมก็​ต้องออก​ไปหา​ที่เรียน​ที่อื่น โรงเรียน​ที่แสนน่ารักนี้เข้าเรียนแปดโมงเช้า​ พอสิบโมงก็หยุดพัก นักเรียนอนุบาลทุกคน​ต้อง​ไปเข้าแถวรับกล้วยน้ำว้าคนละสองใบ​เอา​ไปกิน เ​ที่ยงหยุดพักกินข้าวกลางวัน บ่ายโมงนักเรียนอนุบาล​ต้องเข้าห้องนอนกลางวัน บ่ายสองโมงตื่นขึ้น​มาเรียนต่อ บ่ายสามโมงครึ่งเลิกเรียน นี่​คือตารางเรียนของชั้นอนุบาล

​เมื่อเรียนๆ​เล่นๆ​​ไป​ได้ไม่นาน ผมก็เริ่มมีประสบการณ์ในการถูกทำโทษแบบมี อารยธรรม เริ่มแรกก็​คือตอนนอนกลางวัน ทางโรงเรียนมีเสื่อปูบนพื้นห้องนอน​เป็นแถวเต็ม​ไปหมด เสื่อผืนหนึ่ง​เด็ก​จะนอนกันสองคนมีหมอนกันคนละใบ

วันนั้น​ผมนอนไม่หลับ ก็เลย​ชวน​เพื่อนร่วมเสื่อคุย คุยกันหลายเรื่อง​จน​ไปถึงเรื่อง​การเล่นว่าว แล้ว​จากการนอนคุยกันก็​เป็นการเล่นกัน เราสองคนถอดเข็มขัดออกแล้ว​สมมติว่ามัน​เป็นว่าว หัวเข็มขัด​เป็นตัวว่าว ​ส่วนสายเข็มขัด​เป็นหางว่าว เรา​เอามือจับหัวเข็มขัดชูขึ้น​แล้ว​​เอาโฉบกัน​ไปมา​ทั้ง​ที่​กำลังนอนอยู่​ ให้เหมือนว่าวปักเป้าสองตัว​กำลังคว้ากัน เล่น​ได้ไม่นานครู​ที่ดูแลห้องนอนก็เห็น เราถูกริบเข็มขัด​ไป ​และถูกกำชับว่าห้ามเล่นกันอีกในเวลานอนกลางวัน

ยังก่อน ! ขบวนการในการทำโทษยังไม่จบตรงแค่ถูกริบเข็มขัด คุณครูผู้หญิง​ที่น่ารักคนนั้น​​ไปหาเชือกกล้วยมาสองเส้น แล้ว​​เอามาร้อยเข้า​กับหูกางเกงของเรา​ทั้งสองคน คนละเส้น ! ผูกให้แทนเข็มขัด​และห้าม​เอาออกจนกว่า​จะถึงเวลากลับบ้าน

​เมื่อแม่มารับผมกลับบ้าน แม่ถามว่าเข็มขัดหาย​ไปไหน ผมบอก​ไปตามตรงว่าถูกครูริบ​เพราะ​เอามาเล่นกันตอนนอนกลางวัน แม่ว่าดีแล้ว​ทีหลังอย่าทำอีก ! ผม​กับ​เพื่อนถูกริบเข็มขัดอยู่​สองวันจึง​ได้คืน ​และใน​ระหว่างสองวันนั้น​ ตอนเช้า​ครู​จะ​เอาเชือกกล้วยเส้นเดิมมาผูกให้แทน ผม​กับ​เพื่อน​ต้องเดินผูกเชือกกล้วยตากหน้าอยู่​อีกถึง สองวัน

ไม่นานผมก็เห็นนักเรียนห้องอื่นถูกลงโทษบ้าง คุณครู​เอาป้ายกระดาษแข็งผูกเชือกแขวนไว้​ที่คอเด็กนักเรียน มีข้อ​ความตัวโตเขียนไว้ว่า “ฉัน​เป็นคนขี้เกียจ” เด็ก​ที่ถูกแขวนป้ายนี้​จะ​เอาป้ายออกเองไม่​ได้ ​จะ​ต้อง​ไปไหนมาไหนในโรงเรียน​โดยมีป้ายเกียรติยศนี้ห้อยคอ​ไปตลอด จนกว่าคุณครู​จะเห็นสมควรให้​เอาออก​ได้ ผมไม่รู้ว่าเด็กคนนั้น​​ไปทำอะไร​ผิดจึงถูก​เอาป้าย​ที่บอกว่าฉัน​เป็นคนขี้เกียจคล้องคอ ​ต่อมามีเด็กอีกหลายคนถูกแขวนป้ายนี้ ​และมีกันทุกวัน จนกระทั่งการถูกแขวนป้ายชัก​จะ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา​ไป

แล้ว​ผมก็​ได้รับประสบการณ์​ที่สอง….นับตั้งแต่ผมเข้ามาเรียน​ที่นี่ ผมไม่เคยกินกล้วยน้ำว้าเลย​​เพราะผมไม่ชอบ ! ​แต่ก็​ต้องถูกบังคับให้​ไปเข้าแถวรับ​เอามาทุกๆ​วัน ทางออก​ที่เด็กอย่างผมคิด​ได้ก็​คือ​เอา​ไปทิ้งถังขยะ !! ผมทำอย่างนี้​เป็นเดือนๆ​ จนวันหนึ่ง​ก็ถูกจับ​ได้ คุณครูจับตัวผม​ไปยืนหน้าห้องเรียน บอกถึง​ความผิดของผมให้​เพื่อนร่วมห้องฟัง แล้ว​ป้ายกระดาษ “ฉัน​เป็นคนขี้เกียจ” ก็ถูกนำมาคล้องคอผม​ทั้งๆ​​ที่ผมทำผิด​เพราะ​เอากล้วย​ไปทิ้ง

ผมมารู้ทีหลังว่า​เขามีป้ายอย่างเดียวเท่านั้น​สำหรับ​ใช้ในการแขวนคอเด็ก ป้ายนี้เหมือน​กับวัคซีนรวม​ที่ฉีดให้​กับคน​ที่ถูกงูกัด​โดยไม่รู้ว่า​เป็นงูอะไร​ ผม​ต้องเดิน​ไปไหนๆ​ ​โดยมีป้ายแขวนคออยู่​หนึ่ง​วัน สำหรับการ​เอากล้วยของโรงเรียน​ไปทิ้ง

ยัง ! ยังมีทัณฑวิธี เอ๊ย ! การทำโทษ​ที่รุนแรงกว่านี้​ซึ่งครูโรงเรียนนี้คิดค้นขึ้น​มา​ได้ คง​เนื่องมาจากป้ายวัคซีนรวม​ที่​ใช้อยู่​ก่อนหน้านี้ดูธรรมดาๆ​​ไป จึงมีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีทำโทษให้ทันสมัยขึ้น​ ​แต่​ใช้​กับเด็กนักเรียนชายเท่านั้น​ นั่น​คือการ​เอากระโปรงนักเรียนผู้หญิง มานุ่งให้​กับนักเรียนชาย​ที่ทำผิดขั้นอุกฤษฏ์ เช่น​เมื่อ​ได้ถูกแขวนป้ายมาแล้ว​ยังทำผิดอีก หรือ​เมื่อตอบคำถามครูไม่​ได้​เป็นครั้ง​ที่สอง ​แต่ผมคิดว่าโทษของการจับนุ่งกระโปรงนี้ไม่ค่อยมีมาตรฐานเท่าใด ก็เหมือน​กับ​ที่​เอาป้ายมาแขวนคอนั่นแหละ​ ดู​จะ​เป็นแฟชั่นสำหรับคุณครูเสียมากกว่า ​คือพอห้องเรียนหนึ่ง​มีการจับนุ่งกระโปรง คุณครูห้องอื่นก็อยากทำบ้าง ​เพราะเบื่อการแขวนป้ายแล้ว​ ​และผมก็มีโอกาส​ได้เห็นปฏิบัติการการุญเทพนี้อย่างชัดเจน

วันนั้น​เด็กชายร่วมห้องของผมคนหนึ่ง​ทำผิด ถูกเรียก​ไปยืนหน้าห้องเรียน แล้ว​คุณครูก็​เอากระโปรงนักเรียนหญิงมา พยายาม​จะสวมลงทางหัวเด็กคนนั้น​ เจ้านั่นไม่ยอมดิ้นสุดฤทธิ์ คุณครูไม่​สามารถ​จะ​เอากระโปรงครอบหัวลง​ไป​ได้ จึง​ไปตามผู้คุม เอ๊ย ! คุณครูอีกห้องหนึ่ง​มาช่วยกัน คนหนึ่ง​จับตัวเด็กนั่นไว้แน่น อีกคน​เอากระโปรงครอบลง​ไปทางหัวจนถึงเอว แล้ว​ติดกิ๊บ​ที่ขอบกระโปรงจนเรียบร้อย​ ปฏิบัติการนี้​เป็น​ไปอย่างทุลักทุเลมาก ​เพราะเด็กคนนั้น​สู้ยิบตา ​ทั้งดิ้น ​ทั้งเตะ ​ทั้งถีบแล้ว​ยังแหกปากร้องไห้เสียดัง​ไปแปดห้อง ​แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ! เด็กอนุบาลหรือ​จะสู้ครูถึงสองคน​ได้ …

ใน​ที่สุดเจ้าเด็กคนนั้น​ก็หมดแรง ยืนนุ่งกระโปรงร้องไห้กระซิกอยู่​ตรงมุมห้อง นักเรียน​ทั้งห้องระทึกขวัญ​ไป​กับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก ! คุณครู​ที่มาช่วยเดินกลับ​ไปห้องของเธออย่างภาคภูมิใจใน​ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ​ส่วนคุณครูห้องผมก็สอนต่อ​ไปด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ กระแสแห่งอารยธรรมแผ่กระจาย​ไปทั่วห้องเรียน !…เด็ก​ที่ถูกจับนุ่งกระโปรงไม่ยอมออกจากห้อง​ไปไหน ​เอา​แต่ยืนร้องไห้อยู่​จนเกือบโรงเรียนเลิก คุณครูจึงมา​เอากระโปรงออก

แล้ว​วันหนึ่ง​ผมก็​ได้ประสบการณ์​ที่สาม ผมจำไม่​ได้ว่าทำอะไร​ผิด​แต่ถูกคุณครูเรียก​ไปยืนหน้าห้อง แล้ว​คุณครูก็บอก​กับนักเรียนในห้องว่าผม​จะ​ต้องถูกจับนุ่งกระโปรง ผมตกใจ ! นึกถึงภาพตัวเองนุ่งกระโปรงเหมือนอย่าง​เพื่อนคนนั้น​ แล้ว​ก็รู้สึกว่า​น่าทุเรศมาก ​ที่ผู้ชายนุ่งกระโปรง ! ครูคนไหนหนอ​เป็นต้นคิด ? ผมนึกถึงการต่อสู้ของเจ้า​เพื่อนผมตอนถูกจับนุ่งกระโปรง แล้ว​ก็สุด​จะหวาดหวั่น​ถ้าผม​จะ​ต้อง​เป็นแบบนั้น​ด้วย

ตอนนั้น​ยังไม่มีสุภาษิต​ที่ว่า ลูกผู้ชายฆ่า​ได้-หยามไม่​ได้ ผมจึงคิดในใจว่า​ถ้าสู้ไม่​ได้ก็ยอมเสียดีกว่า ! ด้วย​ความคิดนี้ผมจึงยอมยืนนิ่งไม่ต่อสู้ ​และก็​ได้ค้นพบสิ่งหนึ่ง​​โดยบังเอิญ… ผมเห็น​ความผิดหวังฉายวับอยู่​ในแววตาของผู้คุม เอ๊ย ! ของคุณครูประจำชั้น​และครูอีกคน​ที่มาช่วยปฏิบัติการครั้งนี้ ​เมื่อผมยอมยืนนิ่งให้กระโปรงถูกสวมลงมาบนหัว ​โดยไม่มีปฏิกริยาใดๆ​ !

ผมยืนสงบอยู่​หน้าชั้น ​เพื่อนๆ​ในห้องต่างก็จ้องดูว่า​จะมีการต่อสู้แบบ​เอา​เป็น​เอาตายอย่าง​เพื่อนคนก่อนหรือไม่ ตอนแรก​เมื่อกระโปรงถูกครอบลงมาบนหัว ผมรู้สึกชา​ไป​ทั้งตัว พ่อ​กับแม่ผม​จะรู้หรือเปล่าว่าผมกลาย​เป็นไอ้ตัวอะไร​​ไปแล้ว​ ! ​แต่อาการนิ่งเฉยคล้าย ​กับทรนงของผม​ที่หน้าชั้นนั้น​ คงเหมือนนักโทษประหารบนตะแลงแกง ​ที่ไม่สะทกสะท้าน​กับเชือก​ซึ่งเพชรฆาต​เอามาคล้องคอ การนิ่งของผมทำให้ครูไม่พอใจมาก ครูตะโกนบอกนักเรียน​ทั้งห้องว่าผม​คือไอ้ผู้ร้ายใจแข็ง​ที่ไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน ผมเริ่มสำนึก​ได้ชัดขึ้น​อีกว่า ผมยิ่งนิ่งครูยิ่งผิดหวังในปฏิบัติการของเธอมากขึ้น​ การทำให้ครูผิดหวัง​ได้ก็เหมือน​กับผม​ได้แก้แค้น มัน​เป็นชัยชนะของผมก็ว่า​ได้ !….

​โดยไม่รู้สึกตัว ​ความกล้าเริ่มเกิดขึ้น​ในตัวของผม มันเข้ามาแทน​ที่​ความอับอาย​ที่มีอยู่​ตอนแรก ผมโปรยยิ้มให้​เพื่อนในห้อง​ทั้งๆ​ ​ที่​กำลังนุ่งกระโปรง ! ​และหลังจากนั้น​แทน​ที่ผม​จะซุกตัวอยู่​ในห้อง ไม่ยอมออก​ไปไหนอย่างเจ้า​เพื่อนผู้​ได้รับชะตากรรมคนก่อนทำ ผมกลับทำตัวปกติ ผมเดิน​ไปกินข้าวกลางวัน​ที่ห้องกินข้าว ผมเดิน​ไปทุกแห่ง​ที่​ไป​ได้ ผมชนะแล้ว​ !! ผม​สามารถทำให้คุณครูผิดหวังอย่าง​ที่สุด

ชื่อเสียงของผมกระฉ่อน​ไปทั่วโรงเรียน ​และมันก็กระฉ่อน​ไปถึงบ้านด้วย ผมถูกพ่อ​กับแม่ถามว่าผมทำผิดอะไร​ แล้ว​ทำไมไม่อาย ! ผมไม่อาจตอบให้พ่อ​กับแม่เข้าใจ​ได้ว่าทำไมผมถึงไม่อาย ทำไมผม​จะไม่อาย ​แต่มันยากเกิน​ไปสำหรับผม​ที่​จะอธิบายสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​​กับตัวเองในวินาที​ที่กระโปรงสรวมลงมาบนหัวผม ​พร้อมๆ​​กับ​ความผิดหวัง​ที่ฉายอยู่​ในแววตาของคุณครู

​และก่อนปิดเทอมใหญ่ไม่นาน ผมก็​ได้ก่ออาชญากรรมขึ้น​อีกเรื่อง​หนึ่ง​ มัน​เป็นหน้าร้อนผมจำ​ได้ ​เพราะต้นก้ามปูใหญ่​ที่อยู่​หน้าโรงเรียนมีฝักหล่นลงมาเกลื่อนพื้น​ไปหมด บ่ายวันนั้น​ขณะ​ที่เด็กๆ​​กำลังวิ่งเล่นกันใต้ต้นก้ามปู ​ใครคนหนึ่ง​ก็เสนอการเล่นทำสงครามกันด้วยฝักก้ามปู แล้ว​เรา เด็กชายก็แบ่งกันออก​เป็นสองข้าง ​เอาฝักก้ามปูขว้างเข้าใส่กันอย่าง ดุเดือด ​เมื่อฝักก้ามปูของฝ่ายตรงข้ามโดนตัวหรือหัวมัน​จะมีเสียงดัง “ปุ๊” ก็แค่เจ็บนิดๆ​ เสียงฝักก้ามปูกระทบตัวของ​แต่ละฝ่าย ดังปุ๊ๆ​ สนุกชะมัด !

สงครามฝักก้ามปูดำเนิน​ไป​ได้พักใหญ่ กระสุนก็เริ่มขาดแคลน ฝักก้ามปู​ที่เคยเกลื่อนอยู่​​ที่เท้าค่อยๆ​ ร่อยหรอลง​เพราะถูกขว้างกระจัดกระจาย​ไปหมด ผมก้มลง​ไป​ที่พื้น​จะหยิบฝักก้ามปูขึ้น​มาทำสงครามต่อ ​แต่ตรงนั้น​ไม่มีฝักก้ามปูเหลืออยู่​เลย​ มือผมควาน​ไปพบหินก้อนหนึ่ง​ขนาดเท่าหัวแม่มือ “อันนี้ก็น่า​จะ​ใช้​ได้” ผมคิด ! แล้ว​ผมก็ขว้างหินก้อนนั้น​​ไปยังฝ่ายตรงข้ามทันที ​เมื่อมองตามก้อนหิน​ไปก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง​ยกมือขึ้น​กุมหัวแล้ว​ร้องไห้แงดังลั่น มันเหมือน​กับสัญญาณหวอ​ที่เปิดขึ้น​​เพื่อบอกว่าสงครามเลิกแล้ว​ ! เด็ก​ทั้งสองฝ่ายหยุดขว้างปากันทันที

ครูคนหนึ่ง​​ที่คอยดูแลอยู่​แถวนั้น​รีบเข้า​ไปดูเด็ก​ที่ถูกกระสุนจริงในขณะซ้อมรบ ​เพื่อนร่วมสมรภูมิพากันชี้มือมา​ที่ผม แล้ว​ครูอีกคน​คือคน​ที่จับผมนุ่งกระโปรงนั่นแหละ​! ก็ปรี่เข้ามาควบคุมตัวผมไว้ทันที ​เพื่อน​ที่ถูกกระสุนจริงของผมหัวแตก มีเลือดไหลออกมา​และถูกพา​ไปห้องพักครู​เพื่อใส่ยา ​ส่วนผมถูกนำตัวมาห้องครูใหญ่​เพื่อการสอบสวน ผมตกใจ​และรู้สึกเสียใจมากๆ​ สงสาร​เพื่อนคนนั้น​แล้ว​ก็กลัวสิ่ง​ที่ผม​ได้ทำ​ไปมากด้วย เรื่อง​เลวร้ายกว่า​ที่ผมคิด ​เพราะว่าเจ้า​เพื่อนคนนั้น​ดัน​เป็นหลานชายแท้ๆ​ ของครูใหญ่เสียด้วย !

ผมถูกสอบสวนอย่างเคร่งเครียดต่อหน้าครูใหญ่ ​โดยครู​ที่เคยแพ้ใจผมมาแล้ว​​เมื่อตอนจับผมนุ่งกระโปรง ​แม้ว่าผม​จะรับสารภาพตลอดข้อหา ​แต่ก็ดู​จะไม่มี​ความปรานีใดๆ​​ทั้งสิ้น ​และในคำบรรยายฟ้องก็​คือ การ​ที่ผมบังอาจ​เอาหินขว้างหัวหลานชายครูใหญ่จนแตกนั้น​ชั่วร้ายยิ่งนัก ถือว่า​เป็นอนันตริยกรรมของเด็กอนุบาลทีเดียว !

“เธอ​จะ​ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน​โดยไม่​ได้ใบรับรอง” คุณครูผู้บรรยายฟ้องเปลี่ยนหน้า​ที่จากอัยการมาทำหน้า​ที่ผู้พิพากษาตัดสินผมทันที แล้ว​คุณครูก็เปลี่ยนบทจากผู้พิพากษามา​เป็นหมอดูอีก !...​เธอพยากรณ์ต่อ​ไปว่าคน​ที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนนั้น​เหมือน​กับตาย​ทั้ง​เป็น ​จะ​ไปเข้าเรียนต่อ​ที่ไหนไม่​ได้​ทั้งสิ้น ​และอนาคต​ที่ค่อนข้างแน่นอนของผมก็​คือ​ต้อง​เป็นคนขี่สามล้อ ! หรือแย่กว่านั้น​ก็​ต้อง​ไป​เป็นโจร !!

​เมื่อก่อนหน้านี้ผมไม่เคยนึกกลัวการ​เป็นคนขี่สามล้อเลย​ ​เพราะบางวันแดดร้อนจัด ​เมื่อแม่มารับผมกลับบ้านแม่​จะเรียกรถสามล้อมารับ ผมชอบนั่งรถสามล้อมาก แถมยังนึกอยาก​เป็นคนขี่สามล้อด้วยซ้ำ​ไป ! ​ส่วนการ​เป็นโจร​เมื่อก่อนผมก็ชอบ ​เพราะเวลาเราเล่น “โปลิศจับขโมย” กันไม่มี​ใครอยากเล่น​เป็นโปลิศ อยาก​เป็นขโมยกัน​ทั้งนั้น​ ขโมย​กับโจรมันก็ไอ้เหมือนกัน…..​แต่มาถึงตอนนี้ผมกลับกลัวมาก ผมไม่อยากถูกไล่ออก ไม่อยาก​เป็นคน ขี่สามล้อ ​และไม่อยาก​เป็นโจรด้วย !

“​แต่​เอาเถอะ ทางโรงเรียน​จะอภัยโทษไว้ก่อน” คุณครู​ที่เล่นบทหมอดู​เมื่อตะกี้กลับ มาเล่นบทผู้พิพากษาอีกครั้ง ​โดยกลับใจลดโทษประหารให้ผม

"เธอ​จะ​ต้องทำหนังสือรับสารภาพไว้​เป็นหลักฐาน คราวนี้​ถ้าทำผิดอะไร​นิดเดียว​ต้องถูกไล่ออกแน่ " นี่​คือการรอการลงอาญาของผม คุณครู​ไป​เอากระดาษมาใบหนึ่ง​ แล้ว​เขียนบรรยาย​ความผิดของผมลง​ไป ​โดยผมไม่รู้ว่าเขียนว่ายังไงบ้าง​เพราะผมก็ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออก เสร็จแล้ว​ก็ให้ผมลงชื่อไว้​เป็นหลักฐาน

“หนังสือสารภาพนี้​จะ​ต้องเก็บไว้ในตู้เซฟของโรงเรียน​เพื่อป้องกันเธอมาขโมย​ไป " คุณครูบอก เกิดมาผมก็เพิ่ง​ได้ยินคำว่า “ตู้เซฟ” วันนี้แหละ​ มัน​เป็นอย่างไรหนอ !

ผมเดินออกมาจากห้องครูใหญ่อย่างผู้แพ้ ผมกลัวมาก ! กลัวมากกว่าการถูกลงโทษ​ที่แล้ว​มาทุกๆ​ครั้งรวมกัน การถูกผูกเชือกกล้วย การถูกแขวนป้าย รวม​ทั้งการถูกจับนุ่งกระโปรงนั้น​ ​ถ้าทำ​เป็นไม่อายเสียอย่างมันก็แค่นั้น​ ​แต่การถูกไล่ออกแล้ว​ไม่มี​ที่เรียนอีก น่ากลัวกว่ามาก ผม​จะทำอะไร​ตอนกลางวัน​ถ้าไม่​ไปโรงเรียน สามล้อผมก็ยังขี่ไม่​ได้​เพราะตัวยังเล็กเกิน​ไป ​ส่วนการ ​เป็นโจร อย่าง​ที่ครูว่า​จะ​ต้องทำอย่างไรผมนึกไม่ออก คงไม่เหมือน​กับ​เป็นขโมยในการเล่นโปลิศจับขโมยแน่ ​เพราะนั่นมันสนุก​จะตาย

ผมไม่เล่าเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ให้​ใครฟังเลย​​แม้​แต่พ่อ​กับแม่ มันน่ากลัวเกิน​ไป เย็นวันนั้น​ผมเกือบไม่กินข้าว​และไม่พูดคุย​กับพ่ออย่างทุกวันจนแม่ถาม ​เพื่อไม่ให้ดูผิดปกติผม​ต้องคุยบ้าง แล้ว​ผมก็นึกอะไร​ขึ้น​มา​ได้ “หนังสือสารภาพนี้​จะ​ต้องถูกเก็บไว้ในตู้เซฟของโรงเรียน….” ผมรีบถามพ่อทันทีว่าตู้เซฟนั้น​​เป็นอย่างไร บ้านเรามีหรือไม่ ? พ่ออธิบายลักษณะตู้เซฟให้ผมฟัง แล้ว​ว่าบ้านเราไม่มีหรอก​เพราะไม่มีอะไร​สำคัญพอ​ที่​จะเก็บ

รุ่งขึ้น​​เมื่อผม​ไปทัณฑสถานเด็ก เอ๊ย ! ​ไปโรงเรียน ผม​จะ​ใช้เวลาทุกนาทีของตอนพัก​ไปป้วนเปี้ยนอยู่​แถวๆ​หน้าห้องครูใหญ่ ผมไม่ยอมกินขนมของว่าง ​และรีบกินข้าวกลางวันเร็ว​ที่สุด ผม​ไปหาตู้เซฟ ! ผม​กำลัง​จะทำการใหญ่ ผม​จะ​ต้องหาทาง​เอาหนังสือสารภาพคืนมาให้​ได้ โอกาส​ที่ผม​จะทำผิดอะไร​ก็​ได้มีทุกนาทีอยู่​แล้ว​ ​แต่อีกหลายวัน​ต่อมา​แม้​จะ​ใช้​ความพยายามเพียงใด ผมก็ยังไม่เคยเห็นตู้เซฟของโรงเรียนเลย​ ผมไม่เล่น​กับ​ใคร​และกินข้าว​แต่ละมื้อน้อยมาก ผมคงดูซูบลง​ไปจนแม่เอ่ยปาก​กับพ่อ

บ่ายวันหนึ่ง​ ​เมื่อแม่มารับผมกลับบ้าน ผมเห็นครูใหญ่กวักมือเรียกแม่เข้า​ไปในห้อง แม่เดินเข้า​ไปในห้องครูใหญ่ ! สักครู่ก็กลับออกมา ในมือแม่มีกระดาษอยู่​ใบหนึ่ง​ แล้ว​แม่ก็บอก​กับผมว่า

“พรุ่งนี้ลูกไม่​ต้องมาโรงเรียนอีกแล้ว​” ผมใจหายวูบ ! คุณครู​ที่อภัยโทษให้ผมคง​จะเปลี่ยนใจเสียแล้ว​… ภาพเลวร้ายวิ่งเข้าสู่สมองของผมอีกครั้ง…ไม่มี​ที่เรียน…
ขี่สามล้อ !…​เป็นโจร !!… แล้ว​แม่ก็พูดต่อ​ไป

" โรงเรียนหยุดเทอมแล้ว​ ลูกเรียนจบชั้นอนุบาล เปิดเทอมหน้าลูก​จะ​ได้​ไปอยู่​โรงเรียนใหม่ ​ได้ขึ้น​ชั้นปอหนึ่ง​ " …..O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-762 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง แดนอารยธรรม
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๕๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-3013 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 28 ม.ค. 2548, 07.04 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น