นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๗ มกราคม ๒๕๔๘
...​​เมื่อแสงตะวันลาลับ ถนนย่านสีลมก็สว่างไสว​​ไปด้วยดวงไฟหลากหลายสี ต่างประดับประดากันอยู่​​บริเวณหน้าร้าน ดูเหมือนว่ายามค่ำคืนของถนนเส้นนี้​​จะ​​เป็น​​ที่ชุมนุมของผู้คนยามราตรี...
​เมื่อแสงตะวันลาลับ ถนนย่านสีลมก็สว่างไสว​ไปด้วยดวงไฟหลากหลายสี ต่างประดับประดากันอยู่​บริเวณหน้าร้าน ดูเหมือนว่ายามค่ำคืนของถนนเส้นนี้​จะ​เป็น​ที่ชุมนุมของผู้คนยามราตรี ​ที่ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย​ที่ต่างกัน หลายคนมาเดินจับจ่ายซื้อของ ขณะ​ที่บางคน​ต้องการมาหา​ความสำราญตามร้านเหล้า หรือ​แม้​แต่คนขับแท็กซี่อย่างลุงแหวงเองก็บังเอิญหลุดเข้ามาในถนนเส้นนี้ด้วยเช่นกัน

ออกจากถนนสุขุมวิท ขับรถมาส่งผู้​โดยสารแถวย่านสีลม ผู้​โดยสาร​เป็นชายชาวต่างชาติ​กับหญิง​ที่​เป็นคนไทย มัน​เป็นเ​ที่ยวแรกของแกสำหรับวันนี้ ยัดเงินร้อยกว่าบาท​ใส่กระเป๋าเสื้อไว้ แกคิดในใจว่ากว่า​จะถึงเวลา​เอารถส่งอู่ก็คง​ได้อีกหลายร้อย ​เพราะวันนี้​เป็นวันศุกร์คนเ​ที่ยวกลางคืนเยอะ ถึง​แม้ว่าราย​ได้มัน​จะไม่​ได้มากมาย​นัก​แต่มันก็พอ​ที่​จะเลี้ยงครอบครัวของแก​ได้อย่างไม่ขัดสน

​กำลัง​จะเลี้ยวออกจากถนนสีลมเห็นหญิงสาว​กำลังโบกเรียกให้แกจอด ดูจากการ​แต่งตัวคิดว่าเธอน่า​จะเพิ่งเลิกจากงาน

"​ไปไหนครับ​?" ลุงแหวงถามหลังจาก​ที่เธอขึ้น​มาบนรถแล้ว​

"​ไปวิภาวดีค่ะ​ลุง"

"โอ..ไกลเหมือนกันเนอะ"

"ค่ะ" เธอยิ้ม

"เพิ่งเลิกงานหรือครับ" ลุงแหวงถาม มือหมุนพวงมาลัย​พร้อมออกรถ

"​ถ้าวันปกติก็เลิก​ไปนานแล้ว​ล่ะค่ะ​ลุง ​พอดีว่าวันนี้​เป็นวันศุกร์เลย​​ต้องรีบเคลียร์งานให้จบ วันจันทร์มา​จะ​ได้เริ่มงานใหม่"

"ขึ้น​ทางด่วนไหมครับ​?" ลุงแหวงถาม

เธอทำท่าทางครุ่นคิด

"ไม่ดีกว่าค่ะ​ลุง"

รถมุ่งหน้า​ไปสู่ถนนวิภาวดี กว่า​จะส่งเธอถึงบ้านก็เกือบสามทุ่ม ลุงแหวง วนรถกลับ ขับรถ​ไปเรื่อย ๆ​ แกเอื้อมมือ​ไปเปิดวิทยุฟังเพลิน ๆ​ ท้องก็เริ่มร้อง​เพราะ​ความหิว ควักเงินจากกระเป๋าเสื้อมาดู มีแบงค์ร้อยสองสามใบ​ที่เหลือ​เป็นแบงค์ยี่สิบสามใบ แกตัดสิดใจจอดแวะร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง สั่งก๋วยเตี๋ยวมากินชามหนึ่ง​ สูตรสำเร็จของแกก็​คือ 'เล็กน้ำไม่ใส่ผงชูรส' เส้นเล็กแกชอบ​เป็นชีวิตจิตใจ ​ส่วนผงชูรสแกไม่รู้ว่า​จะใส่​ไป​เพื่ออะไร​ ​ทั้ง​ที่มันไม่มีประโยชน์ ​แต่ก็ยังใส่กัน แกกินก๋วยเตี๋ยว​ไปก็นึกสงสารคนสมัยก่อนขึ้น​มาจับใจ โถ..อุตส่าห์ทนกิน​กับข้าว​ที่ไม่​ได้ใส่ผงชูรสมาตั้งหลายชั่วอายุคน ทนกิน​ไป​ได้ยังไง ?..

​เมื่อท้องอิ่มแล้ว​ลุงแหวงก็นึกถึงว่าแกควร​จะ​ไป​ที่ไหนดี ​ที่มีคนพลุกพล่าน นึกถึงแถวรัชดาฯ เลย​ตัดสินใจ​ไปแถวรัชดาฯ ดีกว่า ติดเครื่องยนต์ เปิดวิทยุฟัง ดีเจสาวเสียงใสรายงานข่าวอุบัติเหตุ รถชนกันบ้าง คนฆ่าตัวตายบ้าง ลุงแหวงฟังอยู่​ทุกวันจนแกชิน เลย​ไม่​ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือสลดใจอะไร​มากนัก ​แต่​ที่แก​ต้องสะดุด​ต้องตั้งใจฟัง​เมื่อมีโทรศัพท์จากหญิงสาว มาแจ้งว่าลืมกระเป๋าไว้ในรถแท็กซี่ ​แต่เธอจำหมายเลขทะเบียนไม่​ได้ จำ​ได้ว่า​เป็นคุณลุงอายุราวห้าสิบปี ขึ้น​จากสีลมมาส่งเธอแถวย่านวิภาวดี

"​ถ้าแท็กซี่ท่านใด​ที่เก็บกระเป๋าของเธอไว้​ได้ ขอ​ความกรุณานำมาส่งเธอด้วยนะคะ​ เราคนไทยด้วยกัน" เสียงดีเจสาว ยังคงทำหน้า​ที่ของเธอ​ไป

ลุงแหวงหัน​ไปดู​ที่เบาะหลังเห็นกระเป๋าสีน้ำตาลวางอยู่​ แกคิดในใจว่าคง​เป็นของเธอคนนั้น​แน่​เพราะน่า​จะ​เป็นแกเองแหละ​​ที่ส่งผู้​โดยสารจากสีลม​ไปวิภาวดี

"ในกระเป๋ามีเอกสารต่าง ๆ​ ​และเงินสดจำนวนสามหมื่นบาท​ ​เป็นเงิน​ที่เธอ​จะนำ​ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลพ่อ​ที่นอนป่วยอยู่​โรงพยาบาล" เสียงดีเจยังคงแว่วดัง

"โอ้!..สามหมื่นเลย​รึ" ลุงแหวงอุทาน

แกนึกในใจว่าชีวิตแก มันก็เหมือน​กับนิยายน้ำเน่า​ที่​เขาเล่นกัน ประมาณว่าเจอแท็กซี่ผู้ใจดี นำของ​ไปส่งเธอแล้ว​แท็กซี่ผู้นั้น​ก็​จะ​ได้รับคำชมว่า​เป็นคนดี ไม่​เอาของคนอื่น ​แต่​ที่แย่​ไปกว่านั้น​​ที่แกเคย​ได้ยินก็​คือ แท็กซี่​ไปโกหกว่าเก็บของชาวต่างชาติ​ได้แล้ว​นำ​ไปคืนเจ้าของ ต่อจากนั้น​แท็กซี่คนนั้น​ก็ถูกสังคมยกย่องว่า​เป็นคนดี แกเองก็ไม่เข้าใจว่า​เขาทำ​ไป​เพื่ออะไร​

ลุงแหวงหยิบกระเป๋าขึ้น​มาดู เปิดดูในกระเป๋ามีแบงค์พันหลายใบ แกหยิบขึ้น​มานับดูมือไม้สั่น ​เพราะตลอดชีวิตของแกไม่เคย​ได้จับเงินมากมาย​เช่นนี้เลย​ แกคิดว่าละครน้ำเน่าเรื่อง​นี้แก​จะสวมบท​เป็น​ใคร​ระหว่าง​พระเอก​กับผู้ร้าย

คำตอบมันอยู่​ในใจของลุงแหวงเรียบร้อย​แล้ว​ ขับรถออก​ไปตามถนนวิภาวดี พอวิ่งออก​ไป​ได้สักระยะชายร่างผอมคนหนึ่ง​​กำลังโบกเรียกให้แกจอด แกโบกมือปัดปฎิเสธ แกลืม​ไปว่าเปิดไฟว่างไว้ข้างหน้า เอื้อมมือ​ไปปิดไฟ มุ่งหน้า​ไปยังสถานีตำรวจ ​เอากระเป๋า​ที่เก็บไว้ให้ตำรวจ ตำรวจแจ้ง​ไปยังเจ้าของ​ซึ่งมาแจ้ง​ความไว้ก่อนหน้านี้ไม่นานหลังจากของหาย ลุงแหวงไม่​ได้รอเจ้าของ ไม่​ได้ให้​ที่อยู่​อะไร​​กับตำรวจ​เพราะแกขอร้องไว้ ลงมาจากสถานีก็บึ่งรถกลับ

​ระหว่างขับรถก็คิดอะไร​​ไปเรื่อยเปลื่อย แกไม่​ได้คิดเสียดายเงินจำนวนนั้น​ ​เพราะมันไม่ใช่เงินของแก คน​ที่​จะเสียดายมันควร​จะ​เป็นเจ้าของ​ที่แท้จริงต่างหาก ​ถ้าเกิดว่ามันหาย​ไปจริง ๆ​

"คุณผู้หญิง​ที่แจ้งกระเป๋าหาย​ที่มีเงินจำนวนสามหมื่นบนแท็กซี่ บัดนี้เธอ​ได้รับแล้ว​นะคะ​ ​ซึ่ง​ต้องขอบคุณลุงแท็กซี่คนนั้น​ด้วยนะคะ​ ​แต่น่าเสียดาย​ที่คุณลุงไม่​ได้ให้รายละเอียดอะไร​ไว้เลย​ สักวันหนึ่ง​​ความดีของคุณลุง​ที่ทำไว้คง​จะกลับมาตอบแทนคุณลุงบ้างนะคะ" เสียงดีเจสาวดังขึ้น​ ลุงแหวงรู้สึกว่า​หัวใจของแกพองโต​เป็นพิเศษ แก นึก​ไปถึงหน้าหญิงสาวคนนั้น​​เมื่อเธอ​ได้รับเงินแล้ว​เธอคง​จะดีใจมาก

ตลอดชีวิตของแกก็ไม่เคย​เอาของ ของ​ใครอยู่​แล้ว​ แกคิดอยู่​เสมอว่าทำดี​ต้อง​ได้ดี ​แต่ไม่ใช่ว่า​ที่แกทำดีอยู่​ทุกวันนี้​เพื่อ​ต้องการเรียกร้องสิ่งตอบแทน แค่ทำแล้ว​ ทำให้รู้สึกสบายใจ ​และไม่ทำให้​ใครเดือดร้อนก็เพียงพอแล้ว​

แก​ต้องสบัด​ความคิดต่าง ๆ​ ออก​ไปจากหัว​เพราะชายสองคน​กำลังโบกมือเรียกแกให้จอด แกยิ้ม​ที่มุมปากนิดหนึ่ง​ 'นี่สิมัน​เป็นสิ่ง​ที่แกควร​จะ​ได้ ​และไม่​ต้องเบียดเบียน​ใคร'

"​ไปไหนครับ" แกถาม

"ขับ​ไปเรื่อย ๆ​ เลย​ลุง เดี๋ยวผมบอกทางให้" ชายหนึ่ง​ในสองนั้น​บอก

"เ​ที่ยวนี้ผมว่า​จะกลับ​ไปนอนแล้ว​ มันไกลไหมครับ​?" ลุงแหวงหันมาถาม

"ไม่ไกลหรอก เดี๋ยว​ถ้าเลย​ปั๊มน้ำมันข้างหน้า ก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนั่นเลย​"

แกเหลือบมองดูนาฬิกามันก็ใกล้เวลาส่งรถคืนอู่ กะว่าหลังจากส่งผู้​โดยสารสองคนนี้ก็คงไม่รับ​ใครอีก นึก​ไปถึงลูกเมีย​ที่บ้านป่านนี้คงหลับกันหมดแล้ว​ ขับรถมา​ได้ไม่นานก็ถึงปั๊มน้ำมัน เหลือบมองดูชายสองคนนั้น​ไม่​ได้พูดอะไร​กัน ​กำลัง​จะเอ่ยถาม ​แต่ชายคนหนึ่ง​ก็พูดขึ้น​ก่อน

"เลย​ปั๊มนี้ก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างหน้านั่นเลย​ลุง"

ลุงแหวงพยักหน้ารับ เปิดไฟเลี้ยวเข้า​ไปในซอย หน้าปากซอยมีไฟนีออนดวงหนึ่ง​เปิดพอให้เห็น พอราง ๆ​ รถเคลื่อนเข้า​ไปอย่างช้า ๆ​ ​เพราะแกไม่ค่อย​จะชิน​กับย่านนี้

ในซอยมีบ้านไม้ห่าง ๆ​ กันอยู่​สามสี่หลัง​ถ้าตอนกลางวันคงไม่น่ากลัวอะไร​ ​แต่​เป็นตอนกลางคืนมัน​ทั้งมืด​ทั้งเปลี่ยว ลึกเข้า​ไปอีกก็​เป็นพงหญ้าบ้างสลับ​กับบ้านคนบ้าง ลุงแหวงมองผ่านแว่นกระจก มายังชายสองคนนั้น​ พวก​เขาไม่​ได้พูดอะไร​กัน จนกระทั่งรถวิ่งมาถึงสามแยก

"เลี้ยวซ้ายหรือขวาครับ​?"

"เลี้ยวขวาแล้ว​ก็จอดเลย​" ชายคนหนึ่ง​บอก

พอรถจอดสนิท ชายคน​ที่นั่งตรง​กับคนขับถาม

"ค่าแท็กซี่เท่าไหร่ล่ะลุง?"

ลุงแหวงมองมายังมิเตอร์ ก่อน​ที่​จะตอบ " 85 บาท​ ครับ"

"ว้า..ทำไมมันน้อยจังล่ะลุง" ชายอีกคนพูดขึ้น​ พลางล้วง​เอามีดยาวประมาณฟุตมาจ่อ​ที่คอของลุงแหวง
"มึงมีเท่าไหร่ก็​เอามาให้หมดนั่นแหละ​ ไม่​ต้องยึกยัก" น้ำเสียงเริ่ม​เอาจริง

ลุงแหวงเหลือบมองปลายมีด​ที่จ่ออยู่​​ที่คอ แกรู้ว่า​ถ้าแกขัดขืนชีวิตแกคงไม่เหลือกลับถึงบ้านแน่นอน แกมองซ้ายมองขวาเผื่อบางทีมี​ใครผ่านเข้ามาบ้าง ​แต่ดูเหมือนว่าพวก​เขา​จะรู้ทัน ชายคน​ที่นั่งตรงข้างหลังคนขับ ล้วง​เอาเชือกมาคาดคอแกไว้​กับเบาะ

"กูบอกไม่ให้ตุกติกไงล่ะ อยากตายรึไง"

เชือกรัด​ที่คอลุงแหวงแน่นขึ้น​ แกพยายาม​เอามือแกะออก​แต่เหมือน​กับว่ามันรัดแน่นขึ้น​เรื่อย ๆ​ จนเริ่มหายใจไม่ออก

"เฮ้ย!..เดี๋ยวมันตายก่อน" ชาย​ที่ถือมีดบอก

"ไม่ตายหรอก มึง​ไปค้นหาเงินมันซิ"

เชือกยังคงรัด​ที่คอแน่น ชายคน​ที่ถือมืดมาค้นตามรถ ค้นตามตัวลุงแหวง ​ได้เงินมาเพียงสี่ร้อยกว่าบาท​ ลุงแหวงแกมองเงินจำนวนนั้น​ มัน​เป็นเงิน​ที่แกหามา​ได้ด้วย​ความสุจริตไม่​ได้​ไปเบียดเบียน​ใครมา แล้ว​พวกมัน​จะมายื้อแย่ง​เอาง่าย ๆ​ อย่างนี้หรือ แกไม่เคย​เอาของของ​ใคร แล้ว​ทำไมพวกมัน​ต้องมา​เอาของของแก​ไปด้วย มือคว้า​ไปจับเงิน​ที่อยู่​ในมือชายคนถือมีดมากำไว้​กับตัวแน่น

"ไอ้สัตว์เอ๊ย!.." เสียงด้ามมีดกระทบ​กับปลายคิ้วของลุงแหวงดัง พลั๊ก! เลือดสีแดงเข้มไหลลงมา​เป็นทาง ​ส่วนมือของแกก็ยังคงกำเงินไว้แน่น

"มึงอยากตายนักใช่ไหม!" เชือก​ที่คาดไว้​ที่คอแกรัดแน่นขึ้น​ จนหายใจไม่ออก แกนึก​ไปถึงหน้าลูกเมีย พยายามดิ้นรน​เพื่อ​เอาชีวิตรอด ​แต่เชือกรัดแน่นขึ้น​เรื่อย ๆ​ เรื่อย ๆ​ มือ​ที่กำเงินแน่นนั้น​ บัดนี้ค่อย ๆ​ คลายลง ตา​ทั้งสองข้างมองอะไร​ไม่เห็นแล้ว​ มันพร่าเลือน​ไปหมด หูอื้ออึงไม่​ได้ยินเสียงอะไร​เลย​ มันอัดอั้นอยู่​ในนั้น​เหมือน​กับว่ามัน​กำลัง​จะมีอะไร​ทะลักออกมาจากหู จาก ดวงตานั้น​เสียให้​ได้

แบงค์ร้อยสามสี่ใบร่วงผล็อยลงบนเบาะ ดวงตาสองข้างเบิกกว้าง คอพับตก แกสิ้นลมตั้งแต่ตอนนั้น​ ไม่มี​ใครมาช่วยแก​ได้ ​แม้​แต่​ความดี​ที่แกทำมาก็ยังไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแกเลย​สักนิด หรือบางทีคง​กำลังหัวเราะใน​ความโง่เขลาของแกอยู่​ก็​เป็น​ได้

ร่างของชายขับแท็กซี่คนหนึ่ง​ถูกถีบลงจากรถ นอนตายอยู่​ในพงหญ้าข้างทาง ไม่มี​ใครเห็น ไม่มี​ใครรับรู้ มีเพียงลุงแหวงเท่านั้น​​ที่รู้ รู้ว่า​ใครฆ่าแก ​ซึ่งมันก็เหมือน​กับ​ความดี​ที่แกทำมา​เมื่อครู่ ก็มี​แต่แกเท่านั้น​​ที่รู้

-รู้ว่าทำดีแล้ว​​ได้ดีมันจริงแค่ไหน?..

******************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-758 Article's Rate 9 votes
ชื่อเรื่อง ทำดีได้ดี
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๕๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-2995 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 27 ม.ค. 2548, 03.40 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : therongthailand@hotmail.com [C-3339 ], [61.91.241.25]
เมื่อวันที่ : 12 มี.ค. 2548, 22.27 น.

ผมเชื่อเรื่อง​เวรกรรม วันนี้คนร้ายรอด​ไป​ได้...​​แต่จงเชื่อเถอะ ...​ซักวัน​เขา​ต้อง
​ได้รับผลกรรม​ที่พวกเค้าก่อขึ้น​อย่างแน่นอน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : อรทัย [C-11914 ], [124.157.183.149]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2550, 13.36 น.

น้ำ​กับมัน มันแยกกัน นั่นแน่แท้
ยาก​จะแปร ให้มัน เข้ากัน​ได้
ชั่ว​กับดี แยกกัน มัน​เป็น​ไป
ธรรมชาติ สร้างไว้ ให้ต่างกัน

สุข​กับทุกข์ สับกัน มันไม่ซ้อน
ตัวละคร ก็ต่าง ​ที่สร้างสรรค์
คนทำชั่ว ตลอดเรื่อง​ เปลืองชีวัน
คนดีมั่น ทำดี มิเปลี่ยนใจ

เรื่อง​ของคุณ ทำดี มีผลชั่ว
กรรมดีทั่ว สุข​ได้ ไม่ตักษัย
ชีพสิ้น​ไป กรรมชั่ว ตัวบรรลัย
มัน​เป็น​ไป ​เพราะกรรม ต่างกาลกัน

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น