นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ มกราคม ๒๕๔๘
เสียงร้องแห่งความตาย
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
... เด็กหญิงร่างผอมบาง นั่งกอดเข่าอยู่​​ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ริมบึงใหญ่ข้างทาง ดวงตา​​ทั้งสองข้างของเด็กหญิงบวมแดง เสื้อยึดแขนสั้นสีขาวสลับดำเก่าคร่ำห่อหุ้มร่าง...

เด็กหญิงร่างผอมบาง นั่งกอดเข่าอยู่​ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ริมบึงใหญ่ข้างทาง ดวงตา​ทั้งสองข้างของเด็กหญิงบวมแดง เสื้อยึดแขนสั้นสีขาวสลับดำเก่าคร่ำห่อหุ้มร่างผอมบางไม่ให้สัมผัส​กับ​ความเยือกเย็นของอากาศยามโพล้เพล้ ​และบางครั้งมันก็​จะคอยเช็ดคราบน้ำตา​ที่หลั่งรินออกมาจากดวงตาหม่นนั้น​จนเปียกชุ่ม ตีนสองข้างแปดเปลื้อน​ไปด้วยคราบโคลนตม เสียงสะอึกสะอื้นดังโหยหวน ฟังดูเย็นเยือก มัน​เป็นเสียงแห่ง​ความอาลัยอาวรณ์ แฝง​ความโศกเศร้า ช่างน่าเวทนา

ผมจอดรถมอเตอร์ไซด์เก่า ๆ​ ​ที่ยืมมาจาก​เพื่อนบ้านดูด้วย​ความงุนงง ทำไมเธอมานั่งร้องไห้อยู่​อย่างนี้ ​ทั้ง​ที่มันมืดค่ำแล้ว​ เหลือบดูเวลาจากนาฬิกามันก็แค่เพียงทุ่มเศษ ๆ​ ​ถ้า​เป็นในเมือง​ที่ผมเคยอยู่​มันคงถือว่าไม่ค่ำมากมาย​นัก ​แต่นี่มันห่างจากตัวเมืองหลายร้อยกิโลฯ ผมมอง​ไปรอบด้านมันเห็นเพียงร่างสลัว ๆ​ ของพุ่มไม้ข้างทาง​ที่ไหวเอนพริ้วใบ​ไปตามแรงลมพัดแผ่ว อาบแสงจันทร์นวลยามเดือนเต็มดวงของค่ำคืน

ผมไม่มีเวลาเข้า​ไปถามเด็กหญิงคนนั้น​ ผม​ต้องรีบ​ไปให้ถึงปลายคุ้งน้ำให้เร็ว​ที่สุด ผมบิดคันเร่งออก​ไป ​เพราะ​เพื่อน​ที่นั่งซ้อนมาสะกิดเบา ๆ​ ผมมองหน้า​เพื่อน เหมือน​กับว่า​เขาอยากรีบหนีออก​ไปจากจุดนี้ให้เร็ว​ที่สุด ผู้ใหญ่ของหมู่บ้านมาบอก​กับ​เพื่อนผม​ที่​เป็นหมอประจำอนามัย ว่าพบศพหญิง​ที่ตกน้ำตาย​ไป​เมื่อห้าวัน​ที่แล้ว​ ให้​เพื่อนผม​ที่​เป็นหมอ​ไปดูศพก่อน ตอนเช้า​ค่อย​ไปแจ้งตำรวจ​ที่อำเภอ​เพราะระยะทางจากหมู่บ้าน​ไปตัวอำเภอมันไกล อีก​ทั้งรถราก็ไม่มี ตอนแรกผมว่า​จะไม่มาด้วย ​แต่มาคิดดูแล้ว​อุตส่าห์มาเยี่ยม​เพื่อน​และมาเ​ที่ยว​ทั้งทีก็น่า​จะ​ไปลองดู อีกอย่างผมไม่ใช่ว่า​เป็นคนไม่เคยเห็นศพ ผมทำงาน​ที่โรงพยาบาลเคยเห็นจนชินตา

ทางเล็ก ๆ​ ขรุขระ คดเคี้ยว ​ไปตามแนวคุ้งน้ำ ​ต้องค่อย ๆ​ ขับ​ไปด้วย​ความระมัดระวัง ไฟหน้าของมอเตอร์ไซด์​ที่ยืมมาจาก​เพื่อนบ้านนั้น​เสียเปิดไม่ติด ​ต้องให้​เพื่อนผม​ที่นั่งซ้อนท้าย​ใช้ไฟฉายส่องให้เห็นทางข้างหน้า กว่าผม​กับ​เพื่อน​พร้อมกระเป๋าเครื่องมือแพทย์​จะมาถึงปลายคุ้งน้ำ​ได้ก็ทุลักทุเลน่าดู


เรามาถึงเห็นเพียงผู้ใหญ่บ้าน​กับชายฉกรรก์สองคน​กำลังนั่งคุยกัน คนหนึ่ง​นั่งสูบบุหรี่เห็นแสงสีแดงวูบวาบสั้นยาว​ไปตามแรงดูด พอพวก​เขาเห็นแสงไฟเข้ามาใกล้ชายอีกคนลนลานลุกขึ้น​

"ผู้ใหญ่หมอมาแล้ว​.. หมอมาแล้ว​."

"ศพอยู่​​ที่ไหนครับ​ผู้ใหญ่" ​เพื่อนผมถาม
ผู้​ที่ถูกถามค่อย ๆ​ ลุกขึ้น​ ​เป็นชายร่างค่อนข้างท้วม มีผ้าขาวม้าคาดรอบเอว​ที่โย้ไว้ แก​เอามือชี้

"นั่นไงหมอ อยู่​ตรงโน้น พวกผม​เอาผ้าปิดไว้ หมอ​ไปดูสิ"

พวกเราเดิน​ไป​ที่ร่าง​ที่ปกด้วยเสื่อเก่า ๆ​ คง​จะ​เอามาจากกระท่อมหลังใดหลังหนึ่ง​ แถว ๆ​ นี้ มันเก่าขาดแทบนับรูไม่​ได้ มันปกปิดร่างนั้น​ไว้เพียง​ส่วนหัวเลย​มาถึงหัวเข่า มองเห็นขาสองข้างบวมเปล่ง​เป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองโผล่ออกมา นิ้วตีน​ทั้งสองข้างเห็นรอยแทะของเหล่าฝูงปลาจนเห็นกระดูกขาวโพน สายลมโชยพัดเย็นจนผมขนลุก ไม่มีเสียงพูดคุยกัน มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้องดังแว่วอยู่​ไกล ๆ​
​เพื่อนผมนั่งลงข้าง ๆ​ศพ แล้ว​บอก​กับผู้ใหญ่

"เปิดดูสิผู้ใหญ่"

ผู้ใหญ่ค่อยเปิดเสื่อผืน​ที่คลุมนั้น​ออก ภาพ​ที่เห็นเบื้องหน้าทำ​เอาผม​ต้องรีบเบือนหน้าหนี ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นศพ ​แต่ร่างนั้น​ทำให้มือ​ที่ถือไฟฉายนั้น​แทบหล่น มัน​เป็นศพหญิงท้องแก่บวมอืด ใบหน้าเน่าเฟะ เนื้อตรงโหนกแก้มหลุดรุ่ยจนเห็นกระดูก ผม​ที่ยาวหยิกของเธอแผ่สยาย​ไป​กับพื้น บางเส้นฝังเข้า​ไปในเนื้อ​ที่เน่าเปลื่อยบนใบหน้า ดวงตาข้างหนึ่ง​ปิดสนิท อีกข้างหนึ่ง​​เป็นหลุมกลวงโบ๋ เหมือน​กับว่าลูกตาข้างนั้น​มัน​เป็นอาหารอันโอชะของเหล่าบรรดาฝูงปลา​ที่หิวโหย ​ที่ผมตกใจก็​คือท้องป่องเน่าเปลื่อยของเธอนั้น​มันมีหัวของเด็กสีแดงช้ำโผล่ออกมา ผมคะ​เนว่าเธอน่า​จะท้อง​ได้สัก 7-8 เดือน ​เพราะเด็กตัวใหญ่แล้ว​ เลือดสีคล้ำไหลย้อย​ไป​กับไม้กระดาน​ที่รองศพ กลิ่นเหม็นเน่าเหม็นคาวคละคลุ้งตลบ​ไปทั่ว

ช่องท้องของผมมันเริ่มรวน​กับภาพ​และกลิ่นเน่า​ที่ลอยคละคลุ้งอยู่​ตลอดเวลา พยายามกลั้นไม่ให้มันสำรอกออกมา ​แต่เหมือน​กับว่ามันยอมแพ้ ผมหันหลังยืนโก่งคอ สำรอก​เอาภาพ​และกลิ่น​ที่มันอยู่​ในมโนภาพของผม​เมื่อครู่ออกมา ​แต่มันไม่​ได้มีอะไร​ออกมาเลย​ มีเพียงน้ำใส ๆ​ เหนียว ๆ​ ออกมา​เพราะผมยังไม่​ได้กินอะไร​มาตั้งแต่บ่าย

"เธอ​เป็น​ใครหรือครับ​ผู้ใหญ่?" เสียง​เพื่อนผมถาม

"อีจำปี ​ที่อยู่​หัวคุ้งน้ำโน้น มันลื่นพลัดตก​ที่ท่าน้ำ"

"แล้ว​ไม่มี​ใครอยู่​แถวนั้น​เลย​หรือครับ"

"มันอยู่​​กับยายมันสองคน ​ส่วนผัวมัน​ไปทำงานกรุงเทพฯ นาน ๆ​ ​จะกลับ ​และอีกอย่าง
บ้านมันก็อยู่​ห่างจากชาวบ้าน​เขาด้วย เลย​ไม่มี​ใครเห็น" ผู้ใหญ่พูดจบก็ดูดบุหรี่เข้า​ไปอีกอึกใหญ่ แกพ่นควันพลางถอนหายใจ

"มีลูกสาวคนแรกมันก็ดันตกน้ำตาย พอ​จะมีคน​ที่สองมันก็ตกน้ำตายอีก ​แต่ครั้งนี้มันตาย​ทั้งแม่​ทั้งลูก"

"ลูกคนแรกอายุเท่าไหร่ครับ​ลุงผู้ใหญ่" ผมลนลานถาม

"อีนังแก้วน่ะหรือ?" แกทำท่าทางครุ่นคิด "สักห้าหกขวบ​ได้มั๊ง มันจมน้ำตายอยู่​บึงใหญ่ข้างทาง​ที่ผ่านมานั่นไงล่ะ"

ผมนึก​ไปถึงเด็กหญิง​ที่นั่งร้องไห้​ที่ริมบึง ​กับเสียงสะอื้นไห้​ที่โหยหวนนั้น​ ขนลุกซู่ขึ้น​มาทันที

"ใช่บึง​ที่มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่​ใช่ไหมครับ" ผมถาม​เพื่อ​ความแน่ใจ​แต่ผู้ใหญ่ไม่​ได้ตอบผมอาจ​เพราะไม่​ได้ยินหรือว่าแกไม่อยาก​จะตอบผมก็ไม่รู้​ได้ แกดูดบุหรี่เข้า​ไปอีกอึดสุดท้ายก่อน​ที่​จะทิ้งแล้ว​เหยียบบี้ลง​กับพื้น เดิน​ไป​เอาเสื่อเก่าผืนนั้น​ปิดศพไว้เช่นเดิมก่อน​ที่​จะหัน​ไปถาม​เพื่อนผม

"​เอายังไงดีครับ​หมอ"

"ตอนเช้า​ลุงผู้ใหญ่ค่อย​ไปแจ้งตำรวจ​ที่อำเภอแล้ว​กันนะครับ​ ​เพราะสภาพศพตายมาหลายวันแล้ว​แค่ผิวเผินดูไม่รู้ว่าตาย​เพราะอุบัติเหตุหรือว่าถูกฆาตกรรม ​ถ้ายังไงผม​จะให้การ​กับตำรวจอีกที"


ขากลับผม​เป็นฝ่ายนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ปล่อยให้​เพื่อน​เป็นคนขับแทน อาจด้วยเรี่ยวแรงมันไม่อยู่​​กับเนื้อ​กับตัวแล้ว​ ​ส่วนลุงผู้ใหญ่​กับชายสองคนนั้น​คงนอนเฝ้าศพจนเช้า​ ตลอดทางเราไม่​ได้พูดคุยกันเลย​สักคำ ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเรื่อง​อยาก​จะพูด มันมีมากมาย​จนผมไม่รู้​จะพูดหรือ​จะถามอะไร​ก่อน หรือ​ถ้าผมถาม​เพื่อน​ไปบางทีมันอาจ​จะไม่อยาก​จะตอบผมในตอนนี้ก็​ได้ ผมเลย​​ได้​แต่เก็บคำถามต่าง ๆ​ ไว้ในใจ

พอมาถึงบึงใหญ่ริมทางนั้น​ ผมรู้สึกว่า​บรรยากาศมันเย็นเยือกจนขนลุก ใจผมเต้นแรง​และรัว คิดในใจว่า​ถ้าเจอเด็กหญิงคน​ที่เห็น​เมื่อตอนหัวค่ำยังร้องไห้อยู่​ผมคงไม่จอดรถถามแน่นอน ​แม้นว่าเธอ​จะ​เป็นคนหรือว่า​เป็นอะไร​ก็ช่าง ในใจก็ภาวนาว่าอย่าเจอเธอเลย​​จะดีกว่า

เสียงร้องไห้แว่วดังมาอีกแล้ว​ ผมจำ​ได้มัน​เป็นเสียงเดียว​กับ​เมื่อตอนหัวค่ำ ผมไม่รู้ว่า​เพื่อนมัน​จะ​ได้ยินเหมือนผมหรือไม่ มันไม่​ได้พูดอะไร​มันขับ​ไป​โดยไม่พูดไม่คุยไม่วอกแวก อยากบอก​เพื่อนให้รีบบิดคันเร่งออก​ไปจาก​ที่นี่ให้เร็ว​ที่สุด ​แต่รถเจ้ากรรมก็วิ่งช้าแสนช้า ปลอบตัวเองในใจมันวิ่งช้าก็ยังดีว่ามันวิ่งไม่​ได้วะ อ้าวเฮ้ย!. พูดยังไม่ทันขาดคำ เครื่องดับ!. พยายามบอกตัวเองว่า​เพื่อนมันแกล้ง ไม่​ต้องกลัว

"ดับเครื่องทำไม?" ผมกระชิบถามเบา ๆ​

"เครื่องมันดับเอง ไม่รู้​เป็นอะไร​" มันหันมาบอก​กับผม ไม่รู้ว่ามันกลัวเหมือน​กับผมหรือเปล่า ​แต่สีหน้ามันซีดลงอย่างเห็น​ได้ชัด เสียงสะอื้นไห้นั้น​ยังคงแว่วดังมาเรื่อย ๆ​ ตั้งใจมาเ​ที่ยวบ้าน​เพื่อนให้สนุก​แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่า​มัน​จะไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ​เพื่อนผมลองสตาร์ทอยู่​หลายครั้ง จนแล้ว​จนรอดมันก็ติดจน​ได้ ผมรีบขึ้น​ซ้อนท้ายเหมือนรู้หน้า​ที่

รถเคลื่อนตัวออก​ไป​โดยมีเสียงร้องไห้โหยหวนตามหลังมา ​แต่บางครั้งกลับกลาย​เป็นเสียงหัวเราะคละเคล้ากัน​ไป มือผมเย็นเฉียบ ขนลุกซู่ ผมไม่กล้า​แม้กระทั่ง​เอาไฟฉายส่อง​ไปยังต้นกำเนิดของเสียง อยาก​จะหนีออก​ไปจาก​ที่นี่ให้เร็ว​ที่สุด ​แต่​เมื่อรถเคลื่อน​ไป​ได้ไม่ไกล ผมแน่ใจว่ามันไม่​ได้มีแค่เสียงของเด็กหญิงคนนั้น​ บางครั้งมันมีเสียงเพลงกล่อมลูกโหยหวนแว่วสลับกัน​ไป ให้ชวนขนลุก

ตื่นเช้า​มาผมรีบเก็บเสื้อผ้า จาก​ที่คิดว่า​จะอยู่​ต่ออีกสักสองสามวันก็​ต้องเปลี่ยนใจกระทันหัน ผมบอก​เพื่อนว่ามีธุระ​ต้องรีบกลับ ​ทั้ง​ที่ตัวผมเองยังไม่รู้ว่าธุระ​คืออะไร​ เก็บเสื้อผ้าเสร็จก็ลา​เพื่อน มันบอกว่า​ถ้าว่าง ๆ​ ก็มาเยี่ยมมันอีก มันพูดด้วยสีหน้าเรียบ ๆ​ เหมือน​กับว่าเหตุการณ์​เมื่อคืน​เป็นแค่​ความฝัน ผม​ได้​แต่พยักหน้าหงึก ๆ​ ​แต่ในใจผมว่า

-​ถ้ามึงคิดถึงกู มึง​ไปหากู​ที่กรุงเทพฯ ดีกว่าว่ะ-

**********************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-733 Article's Rate 9 votes
ชื่อเรื่อง เสียงร้องแห่งความตาย
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๘๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-2869 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 15 ม.ค. 2548, 03.47 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-2904 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 18 ม.ค. 2548, 09.38 น.

บรรยาย​ได้สยองมากฮับ ดีนะเนี่ยมาอ่านตอนกลางวัน ขืนอ่านกลางคืนคง​ต้องมีอาการหลอนกันบ้าง เหอ เหอ เหอ...​


​แม้​จะ​เป็นคน​ที่ไม่มีสัมผัสพิเศษ ไม่เคยจูนคลื่นตรง​กับ​เพื่อนต่างมิติเลย​ก็เหอะค่ะ​ กลัวเหมือนกันนะ เคยคุยเล่น​กับ​เพื่อนว่า "​ถ้าเจอจริง ๆ​ ​จะถามหวยก่อนแล้ว​ค่อยวิ่ง" ​ถ้า​เอาเข้าจริงก็คงวิ่ง​โดยไม่ถาม ​แต่ทาง​ที่ดี​ที่สุด​คือไม่เจอดีกว่าฮับ ต่างคนต่างอยู่​ ต่างคนต่างมี​ความสุขเน๊อะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ตะวันฉายที่ปลายฝัน [C-2954 ], [203.170.236.226]
เมื่อวันที่ : 22 ม.ค. 2548, 22.44 น.

​ถ้า​เป็นผมคงไม่อยาก​จะเจอหรอกครับ​ ​แม้ว่า​จะให้หวยแม่นก็ตามที
ขอบคุณนะครับ​​ที่เข้ามาอ่าน

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น