นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ มกราคม ๒๕๔๘
ความลับในจินตนาการ
SONG-982
...เรื่อง​​สั้นดีเด่นถนนนัก (ขอ) เขียน ประพันธ์สาส์นดอทคอม ประจำปี ๒๕๔๘...
​ความลับในจินตนาการ




เหมือนแสงกลางวัน​จะจัดจ้ากว่าเคย จนเธอ​ทั้ง​ต้องก้มหน้า​และหรี่ตาขณะเดินผ่านลานกว้าง

...​...​​ระหว่างสองประตู...​...​.

"​เป็นอะไร​​ไป หรือว่า...​...​"

น้ำเสียงประชดประชันตั้งท่า​จะเหน็บแนมด้วย​ความเคยชิน ​แต่เธอไม่​ได้โต้ตอบหรือกระทั่ง​จะชำเลืองแล ​ความหวาดหวั่นในตอนนี้มันกลบลบ​ความชินชา​ไป​ได้หมดสิ้น

ทีแรกตั้งใจว่า​จะ​ต้องมั่นใจให้​ได้มากกว่านี้ ตลอดเวลาตั้งแต่รู้ข่าวดี​ที่สุดในชีวิต ก็มีท่าเหมือนว่า​จะเข้มแข็งขึ้น​อีกครั้ง ​แต่คืนสุดท้ายนี่เอง​ที่หัวใจกลับมาไหวยวบอีกคราว คล้าย​กับว่าสองขาไม่​สามารถ​จะแตะสัมผัสพื้น​ได้อีกต่อ​ไป ​ความเคว้งคว้างทับซ้อนเข้ามาใน​ความรู้สึกไม่มั่นคง ​เมื่อคืนเธอกลัวกระทั่งการลืมตื่น

กลัวว่าฝันหวาน​จะล่อลวง​ไปไกลกว่า​ที่ควรรู้ควรเห็นควรยอมรับในโลกแห่ง​ความ​เป็นจริง

เธอสูญเสีย​ความมั่นใจ​ไปตั้งแต่​เมื่อไหร่หนอ นึกย้อน​ไปเท่าไหร่ก็หาไม่เห็นจุดเริ่มต้น อาจ​เพราะมีจุดจบมาคอยหลอกหลอนก็​เป็น​ได้ เธอ​จะโทษ​ใคร​ได้บ้างนอกจากตัวเองสำหรับสิ่ง​ที่สูญหาย ครอบครัว​ที่เคร่งครัดงั้นหรือ หรือว่าโรงเรียน​ที่เข้มงวดไม่ต่างจากสถานกักกันกรุณาปรานีอะไร​นั่น

ตลอดคืน​ที่ผ่านมา ผ่าน​ไป​กับการย้อนมองหาอิสระ​และเสรี ​เมื่อครั้งแรก​ที่มันมาเยี่ยมเยือน ​คือครั้ง​ที่ก้าวออกจากบ้าน​พร้อม​กับคำพร่ำรำพันฝันถึงอนาคตของชายคนรัก โลกนี้กลาย​เป็นสีชมพู​ไป​ได้ง่ายดาย ตอนนั้น​ข่าวฆ่ากันตายยังทำให้เธออมยิ้ม...​.​จะฆ่ากันทำไม

"...​รักกันไว้เถิด...​เราเกิดร่วมแดนไทย...​​จะเกิดชาติไหนๆ​ ก็ไทยด้วยกัน"

​ถ้าการยืนเคียงกันตะโกนร้องเพลงนี้ดังๆ​ กลางสะพาน​พระปิ่นเกล้า ​คือการแสดงออกถึง​ความมั่นใจสุดกู่แล้ว​ละก็ นั่นก็คง​เป็นครั้งเดียวของเศษเสี้ยวแห่ง​ความสุข ​ที่ยังหลงเหลือเล็ดรอดอยู่​​ได้ในกองทุกข์หลังจากนั้น​​และตลอดมา

​ความรักทำให้ตาบอดสียังไม่พอ ยังทำให้โลกนี้เหลือ​เขาเพียงคนเดียว​ที่สำคัญ ​ที่เรา​จะมีกัน​และกัน ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค ไม่ว่า​จะ​เป็น​ความผิดร้ายของชะตากรรมหรือบรรทัดฐานฉกรรจ์​ที่สังคมสร้างขึ้น​ ผู้ชายเลวๆ​ คนหนึ่ง​จึง​ได้รับการให้อภัย ​เพราะ​เขาสอนให้เธอรู้จักรัก​ที่แท้ ​แม้ว่า​เขา​จะไม่ยอมอยู่​ร่วมสัมผัสชื่นชมมัน ​แต่เธอก็ยังเก็บ​ความพอใจภูมิใจนั้น​ไว้​กับตัวตลอดมา

​ความเชื่อในเรื่อง​ชีวิตลิขิตเอง​ที่เพาะบ่มด้วยกันมาตั้งแต่วัน​ที่ตัดสินใจหนีตาม กันเธอไว้จาก​ความคิด​ที่​จะกลับ​ไปพึ่งพาพ่อแม่ เธอแน่ใจว่ามันไม่ใช่​ความละอายแก่ใจ ​แต่ถึงวันนี้ก็ยังบอกไม่​ได้เหมือนกันว่า ​เพราะอะไร​

​แม้ในวัน​ที่พ่อ​กับแม่​จะ​เป็นฝ่ายมาเยี่ยมหา เธอก็ยัง​เป็นฝ่ายหลบหน้า​และปฏิเสธเยื่อใย...​

​แม้ในวัน​ที่ตัดสินใจกักกั้นตนเองไว้ด้วย​ความองอาจด้วยยินดียิ้มสู้​ความจริง พ่อ​กับแม่ก็ยังไม่มีทีท่า​จะถอยหนี ​เมื่อนั้น​กระมัง​ที่เธอรู้สึกว่า​ยังมีอะไร​เหลืออยู่​ในชีวิต นอกจากซาก​ที่ยังหายใจยังรับรู้

หน้ามือ​กับหลังเท้า​คือการกล่าวอย่างสุภาพถึงสถานภาพการเปลี่ยนแปลง​ที่แตกต่าง ​ความเข้มงวดของครอบครัว ​กับ​ความเคร่งครัดของโรงเรียน กลับมาช่วยเธอ​ได้มาก​เมื่อวางใจไว้ว่ากฎไม่​ได้มีไว้สำหรับแหก คอกไม่​ได้มีไว้ให้คิดหาหนทางกระโจนหนี ไม่นานเธอก็ก้มลง​เอาหน้ามือ​ไปแตะ​กับหลังเท้า​ได้สำเร็จ ​พร้อมตะหนัก​ได้ว่าฟ้า​กับเหวไม่​ได้ไกลจากกันสักเท่าไหร่ ​เพราะตอน​ที่เธอหลับหูหลับตากระโดดจากหน้าผาลง​ไปนั้น​ มันเหมือนลอยอยู่​กลางฟ้า​ได้นานพอ​กับระยะเวลา​ที่ดิ่งลงสู่เหวลึก

แล้ว​เธอก็ตกลงมา​ที่นี่ ​ที่​ที่หลายคนไม่ยอมทำใจก้ม​เอาหน้ามือมาแตะ​กับหลังเท้า

เธอเกือบ​จะพอใจ​กับช่วงนิ่งของชีวิต ​เพราะหวังไว้ว่า​จะ​ได้​ใช้ช่วงเวลานั้น​ทบทวนหาสาระใน​ความทรงจำ น้ำร้อน​ที่ผู้ใหญ่เคยอาบมาก่อน กลาย​เป็นน้ำทิพย์ในเวลาสาย ​ความหวัง​ที่​จะกลับมาเชื่อฟังคำพ่อแม่อีกครั้ง กลาย​เป็นน้ำเย็นดับ​ความร้อนรุ่มยามถูกก้ำเกิน ​ทั้งจาก​ความคิดฝ่ายร้าย​และคนอื่นภายนอกสำนึก

​ทว่าเพียงไม่นาน อาการนิ่งก็กลาย​เป็น​ความหงอ​และขี้ประจบในสายตาของคนพาล น้ำมิตรหรือน้ำจิตน้ำใจแท้-เทียมถูกแบ่งแยก​ได้ชัดแจ้ง​และรุนแรง เธอยังคงอมยิ้มรับคำตักเตือนจากพ่อแม่​ที่ให้ "รู้อยู่​" ​ทั้ง​ที่แน่ใจว่า น้ำร้อนบ่อนี้พ่อแม่ไม่เคยอาบมาก่อนแน่ การรู้อยู่​จึง​เป็นการรู้จักยืนหยัดอยู่​ให้​ได้มากกว่าการยอม​ที่​จะนิ่งเฉย

อีกหลายปีกว่า​จะผ่าน​ความ​เป็นหน้าใหม่ สู่การ​เป็นลูกไล่ เลื่อนขึ้น​​เป็นคนสนิท จนมี​ใครๆ​ นับหน้าถือตาว่า​เป็นคนเก่า เธอไม่​ได้สร้าง​ความเกรงใจจาก​ความเก๋า ​ความ​เป็นเจ้าถิ่นหรือการมาก่อน ​แต่เธอสร้าง​ความเกรงอกเกรงใจ​ได้จากการบอกกล่าวถ่ายทอดประสบการณ์​และวิธีการคิด​และการ​ใช้ชีวิตให้สุขครบ​ได้​โดยไม่คิดราคาสินจ้างรางวัล

​และเวลาอันยาวนานอีกนั่นเอง​ที่ช่วยพิสูจน์ว่า ​ความสงบสยบ​ความเคลื่อนไหว​ได้อย่างไร ​เมื่อเธอรู้สึกสบายขึ้น​จนพอ​จะบอก​กับพ่อแม่​ได้ว่าสบายใจดี มารหัวใจชนิดใหม่ก็ปรากฏกายขึ้น​ทีละตัวสองตัว

ตัวแรกเนรมิตปลูกบ้านแปลงเมืองจนแทบไม่เหลือเค้า มันทำให้เธอเห็นต่อหน้านี่แหละ​ ​แต่ไม่อนุญาตให้แตะ​ต้อง ​และก็คง​จะขัดข้องใจ​เป็น​ที่สุดในวัน​ที่มันอนุญาตให้เธอ​ได้ลงสนามจริง ​เพราะมันอาจ​จะทำให้เธอกลาย​เป็นควายกลางกรุง​ได้ง่ายๆ​

อีกตัวเข้ามากล่อมประสา​ทว่าเศษเดน​ที่สังคมพิพากษา​จะไม่มีวัน​ได้ผุดเกิด​เป็นตัว​เป็นตน หรือเงยหน้าสบตา​ใครๆ​ ​ได้อย่างสนิทใจอีกแล้ว​ มันย่ำย้ำว่าบาปกรรมไม่​ได้ชดเชยหรือหักล้าง​ได้ด้วยการกระทำ​ความดีหรือก้มหน้ารับผลแห่งการกระทำ ซ้ำยังกระซิบด้วยเสียงสากเสียดหูด้วยว่า นรกบนดินนั้น​อยู่​ในหัวใจเธอนั่นเอง

แล้ว​อีกตัวก็มาในรูป​ที่จับ​ต้อง​ได้ มาในรูปของหน้าเก่า​ที่เวียนซ้ำ มา​พร้อม​กับการพร่ำบอกถึงน้ำจิตน้ำใจ​ที่แห้งเหือด มันเข้ามาทุ่มเถียง​กับตัว​ที่สองว่านรกบนดินนั้น​ไม่​ได้อยู่​ในตัวหรือหัวใจ​ใครคนใด นรกบนดินนั้น​อยู่​รอบตัวต่างหากเล่า มัน​ไปรู้​ไปเห็นมาแล้ว​จนใน​ที่สุดจึงเลือก​ที่​จะกลับมาเล่าให้​เพื่อนพ้องฟังนี่แหละ​ว่า...​

...​​ความผิดร้ายของสามัญสำนึกในการ​เป็นสัตว์สังคมของมนุษย์นั้น​น่ารังเกียจน่าชิงชังปานใด...​

ผู้หญิง​ซึ่งสำนึก​ได้ใน​ความผิดพลาดของตนอย่างตัวเธอ ​ที่​กำลังพยายามเพาะบ่ม​ความมั่นอกมั่นใจในชีวิต​และการตัดสินใจของตัวให้กลับคืนมา จึงยิ่งย่ำแย่เคว้งคว้าง​และหวาดกลัว เธอนิ่งเงียบ​และงงงัน​ไปอีกพักใหญ่ ​แม้พ่อ​กับแม่​จะช่วยกันยืนยันว่า ​จะอย่างไรก็ยังรักลูกในไส้ไม่เสื่อมคลายโอนเอียงหรือเปลี่ยนแปลง

"ช่าง​ใครมันประไร ลูกมีพ่อมีแม่อยู่​​ทั้งคน​จะกลัวอะไร​"

แล้ว​น้ำร้อนอีกบ่อ​ที่พ่อแม่ไม่เคย​ได้สัมผัส​แม้​แต่ระไอระอุ ก็ทำให้เธอ​ต้องส่ายหน้าด้วย​ความขยาดแขยง พ่อแม่​จะรู้อะไร​ดีกว่าเธอกว่า​เพื่อนๆ​ เธอ​ที่เหมือนถูกบังคับผลักไสให้กลับมาเล่าขานสืบทอดตำนานของตราบาป บ้างก็กลับมา​พร้อมคราบน้ำตา บ้างก็กลับมา​พร้อม​กับการขบเคี่ยวเคี้ยวฟัน ​ความหวัง​ที่​จะ​ได้กลมกลืนกลับกลาย​เป็น​ความเคียดแค้นชิงชัง​ไปอย่างน่าเสียดาย

​ความเชื่อถือใน​เพื่อนร่วมชีวิตทำลาย​ความเชื่อถือในการมีชีวิต​ไปอย่างย่อยยับ

เหล่านั้น​ยิ่งทำให้เธอวิตกกังวลอีกหนักหนา ภาวนาให้โลกในจอสี่เหลี่ยมแคบๆ​ ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยคุณธรรมน้ำมิตร​ที่แท้ อย่าง​ที่เห็นฉีกยิ้มกันอยู่​ทุกวี่ทุกวัน ​แต่ก็ไม่มีสักเรื่อง​ในละครน้ำเน่านี่นะ ว่าคนชั่ว​จะ​ได้รับการให้อภัยหรือกระทั่งการเปิดโอกาสให้กลับเนื้อกลับตัว

กว่าเธอ​จะรู้ตัวว่าก้าวพลาด ​ความหวัง​ทั้งมวลก็แทบ​จะพังทลาย ​ความคิด​ที่ว่ามัน​คือเรื่อง​ง่ายๆ​ ของการแลกเปลี่ยน​และการชด​ใช้ มันกลับไม่ง่ายดั่งคิด ตราประทับทำท่า​จะฝังรอยล้ำลึกโดดเด่นยิ่งกว่าการถูกนาบด้วยเหล็กร้อนไว้กลางแสกหน้า

ข่าว​ที่น่ายินดี​ที่สุดแทบ​จะกลาย​เป็น​ความเลวร้ายอันอยาก​จะบินหนี​ไปเสียให้พ้น ตลอดเวลา​ที่ร่ำร้องหา​และรอคอย กลับทำให้เธอรู้สึกจุกเสียดปวดมวนจนอยาก​จะสำรากอาเจียน น้ำตาซึมเอ่อคลอ มึนชาตั้งแต่สองขมับจนถึงหลังใบหูจรดท้ายทอย ​ความแปลกแยกตบตี​กับ​ความหวัง​เพื่อวันข้างหน้า ฝ่ายแรกมีท่าว่า​จะชนะ​เพราะฝ่ายหลังร้างเวที​ไปนาน

​เมื่อวาน...​เธอ​ได้คุย​กับผู้ทรงสิทธิ์ตัวต่อตัว หน้ากาก​ที่​แต่ละฝ่ายสวมอยู่​ดูสวยงามอย่างฉาบฉวย ถ้อยคำปลอบประโลม ตักเตือน​และให้​กำลังใจจึงกลาย​เป็นเพียงลมปากไร้น้ำหนัก​เพราะไม่​ได้แฝงเจือน้ำใจ​ที่แท้ ต่างคนเพียงนั่งอยู่​ใน​ที่ของตัวแล้ว​ทำหน้า​ที่ของตน ​และตกปากรับคำกัน​ไปมาตามแบบแผน สำนึกอันใด​ระหว่างหัวใจสองดวง​ซึ่ง​กำลังสื่อสารกันอยู่​นั้น​ เหมือนสถิตกันอยู่​คนละภพภูมิ ถึงฝ่ายบัญญัติญัตติ​จะสรรคุณธรรมประการใดมาพูดจา มันก็เพียงเหมือนน้ำตกจากฟ้า ​ที่ตกลงมาโลมดินแล้ว​เหือดหาย มากกว่า​ที่​ใครจักกักเก็บไว้ดื่มกิน​ใช้สอย

ตอนเดินออกมาจากห้องนั้น​เธอยังคิดติดตลก ไม่​ต้องถึง​กับ​ต้องต่อท่อน้ำฝนลงมาจากฟ้าหรอก แค่ช่วยบอกก็พอว่า​จะโปรยสายบริสุทธิ์ลงมา​เมื่อไหร่ตรงไหนกี่มากน้อย เธอ​จะ​ได้รู้​ได้เตรียมรับ ไว้​ได้อย่างตรง​ไปตรงมา ไม่กระเซอะกระเซ็นหกหาย​ไปใน​ที่อันเปล่าประโยชน์

ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าใจว่าน้ำฟ้าก็คงคล้าย​กับน้ำคำของคน หากเราไม่รู้จักการเก็บกักรักษาอย่างถูกวิธี​ทั้งน้ำฝน​และน้ำคำ ก็​จะไหลบ่าเข้าท่วมท้นอยู่​ในชีวิต ​ใครว่ายน้ำไม่​เป็นก็อาจ​จะ​ต้องจมน้ำตาย ยิ่ง​ใครหลงจมในน้ำคำก็​จะยิ่งซ้ำร้าย ​เพราะก็อาจ​จะตาย​ทั้ง​เป็น​ไป​ได้เหมือนกัน...​

..ตาย​ทั้ง​เป็น...​ตาย​ทั้ง​ที่ยังหายใจ...​.

​เมื่อคืนการกล่าวร่ำอำลาเท่า​ที่แสงไฟฟ้า​จะอำนวย กลาย​เป็นการกล่าวหาอนาคต คำพูดของผู้ทรงสิทธิ์ผู้ไม่เคยอาบน้ำร้อนบ่อเดียว​กับเธอ กลาย​เป็นการโกหกพกลม ปราศจากเหตุผล​และไม่​ได้ตั้งอยู่​บนพื้นฐานของ​ความ​เป็นจริง ​แม้นเธอ​จะแยกแยะ​ได้ว่า​แต่ละคน​ที่ร่วมกันตั้งข้อกล่าวหานั้น​ มี​ทั้งพวก​ที่กลับมา​โดยนิสัยพื้นฐานดั้งเดิม ​กับพวก​ที่ประสพ​กับนรกบนดินจริงๆ​ พวกแรกนั้น​พยายามยึดเหตุการกลับมาของพวก​ที่สอง​เป็นของตน ขณะ​ที่พวก​ที่สองก็คิดว่าหากพวกตนมีนิสัยพื้นฐานอย่างพวกแรก ชีวิตก็คงไม่​ต้องตก​เป็นทาสของน้ำคำน้ำใจของคนอื่นง่ายดายขนาดนี้

ใน​ที่สุดก่อนการดับไฟ การให้​กำลังใจ​พร้อม​กับการถอนหายใจของคนพูด ก็มางัดง้างถ่างดวงตา​และห้วงสติของเธอไว้จนหลับไม่ลง

เก้าปี สิบเอ็ดเดือน ยี่สิบเก้าวัน ​กับอีกเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงในไม่กี่ก้าวข้างหน้านี่ มอบอะไร​ให้เธอมาบ้างนอกจากริ้วรอยแห่งวัย จากสาวน้อยกลาย​เป็นสาวใหญ่ แถมยังอาจ​จะใจกล้านัยน์ตากร้าน เธอ​จะเชิดหน้าอยู่​​ได้นานสักแค่ไหน ​จะเดินหลังตรงตัวตรง​ได้เท่า​กับขณะนี้หรือไม่ เธอ​จะกลาย​เป็นเดน​ไปในทันทีหรือเปล่าในสายตา​ใครๆ​

มือหนึ่ง​รั้งแขนไว้ให้หยุดอยู่​ใต้เงาแคบๆ​ ชุดใหม่เหม็นใหม่คลุ้ง​เพราะผ่านแดด ชุดนี้แม่หามาให้เปลี่ยน...​.​จะเปลี่ยนชีวิต​ต้องเปลี่ยนชุด แม่ทำเหมือนว่า​จะถอดภาพเก่า​ที่เคยเกิดขึ้น​แล้ว​ทิ้ง​ไป​ได้เหมือน โยนชุดเก่าๆ​ ลงในถังขยะ เธอแอบอาราธนา​พระรอดบนอก คุณ​พระเสด็จ​ไปอยู่​​ที่อื่นตลอดเกือบสิบปีเต็ม ​แต่เธอก็ยังหายใจ​ได้อยู่​ใจถึงวันนี้ จากนี้​ไปสิ..​พระรอดกลับขึ้น​คอคล้องชัยมงคล​ได้ตลอด​โดยไม่มี​ใครบังคับให้ถอด​ได้อีก ​แต่เธอ​จะอยู่​รอด​ไป​ได้สักแค่ไหน...​​ถ้า​ใครๆ​ ก็ไม่อยากให้เธอ​ได้หลุดรอดออก​ไป หรือ​ถ้า​ใครคนนั้น​รอให้เธอหลงรอดออก​ไปเสียที

"​เป็นอะไร​​ไป...​มี​ใครมารับหรือเปล่า...​" ผู้ทรงสิทธิ์ถามเสียงเรียบ ต่างจากอีกพวก​ที่ตั้งท่า​จะขย่มข่มเหงวางอำนาจ

เธอเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ​ ไม่แน่ใจ

ประตูเหล็กบานใหญ่สีแดงคล้ำเผยอออกอย่างยากเย็น แสงจ้าสาดเข้ามาอย่างแรงร้าย ในวิบตานั้น​เธอรู้สึกไหววูบวิงเวียน เซทรุดจนคนข้างๆ​ ​ต้องเข้ามาช่วยประคอง

เธอยิ่งหวาดหวั่นขวัญหาย ทำไมอากาศบรรยากาศข้างนอกมันถึงร้อนรุ่มอึงอล​ได้ถึงขนาดนี้ เธอเงยหน้าขึ้น​สบตาประตูบานใหญ่ ทำท่า​จะหันกลับ​ไปหา...​​ไปแลลาชีวิต​และกิจประจำวัน

"ก้าวพ้นประตูออก​ไปแล้ว​อย่าหันกลับมามองนะ...​โบราณ​เขาถือ...​"

เสียง​ที่เคยตวาดแหวตลอดมากลับเจือแววเวทนา

"...​โน่นแน่ะ!!! ...​.ใช่พ่อแม่เธอหรือเปล่ายืนชะเง้ออยู่​​ที่รั้วนั่น...​.​ไปแล้ว​​ไปลับนะไม่​ต้องกลับมาอีก"

แล้ว​เธอก็ถลา​ไปกราบยังแทบเท้า​ทั้งสองคน​ทั้งน้ำตานองหน้า​และเต็มตื้นในหัวใจ...​...​...​

เสียงพวงกุญแจของผู้คุมดัง​เป็นจังหวะเข้ามาใกล้ ฉันเงยหน้าขึ้น​มองอย่างเฉยเมย เสียงประกาศถึงการ​เป็นอิสระ แค่ดังผ่านหู ​เพราะฉันกลับก้มหน้าก้มตาอ่านบันทึกของพี่สาวคนหนึ่ง​​ที่กลับมายึดเรือนจำ​เป็นเรือนตาย

 

F a c t   C a r d
Article ID A-730 Article's Rate 0 votes
ชื่อเรื่อง ความลับในจินตนาการ
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๗๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-2865 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 14 ม.ค. 2548, 13.02 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น