นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๙ มกราคม ๒๕๔๘
เรื่องสั้นเฉพาะกิจ : จนกว่าเราจะพบกันอีก
SONG-982
...ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสารทำมือ Mad-Men ฉบับ​​​​ที่ 12
ตีพิมพ์ครั้ง​​ที่สอง นิตยสารบางกอกรายสัปดาห์...
หมู่ดาวโศกสลดระทดท้อ ทอดแสงระยิบดาดพราว​ไป​ทั้งท้องน้ำยามค่ำ ​ทว่าประกายระยับล้อคลื่นดั่งเคย กลับหมองหม่น คล้าย​ใคร​ไปโปรยดอกไม้สีซีดให้กลาดเกลื่อน​เพื่อเตือนใจ ให้แสงดาว​ทั้งนั้น​ล่องลอยอ้อยอิ่งอาลัย ให้​กับหัวใจ​และจิตวิญญาณ​ที่พลัดพราก...​

คลื่นเอื่อยราวรั้งแรงไว้ไม่อยากเคลื่อนเข้าหาฝั่ง หรือ​จะรู้สึกผิด​กับแรงหนุนส่งอันถั่งท้นล้นทะลักทำลายก่อนหน้า หาดทรายไม่กล้าสะท้อนแสงจันทร์นวลดังเก่า ​เพราะเศษซากประดามียังกระจัดกระจายเกลื่อน สน​และพร้าวถอนรากเอนค้อมคล้าย​จะช่วยสอดส่องเสาะหา สักร่าง...​​ซึ่งนอนคอยคนรักใต้ซากปรัก

ล่วงเข้าคืน​ที่ห้ากว่า​จะ​ได้รับ​ความช่วยเหลือ ​ความหิวโหยโรยแรงพอประทัง​ไป​ได้ด้วย​ความหวังหนึ่ง​เดียว

...​เธอไม่มีวัน​จะกลับหลังอำลาตราบใด​ที่ยังไม่​ได้รู้ข่าวคราวจากผม...​

​แม้เรา​จะทะเลาะกันนิดหน่อย​ก่อน​ที่ผม​จะ​เป็นฝ่ายผละ​ไปจากคลื่นอารมณ์แรงร้าย ​เพื่อหวังให้สวรรค์ใต้ทะเลช่วยเห่กล่อม แนวประการังงดงามสมบูรณ์ ​พร้อมฝูงปลา​และสัตว์น้ำนานาสารพัดช่วยกันย้ำเตือน ให้หวนรำลึกนึกถึง ​ความรัก​และ​ความห่วงใย​ซึ่งมีให้กันมาตลอดหลายปี น้ำใสช่วยชโลมหัวใจให้เย็นชื่นคลื่น​ความหลังค่อยเข้าคลี่คลาย​ความขุ่นข้อง ​พร้อม​กับคลื่นใต้น้ำ​ที่ขับเคลื่อนเก็บงำแรง​กำลังมหาศาลไว้ใต้ผืนผิวราบเรียบ

ผมอาศัยติดรถ​ใครคนหนึ่ง​กลับมายัง​ที่เคยพัก ตลอดทางนั้น​ทำให้ตระหนักแน่ว่าขนำน้อยบังกะโลกลางบ้านอันชาวพื้น​ที่ปลูกไว้​เป็นราย​ได้เสริมเล็กน้อยนั่นคง​จะทลายราบ เดือนหงายใกล้เต็มดวง​เป็นแสงเดียว​ซึ่งเอื้อเฟื้อให้เงาร่างเหลือคณานับท่อมทอดสายตา​และดุ่มเดินโดดเดี่ยว ไม่สนใจ​ใครนอกจากการเหลียวหาคน​ที่รัก ก็ต่างคนต่างมากัน​ทั้งนั้น​จึงไร้ญาติขาดมิตร

กว่า​จะถึง​ที่หมายหน่วยกู้ภัยก็ถอน​กำลัง​ไปเกือบหมด ​ที่ยังรีรอรั้งท้ายเกาะกัน​เป็นกลุ่มเล็กๆ​ กระจายกันไกลๆ​ ล้วนตั้งอกตั้งใจกราดไฟฉาย​ไปตามกองไม้ ก้มๆ​ เงยๆ​ ช่วยกันงัดง้างรื้อค้น บ้าง​ได้กระเป๋าเป้ บ้าง​ได้กระเป๋าเดินทาง​เป็นกำนัลแรงกาย หลังจาก​ที่ตลอดวัน​ได้มาช่วยกันมัดห่อผูกพันซากเน่าหนอนบวมอืด

เรือนพักของเราคงค่อนข้างแข็งแรง จึงเพียง​แต่ล้มราบเกาะกองกันอยู่​​ได้ ร่องรอยการถูกเก็บกู้ยังปรากฏ ผมโล่งอก​ที่บริเวณนี้ไม่ถูกทิ้งค้างวันค้างคืนกว่า​จะมี​ใครสักคนเข้ามาค้นหาช่วยเหลือผู้รอดชีวิต กระทั่งเกือบค่อนดึกนี่นอกจากกลุ่มพวกสวมชุดมูลนิธิไม่กี่คน แล้ว​ก็ยังมี​ใครต่อ​ใครอีกมาก​ที่ยังเดินหากันให้เห็น ​แม้​จะดูอ่อนระโหยโรยแรง ​และมีเพียงแสงจันทร์ช่วยส่องทาง พวก​เขา​ทั้งหมดก็ยังวนเวียนกันอยู่​ตาม​ที่ตนมาพัก

เราคงคิดเหมือนกัน​คือ ​เมื่อไม่เหลือหนทางใดให้สื่อสารส่งหาถึงกัน​ได้แล้ว​ การกลับมายัง​ที่สุดท้าย​ที่​ได้พบ​ได้พูดคุยกัน คง​จะ​เป็น​ที่หมาย​ที่มั่น​ที่เหมาะสม​ที่สุด​เพื่อรอคอยให้​ใครคนนั้น​กลับคืนมา

อีกนานกว่าผม​จะ​ได้รู้ว่าพวก​เขาไม่เหลือเศษสิ่งสัมภาระอะไร​ของเราสองคนไว้ตรงนี้เลย​สักชิ้นเล็กๆ​ ​แม้ป้ายไม้บอกชื่อบ้าน "ชมชเล" ​ซึ่งติดตรึงอยู่​​กับเสาเอน​จะยืนยันว่านี่​คือเรือนพักของเราแน่นอน ​แต่ผมก็ยังพยายาม​จะ​ไปค้นหา​ที่กองซากใกล้เคียง หมายใจว่าอย่างน้อย​จะไม่มีชื่อบ้าน "ชมชเล" ซ้ำกันสองหลัง

หมู่บ้านเล็กๆ​ นี้มีแนวหาดกว้างเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ยามน้ำลดผืนหาด​จะทอดตัวออก​ไปในทะเลไกลลิบ เราเลือกพักกัน​ที่นี้นอกจาก​เพราะราคาย่อมเยาแล้ว​ก็​เพราะ เธอ​สามารถ​จะลุยน้ำออก​ไป​ได้ไกลๆ​ จนคน​ที่อยู่​บนฝั่ง​จะเห็นเหมือน​กับว่าเงือกน้อยทรงสะคราญ​กำลังแอบขึ้น​มาชมชีวิตบนพื้นโลก ​ที่รักของผมว่ายน้ำไม่​เป็น​ทั้ง​ที่ผมรักการดำน้ำ​เป็นชีวิตจิตใจ ทำเลนี้จึงช่วยบรรเทา​ความแง่งอนลง​ไป​ได้บ้าง ยาม​ที่ผม​จะข้าม​ไปเกาะน้อย​ที่เห็นลิบตา​เพื่อ​ใช้เวลาช่วงเช้า​ดำดูป่าประการัง​ซึ่งสวยงาม​ที่สุดแห่งหนึ่ง​ของโลก แล้ว​กลับมาเล่นล้อคลื่นจนบ่ายถึงเย็น ​และหลายครั้ง​ที่เราเคยพาผ้าผืนเดียวลง​ไปลาดรับสองร่างให้ดื่มด่ำ​กับวิมานรัก​ที่บรรจงร่วมกันสร้างขึ้น​กลางหาดทรายขาวสะอ้าน

ซากเรือนหลังสุดท้ายกลาย​เป็นของแม่ลูกชาวต่างชาติ ลูกน้อยร้องไห้จ้าในอ้อมกอดแม่ เจ้าหนูคงขวัญหายหาพ่อ​ซึ่งไม่รู้​ไปอยู่​เสีย​ที่ไหน

ผมทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง หรือเธอ​จะทิ้งผม​ไปแล้ว​ มันนานเกิน​ไปหรือไร​กับเวลาอันแสนสั้น หากพวก​เขาไม่กลัวคลื่นลูกหลังกระหน่ำซ้ำ ผมคงกลับมา​ได้เร็วกว่านี้ ​แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เหตุผล​ที่​จะตัดใจลา ผมทอดสายตา​ไปตรงปลายหาด ตรง​ที่สองเราเคยกอดก่ายใต้เพ็ญจันทร์ ท่ามกลางเงาระเกะระกะนั่น เสียงอันคุ้นเคยลอยมา​กับสายลม


"...​...​...​..กระแสคลื่น...​...​ไยเจ้าจึงพัดกลืนห้วง​ความฝัน
กว่า​จะ​ได้ชิดชื่น​ทั้งคืนวัน...​.ไยจึงก้าวมากักกั้นให้พลันทลาย...​...​..
...​...​...​.อยู่​ไหนหนอ...​...​.คน​ที่รัก..​ที่เฝ้ารอ..​ที่สูญหาย
รู้บ้างไหมใจดวงนี้ก็วางวาย...​​ทั้งเปลี่ยวเปล่าร้าวดาย​ทั้งอาดูร...​...​."


น้ำเสียงแผ่วเศร้าสะท้อนสะท้านเข้า​ไปในอก ​ความอดกลั้นพลันมลาย​เพราะ​ความตื้นตันท้นทะลักออกมาจาก​ความหวังอันริบหรี่ ผมปาดม่านน้ำตาพร่าเลือนทิ้งไม่ไยดี เพ่งมอง​ไปยัง​ที่มาของโศลกสลด

ขณะ​ที่ร่างนั้น​เคลื่อนช้าๆ​ ไกลออก​ไป ผมยาวปลิวสยายสะบัดล้อ​กับแสงดาว ชุดขาวพลิ้วบางดูเหมือน​จะส่งแสงเรื่อเรืองใน​ความมืด ผมผุดลุกแล้ว​วิ่งตามออก​ไป​พร้อมกู่ตะโกนสุดเสียง

"ปริม!!!...​..ปริม!!!...​..ผมเอง...​ผมเอง...​ผมกลับมาแล้ว​...​.ปริม!!...​ปริม...​หยุดก่อน...​รอผมด้วย!!!"

ผมพุ่ง​ไปข้างหน้าด้วยแรง​ทั้งหมด​ที่มี ลมทะเลคงพาเสียงผมกลับขึ้น​ฝั่งมากกว่า​จะเจียด​ส่วนน้อยหนึ่ง​ส่ง​ไปให้เธอ​ได้ยิน กว่าผม​จะยุดข้อมือเธอไว้​ได้ เราก็ลุยน้ำลงมาถึงครึ่งแข้ง แววไร้ชีวิต​เมื่อแรก​ที่หันกลับ เปี่ยมประกายขึ้น​มาอีกครั้ง

"วี...​รวีของปริม...​.ใน​ที่สุดก็กลับมาหาปริมแล้ว​...​.." เธอซบสะอึกสะอื้นไห้​กับอกกว้างของผม

"ปริม​กำลัง​จะทำอะไร​...​..ปริมไม่รักผมแล้ว​หรือ" ​พร้อมกระซิบถาม​ที่ข้างหู ผมกอดกระชับ​ทั้งร่าง​ที่รักแนบแน่น ลูบเรือนผมแผ่วเบา เหมือนอย่าง​ที่เราทำทุกครั้งยามปลอบประโลมใจให้กัน​และกัน

"รักสิ...​​เพราะรักวีนี่ไงล่ะ ปริมถึง​จะตามวี​ไป วี...​.วีหาย​ไปไหนมา ...​...​ "


เราจูงมือกันกลับขึ้น​มาช้าๆ​ ถ่ายทอด​ความรู้สึก​ที่มี​ทั้งหมดผ่านให้แก่กัน ในยามยากการสัมผัสเพียงแผ่วเบาย่อมดีกว่าคำพูดร้อยพัน เราสบตากันอย่างรู้​ความหมาย รักแท้ถูกพิสูจน์​ความจีรังยั่งยืนกลางผืนทราย เราพากันนั่งลงบนฟูกเก่า​ที่เกยอยู่​​กับกองไม้ เธอมองหน้าผมตรงๆ​ อีกครั้งก่อน​จะเริ่มเรื่อง​ร้ายแรง​ที่พบผ่าน

"ปริมรู้ว่าวีไม่หนีไม่ไหนหรอก ปริมแกล้งงอน​ไปอย่างนั้น​เอง คิดดูสิ..​จะไม่ให้น้อยใจ​ได้ยังไง ปริมอุตส่าห์​ไปหาซื้อหมึกซื้อปลามา​แต่เช้า​ กะว่าสายๆ​ ​จะปลุกให้วีตื่นขึ้น​มาชิมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรใหม่ แล้ว​วีกลับมาเห็นว่าสิ้นเปลือง​โดยใช่เหตุ เราไม่​ได้กินกันอย่างนี้ทุกวันนี่นา...​..พอวีปึงปัง​ไปแล้ว​ ปริมก็เลย​ออก​ไปเล่นน้ำ​ที่ชายหาด แดดใสน้ำสวยอย่างทุกวันนั่นแหละ​ ​กำลังไล่ช้อนปลาการ์ตูน​ที่พลัดมาก็​พอดีน้ำลดฮวบลง​ไปไกลลิบ จนปลาเล็กปลาน้อยค้างตื้นกันเกลื่อนหาด...​

...​...​เห็นพวกชาวบ้านบนหาด​เขากู่เรียกกวักมือโบกมือกระโดดโลดเต้นก็ไม่นึกว่า​จะมีอะไร​...​"

" แล้ว​จู่ๆ​ น้ำก็รี่กลับขึ้น​มา...​.ใช่ไหม" ผมสอดคำขึ้น​​เพราะ​ความตื่นเต้น

"ใช่...​.น้ำขึ้น​เร็วมาก จนปริมตกใจทำอะไร​ไม่ถูก...​.กว่า...​กว่า​จะรู้ตัวอีกที ก็มีคนมาพา​ไป​ที่โรงพยาบาล ในใจห่วงอยู่​​แต่วีรู้ไหม ปริมไม่กินไม่นอนเลย​นะ เฝ้า​แต่ตามหาวี คอยดูว่า​เขา​จะพาวีเข้ามา​เมื่อไหร่ จนพ่อแม่ปริมมารับ ปริมก็ยังไม่ยอมกลับ วีรู้ไหม...​.ปริมหนี​เขามารอวี​ที่นี่ตั้งแต่สองวันก่อน ​ที่นี่มันน่ากลัว..น่ากลัว​จะตาย​ไป "

ผมดึงเธอ​ที่รักเข้ามากอดไว้​กับอกอีกครั้ง พร่ำเรียกขวัญเบาๆ​ ทำไม​จะไม่รู้ว่าเธอรักผมแค่ไหน ​และผมก็รู้แล้ว​ว่าผมรักเธอมากไม่แพ้กัน

ลมทะเลเริ่มกรรโชกแรง ทางพร้าวสะบัดใบเกรียวกราว ​ความเงียบสงัดรอบกายกลาย​เป็น​ความวังเวง ​แม้​จะมองไม่เห็นซากร่างของ​ใครแล้ว​ ​แต่การเก็บกู้ก็ดูเหมือน​จะยังไม่ล่วงเลย​ขุดค้นลง​ไปยังบ่อน้ำ​ใช้ หรือกองสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ​ สองเราต่างสั่นสะท้าน​ไปตลอดร่าง ​ความรู้สึกบางอย่าง​ที่ติดค้างมาตั้งแต่วัน​ที่ถูกคลื่นยักษ์ถล่ม​กำลังพยายามคลี่คลายตัวเอง

"วีเจอสองแม่ลูกนั่นหรือยัง ​ที่ครอบครัว​เขาพักถัดจากเราออก​ไปหน่อย​" ปริมเงยหน้าขึ้น​ถามด้วยแววหวั่นวิตก

"เจอแล้ว​ คนแม่ไม่พูดไม่จา ลูกก็ร้องไห้จ้า...​" ผมตอบเรียบๆ​ สกัดกั้น​ความรู้สึกแปลกๆ​ นั้น​ไว้เต็ม​ที่

"​เขามาเก็บศพคนพ่อ​ไป​ได้​เมื่อวาน เพิ่ง​จะลอยกลับมา" น้ำเสียงสั่นเครือไม่ชวนให้สบายใจขึ้น​เลย​ "​แต่สองแม่ลูกนั่นยังหากันไม่เจอ ปริมพยายามปลอบอย่างไรก็อย่าง​ที่วีว่า คนแม่ไม่พูดไม่จา คนลูกก็​เอา​แต่ร้องไห้อยู่​อย่างนั้น​ตลอดเวลา"

แสงไฟฉายกราดมา​ที่เรา​กำลังนั่งซบอิงกันอยู่​ เสียงพูดคุยยุยงผลักไสแฝงแววหวาดหวั่น

"เอ็ง​ไปหงาย​ที่นอนนั่นดูซิ เผื่อเจออะไร​" เสียงแหบๆ​ ออกคำสั่ง

"​ถ้า...​​ถ้าไม่เจอของ แล้ว​..แล้ว​เจอ​แต่คนอีกล่ะลูกพี่" คนรับคำสั่งถามกลับลนลาน

"เถอะวะ...​เราช่วย​เขามามากแล้ว​ ​เขาไม่มาหลอกมาหลอนอะไร​หรอกน่ะ...​ไอ้มิ่งเอ็งก็ช่วยมันอีกคน"

เราสองยอมลุกจาก​ที่นอน ถอยออกมายืนดูหน่วยกู้ภัยปฏิบัติภารกิจพิเศษยามมืดมิดเงียบๆ​ ปริมสะกิดกระซิบผมเบาๆ​

"พวกกลุ่มนี้แหละ​​ที่ช่วยพาปริม​ไปโรงพยาบาล วีบอกพวก​เขาทีสิว่าตรงนี้ไม่เหลือของมีค่าอะไร​อีกหรอก พวกชาวบ้าน​เขาเข้ามาหากัน​ได้กัน​ไปตั้งแต่วันแรกๆ​ แล้ว​"

"ปล่อยให้​เขาหากัน​ไปเถอะน่า...​ขืนเรา​ไปสุ่มสี่สุ่มห้า​กับ​เขาเข้า เรา​จะ​เป็นอันตราย ยืนดูอยู่​เงียบๆ​ นี่น่ะดีแล้ว​" ผมให้​ความเห็นด้วย​ความไม่ประมาท ยกมือเย็นชืดของเธอขึ้น​มาจูบเบาๆ​ ปริมจึงเบียดร่างเข้าสนิทชิด​กับอ้อมอกแนบซบ​และนิ่งมอง​แต่​โดยดี

พวกนั้น​ผละ​ไปอย่างหัวเสีย ​เพราะลูกไล่คนหนึ่ง​เกิดอาการขวัญหนีดีฝ่อขึ้น​มากะทันหัน ชี้โบ้ชี้เบ้โหวกเหวกโวยวายไม่​เป็นภาษา ​เพื่อนร่วมกลุ่มตะโกนว่าผีเข้าๆ​ แล้ว​คน​ที่ท่าทาง​เป็นหัวหน้าก็ปลด​พระเครื่อง​ทั้งพวงสวมสวบ จนคนโดนผีเข้าร้องกรี๊ดๆ​ อยู่​สองสามครั้งก่อน​จะล้มฟุบลง​ไป


คล้ายลม​จะหอบเสียงร่ำไห้โหยหวนขึ้น​มาจากใต้ทะเล น้ำค้างฟ้ากลางคืนประโปรย​ความชุ่มชื่นให้แก่​ความระทมหม่นหมอง​ได้เพียงน้อยนิด จันทร์หลบลับหลังเมฆอีกคราว จน​ทั้งบริเวณสงัดเงาวังเวง

คนค้นหาชุดสุดท้ายจาก​ไปแล้ว​ ​พร้อม​กับคำพร่ำพูดถึงเรื่อง​ลี้ลับพิสดารของ​ความรัก​ความผูกพัน​และรอยอาลัย พวก​ที่เหลืออยู่​ยังล้วนวนเวียนร่ำไห้ห่วงหากันอยู่​ใน​ความมืดมิด

"​ที่นี่น่ากลัวเหลือเกินวี...​เรา​ไปจาก​ที่นี่กันเถิดนะ" ปริมเอ่ยทำลาย​ความอาดูร​ซึ่งเริ่มเข้าเกาะกุมครอบงำจิตใจของเรา​ทั้งคู่

"เรา​จะ​ไป​ที่ไหนกันเล่าปริม ผม...​ผมก็ห่วง​แต่ปริมถึงตามมาถึง​ที่นี่​ได้" คำสารภาพของผมมิ​ได้เสแสร้งให้เกินเลย​​ไป​แม้เพียงสักน้อยนิด

"แล้ว​ตอนนี้วีอยู่​​ที่ไหน วีรู้ใช่ไหมว่า​เขาพาวี​ไปไว้​ที่ไหน...​" ​ความหวาดหวั่นปรากฏวี่แววให้เห็นในน้ำเสียงนี้ ​ที่รักของผมเงยหน้าขึ้น​มาสบตา หยาดน้ำพราวล้อเอ่ออยู่​ในดวงตาคู่สวย

"ไม่...​ผมไม่ทัน​ได้ตาม​ไป...​ผมห่วงปริม พอขึ้น​มาถึงฝั่งผมก็ตรงมา​ที่นี่เลย​...​.ปริม...​.ผม...​.เราคง​จะไม่พรากจากกันอีกหรอกนะ ใช่ไหม" ผมถามในสิ่ง​ที่หวั่นใจ​ที่สุด ​พร้อม​กับกอดกระชับสิ่งสุดท้ายในชีวิตไว้ในวงแขนแนบแน่น

"วีรู้ไหมว่าปริม​กำลัง​จะลง​ไปตามหาวี​ที่โน่น...​." เธอชี้มือ​ไปยังเงาดำของเกาะแก่ง "...​.​เขาให้เวลาปริมไว้ถึงแค่คืนนี้ วี...​วีรู้ไหมว่าคุณลุงคุณป้าเพิ่งมา​ที่นี่​เมื่อตอนเย็น...​.ท่านมาลา นิมนต์​พระมาบังสุกุล ​เพราะตัดใจ​ได้แล้ว​"

"​ใคร...​พ่อ​กับแม่ผมน่ะหรือ...​." คำถามผมชะงักค้าง ​ความสับสนประเดประดังเข้ามาจากทุกสารทิศ มันรุนแรงยิ่งว่าคลื่นยักษ์​ที่ถาโถมเข้ามาในวันนั้น​ เนื้อตัวผมเหมือนถูกกรีดยัง​ไป​ทั้งร่าง ​ความเจ็บปวดรวดร้าวของสำนึกสุดท้ายผุดขึ้น​มาอีกครั้ง มันซ้ำเติม​ความบอบช้ำของหัวใจ​ที่แหลกสลายอย่างไม่ปรานี

"หมาย​ความว่า...​.ผม...​.ปริม...​.เรา...​...​"

"ใช่...​เรา​ทั้งคู่นี่แหละ​วี..เรา​ทั้งคู่ เหมือน​กับผู้คนอีกมากมาย​ วี...​ปริมขอโทษในสิ่ง​ที่ปริมทำผิดพลาดหรือ​เอา​แต่ใจมา​ทั้งหมด ปริมรู้แล้ว​ว่าวีรักปริมมากแค่ไหน ​และปริมก็รู้แล้ว​ว่าปริมรักวีไม่น้อย​ไปกว่ากัน...​..จนกว่าเรา​จะพบกันอีกนะวี...​.จนกว่าเรา​จะพบกันอีกครั้ง...​..ไม่ว่า​เมื่อไหร่ ปริมขออธิษฐานว่าขอให้​ได้รัก​กับวีอย่างนี้ทุกชาติภพ...​.นะวี...​.จนกว่า...​จนกว่าเรา​จะพบกันอีก...​...​

เธอยิ้มให้​กับผมอย่างคน​ที่สุขสมหวัง​ที่สุดในชีวิต คำมั่นสัญญาสุดท้าย​ที่เอ่ยออกมา ทำให้ผมรู้ชัดว่ามัน​จะดำรงคงอยู่​ตราบนิจนิรันดร์

ร่างบาง..เบา..ค่อยเลือนราง

สุดท้าย อากาศในอ้อมกอดก็คลายตัว ผมไม่​ได้ลดมือลงจาก​ความโดดเดี่ยวเดียวดาย​ที่เหลือ ปล่อยให้ลมทะเลพัดผ่านร่างโปร่ง เสี้ยวหนึ่ง​ของ​ความสิ้นหวัง...​..

...​ผมรู้สึก​ได้ถึง​ความเหน็บหนาวจับขั้วหัวใจ...​.

หมู่ดาวโศกสลดระทดท้อ ทอดแสงระยิบดาดพราว​ไป​ทั้งท้องน้ำยามค่ำ ​ทว่าประกายระยับล้อคลื่นดั่งเคย กลับหมองหม่น คล้าย​ใคร​ไปโปรยดอกไม้สีซีดให้กลาดเกลื่อน​เพื่อเตือนใจ ให้แสงดาว​ทั้งนั้น​ล่องลอยอ้อยอิ่งอาลัย ให้​กับหัวใจ​และจิตวิญญาณ​ที่พลัดพราก...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-716 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องสั้นเฉพาะกิจ : จนกว่าเราจะพบกันอีก
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๙๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-2829 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 09 ม.ค. 2548, 00.56 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : song982 [C-2999 ], [202.183.166.235]
เมื่อวันที่ : 27 ม.ค. 2548, 12.48 น.

ทดสอบๆ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น