นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๗
ความพยายามที่ดูจะไร้ค่า...(เรื่องสั้นของส.อักษรา)
ลิขิตมา
...เสียงไอแค่ก! ๆ​​ ของคน​​ที่นั่งม้วนยาสูบอยู่​​บริเวณชานเรือนทำให้ฉันหัน​​ไปมองอีกฝ่ายอย่างเสียไม่​​ได้ ภาพชายชราศีรษะขาวโพลนผมเ...
​ความพยายาม​ที่ดู​จะไร้ค่า...​

เสียงไอแค่ก!...​ๆ​ ของคน​ที่นั่งม้วนยาสูบอยู่​บริเวณชานเรือนทำให้ฉันหัน​ไปมองอีกฝ่ายอย่างเสียไม่​ได้ ภาพชายชราศีรษะขาวโพลนผมเกรียนสั้น ผอมโกร่ง สวมเพียงกางเกงขาก๊วยเก่าเก็บ​โดยปล่อยให้ร่างกายท่อนบนเปล่าเปลื่อยตรงหน้าทำให้​ความคิดของฉันหวนกลับ​ไปยังภาพในอดีตอีกครั้ง​ทั้ง​ที่พยายามอย่าง​ที่สุด​ที่​จะลืมมัน​ไปซะ!...​

ฉันยังก้มหน้าก้มตาจัดการเย็บเสื้อทำงานมอซอสีตุ่น​ซึ่งถูกเย็บซ้ำรอยเดิมมาแล้ว​นับครั้งไม่ถ้วนท่าม กลางแสงไฟ​ที่ริบหรี่ของค่ำคืนขณะ​ที่สมองก็คิด​ไปเรื่อย...​

ฉันยังจำแววตา​ที่เปี่ยม​ไปด้วยรอยยิ้มแห่ง​ความสมหวัง ​และ​ความสุขล้นคู่นั้น​ของพ่อ​ได้​เป็นอย่างดี แววตาสุกใสคู่นั้น​อีก​ทั้งใบหน้ากร้านแดด​ที่เต็ม​ไปด้วย​ความปลื้มปิติในตัวฉัน ​และพี่ชายมันช่างดูราว​กับโลก​ทั้งโลก​ได้มาอยู่​ในมือของพ่อแล้ว​ขณะนั้น​​โดยไม่​ได้นึกถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน ​และกระแสแห่ง​ความเปลี่ยนแปลง​ซึ่งเกิดขึ้น​อยู่​ทุก​เมื่อเชื่อวันนั้น​เลย​​แม้​แต่น้อยนิด...​!

"ไม่อยากเรียนแล้ว​ล่ะสงสารพ่อ...​" ฉันเคยเอ่ยปากบอก​กับพี่ชายด้วยหัวใจ​ที่บริสุทธิ์ของเด็กหญิงคนหนึ่ง​​ซึ่งมี​ความคิดอยาก​จะช่วยผู้​เป็นพ่อแบ่งเบาภาระ ​และคำตอบจากปาก​เขาก็ทำให้ฉัน​ได้คิด...​ คิดว่าคำพูด​ที่​ใครต่อ​ใครเฝ้าพร่ำบอกอยู่​เสมอว่า

"​ถ้าขยันเรียนจนจบ​จะมีงานทำพ่อก็​จะสบาย...​" สักวันมันคง​จะ​เป็นจริงขึ้น​มา​ได้...​

ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิด ​และการมองโลกในแง่ดีของฉันมันทำให้ฉันวาดหวังไว้เช่นนั้น​เสมอมา ตั้งใจเรียน นั่น​คือสิ่ง​ที่ฉันพอ​จะทำ​ได้ ฉันไม่เคยเกเรหนีเ​ที่ยว หรือ​แม้​แต่โดดเรียน​เพราะนึกถึง​แต่ใบหน้าคล้ำ​ที่เต็ม​ไปด้วยหยาดเหงื่อท่ามกลางกระไอแดด​ที่แผดเผาของพ่อเท่านั้น​​ซึ่งพี่ชายของฉันก็ไม่​ได้คิดต่าง​ไปจากฉันเลย​...​

ฉัน ​และพี่ชายละทิ้งกิจกรรม ​และ​ความสนุกสนานต่าง ๆ​ ​แม้เพียงเล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ ​ที่วัยรุ่นต่างฝักใฝ่ ​และชื่นชอบเพียง​เพื่อคำว่า ประหยัด ด้วย​ความ​ที่มัน​เป็นสิ่งเดียว​ที่เรา​ทั้งสอง​จะทำ​ได้​เพื่อผ่อนภาระอันหนักอึ้งให้กรรมกรหาเช้า​กินค่ำผู้อยากส่งเสียให้ลูก​ได้ร่ำเรียนจนจบระดับปริญญาอย่างพ่อฉัน ​และ​แม้ฉันในวันนี้​จะนึกถึงชีวิตในช่วงเวลานั้น​อย่างเสียดาย​ที่​ได้​ใช้มัน​ไปอย่างเปล่าประโยชน์ไม่สม​กับวัยของตน​แต่หากย้อนเวลากลับมา​ได้ฉันก็ไม่อาจ​จะเลือกเดินทางอื่นใด​ได้อีกนอกจาก​ที่​ได้เลือก​เอาไว้นั้น​​เป็นแน่...​

​และแล้ว​...​วัน​ที่พ่อยิ้ม​ได้อย่างภาคภูมิก็มาถึง ชุดครุย​ที่งามสง่าถูกสวมใส่อยู่​บนตัวของฉัน ​และพี่ชายในวันรับ​พระราชทานปริญญาบัตร ฉันบอกพ่อแล้ว​ว่าเราไม่จำ​เป็น​ต้องสิ้นเปลือง​ไป​กับการเดินทาง​ไปรับ​พระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ก็​ได้​แต่พ่อก็ยืนยัน​พร้อม​กับให้เหตุผลว่า

"ทุกคนเรียนมาก็​เพื่อวันนี้​ทั้งนั้น​!...​" ​แต่พ่อไม่รู้เลย​ว่านั่นไม่ใช่จุดหมาย​ที่แท้จริง พ่อไม่รู้เลย​ว่านั่น​เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชีวิตเท่านั้น​ ​และฉัน​ซึ่งมีดีกรี​เป็นถึงบัณฑิตก็ไม่มีสติปัญญามากพอ​ที่​จะมองเห็น​ได้ว่านั่น​เป็นเพียงฉากแรกของการต่อสู้บนถนนชีวิต​ซึ่งไม่​ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ​ที่ทอดยาวรอฉันอยู่​เบื้องหน้าแล้ว​ขณะนี้...​

ฉัน ​และพี่ชายเ​ที่ยวหางานให้ควัก​แต่ก็ไร้ผล...​ในขณะ​ที่พ่อยังคงทำงาน​เป็นกรรมกรหาเลี้ยงลูก​ซึ่งจบปริญญาตรีถึงสองคนอยู่​เช่นเดิมไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้เลย​​แม้​แต่น้อย...​ ไม่แตกต่างเลย​จริง ๆ​ ​แต่นี่ยังไม่ใช่บทสรุปของ​ความพยายามอันเปล่าประโยชน์ของพ่อ​เพราะมันเจ็บลึก!...​ ​และร้ายกาจยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่านัก

ปี​ต่อมา ฉัน ​และพี่ชาย​ได้งาน​เป็นลูกจ้างชั่วคราว​ซึ่งมันก็สม​กับชื่อว่าชั่วคราวจริง ๆ​ ​เพราะปีถัดมาเรากลับมาตกงานอีกครั้ง ครั้งนี้เรา​ทั้งสองหันมาจับงานจับกังเหมือน​ที่พ่อทำ
ใช่!...​งานกรรมกรแบกหาม ก็​จะมีอะไร​ให้ทำ​ที่ดี​ไปกว่านี้อีกล่ะในสภาพสังคมยุคนี้ ใน​ระหว่างนี้ฉัน​ได้พบ​กับ​เพื่อนคนหนึ่ง​​ซึ่งฉันจำ​ได้ว่า​เขา​เป็นลูกผู้กว้างขวางคนหนึ่ง​ของอำเภอน่าแปลก​ที่​เขา​ได้งาน​ที่ดีในสถาน​ที่ราชการแห่งหนึ่ง​​ทั้ง​ที่ก่อนหน้านี้​เขา​ทั้งเกเร ​และสอบตกหลายวิชากว่า​จะจบออกมา​ได้ก็เรียนซ้ำชั้นอยู่​เกือบปี น่าสมเพช!...​ เปล่าเลย​ฉันไม่​ได้สมเพช​ใครอื่น หรือ​เขาผู้​ซึ่ง​เป็น​เพื่อนฉันคนนั้น​ หรือ​แม้​แต่หน่วยงาน​ที่รับ​เขาเข้าทำงาน​แม้​แต่นิดเดียวเพียง​แต่ว่าฉันสมเพชตัวเองต่างหากเล่า...​

ขณะ​ที่เรา​คือฉัน ​และพี่ชาย​กำลังเริ่มชิน​กับงานแบกหามหนัก ๆ​ เหล่านั้น​จู่ ๆ​ ก็มีข่าวเกี่ยว​กับการสอบบรรจุข้าราชการพลเรือนแว่วมา​ซึ่งวุฒิการศึกษาของฉัน ​และพี่ชาย​สามารถเข้าสมัครสอบ​ได้ ​และนี่เองจึงทำให้เราตัดสินใจ​ไปสมัครสอบ​ซึ่งพ่อก็เห็นดีด้วยอย่างยิ่ง​พร้อม​กับรับอาสาทำงานทุกอย่างไม่ว่า​จะ​เป็นงานทำ​ความสะอาดบ้านหุงหาอาหาร​ทั้ง​ที่ตัวเองก็ตรากตร่ำงานหนักมา​ทั้งวัน​โดยให้เราตั้งใจอ่านหนังสือ​เพื่อเตรียมสอบด้วย​ความหวังอันเรืองรอง​ที่​กำลังทอแสงรอเรา​ทั้งสามอยู่​เบื้องหน้า ​แต่อนิจจา!...​ ทุกอย่างมักไม่​ได้​เป็น​ไปตาม​ที่เราคิดหรือคาดหวังเสมอ​ไป...​

​เพราะ​ความแก่ชรา ​และ​ต้องทำงานหนักทำให้พ่อทรุดป่วยจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ งานบ้านทุกอย่างก็ขาดคนทำ​แต่นั่นไม่เท่า​กับการ​ที่พ่อขาดงานกรรมกรมาแล้ว​หลายวัน​เพราะนั่นมันหมายถึงค่า​กับข้าว ​และค่าอะไร​ต่อมิอะไร​อีกมากมาย​​ที่​ต้อง​ใช้จ่ายในบ้านนั่นเอง...​

ฉันมองเห็นปัญหา ​และทางแก้ พี่ชายฉันเองก็เช่นกัน​เขารู้ว่าทางออก​คืออะไร​...​ เรา!...​คนใดคนหนึ่ง​​จะ​ต้องออก​ไปทำงาน ฉันโกรธเกลียดชิงชังชะตาชีวิต ​และคับแค้นใจ​เป็น​ที่สุด ทำไม...​ ทำไมมัน​ต้อง​เป็นอย่างนี้ด้วย...​ ฉันเฝ้า​แต่ก่นด่าโชควาสนา​ที่วิ่งมาปะทะ​กับเรือชีวิตอันทรุดโทรมของตัวเอง ​ความนิ่งเงียบของพี่ชาย​ที่ดูเหมือน​จะไม่ยอมรับรู้ถึงสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ทำให้ฉันเหลือ​จะทน ฉันไม่อาจเมินเฉยต่อบทสรุป​ที่รอท่าอยู่​เบื้องหน้า​ได้อีกต่อ​ไปแล้ว​​แม้ว่าฉันอยาก​จะหลบหลี้หนีหาย​ไปสักเพียงใดก็ตาม!...​ ​ต้องมี​ใครสักคนออก​ไปทำงาน!...​ ใน​ที่สุดฉันตัดสินใจเลือก​ที่​จะยุติ​ความอึดอัดนี้ด้วยตัวฉันเอง...​

"ฉัน​จะ​เป็นคน​ไปทำงานแทนพ่อเอง...​"

คำพูดของฉันวันนั้น​ทำให้ทุกอย่างลงตัว ฉันออก​ไปทำงาน ​และดูแลพ่อรวม​ทั้งจัดการเรื่อง​งานบ้าน​ทั้งหมด ​ส่วนพี่ชายก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือต่อ​ไป ​ความรู้สึกของฉันนานวันเริ่มปรับเปลี่ยน ​และสงบลง​พร้อม ๆ​ ​กับยอมรับในสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​​ได้บ้างแล้ว​หัน​ไปตั้ง​ความหวัง​กับพี่ชาย ใช่...​ อย่างน้อย​ถ้า​เขาสอบ​ได้ชีวิตเราคง​จะดีขึ้น​...​

​และแล้ว​วันประกาศผลก็มาถึง ฉันสอบติดในลำดับของผู้​ที่รอเรียกบรรจุรอบถัด​ไป​ซึ่งมันดูเลือนลางเต็มทน ​แต่นั่นไม่​เป็นไรใน​เมื่อเรามีคน​ที่​เป็นตัวแทน​ความหวังของเราอยู่​แล้ว​​ทั้งคน ใช่!...​ ​เขาสอบติด​ได้บรรจุเข้ารับราชการทันที​โดยไม่​ต้อง​ใช้เส้นสายใด ๆ​ เลย​สักนิดเดียว พ่อผู้ชราภาพของฉันถึง​กับน้ำตาเอ่อซึมด้วย​ความยินดี​ที่พี่ชายของฉันสอบติด ​แต่สำหรับฉันนั้น​กลับรู้สึกต่างกัน​โดยสิ้นเชิง​กับแกด้วยเจ้า​ความน้อยเนื้อต่ำใจ​ที่มันเพิ่งหาย​ไป​ได้ไม่นานนั้น​มัน​ได้หวนกลับคืนมาอีกแล้ว​ขณะนี้...​ ร้าวลึกสุดหยั่งทีเดียวเชียวล่ะ...​ ​แต่ก็​เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง​เท่านั้น​แล้ว​เวลาก็​ได้ทำลาย​ความรู้สึกนั้น​​ไปจากฉันจนสิ้นเหมือน​ที่มัน​ได้ทำลาย​ความตั้งใจของคน ๆ​ หนึ่ง​​ไปอย่างง่ายดายไม่มีเหลือ​แม้​แต่สายใย​แต่หนหลัง...​

แล้ว​บทสุดท้ายก็มาถึง...​ พี่ชายฉันบรรจุเข้ารับราชการ ​และ​ได้ทดลองงานอยู่​ 1 ปีเงินเดือนของ​เขาถึงตกเบิกมา​ซึ่งใน​ระหว่างนั้น​ ฉัน ​และพ่อ​ต้องทำงานหาเงินมาให้​เขา​ใช้จ่ายทุกอย่างไม่ว่า​จะ​เป็นค่าเสื้อผ้าค่าอาหาร พี่ชายส่งเงินมาให้เรา​ใช้จ่ายเดือนละหนึ่ง​ 1,000 บาท​ ​ทั้ง​ที่เงินเดือนขั้นต่ำของ​เขาตกราว 6,000 บาท​ จู่ ๆ​ คำพูดของ​เขาในวันแรก​ที่รู้ข่าวการเรียกบรรจุก็ผุดขึ้น​มาใน​ความคิดคำนึงของฉันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย​เมื่อนึกมาถึงจุดนี้

"ผม​จะรับผิดชอบค่า​ใช้จ่ายในบ้านเอง ​จะไม่ให้พ่อ ​และน้อง​ต้องลำบากอีกแล้ว​!...​"

​เขาพูดใบหน้าเต็ม​ไปด้วย​ความมุ่งมั่นท่ามกลาง​ความตื้นตันใจของพ่อในวันนั้น​ ​แต่อนิจจา​ใครเลย​​จะรู้ว่าเวลานี้กระแสแห่งสังคม ​และกาลเวลา​ได้ทำลาย​ความมุ่งมั่นอันนั้น​ของ​เขา​ไปเสียสิ้นแล้ว​ ​เขา​ได้ย้าย​ไปอยู่​บ้านพัก​ที่หน่วยงานจัดให้ทิ้งพ่อ ​และน้อง​เอาไว้เบื้องหลังมีเพียงเงิน 1,000 บาท​เท่านั้น​​ที่ส่งมาให้​ใช้จ่าย​แต่ละเดือน​ซึ่งมันไม่พอ​แม้​แต่ค่าเช่าบ้าน​ที่​ใช้ซุกหัวนอนอยู่​ขณะนี้เลย​...​

ฉันจัดการพับเสื้อสีหม่นฝุ่นเขรอะในมือเก็บไว้ก่อน​จะหัน​ไปมอง​ที่พ่อ​ซึ่งยังนั่งอยู่​​ที่เดิมสายตาเหม่อมองออก​ไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ฉันอด​ที่​จะถามอย่างตัดพ้อ​กับแกอย่างเช่น​ที่ทำอยู่​​เป็นประจำแทบทุกวันไม่​ได้ว่า

"ทำไม​เขาถึง​ได้เปลี่ยน​ไปมากมาย​ขนาดนี้?"

พ่อละสายตาจากภาพตึกสูงระฟ้าตรงหน้าหันมามองตอบฉันด้วยใบหน้าเรียบสนิทจนฉันอ่านไม่ออกว่าแกคิดอะไร​อยู่​​แต่แววตาฝ้าฟางคู่นั้น​กลับวาววาม ​และเต็ม​ไปด้วยหยาดน้ำตาแห่ง​ความสิ้นหวังจนฉันใจหาย พ่อคง​จะรู้ว่าฉันหมายถึง​ใครแกจึงบอกออกมาว่า

"คนเรามีสิทธิ์เลือกสิ่ง​ที่ดี​ที่สุดให้​กับตัวเอง สงสารก็​แต่เอ็งนั่นแหละ​ไอ้น้อย​ที่​ต้องมาจมปลักอยู่​​กับข้า.."

พ่อถอนใจยาวเหยียดน้ำเสียง​ที่เอ่ยออกมาแปร่งปร่าก่อน​จะลุกเดิน​ไปยังเตียงไม้ผุ ๆ​ ​และมุดหายเข้า​ไปในมุ้งเก่าเก็บสีกาแฟนั้น​ทิ้งฉัน​เอาไว้​กับ​ความน้อยเนื้อต่ำใจ​พร้อมด้วยก้อนสะอื้น​ที่​กำลังวิ่งแล่นขึ้น​มาจุกอยู่​​ที่ลำคอจนแทบหายใจหายคอไม่ออก​พร้อมด้วยภาพในอดีต​ที่​เป็น​ความพยายามอันไร้ค่าหาประโยชน์ตอบแทนทางใจเพียงน้อยนิดไม่​ได้นั้น​เพียงลำพัง...​!!!

 

F a c t   C a r d
Article ID A-688 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง ความพยายามที่ดูจะไร้ค่า...(เรื่องสั้นของส.อักษรา)
ผู้แต่ง ลิขิตมา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๓๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-2728 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 22 ธ.ค. 2547, 16.59 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : E_zyko [C-3850 ], [221.128.101.10]
เมื่อวันที่ : 11 เม.ย. 2548, 14.25 น.

อ่านแล้ว​ซึ้งอ่ะครับ​ ชอบมากๆ​ๆ​ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลิขิตมา [C-4735 ], [203.151.140.117]
เมื่อวันที่ : 23 พ.ค. 2548, 08.11 น.

ขอบคุณค่ะ​ แหะ ๆ​ ​แต่หมู่นี้ไม่ค่อย​ได้เขียนเรื่อง​สั้นเลย​ยุ่ง ๆ​ อยู่​​กับเรื่อง​ยาว คงอีกนานกว่าอารมณ์แบบนี้​จะผุดขึ้น​มาอีก ​แต่ก็ดีใจค่ะ​​ที่มีคนชอบงาน​ที่ตัวเองเขียน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : จนด้วยใจ [C-6877 ], [61.19.114.226]
เมื่อวันที่ : 01 ก.พ. 2549, 06.06 น.

กาลเวลากัดกร่อนหัวใจผู้คน
เวลา​ที่​จะ​ต้องเลือก​ระหว่าง
ผู้มี​พระคุณ​กับอนาคต(​ที่ไม่รู้ว่า​จะ​เป็นยังไง)
ทางหนึ่ง​ลำบากตรากตรำ ทางหนึ่ง​คร่ำครึเหลือทน
​จะเลือกทางไหน ถูก หรือ ผิด
คง​ต้องให้วันสุดท้ายของชีวิต ช่วยตัดสิน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : จนด้วยใจ ~ทำไมต้องเกิดมา~ [C-14776 ], [203.156.136.66]
เมื่อวันที่ : 09 ต.ค. 2551, 11.41 น.

​ได้กลับมาอ่าน ก็เกือบสามปีแล้ว​สินะ เรื่อง​นี้อีกครั้ง ก็ยังรู้สึกแปลกๆ​
​กับการตัดสินใจของตัวเอง อาจ​จะดี อาจ​จะเศร้า
ขอบคุณ​ที่มีงานเขียนดีๆ​ ให้​ได้อ่าน

สุข ทุกข์ ยากลำบาก ​ไปตามวิถีชีวิต
สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ล้วนเกิด ดับ ติดต่อกัน​ไป​เป็นลำดับ
วิถี​ที่​จะเลือก อาจ​ต้องเหินห่างผู้มี​พระคุณ
​แต่มัน​เป็นวิถีแห่งการเรียนรู้ การศึกษา​เพื่อการหลุดพ้น
คงมีสัก ชาติ ​ที่​จะ​ได้มีโอกาส ทดแทน​พระคุณแห่งการเลี้ยงดู แด่พ่อ ​และแม่ของข้า

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น