นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๓ ธันวาคม ๒๕๔๗
มนต์ดารา...2
ลิขิตมา
...2...​​ "แล้ว​​กันสิ!...​​ นี่พวกอาจารย์​​ทั้งหลาย​​เขาไม่ดูแลเด็ก ๆ​​ กันรึไงถึง​​ได้เกิดเรื่อง​​อย่างนี้ขึ้น​​น่ะ?!" กานต์เอ่ยขึ้น​​เสียงดังอย่างตกใจหลังทราบจากปาก...
2...​

"แล้ว​กันสิ!...​ นี่พวกอาจารย์​ทั้งหลาย​เขาไม่ดูแลเด็ก ๆ​ กันรึไงถึง​ได้เกิดเรื่อง​อย่างนี้ขึ้น​น่ะ?!"

กานต์เอ่ยขึ้น​เสียงดังอย่างตกใจหลังทราบจากปากเก็จแก้วว่ามีอะไร​เกิดขึ้น​​กับรอยดาว ​เพราะเหตุ​ที่กานต์มีเพียงรอยดาว​เป็นลูกคนเดียวทำให้​เขารัก ​และห่วงแหนรอยดาวมากกว่าสิ่งใดด้วย​ความ​ที่​เมื่อเจ็ดปีก่อนเก็จแก้ว​ได้รับอุบัติเหตุจนไม่​สามารถมีลูก​ได้อีกรอยดาวจึงเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคน​ทั้งสองนั่นเอง...​

"โธ่!...​ กานต์คะ​"

เก็จแก้วเอ่ยเสียงเรียบขณะมองนิ่ง​ไป​ที่พ่อลูก​ทั้งสอง​ซึ่ง​กำลังนั่งทำการบ้านอยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับจุด​ที่หล่อน​กำลังจัดการ​กับเสื้อผ้า​ที่สามี​จะ​ต้อง​ใช้ขณะทำงาน​ที่ต่างจังหวัด​ซึ่งกานต์​จะ​ต้องเดินทางในวันพรุ่งนี้ พลางกล่าวสืบ​ไปว่า

"คุณก็พูดเกิน​ไป...​ เด็ก ๆ​ มากมาย​ออกขนาดนั้น​​แต่ละคนก็​ทั้งซน​ทั้งดื้อ​จะให้​เขามาคอยเฝ้าดู​แต่ลูกของเราคนเดียว​ได้ยังไงคะ​ ​และอีกอย่างลูกเราก็ผิด​ที่ออก​ไปอยู่​ใน​ที่อันตรายแบบนั้น​ดีเท่าไหร่แล้ว​​ที่ไม่แข้งขาหัก​ไปน่ะ"

"​แต่ลูกเรายังเล็กอยู่​นะเกด...​ " กานต์เอ่ยพลางลูบศีรษะผู้​เป็นลูกอย่างรัก​ใคร่
​แต่เก็จแก้วกลับค้านขึ้น​มาว่า

"เด็ก​ที่ไหนกันคะ​...​ โตพอ​ที่​จะรู้แล้ว​ว่าอะไร​ไม่ควรอายุก็ปาเข้า​ไปสิบสองปีแล้ว​ขืนตามใจมากเดี๋ยว​ได้เสียคนหรอก" ปากว่ามือก็สาละวนอยู่​​กับกระเป๋าเดินทางตรงหน้า

"จริงรึเปล่าดาว?" ​เขาหันมาถามลูกสาวบ้างอย่างชวนคุย

เด็กสาว​ใช้ดินสอในมือเคาะขมับตนเองเบา ๆ​ อย่าง​ใช้​ความคิดก่อน​จะยิ้มออกมาพลางกรอกตา​ไปมาอย่างเจ้าเล่ห์แล้ว​ตอบว่า

"จริงค่ะ​"

"ว้า!...​ อยู่​ข้างไหนกันแน่นี่เรา? "

กานต์แสร้งทำเสียงพ้อลูกอย่างน้อยใจ​แต่ไม่จริงจังนัก รอยดาวก็เลย​หัวเราะคิก ​และรีบเข้า​ไปหอมแก้มผู้​เป็นพ่อเสียฟอดใหญ่​พร้อม​กับพูดว่า

"อยู่​ข้างแม่​แต่ดาวก็รักพ่อนะคะ​!"

"นกสองหัวนี่เรา...​ หึ!ๆ​ ๆ​ " กานต์กล่าวพลางหัวเราะอย่างครื้นเครงผสาน​กับเสียงหัวเราะสดใสของคน​เป็นลูก

"พรุ่งนี้พ่อ​จะ​ต้องเดินทาง​ไปต่างจังหวัดขากลับพ่อ​จะซื้อของมาฝากลูก...​ ว่า​แต่ดาวอยาก​ได้อะไร​​เป็นพิเศษรึเปล่า?"

"กานต์คะ​...​ ซื้ออะไร​กันนักหนาคราวก่อนคุณก็ซื้อชุดกระโปรงมาฝากลูกแล้ว​อย่าหัดให้ลูกฟุ่มเฟือย​แต่ยังเล็กสิคะ​"

"อ้าว!...​ ที​เมื่อกี้ยังว่าลูกโตแล้ว​ มาตอนนี้กลับบอกว่าลูกยังเล็ก​เอายังไงกันแน่เมียเรา?"
พอจบประโยคสองพ่อลูกก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนานผิด​กับคน​เป็นแม่​ที่งอนตุบป่อง​ไปแล้ว​ตอนนี้​เพราะค้าน​จะต่อล้อต่อเถียง​กับอีกฝ่ายทิ้งให้สองพ่อลูกอยู่​ในห้องนั่งเล่นตามลำพัง

"ว่าไงล่ะดาวลูกอยาก​ได้อะไร​?" กานต์หันมาถามลูกสาวคนเดียวอีกครั้งอย่าง​เอาใจ
รอยดาวยิ้มประจบ ​และรู้สึกว่า​ตัวเองช่างโชคดีอะไร​เช่นนี้​ที่มีพ่อแม่​ซึ่งรัก ​และห่วงใยในตัวหล่อนมาก

มายถึงเพียงนี้​โดยไม่รู้เลย​ว่าคำขอของตน​ที่​กำลัง​จะเอ่ยออกมามันไม่มีโอกาส​เป็นจริง​ได้เลย​ในชาตินี้

"ดาวไม่อยาก​ได้อะไร​หรอกค่ะ​...​ ขอแค่ให้พ่อกลับมาอย่างปลอดภัยแค่นี้ดาวก็พอใจแล้ว​"

กานต์ยิ้มอย่างชื่นใจ ​และตื้นตัน ​เพราะ​แม้รอยดาว​จะอายุยังน้อย​แต่ก็รู้จักคิดมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน​เขาจึงไม่กลัวเลย​ว่าลูก​จะเสียคนอย่าง​ที่เก็จแก้วกล่าว

"​ไปนอนเถอะลูกการบ้านเสร็จแล้ว​ไม่ใช่หรือ?...​ เดี๋ยวตื่นสายแม่​จะเอ็ด​เอา​ได้"

"ค่ะ​" รอยดาวจัดการเก็บสมุดการบ้าน ​และจัดตารางเรียนวันพรุ่งนี้แล้ว​จึงเข้านอนตามคำผู้​เป็นพ่ออย่างว่าง่าย


เสียงสวดอะไร​บางอย่างสูง ๆ​ ต่ำ ๆ​ ​ที่ฟังดูคุ้นหูเหมือนเคย​ได้ยินมาจาก​ที่ไหนสักแห่งแว่วดังมา​แต่ไกลราว​กับ​ความฝันทำให้รอยดาวก้าว​ไปข้างหน้าอย่างสงสัย​ใคร่รู้ ​เมื่อมองหา​ที่มาของเสียงดังกล่าวเด็กสาวก็พบ​กับศาลาการเปรียญขนาดย่อม​ซึ่งเคยเห็น​เมื่อครั้ง​ไปร่วมพิธีศพญาติของพ่อ​เมื่อหลายปีก่อน เด็กหญิงรีบสาวเท้าเข้า​ไปภายในศาลานั้น​อย่างเลื่อนลอยราว​กับถูกสะกดจิต เสียงสวดในคราแรก​ที่​ได้ยินเพียงแผ่วเบากลับยิ่งทวี​ความชัดเจนขึ้น​เรื่อย ๆ​ ​เมื่อเด็กสาวก้าวเข้ามาถึงบริเวณ​ที่ตั้งหีบอะไร​สักอย่าง ​และอะไร​บางอย่าง​ซึ่งอาจ​เป็น​ความกลัวก็​เป็น​ได้ทำให้ร่างน้อยชะงักฝีเท้าลงอย่างลังเล โลงศพอย่างดี​ที่ตั้งเด่นอยู่​กลางศาลานี้ไม่ทำให้เด็กสาวตื่นตระหนกตกใจเท่า​กับกรอบรูปของ​ใครคนหนึ่ง​​ซึ่งตั้งอยู่​ไม่ห่างจากโลงไม้จำปานั้น​เลย​​เพราะมัน​คือรูปของกานต์นั่นเอง...​!

"พ่อ!!"

รอยดาวผวาลุกขึ้น​นั่งอย่างตกใจแทบ​จะ​พร้อม ๆ​ ​กับดวงไฟกลางเพดานห้องก็สว่างวาบขึ้น​มาทันที

"ดาว​เป็นอะไร​​ไปลูก?"

"แม่ขา!!" เด็กสาวโผเข้ากอดร่างของผู้​เป็นแม่อย่างเสียขวัญพลางสะอื้นเบา ๆ​
เก็จแก้วทรุดนั่งลงบนเตียงนุ่มของลูกสาวขณะยังกอดกระชับร่างสั่นระริกนั้น​​เอาไว้มั่นอย่างปลอบขวัญ​พร้อม​กับเอ่ยถาม

"ว่าไง​เป็นอะไร​​ไปรึลูก?"

ใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือดขาวราวกระดาษขณะเงยหน้ามองผู้​เป็นแม่ เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายเต็มดวงหน้าอาการสั่นเทาของรอยดาวทำให้เก็จแก้วคิดว่าลูกอาจ​จะมีไข้ ​แต่​เมื่อเอื้อมมือ​ไปแตะ​ที่หน้าผากของอีกฝ่ายก็เห็นว่าปกติดีอยู่​จึงถามย้ำอีกครั้ง

"ฝันร้ายรึลูก?"

"ค่ะ​แม่!...​ มัน...​ มันน่ากลัวมาก ​และก็เหมือน​กับ​ความจริงจนดาว...​" พูด​ได้เท่านั้น​ทำนบน้ำตาก็พังทลายหยดน้ำใส ๆ​ ไหลอาบแก้มน้อย​เมื่อนึกถึงโลงศพ ​และรูปถ่ายของคน​เป็นพ่อ

"นิ่งซะคนดี...​ แค่ฝันเท่านั้น​แหละ​จ๊ะ​" เก็จแก้วเอ่ยปลอบเบา ๆ​ ​แต่ภายในใจกลับรู้สึกกังวลใจอย่างประหลาดก่อน​จะหันมามองดูนาฬิกา​ที่หัวเตียงแล้ว​กล่าวสืบ​ไปว่า

"เพิ่งตีสามเองหลับอีกนิดนะจ๊ะ​...​ มาแม่​จะห่มผ้าให้"

ว่าพลางจัดการคลุมผ้าห่มให้ผู้​เป็นลูก ​และนั่งเฝ้าอยู่​ข้างกายไม่ยอมห่าง

"พ่อล่ะคะ​?" จู่ ๆ​ เด็กสาวก็ถามถึงคน​เป็นพ่อขึ้น​มาเสียเฉย ๆ​

เก็จแก้วยิ้มพลางตอบกลับมา

"ยังหลับอยู่​เลย​...​ ลูกมีอะไร​​จะคุย​กับพ่อหรือ?"

"เปล่าค่ะ​" รอยดาวปฏิเสธเสียงหวิว​เพราะไม่กล้าเล่าเกี่ยว​กับ​ความฝันให้​ใครฟังด้วยเกรงว่า​จะถูกมองว่า

เหลวไหลนั่นเอง

"งั้นก็หลับเสียเดี๋ยว​จะตื่นสายนะ"

รอยดาวพยักหน้ารับ ​และทำท่า​จะหลับตาลง ​แต่แล้ว​กลับเอ่ยออกมาอีกว่า

"พ่อ​จะ​ไปกี่โมงคะ​?"

"ก็คงราว ๆ​ ตีห้าทำไมรึ?"

"ดาวอยาก​จะตื่นขึ้น​มาลาพ่อน่ะค่ะ​"

อะไร​บางอย่าง​ซึ่งอาจ​เป็น​ความฝัน​เมื่อสักครู่นี้ก็​เป็น​ได้ทำให้รอยดาวรู้สึกกังวล ​และห่วงผู้​เป็นพ่ออย่างมาก ​แต่เก็จแก้วกลับคิดว่ารอยดาวคง​จะคิดถึงกานต์ตามประสาเด็ก​ที่มัก​จะคิดถึงพ่อหรือแม่ยาม​เมื่อ​ต้องจาก​ไป​ที่อื่นเท่านั้น​หล่อนจึงยิ้ม ​และว่า

"แล้ว​พรุ่งนี้แม่​จะปลุกลูกเองนอนเถอะจ๊ะ​"

แล้ว​รอยดาวก็หลับตาลงอย่างว่าง่าย ​และหลับ​ไปในเวลาไม่นานนัก เก็จแก้วจึงก้าวออกจากห้องของรอยดาวมาเงียบ ๆ​ ​พร้อม​กับดวงไฟ​ที่ถูกปิดลง...​



ตึง! ๆ​ ๆ​ ๆ​

เสียงวิ่งลงบันไดสลับ​กับเสียงร้องเรียกดังลั่น

"แม่คะ​!!...​"

ทำให้เก็จแก้วรีบก้าวออกจากครัวมาแทบทันที​เพราะ​ความตกใจ ​และก็พบเข้า​กับลูกสาวตัวดีวิ่งหน้าตาตื่นลงมา​ทั้งชุดนอนจึงร้องถามออก​ไป

"มีอะไร​ล่ะดาว?...​ ทำไมทำเสียงดังเอะอะ​แต่เช้า​เชียว?"

รอยดาวเหลียวมอง​ไปทั่วทุกห้องราว​กับ​กำลังค้นหา​ใครสักคน​โดยไม่สนใจคำถามของผู้​เป็นแม่เลย​สักนิด

"หาอะไร​รึลูก?" เก็จแก้วยัง​ใช้คำถามในการสนทนาอยู่​​เพราะเด็กสาวไม่ยอม​ที่​จะตอบคำถามของหล่อนนั่นเอง

"พ่อ...​ พ่อล่ะคะ​?...​ พ่อ​ไปแล้ว​เหรอ?"

"พ่อเพิ่ง​จะออก​ไป​ได้สักพักใหญ่นี่เองจ๊ะ​"

สีหน้าผิดหวัง ​และแววตากังวลของรอยดาวทำให้เก็จแก้วรีบถามอย่าง​ใคร่รู้ทันที

"ลูกมีอะไร​​จะพูด​กับพ่อรึเปล่า?"

แทน​ที่​จะตอบคำถามเด็กสาวกลับ​เป็นฝ่ายยิงคำถามคืนมา

"ทำไมแม่ไม่ปลุกดาวล่ะคะ​?...​ ก็ไหนแม่บอกว่า​จะปลุกดาวไง!" เอ่ยอย่างงอแงระคนไม่
พอใจนิด ๆ​

เก็จแก้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย​กับอาการของคน​เป็นลูก ​แต่นี่นับ​เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน​ที่รอยดาวดื้ออย่างนี้ผู้​เป็นแม่จึงเอ่ยออกมาอย่างใจเย็นว่า

"พ่อ​เป็นคนบอกไม่ให้แม่ปลุกดาวเองแหละ​...​ มีอะไร​สำคัญรึเปล่าดาว?"

รอยดาว​ได้​แต่อึกอัก​เพราะไม่รู้​จะตอบออก​ไปว่ายังไงเกี่ยว​กับ​ความฝัน​เมื่อคืนนี้ ​ความฝันของหล่อน​ซึ่ง

มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์มันมัก​จะ​เป็นจริงขึ้น​มาอย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่า​จะ​เป็น​เมื่อครั้งสมัยเรียนชั้นประถมห้า

หล่อนฝันเกี่ยว​กับเรื่อง​ผลการสอบมันก็​เป็น​ความจริงในวัน​ต่อมา ฝันว่าฝน​จะตกในวัน​ไปทัศนศึกษามันก็ตกลงมาจน​ได้ ​และฝันว่าอาจารย์ประจำวิชาคณิตศาสตร์​จะ​ต้องเข้าโรงพยาบาลหลายวัน​ต่อมาท่านก็เข้ารักษาตัว​ที่โรงพยาบาล​เพราะไส้ติ่งอักเสบ แล้ว​ยังมี​ความฝันอื่น ๆ​ อีกมากมาย​​ที่หล่อนนึกไม่ออก​ซึ่งล้วน​แต่​เป็นจริงขึ้น​มา​ซึ่งเจ้า​ความรู้นี้เอง​ที่ทำให้รอยดาวอดวิตกกังวลเกี่ยวพ่อของตนไม่​ได้​เพราะ​ความฝันครั้งนี้มันมีพ่อของหล่อนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง...​

"ดาวแค่อยากมาลาพ่อก็เท่านั้น​" พูดออกมาใน​ที่สุด​แต่ในใจนั้น​​ได้​แต่เฝ้าบอก​กับตัวเอง
ว่ามัน​จะ​ต้อง​เป็นเพียงแค่​ความฝันเท่านั้น​

​ส่วนเก็จแก้วนั้น​​ได้​แต่ยิ้มพลางส่ายหน้าเบา ๆ​ ​กับลูกสาวก่อน​จะหันกลับเข้าครัวอีกครั้ง​แต่ไม่ลืม​ที่​จะร้องสั่งผู้​เป็นลูกว่า

"รีบ​ไปอาบน้ำ​แต่งตัวดีกว่านะลูกเดี๋ยว​จะ​ไปโรงเรียนสายนะ"

"ค่ะ​แม่" พูดจบก็ค่อย ๆ​ ก้าวจาก​ไป​แต่แล้ว​ก็​ต้องหยุดฝีเท้าลงอีกครั้งก่อน​จะหันกลับมา​ที่คน​เป็นแม่

"เอ่อ...​ ดาวขอโทษนะคะ​แม่​ที่​เอา​แต่ใจ" เอ่ยออกมาอย่างเพิ่งนึกขึ้น​​ได้

เก็จแก้วหันมามองคน​เป็นลูกก่อน​จะยิ้มอย่างเข้าใจ ​และว่า

"จ้า!...​ รีบ​ไปอาบน้ำเถอะ" ว่าแล้ว​ก็หัน​ความสนใจ​ไป​ที่หม้อแกงของตน​โดยไม่​ได้ใส่ใจ​กับเด็กสาว

"ค่ะ​"

สิ้นคำเก็จแก้วก็​ได้ยินเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอก้าวกลับขึ้น​​ไปข้างบนอีกครั้ง​พร้อมด้วยเสียง
เปิด ​และปิดประตูเบา ๆ​ ของอีกฝ่าย​ที่ดังตามมาติด ๆ​



"แม่คะ​!...​ พ่อ​จะกลับวันนี้แล้ว​ใช่ไหมคะ​?"

รอยดาวถามขึ้น​หลังจากจัดการ​กับถุงเท้านักเรียนของตนเสร็จเรียบร้อย​
เก็จแก้วยิ้มรับอย่างเอ็นดู​เพราะดูเหมือนคำถามนี้ของรอยดาว​จะ​เป็นเรื่อง​ปกติซะแล้ว​สำหรับอาทิตย์นี้ด้วยเด็กสาวมัก​จะถามถึงผู้​เป็นพ่อ​เป็นประจำทุกเช้า​ในระยะนี้​ซึ่งผิดจากทุกครั้ง​ที่กานต์​ต้อง​ไปทำงานต่างจังหวัด​ซึ่งรอยดาว​จะถามถึงบ้างก็​เป็นบางครั้ง​แต่ไม่ใช่เช่นครั้งนี้​ที่รอยดาวมักถามถึงกานต์บ่อยจนผิปกติ

"ใช่จ๊ะ​...​ ก็พ่อเพิ่งโทรศัพท์มาย้ำ​กับแม่​เมื่อคืนนี้ไง ดาวก็ยัง​ได้พูด​กับพ่อนี่ เอ...​ พ่อบอกว่าไงนะ?"

รอยดาวยิ้มอย่างพอใจก่อน​จะตอบว่า

"พ่อบอกว่า​จะซื้อของมาฝากดาวค่ะ​"

"แล้ว​ยังไงอีก?"

"บอกให้ดาวอย่าดื้อ​กับแม่ค่ะ​"

เก็จแก้วยิ้มอย่างพอใจ ​และว่า

"ดีมาก...​ ​เอาล่ะ​พร้อม​จะ​ไปโรงเรียนกันรึยังเอ่ย?"

"​พร้อมตั้งนานแล้ว​ค่ะ​" เด็กสาวตอบทะเล้นอย่างมี​ความสุข

"งั้นก็​ไปกันเลย​!"

แล้ว​สองแม่ลูกก็เดินเกี่ยวก้อยกัน​ไปยืนรอรถเมล์อยู่​หน้าปากซอย​เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงเรียนอย่าง​ที่ทำ​เป็นประจำทันที



"รอยดาว!!...​ เฮ้อ!...​ มาอยู่​ตรงนี้เองมานี่เร็วเข้าตามครูมา!...​"

อาจารย์วิภาวี​ซึ่ง​เป็นครูประจำชั้นของรอยดาวกล่าวปนหอบหายใจจนตัวโยนท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักเรียน อะไร​บางอย่างในน้ำเสียง ​และแววตาของท่าน​ที่มองมายังเด็กสาวทำให้รอยดาวรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้น​มาในหัวใจอย่างไร้สาเหตุ อาจารย์สาวฉุดร่างของคน​เป็นลูกศิษย์ให้ก้าวตาม​ไปท่ามกลางสายตา​ใคร่รู้ของ​เพื่อนนักเรียน​ที่นั่งพักเรียงรายอยู่​ตามใต้ต้นชงโคหน้าตึกเรียนหนึ่ง​​ซึ่งรอยดาวมัก​จะมานั่งเล่น​กับพวก​เพื่อน ๆ​ ​เป็นประจำ

"มีอะไร​คะ​อาจารย์?...​" นำพร​ซึ่ง​เป็น​เพื่อนสนิทของรอยดาวถามขึ้น​อย่างอยากรู้เต็ม​ที่
เท้า​ทั้งสองของอาจารย์คนสวยหยุดกึกลงแทบ​จะทันที ​และแทน​ที่​จะตอบคำถามนั้น​อาจารย์คนเดิมกลับหันมามอง​ที่รอยดาวนิ่งนาน สายตาของครูสาว​ซึ่งทอดมองมายังลูกศิษย์ของตนมี​ทั้งเห็นใจ ​และสงสารระคนเวทนาจนยากเกินกว่า​จะบรรยาย อาจารย์วิภาวีสบตากลมเล็กของเด็กสาวนิ่งนานอย่างชั่งใจก่อนเอ่ยออกมาใน​ที่สุดว่า

"รอยดาว...​ ตั้งสติให้ดี ๆ​ นะ!...​" หยุดพลางกลืนน้ำลายอย่างอึดอัดลำบากใจยิ่งในข่าว​ที่​ต้องแจ้งออก​ไป

"ตอนนี้คุณพ่อเธอ...​ ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิตแล้ว​​ที่โรงพยาบาล...​!"

ถ้อยคำของคนตรงหน้า​ที่เหมือน​จะดังมาจาก​ที่​ซึ่งไกลแสนไกลประสมประสาน​กับเสียงดังอึงอลของเหล่านักเรียน​ทั้งหลาย​ที่ต่างวิ่งไล่ ​และพูดคุยกันดังระงมราว​กับฝูงนกกระจอกแตกรังนั้น​มันก้องวนเวียนอยู่​ในหัวของรอยดาวคล้าย​กับระฆัง​ที่ถูกตีกระหน่ำซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า แสงสว่างรอบตัวดูเหมือน​จะเลือนราง ​และค่อย ๆ​ ลอยห่างไกลออก​ไปทุกที ๆ​ จนดำมืดแล้ว​นิ่งสนิทไร้ศัพท์สำเนียงใด ๆ​ ​แม้กระทั่งเสียงหวีดร้องอย่างตกใจของอาจารย์วิภาวี ​และนำพร​พร้อมด้วย​ความชุลมุนวุ่นวายตรงหน้า...​!

รอยดาวไม่รับรู้สิ่งใดรอบกาย​แม้กระทั่งว่าตน​ได้มายืนอยู่​ในศาลาการเปรียญแห่งนี้​ได้อย่างไร เด็กสาวมองภาพตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย นั่นพวก​เขาทำอะไร​กัน?...​ หล่อนคิดพลางขยับเข้า​ไปใกล้ผู้คนมากมาย​คับคั่งเหล่านั้น​ช้า ๆ​ ทีละก้าว ๆ​ คนพวกนี้มาทำอะไร​กัน?...​ แล้ว​สายตาของรอยดาวก็ปะทะเข้า​กับหีบไม้สี่เหลี่ยม​ที่วางนิ่งทอดยาวอยู่​ตรงกลาง​ซึ่งถูกประดับประดาตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสัน...​
มันช่างดูคุ้นตาเสียเหลือเกินเหมือน​กับว่าเคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้​ที่ไหนมาก่อนอย่างงั้นแหละ​ ​และ​เมื่อเด็กสาวหันมามองข้าง ๆ​ โลงไม้ดังกล่าวหล่อนก็​ต้องผงะถอยหลังอย่างตกใจจนแทบ​จะยืนอยู่​ไม่ไหวหากไม่​เป็น​เพราะอาจารย์วิภาวี​จะคอยประคองร่างบาง​เอาไว้

"ฝัน!...​ นี่​จะ​ต้อง​เป็น​ความฝันอีกแน่ ๆ​ เดี๋ยวเราก็​จะตื่น...​"

คำพูดแผ่วเบาราวกระซิบ​ที่เล็ดลอดออกมาจากปากของเด็กสาวเรียกหยาดน้ำตาจากคนรอบข้าง​ซึ่งมาร่วมงาน​ได้อย่างง่ายดาย...​

"ดาว...​!!"

เสียงสั่นเครือด้วย​ความเจ็บปวดอย่างสุดแสนไม่แพ้กัน​ที่เรียกขานอยู่​ข้างกายเรียกสติเด็กสาวกลับคืนมาอีกครั้ง

รอยดาวหันมาเผชิญหน้า​กับคน​เป็นแม่​ซึ่งอยู่​ในชุดไว้ทุกข์สีดำช้า ๆ​ ​และแล้ว​​ความอดกลั้น​ที่มีอยู่​เพียงน้อยนิดของหล่อนก็พังทลายลงทัน

"โฮ!...​ แม่ขา...​ ฮืออ...​!!"

รอยดาวโผเข้ากอดเก็จแก้วแล้ว​ร้องไห้โฮอย่างไม่อาย​ใคร เสียงร่ำไห้ปานว่า​จะขาดใจของผู้​เป็นลูกกรีดลึกบาดลง​ไปในหัวใจของเก็จแก้วยิ่งนักด้วยหล่อนเองก็รู้สึกไม่แตกต่างจากคน​เป็นลูกเลย​​แม้​แต่น้อย...​!

ภาพ​ที่​ได้พบเห็นทำให้แขกเหรื่อ​ที่มาร่วมงานต่างเศร้าสลดใจ​ไปตาม ๆ​ กันบางคนถึง​กับแอบเช็ดน้ำตา​กับชายเสื้อของตัวเองด้วย​ความสงสาร ​และเวทนาต่อสองแม่ลูก

"ดาวผิดเอง!...​ ​ถ้าดาวบอกไม่ให้พ่อ​ไปพ่อก็คงไม่​ต้องตาย...​ ดาวรู้​แต่ดาวไม่เตือนพ่อ...​ ฮืออ...​!!" เอ่ยเสียงแหบพร่าเจือสะอื้น...​!

เก็จแก้วรูสึกตกใจเล็กน้อย​กับคำพูดของลูกรีบเอ่ยละล่ำละลัก

"มะ...​ ไม่นะ!...​ ไม่ใช่​ความผิดลูกคุณ​พระช่วยอย่าให้แม่​ต้องเสียลูก​ไปอีกคนเลย​นะดาว!...​"

เด็กสาวมองผ่านม่านน้ำตา​ไปยังใบหน้า​ที่ซีดเผือดไร้เลือดฝาดของคนตรงหน้าพลางส่ายหน้า

"​แต่มัน​เป็น​ความผิดของดาว!...​ ดาวรู้ว่า​จะเกิดเรื่อง​​กับพ่อ​แต่ดาว...​"

เอ่ย​ทั้งน้ำตาอาบแก้มดวงตา​ที่เคยสดใสบัดนี้แดงช้ำ​เพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

"ไม่!!...​ เรา​จะไม่พูดถึงเรื่อง​นี้อีกเข้าใจไหม?...​ สัญญา​กับแม่นะดาว"

รอยดาวหลับตาลงอย่างเจ็บลึกในใจขณะ​ที่ปากก็เอ่ยออกมาน้ำเสียงแปร่ง

"ค่ะ​ สัญญา"

"ดีจ๊ะ​...​" เก็จแก้วยิ้ม​ทั้งน้ำตา​เพราะหากไม่มีกานต์แล้ว​หล่อนก็ยังมีรอยดาวอยู่​​ซึ่งสำคัญ ​และมี​ความหมายต่อหล่อนไม่น้อย​ไปกว่ากานต์เลย​

"​ไปกราบพ่อซะแล้ว​มาช่วยแม่ดูแลแขก"

เก็จแก้วพารอยดาวเข้า​ไปกราบศพผู้​เป็นพ่อแล้ว​​ทั้งสองจึงกลับออกมาต้อนรับแขก​ที่มาร่วมงานศพอีกครั้ง



"อ้าว!...​ รอยดาวทำไมมานั่งอยู่​ตรงนี้ล่ะจ๊ะ​?...​ แล้ว​นี่แม่ของหลาน​ไปไหนเสียล่ะ?"

เสียงร้องทักของผู้​ที่เพิ่งมาถึงทำให้ร่างบาง​ซึ่ง​กำลังนั่งเล่นอยู่​บนชิงช้าใต้ต้นมะยมข้างบ้าน​ต้องหัน​ไปมองยัง​ที่มาของเสียงนั้น​ด้วย​ความสนใจ​ใคร่รู้

"สวัสดีค่ะ​ป้าดา...​"

รอยดาวยกมือไหว้พีรดาอย่างอ่อนน้อม​เพราะจำ​ได้ว่าเคยเห็นอีกฝ่าย​เมื่อครั้งงานศพของกานต์​ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นมา​ได้เพียงอาทิตย์กว่า ๆ​ เท่านั้น​ ​และครั้งนั้น​เก็จแก้วก็​เป็นคนแนะนำให้​ทั้งสองรู้จักกันนั่นเอง

"คุณแม่​กำลังคุยธุระอยู่​​กับพวกคุณลงคุณป้าน่ะค่ะ​...​ ​จะให้ดาว​ไปตามรึเปล่าคะ​?"

"คงไม่​ต้องแล้ว​ล่ะจ๊ะ​...​ โน่นมาโน่นแล้ว​...​!"

พีรดาพูด​พร้อม​กับพยักพเยิด​ไป​ที่ตัวบ้าน ​และ​เมื่อรอยดาวหัน​ไปตาม​ที่อีกฝ่ายชี้ชวนก็พบว่าเก็จแก้ว​กำลังเดินมา​ที่พวกตน​พร้อมด้วยพวกลุง ๆ​ ป้า ๆ​ ​ทั้งหลาย​ซึ่งล้วน​แต่​เป็นพี่ชายพี่สาวของกานต์​ทั้งนั้น​

"น่าเสียดาย​ที่เธอ ​และลูก​จะไม่​ไปอยู่​​กับเรา"

พี่สาวของกานต์​ซึ่งมีชื่อว่า ป้าสุรีย์ เอ่ยขึ้น​อย่างจริงใจขณะก้าวตามเก็จแก้วออกมา​เป็นคนแรกในขณะ​ที่ลุงทิวา ก็เอ่ยขึ้น​มาบ้างว่า

"นั่นสิ!...​ หลานคนเดียวเราเลี้ยง​ได้อยู่​แล้ว​"

เก็จแก้วเอ่ยขอบคุณในน้ำใจของอีฝ่ายเบา ๆ​ ​พร้อม​กับตอบกลับ​ไปว่า

"แค่พวกคุณพี่ไม่ลืมหลานเกดก็ขอขอบ​พระคุณมากแล้ว​ค่ะ​ ​และอีกอย่าง...​" หันมอง​ไปรอบ ๆ​ กายอย่างเศร้า ๆ​

"บ้านหลังนี้กานต์​เขารักมันมาก​จะให้ทิ้ง​ไปเกดคงทำไม่​ได้หรอกค่ะ​"

"​เอาเถอะ...​ ​ถ้าคิดอย่างนั้น​ก็เห็น​จะไม่ฝืนใจกันล่ะ...​ ​เอาไว้ว่าง ๆ​ ลุง​จะมาเยี่ยมหลานนะ
ดาว" ประโยคหลังหันมาเอ่ย​กับเด็กสาว

"ค่ะ​" รอยดาวรับคำแผ่วเบา แล้ว​พวกญาติ ๆ​ ก็พากันจาก​ไปเหลือเพียงพีรดาเท่านั้น​

"เธอ​จะทำยังไงต่อ​ไปรึเกด?"

พีรดาเอ่ยขึ้น​​เมื่อ​ทั้งสามเข้ามาอยู่​ภายในบ้านอีกครั้ง

"ฉันคิดว่า​จะกลับ​ไปทำงาน​ที่สำนักพิมพ์เก่าน่ะ ​เพราะตอนงานศพของกานต์ บก.ก็มางานด้วย​ทั้ง​ที่ฉันก็ไม่​ได้ทำงาน​กับท่านมานานหลายปีแล้ว​​แต่​เพราะคุ้นเคยกันมาดีพอรู้ว่า...​" เอ่ยมาถึงตรงนี้ก็เงียบเสียงลงอย่างพยายาม​จะสกัดกั้นอะไร​บางอย่าง

พีรดาเอื้อมมือ​ไปบีบกระชับมือ​เพื่อน​เอาไว้มั่นอย่าง​จะให้​กำลังใจ​แต่ไม่ยอมเอ่ยอะไร​ออกมา

"ฉันไม่​เป็นไรหรอกดาขอบใจเธอมาก​ทั้ง​ที่ล่าสุดฉันทำ​กับเธอไม่ดีเลย​" หันมากล่าวขอบใจอีกฝ่าย​ซึ่งพีรดาก็ยิ้มอย่างเข้าใจก่อน​ที่เก็จแก้ว​จะเอ่ยสืบ​ไปว่า

"บก.ท่านชวนฉันกลับ​ไปทำงานอีก​เพราะเห็นใจ​แต่งานก็คง​จะ​เป็นพวกจัดเก็บเอกสารน่ะไม่ใช่งานเขียนอย่าง​แต่ก่อน​เพราะ​เขามีนักเขียนประจำมากพออยู่​แล้ว​ตอนนี้ ​แต่ท่านก็บอกว่าหากฉันทำงานนาน​ไปอาจ​ได้กลับ​ไปทำตำแหน่งเดิมก็​ได้ ฉันมาคิด ๆ​ ดูแล้ว​มันคงพอ​ที่​จะเลี้ยงดูฉัน ​และลูก​ได้ แล้ว​อีกอย่างวงเงินประกัน​ที่กานต์​เขาทำไว้มันก็มากพออยู่​​ที่​จะส่งเสียให้รอยดาว​ได้เรียนสูง ๆ​" ประโยคสุดท้ายน้ำเสียงคนพูดติด​จะแปร่งปร่าเล็กน้อย...​

"มีอะไร​​จะให้ฉันช่วยก็บอกมานะเกด...​"

"แม่คะ​!"

เสียงร้องเรียกของรอยดาวทำให้​ทั้งสองหัน​ไปมองอย่างสงสัย

เด็กสาวก้าวเข้ามา​พร้อม​กับพัสดุในมือมันไม่​ได้มาจาก​ไปรษณีย์​แต่มาจากร้านจิวเวอร์รี่แห่งหนึ่ง​​ซึ่งพนักงานส่งของเพิ่งจาก​ไป​เมื่อครู่นี้เอง

"พ่อคงซื้อมันไว้ก่อน​ที่​จะรถคว่ำ"

รอยดาวเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด ภายในมีกล่องกำมะหยี่สีแดงขนาดเล็ก​ซึ่งบรรจุสร้อยคอ​พร้อมจี้รูปดาวอยู่​ด้วย เด็กสาวอ่านข้อ​ความในกระดาษเล็ก ๆ​ ​ที่แนบมา​กับกล่องพัสดุแล้ว​หันมามองผู้​เป็นแม่น้ำตาไหลพรากพลางเอ่ยออกมาอย่างไม่มั่นคงนัก

"เซอร์ไพร์!...​ ให้​เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้า​กับดาวลูกรัก...​ จากพ่อกานต์"

รอยดาวกำสร้อยในมือไว้แน่นราว​กับ​จะ​ใช้มัน​เป็นตัวแทนของผู้​เป็นพ่อ

"เก็บไว้ก็​ได้นะดาว​ถ้าลูกไม่อยากสวมมัน"

เก็จแก้วเอ่ยอย่างไม่สบายใจ​เพราะคิดว่ามันอาจ​จะ​เป็นสิ่งตอกย้ำ​ความรู้สึกของคน​เป็นลูกก็​เป็น​ได้

"นั่นสิ!...​ ป้าก็เห็นด้วย​กับแม่ของหลานนะดาว"

​แต่เด็กสาวกลับตอบกลับมาอย่างหนักแน่นว่า

"ไม่ค่ะ​!...​ ดาว​จะสวมมัน​เอาไว้​เพราะมัน​จะทำให้ดาวรู้สึกว่า​พ่อยังอยู่​​กับดาวเสมอ"
แล้ว​รอยดาวก็สวมสร้อยคอเส้นนั้น​ตาม​ที่ว่า​เอาไว้จริง ๆ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-642 Article's Rate 0 votes
ชื่อเรื่อง มนต์ดารา...2
ผู้แต่ง ลิขิตมา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๓ ธันวาคม ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๑๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-2500 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 03 ธ.ค. 2547, 11.38 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น