นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๓ เมษายน ๒๕๔๖
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
นกฟีนิกซ์
...ชีวิต​​เป็นสิ่งมีค่า ยิ่งรู้ว่าเวลาเหลือน้อย ยิ่ง​​ต้องทนุถนอมวันเวลาเหล่านั้น​​ ​​ใช้มันให้อย่างคุ้มค่า​​ที่สุด คน​​ที่ท้อ​​แม้หมดอาลัยตายอยาก ​​จะต่างอะไร​​​​กับคน​​ที่ตาย​​ทั้ง​​ซึ่งยังมีลมหายใจ...
...​​ความรู้สึกแห่งการมีชีวิตของผม มัน​ได้จบสิ้นลง นับตั้งแต่อาจารย์หมออรรถเทพ บอกว่า โรคของผมไม่​สามารถเยียวยารักษา​ได้อีกแล้ว​

ในตอนนั้น​.. โลก​ทั้งโลกเหมือน​กับดับมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างอีกแล้ว​ตลอดกาล ​ความฝัน​ที่ผมเคย วาดไว้​ทั้งหมด มันพังครืนลงมา​โดยไม่มีชิ้นดี

...​ ผม​ได้ตาย​ไปแล้ว​นับตั้งแต่บัดนั้น​...​!

ผมเบื่อ...​.ผมโกรธ..ผมอิจฉาทุกๆ​คน ไม่เข้าใจ..ทำไมทุกคน จึงมีโอกาส​ที่​จะมีชีวิตอยู่​ต่อ ​แต่ทำไม ผมกลับ​ต้องตาย เวลา​ที่ผมหลงเหลืออยู่​ต่อ​ไปนี้.. ​คือแค่รอ​ความตาย

ผมรู้สึกทรมานเหลือเกิน ...​รู้สึกกลัวเหลือเกิน

สองสามวัน​ที่ผ่าน​ไป ผมไม่รู้ว่าตัวเอง​เป็นอย่างไร พูดอะไร​ออก​ไป ทำอะไร​ลง​ไป ผมโมโหใส่แม่ หงุดหงิดใส่พี่พยาบาล ตอนนี้ผมอยากบอกว่า.. ทุกคนโปรดอย่าถือสา นั่นไม่ใช่ผม ​เพราะว่าผม ตัวจริงตาย​ไปแล้ว​...​. !

​แต่แล้ว​คืนวันหนึ่ง​...​. แม่พาผม​ไปนั่งรถเข็น​ที่นอกระเบียง ผมเห็นร่างของคนๆ​หนึ่ง​ ร่วงตกลงมาจากข้างบน ...​มีคนกระโดดตึก ...​ผมเห็นคนกระโดดตึก ต่อหน้าต่อตา ...​ คนๆ​นั้น​ กระโดดตึกต่อหน้าผม ...​ ฆ่าตัวตายต่อหน้าผม

แม่บอกว่าชายคนนั้น​​เป็นเอดส์ ​เขามีเรื่อง​น้อยใจญาติ จึงฆ่าตัวตาย ​แต่ว่าผมพอ​จะเข้าใจ ชายคนนั้น​คงรู้ตัวว่า อยู่​ต่อ​ไป​ได้อีกไม่นาน ​เขาคงไม่อยาก อยู่​รอ​ความตายอีกต่อ​ไป การรอคอยนั้น​มันทรมาน การรอคอย​ความตาย ยิ่งน่ากลัวกว่าอะไร​​ทั้งหมด ใน​เมื่อไหนๆ​ก็​ต้องตาย ทำไมไม่ตายเสียเลย​ ​จะ​ได้ไม่​ต้องทรมานอะไร​อีก

ชายคนนั้น​ตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ​ส่วนผมเอง ก็เหมือนชายคนนั้น​ ผมก็ตายแล้ว​เหมือนกัน เพียง​แต่สำหรับผม

...​​เป็นการตาย​ทั้ง​ที่ยังมีลมหายใจ !!

คืนนั้น​ผมนอนไม่หลับ...​ ผมนอนลืมตาครุ่นคิด ..เห็น​แต่ภาพร่างชายคนนั้น​ ​ที่ละลิ่วผ่านหน้า

ทำไมผมไม่​เอาอย่างชายคนนั้น​..

...​ตายซะให้รู้แล้ว​รู้รอด​ไปตอนนี้.. ​จะ​ได้ไม่​ต้องทรมานต่อ​ไปอีก..

พี่บิว..​ซึ่ง​เป็นพี่พยาบาล​ที่ตึก โทรขอยานอนหลับ จากพี่หมอธันวาให้ผม ...​​แต่ผมก็ยังนอนไม่หลับ.. ผมแค่นอนปิดตาเฉยๆ​

พี่หมอธันวาเปิดประตูเข้ามา ดูผมเงียบๆ​ข้างเตียง ​เขาเหมือนรู้ว่า ผมยังนอนไม่หลับ ​เขาหัน​ไปมองแม่ เห็นแม่หลับแล้ว​ จึงไม่​ได้เปิดไฟกลางห้อง เพียงยกเก้าอี้มานั่งข้างๆ​เตียง เราคุยกันเบาๆ​ใน​ความมืด ​เขาจับมือผมแล้ว​บอก​กับผม ...​มีอยู่​หลายประโยค ​ซึ่งถูกบันทึก อยู่​ใน​ความทรงจำของผม

" ต้นรู้มั้ย...​ ไม่มี​ใคร ​สามารถลิขิตชีวิตของเรา​ได้ นอกจากตัวเราเอง ​แต่การตัดสินตนเอง ด้วย​ความตาย ​คือการปิดโอกาสของตัวเอง เหมือนชายคนนั้น​ อัน​ที่จริง..​ความตายอยู่​สุดปลายทางของทุกคนอยู่​แล้ว​ ..ไม่ว่า​ใครทุกคนล้วน​ต้องตาย ...​คุณค่าในการชีวิตคนเรา.. ไม่​ได้ขึ้น​อยู่​​กับว่าคนๆ​นั้น​ ​จะมีชีวิต สั้นหรือยาว หาก​แต่ขึ้น​อยู่​​กับว่า...​ คนๆ​นั้น​ ​จะค้นหา​ความ​ความสุข จากช่วงเวลา​ที่เหลืออยู่​ ​ได้แค่ไหนหรือเปล่าต่างหาก...​...​.."

" ​แต่สำหรับผม...​ ตอนนี้ไม่มี​ความสุขให้เหลืออีกแล้ว​...​" ผมแย้งพี่หมอ​เขา​ไป

มือของ​เขาบีบมือผมทีหนึ่ง​ เหมือนกระตุ้นให้ผมรู้สึกตัว

" ต้น..น้องมองดูแม่ของต้นสิ ต้นรักแม่มั้ยล่ะ ? "

ผมจึงหัน​ไปมองแม่.. เห็นท่านอนของท่านแล้ว​ ก็รู้สึกใจหาย​และสงสาร

" รักครับ​...​ ​แต่ผมทำให้แม่มี​ความทุกข์ ทำให้แม่​ต้องลำบากมาเฝ้าผม ​ถ้าผมตาย​ไปแม่คงหายเหนื่อย "

" แล้ว​​ถ้าหากต้นมีโอกาสสลับ​กับแม่​ได้ ให้แม่​เป็นคนป่วย..แล้ว​ต้น​เป็นคนเฝ้า ต้นยินดี​จะเฝ้าแม่มั้ย "

" ยินดีสิครับ​ .. " ผมตอบ​ไปเลย​​โดยไม่​ต้องคิด " แม่ทำอะไร​ให้ผมมากมาย​ ผมก็เต็มใจ ​จะทำให้แม่ทุกอย่างเหมือนกัน...​"

" ยินดี​ทั้ง​ที่ใจ​เป็นทุกข์ เต็มใจ​ทั้ง​ที่​ต้องลำบาก .. " เสียงของพี่หมอ บอกผมอย่างอ่อนโยน "..สิ่งๆ​นี้ ​คือ​ความสุขใน​ความทุกข์ เห็นมั้ย.. ​แม้กระทั่งใน​ความทุกข์ ก็ยังมี​ความสุขให้ค้นพบ ตราบเท่า​ที่เรายังมีลมหายใจ.. เรา​สามารถค้นหา​ความสุข​ได้ตลอดเวลา ..เพียง​แต่น้อง ไม่ลองมองหาดูเองเท่านั้น​...​"

คำพูดของพี่หมอธันวา ทำให้ผมรู้สึกตัว ตื่นขึ้น​จาก​ความตายในคืนนั้น​เอง

...​ผมฟื้นขึ้น​มาอีกครั้ง !!

จริงสินะ.. ถึง​แม้เวลาผมเหลืออีกไม่มาก ​แต่ช่วงเวลา​ที่เหลือ​แม้น้อยนิดนี้ หากผมทำใจให้​เป็นสุข มัน​จะ ​เป็นช่วงเวลาอันมีค่าสักเพียงไหน อัน​ที่จริง.. ทุกคนล้วน​ต้องตาย ​และมีชีวิตอยู่​​เพื่อรอ​ความตายกันทุกคน ..แล้ว​ทำไม ผม​ต้องเสียเวลา นับวันรอมันด้วยเล่า.. ใน​เมื่อไหนๆ​ มันก็​ต้องมาอยู่​แล้ว​ ก็ปล่อยให้มันมา ผมไม่ควร​จะ​ไปสนใจมันอีกแล้ว​

ว่า​ไปแล้ว​...​ การ​ที่ผมไม่สบาย​เป็นโรคนี้ ก็ทำให้ผม ​ได้รับโอกาสดีๆ​หลายอย่าง ​ซึ่งหากผมอยู่​สุขสบายดี ผมอาจ​จะไม่​ได้สัมผัสโอกาสเหล่านี้เลย​ ป่านนี้ ผมคงออก​ไปวิ่งเล่น​กับ​เพื่อนๆ​ ออก​ไปเรียนหนังสือไกลๆ​ ทิ้งแม่ให้อยู่​คนเดียว​กับบ้าน ​ส่วนพ่อก็​เอา​แต่ทำงาน.. กลับมาก็เข้า​ไปดูสวน บางทีก็​ไปประชุม​ที่ต่างจังหวัด น้อยครั้งเหลือเกิน ​ที่เราสามคนพ่อแม่ลูก ​จะ​ได้อยู่​​พร้อมหน้า​พร้อมตากัน

​แต่​เพราะผมไม่สบาย.. ผมจึง​ได้อยู่​​กับแม่​ทั้งวัน​ทั้งคืน ​ได้เห็น​ความรัก ​ความห่วงใย​ที่แม่มีต่อผม ​ส่วนพ่อก็ไม่​ไปไหนไกลๆ​อีก ทุกวันศุกร์ พ่อ​จะมาเยี่ยมผม มานอนเฝ้าผม​พร้อม​กับแม่ ..​ความอบอุ่นของครอบครัวแบบนี้.. ไม่เคยเกิดขึ้น​​ได้เลย​ ในช่วงเวลาปกติ​แม้​แต่สักครั้งเดียว

ผมยังพบว่า...​แม่ยิ้มง่ายเหลือเกิน ...​เพียงแค่ผมทานข้าวหมดครึ่งถ้วย แม่ก็ยิ้มอย่างดีอกดีใจเสียมากมาย​ ​ทั้งยังบอกอวดพี่พยาบาลทุกคน ​ที่เข้ามาเยี่ยมผม​ที่ในห้อง ...​เพียงแค่ผมทานข้าว​ได้ครึ่งถ้วยเท่านั้น​

น่าแปลกเหลือเกิน.. ทำไมพอผมคิดถึง​แต่เรื่อง​ดีๆ​ ใจผมก็บังเกิด​ความสุขขึ้น​มา อย่างบอกไม่ถูก ...​​ความสุข​ความพึงพอใจ มันเกิดขึ้น​ง่ายๆ​ เพียงแค่นี้เองหรือ ทุกคนรอบข้าง.. ไม่ว่า​จะ​เป็นพ่อแม่ พี่หมอ​และพี่พยาบาลทุกคน ล้วนดี​กับผม​ทั้งนั้น​ นี่​ถ้าผมไม่​ได้ป่วยครั้งนี้...​ ผม​จะ​ได้พบ​กับสิ่งดีๆ​เหล่านี้หรือ

ขอบคุณนะครับ​ทุกๆ​คน ​ที่มอบสิ่งดีๆ​เหล่านี้ให้​กับผม ขอบคุณนะครับ​พี่หมอธันวา ​ที่ทำให้ผมตื่นจาก​ความท้อแท้ มีชีวิตใหม่ขึ้น​มาอีกครั้ง ถึง​แม้ชีวิตใหม่นี้​จะสั้น.. ​แต่มันก็มีคุณค่ามากมาย​ ใน​ความรู้สึกของผมแล้ว​ครับ​

...​ชีวิต​เป็นสิ่งมีค่า ยิ่งรู้ว่าเวลาเหลือน้อย ยิ่ง​ต้องทนุถนอมวันเวลาเหล่านั้น​ ​ใช้มันให้อย่างคุ้มค่า​ที่สุด คน​ที่ท้อ​แม้หมดอาลัยตายอยาก ​จะต่างอะไร​​กับคน​ที่ตาย​ทั้ง​ซึ่งยังมีลมหายใจ

ผมน่ะ.. ต่อ​ไปนี้​จะไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด ผม​จะไม่ปิดโอกาสตนเอง เหมือนผู้ชายคนนั้น​อีก.. ผมขอให้สัญญา​กับทุกคนนะครับ​ ว่าผม​จะไม่กลัว ​จะไม่ท้อแท้อีกแล้ว​ ...​ ​แต่​จะขอมีชีวิตอยู่​ จนถึงลมหายใจสุดท้าย.. ​และ..ทุกคนก็​ต้องพยายามอย่างผมนะครับ​

...​สู้ต่อ​ไปใจอย่าท้อ
อย่านอนรอ​ความพ่ายแพ้
​แม้ล้มจงลุกขึ้น​อย่าอ่อนแอ
อย่ารอ​แต่โชคชะตามาบงการ

...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.


คำสารภาพถึงทุกคนครับ​...​!!

* พี่เต้ยครับ​ ผมขอโทษ.. วันนั้น​ ​ถ้าผมไม่บอกว่าอยากกินบะหมี่ พี่คงไม่แอบขโมยรถมอเตอร์ไซด์ของพ่อ ขับออก​ไป จนถูกรถยนต์คันนั้น​ชนจนเสียชีวิต ​ความผิดนี้ถ ูกเก็บอยู่​ในใจผมมานาน ผมไม่กล้าบอกพ่อ​กับแม่ ​แต่วันนี้ ผมขอสารภาพผิดแล้ว​ครับ​

* พ่อครับ​ ...​. เครื่องคอมของพ่อ​ที่โดนไวรัสวันก่อน จนลบข้อมูลทิ้ง​ทั้งฮาร์ดดิสก์ ทำให้งาน​ที่พ่อพิมพ์ไว้ ​ต้องพิมพ์ใหม่​ทั้งหมด ​เป็น​เพราะผม แอบ​เอาเกมส์​ไปอินสตอลใส่น่ะครับ​ ผมไม่รู้ว่าเกมส์มันมีไวรัส ผมขอโทษนะครับ​...​

* แม่ครับ​ ...​ ผมรู้ว่า แม่พยายามทำอะไร​ให้ผมมากมาย​ ​แต่วันก่อน ​ที่แม่คะยั้นคะยอให้ผมทานข้าว ผมกลับตวาดใส่แม่ ผมขอโทษนะครับ​

* พี่มิ้นต์ครับ​ ..ผมรู้ว่าพี่ไม่อยากให้ผมเจ็บหรอกนะ ​แต่เส้นของผมมันแทงยากเหลือเกิน ผมไม่น่าหงุดหงิดใส่พี่เลย​ ผมขอโทษครับ​...​...​

*...​...​ ฯลฯ...​...​...​.

คนเราก็แปลกนะครับ​ ชีวิตผ่านมายืดยาวไม่เคยคิดอะไร​​ได้ ​แต่ครั้นเหลือเวลาน้อยนิด จึงค่อย​ได้คิดขึ้น​มามากมาย​...​ มีเพียงช่วงเวลาแบบนี้ จึงค่อยอยากทำโน่น อยากทำนี่.. สุดท้ายนี้ ผมจึงอยาก​จะขอโทษตัวเองครับ​ ​ที่ผมกลับปล่อยเวลา ​ที่ผ่านมา​ทั้งชีวิต ทำอะไร​หลายอย่าง​ที่ ไร้สาระเหลือเกิน

​แต่เสียดายนะ.. ผมคงไม่มีเวลา ​จะกลับ​ไปแก้ไขใหม่​ได้อีกแล้ว​...​..!!!

 

F a c t   C a r d
Article ID A-049 Article's Rate 21 votes
ชื่อเรื่อง ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
ผู้แต่ง นกฟีนิกซ์
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๓ เมษายน ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๑๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๙๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : พญาไฟ [C-170 ], [203.155.35.114]
เมื่อวันที่ : 03 เม.ย. 2546, 06.53 น.

เรื่อง​ดีดี อย่างนี้ ทำไมจึงขยำทิ้งซะล่ะคะ​ ไม่​สามารถอ่านให้จบ​ที่ทำงาน​ได้ค่ะ​ น้ำตาซึม อิอิ

​จะคอยอ่านเรื่อง​ต่อ ๆ​ ​ไปค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : พญาไฟ [C-173 ], [203.155.35.114]
เมื่อวันที่ : 03 เม.ย. 2546, 09.40 น.

พญาไฟชอบเรื่อง​นี้ค่ะ​ เลย​เข้ามาโหวตให้อีก​เป็นครั้ง​ที่ 2 ให้ดอกไม้ 10 ดอกแล้ว​เน้อ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : เขาวานให้หนูไปซื้อก๋วยจั๊บ [C-188 ], [210.203.181.177]
เมื่อวันที่ : 04 เม.ย. 2546, 04.22 น.

ดีจังค่ะ​

ชอบเนื้อเรื่อง​แบบนี้ค่ะ​ ให้ข้อคิด​ได้ดี คิด​ได้ช้า ดีกว่าไม่​ได้คิด

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : สายลม [C-201 ], [202.44.8.98]
เมื่อวันที่ : 04 เม.ย. 2546, 21.29 น.

คนเราก็แปลกนะครับ​ ชีวิตผ่านมายืดยาวไม่เคยคิดอะไร​​ได้ ​แต่ครั้นเหลือเวลาน้อยนิด จึงค่อย​ได้คิดขึ้น​มามากมาย​...​ มีเพียงช่วงเวลาแบบนี้จึงค่อยอยากทำโน่นอยากทำนี่.. สุดท้ายนี้ผมจึงอยาก​จะขอโทษตัวเองครับ​ ​ที่ผมกลับปล่อยเวลา​ที่ผ่านมา​ทั้งชีวิต ทำอะไร​หลายอย่าง​ที่ไร้สาระเหลือเกิน

​แต่เสียดายนะ.. ผมคงไม่มีเวลา​จะกลับ​ไปแก้ไขใหม่​ได้อีกแล้ว​...​..!!!


*******
อ่านประโยคนี้เปงหลายๆ​ สิบรอบค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : กฤษณ์ [C-6245 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 09 พ.ย. 2548, 12.25 น.

เราเคยฆ่าตัวตายมาก่อนเหมือนกัน ​แต่โชคดี​ที่รอดตาย
ตอนนั้น​เราไม่รู้อะไร​เลย​ รู้​แต่ว่าชีวิตนี้​เป็นทุกข์
​ความตายเท่านั้น​​ที่​จะทำให้เราพ้นทุกข์ครั้งนั้น​​ได้
​แต่เปล่าเลย​ เรา​ต้องนอนทนทุกข์ทรมานอยู่​ในโรงพยาบาล​เป็นเดือน
เข้าห้องผ่าตัด​เพื่อส่องกล้อง​และขยายหลอดอาหารเดือนละ 2 ครั้ง ออกจากโรงพยาบาลแล้ว​ก็​ต้องทนทุกข์ทรมานจนถึงทุกวันนี้ 5 ปีแล้ว​สินะ...​..
​และ​ที่แย่กว่านั้น​​คือคน​ที่​ต้อง​เป็นทุกข์​ไป​กับเราด้วย​คือแม่​และน้องสาวของเรา บุคคล​ซึ่งเราพยายามบอกตัวเองอยู่​ตลอดเวลาว่าเรา​พร้อม​ที่​จะตายแทน​ได้ ​แต่ ณ วันนั้น​ เรากลับตัดสินใจทิ้ง​เขา​ไป​โดยไม่คิดเลย​สิกนิดว่า​เขารู้สึกอย่างไร​เมื่อไม่มีเรา
ตอนนี้เรารู้แล้ว​่าไม่มี​ใครในโลกนี้ไม่มี​ความทุกข์ ...​.ชีวิต​เป็นสิ่งสวยงามจริงๆ​นะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น