นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๔๗
ดิ น เ ป ลี่ ย น สี
SONG-982
...ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่​​เต็มฟากสวรรค์ ​​ใครหนอช่างว่า​​ได้ตรึงหัวจิต ฉันชี้ชวนให้ชมของจริงของสองต้นใหญ่​​ที่ปลูกไว้หน้าทางเข้าบ้าน มันแลชัดเจน​​และจริงใจมากกว่าภาพอักษรอันตั้งใจกระทบกระเทียบเปรียบเปรยมากกว่า​​จะชื่นชมสีสดแสบนี้จริงๆ​​...
ดิ น เ ป ลี่ ย น สี

ภาพเบื้องหน้า​ที่ไกลลิบตา ​คือทิว​เขาสลับสล้างไล่สีเขียวสะท้อนอ่อนแก่ตามแรงแสง ​ที่สาดส่อง​เป็นลำแทรกผ่านหมู่เมฆอันเพิ่ง​จะคลี่คลายตนจาก​ความดำทะมึนของพยับฝนปลายแล้ง ไอหมอกฟูฟุ้งอยู่​ตรงโน้นตรงนั้น​ทั่ว​ไปหมด ใกล้เข้ามา ผืนป่าอันเคยเปล่าร้างด้วยพิษไฟ​กำลังผลิใบแตกยอด ชูก้านกิ่งขึ้น​รับฝนแรก​และแสงอุ่น ไม้เลื้อย​และพืชพื้นขยับขยายผองพันธุ์ของตนเองอีกคราว มันเติบโตรวดเร็วจนน่าแปลกใจ สำหรับผู้ไม่เคยพบเห็นวัฏฏเหล่านี้อย่าง​เป็นประจำ

"ทำไมมันกลับมาเขียว​ไปหมด​ทั้งป่าอย่างนี้​ได้เร็วจริง" สามีตามกฎหมายของฉัน งัวเงียงึมงำ ​เมื่อเบิกตาขึ้น​จาก​ความอ่อนเพลีย​เมื่อคืน ​เพื่อมองหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​​เพื่อกะระยะทางการ​ไปถึงจุดหมายปลายทาง

"​เมื่อสงกรานต์ยังเห็นไฟป่าไหม้ลามอยู่​​ทั้งสองฝั่งแท้ๆ​ นี่กลับไม่เหลือร่องรอยอะไร​ไว้เลย​...​หรือว่ามัน​เป็นอย่างนี้ของมันอยู่​แล้ว​"

ฉันมิ​ได้ตอบคำ ด้วยในใจยังห่วงกังวลอยู่​ถึงสิ่ง​ที่รออยู่​ข้างหน้า ไม่ไกลเกินชั่วโมงจากนี้​จะประสบผลอย่างไร ​ทั้ง​ที่ลงทุนลงแรงปรนเปรอ​เขาด้วยทุกท่วงทำนอง ​ทั้งจากการร้องขอ​และฝืนใจนำเสนอ​เสียเอง ​ที่ผ่านมาเกือบค่อนรุ่งดู​จะไม่สร้าง​ความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงให้​กับชาย​ที่นั่งอยู่​แนบข้างนี่เท่า​ที่ควร

ผลดีสิ่งเดียว​ที่เห็น​ได้ขณะนี้ก็​คือ ​เขายอมมา​กับรถ​โดยสาร ด้วย​เพราะมือไม้แขนขาไร้เรี่ยวแรง ​ทั้งยังสั่นไหวอยู่​ไม่รู้แล้ว​จนรุ่งเช้า​​เมื่อมองเห็นฟ้าเหลืองรำไร ​เขาซุกซบหลับใหล กอดก่ายอย่างไม่เกรงสายตาผู้ใดมาตลอด​ทั้งเช้า​

ฉันทำที​เป็นอึดอัด​และเขินอายต่อสายตา​เพื่อนร่วมเส้นทาง​เป็นระยะๆ​ จน​เขาไม่อาจหลับ​ได้สนิทอย่าง​ที่ร่างกาย​ต้องการ ​ส่วนฉัน​แม้​ความเจ็บร้าว​จะยังระบมอยู่​ทั่วร่าง​และอ่อนเพลียไม่แพ้กัน ​แต่กลับรู้สึกเต็มตื่นเต็มตา​และรู้สึกตัวอยู่​ทุกขณะนาที ว่าสิ่ง​ที่ผ่านเข้ามา​เป็นลำดับขั้นนี้ควร​จะ​ต้อง​เป็นเช่นไร

ใจฉันยังสั่นอยู่​ไม่คลาย หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนาทางโทรศัพท์ ผู้ต่อสายมา​คือคนจากบ้านเดิม​ซึ่ง​เป็นจุดหมายของการเดินทางกลับมานี้ ทันที​ที่ควบคุมอารมณ์​ได้​เป็นปกติ ฉันรีบบอกเล่าถึงเหตุอันสลดใจนั้น​แก่คู่ข้าวใหม่ ผู้เพิ่งสร้างหลักประกันไว้ให้​กับผู้​ที่​เขารักสุดหัวใจถึงขนาดกล้าชิงสุกก่อนห่าม ด้วยการทำประกันชีวิต​และสุขภาพไว้ในเงื่อนไข​ที่ครอบคลุม​ที่สุด​และวงเงินสูง​ที่สุด ​ซึ่งก็​เป็นเพียงเล็กน้อยนอกเหนือจากสินทรัพย์สารพัน​ที่​เขาแจกแจงให้ฟังในวัน​ที่​เขาพร่ำวอนให้จดทะเบียนสมรสร่วมสกุล

ครั้งนั้น​ฉันยังอิดเอื้อน ข้อนว่าคลับคล้าย​จะ​ใช้เงินซื้อหัวใจฉัน​ได้ ​ทั้ง​ที่​เมื่อแรกพบก็เพียงทอดสะพานแห่ง​ความไว้เนื้อเชื่อใจให้ จน​เขาชวนมาเ​ที่ยวในกรุง ใน​ที่สุดก็ตก​เป็นของ​เขาไม่ทันข้ามคืน ท่าทีอ่อนโลกอ่อนเชิงชั้นไม่​ได้​เป็นอุปสรรคอะไร​เลย​ ​กับการ​ที่สารภาพว่า​เป็นครั้งแรก ​เป็น​ใครก็เชื่อว่าชายหน้าตาเต็มทนเต็มทีนี่ยังไร้เดียงสา ​และหลายสิ่ง​ที่​เขามอบให้แก่ฉันก็เน้นย้ำน้ำหนักในเรื่อง​นี้​ได้​เป็นอย่างดี

​เมื่อตอนร่ำลาจากพ่อแม่ ​ซึ่งเห็นดีเห็นงามว่าลูกสาว ​จะ​ได้ห่างไกลจากไอ้หนุ่มบ้านไร่ ผู้มาติดพันกล้วยไม้ป่าอยู่​นานปี ​แม้ท่าน​ทั้งสอง​จะไม่เคยออกอาการรังเกียจหรือกีดกันเรา​ทั้งคู่ คราวชวนกัน​ไปเ​ที่ยวดูงานบุญงานวัด​ทั้งไกลใกล้ ด้วยอเตอร์ไซค์คู่ชีพอยู่​ทุกบ่อย ​แต่ก็ยังจำสีหน้าวัน​ที่ท่านมายืนเกาะข้างรถส่งฉันด้วยน้ำตา คล้าย​กับรู้อยู่​แล้ว​ว่าฉัน​ต้องประสบเหตุอันไรในเมืองกรุง

เช้า​มืดวันนั้น​ ฉันแอบออก​ไปพรอดพร่ำคำลา​กับหนุ่มผิวกร้าน ร่างแกร่งเต็ม​ไปด้วยลวดลายมัดกล้ามสมชาย สมรับ​กับทรงหน้าปากตาคิ้ว ​ซึ่งรวมทุกสิ่ง​ที่ฉันปรารถนา​ได้​เป็นเจ้าของไว้​พร้อมหมด ฉันให้สัญญาคู่สัมพันธ์ลึกไว้เช่นเดียว​กับ​ที่กระซิบบอก​กับพ่อแม่

"แล้ว​ฉัน​จะรีบกลับมา...​."

​แต่นี่มันไม่เร็ว​ไปหรอกหรือ...​.เร็ว​ไป​กับการ​ต้องบอกข่าวร้ายให้​กับหนุ่มกรุง...​ให้​กับ​เพื่อนอีกคนของคู่รักเก่าผู้ถูกอัธยาศัยกันในวงเหล้าวันรดน้ำดำหัวตามประเพณีบ้านป่า ฉันบอกเล่าผู้​เป็นสามี​ได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ว่าอีกหนุ่ม​ที่​เขาคิดว่า​จะ​เป็นเกลอกัน​ได้ มาด่วนตายจาก​ไปเสียแล้ว​ ​และ​จะด้วยสาเหตุใดก็ยังไม่ทัน​ได้ทราบ จน​เขากระเซ้าฉัน​ทั้งรอยเศร้าในหน้าว่า

"อะไร​กัน...​เห็นคุยอยู่​ตั้งนาน...​ยังไม่รู้หรือว่า​เป็นอะไร​ตาย"

ฉันก็​ได้​แต่นิ่งภาวนาให้จิตใจสงบ​เพื่อให้เรื่อง​ราวต่างๆ​ พ้นผ่าน​ไป​ได้อย่างไม่​ต้องกังวลหรือระแวงสงสัยอันใด...​นี่​คือคำแนะนำจากผู้โทรมานัดหมาย...​.กำหนดการ ผู้​ซึ่งรู้ว่า​ความสัมพันธ์ของฉัน​กับคนในข่าวร้าย​เป็นเรื่อง​​ที่​ต้องปล่อยให้มันจางหาย​ไป​กับอวลไอของหมอกเช้า​ยามอาทิตย์แผดแสงสางสาย

ดูหนุ่มกรุง​จะไม่รู้เท่าทัน ด้วยฉันแสดงท่าทีบริสุทธิ์ผุดผ่องของเนื้อตัวไว้แล้ว​ตั้งแต่แรก การมาร่วมงานศพจึง​เป็นการเสนอของมิ่งมิตรผู้รู้จักกันในเวลาอันแสนสั้น ​และก็รู้สึกถูกชะตากันดี​ทั้งสองฝ่าย มันเริ่มขึ้น​​เมื่อหนุ่มชาวไร่รู้ถึงฐานะอันมั่งมี​และภูมิเชาว์ใสซื่อของอีกฝ่าย

รุ่งขึ้น​อีกวันจึงตั้งวงชักชวนกันดื่มกิน รวมถึงกล่าวแนะนำฉันให้​เพื่อนใหม่​ได้รู้จัก การบรรยายสรรพคุณของสาวชาวบ้านไร่ ในทำนองรักนวลสงวนงามไว้​ได้​แม้​จะมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ เศรษฐีม่ายเศรษฐีใหม่มาสู่ขอติดพันก็ยังไม่เคยปลงใจ​กับ​ใคร ทำให้คน​ที่อิงซบอยู่​​กับอกฉันในขณะนี้ตัดสินใจชักชวนฉันเข้าร่วมครัว​ได้ในทันที...​..​และแค่ไม่ทันข้ามวัน ฉันก็นั่งรถเก๋งคันโตมุ่งสู่เมืองหลวงอัน​เป็นถิ่นพำนักหลักของว่า​ที่คู่ชีวิต

อาทิตย์เร่งแสงแรงกล้าขึ้น​ทุกที อากาศ​ที่กลับมาอบอ้าวหลังจากพายุฝนต้นฤดู ทำให้การต่อรถทอด​ที่สอง​เป็น​ไปอย่างไม่สบใจเท่าใด มัน​เป็นรถสองแถวหกล้อ ค่อนข้างร้างผู้​โดยสาร ​เพราะ​เป็นเ​ที่ยวบ่ายอ่อนๆ​ ของวันกลางสัปดาห์ มีเพียงคู่รักวัยรุ่นอีกสองคู่ ​ซึ่งแทบ​จะขี่ทับซ้อนกัน​และกัน นั่งอยู่​ตอนหน้า​ที่เบาะ​ทั้งสองฝั่ง

​ส่วนฉัน​และสามีผู้อ่อนเปลี้ย ก็นั่งเอนอิงกันอยู่​ใน​ส่วนท้าย ​เขา​ที่รักฉันเงียบเสียงลงอีกครั้ง ​เมื่อฉันไม่ตอบว่ากระไร ฉันโอบกัน​เขาไว้ไม่ให้พลัดตกลงจากเบาะ ​ทั้ง​ที่ใจเต้นไม่​เป็นส่ำ

​เมื่อรถผ่านมาถึงสุสานจีนร้าง อันตั้งอยู่​เดียวดาย ขนาบด้วยไร่มะม่วง​และขนุน​ทั้งซ้ายขวา ฉันก็ปลุกเขย่าผู้​ที่หลับอยู่​​กับอกอย่างเร่งร้อน

"พี่...​พี่...​ฉันเห็นเมฆ...​.ฉันเห็นเมฆยืนอยู่​นั่น...​." ฉันเขย่าร่าง​เขา​โดยแรง ด้วยอาการตื่นตกใจอย่างเต็ม​ที่ จนวัยรุ่น​ทั้งสี่คนหันหน้ามามองแล้ว​ก็กระซิบนินทากันคิกคัก

"ไหน...​อะไร​...​.เมฆหรือ...​ไหน...​อยู่​ตรงไหน"

​ที่พึ่งของฉันงัวเงียขยี้ตา ส่งเสียงถาม​และมองตามนิ้ว​ที่ชี้​ไปยังเนินเล็กๆ​ ​ซึ่งมีแผ่นป้าย​และหมู่หินก่อรูปร่างอย่างจีนนิยม มือฉันยังสั่นริกๆ​ จน​เขา​ต้องดึงมากุมไว้

"มีอะไร​​ที่ไหนกัน...​.แดดเปรี้ยงๆ​ ขนาดนี้...​ต่อให้เฮี้ยนขนาดไหนก็ไม่กล้าโผล่มาหรอกน่า"

"​แต่ฉันเห็นจริงๆ​ นะพี่ ยืนอยู่​บนเนินนั่น...​.​เมื่อเช้า​มืดก็หนนึงแล้ว​...​.เผลอหลับ​ไปหน่อย​เดียวก็มาเข้าฝัน" ฉันยืนยันราว​กับภาพยังคงอยู่​ แถมย้ำด้วยฝัน​เมื่อรุ่งสาง

ฉันเคยจินตนาการเรื่อง​ราวสยดสยองนี้​กับนายเมฆ หนุ่มบ้านไร่หลายครั้ง หรือเกือบทุกครั้ง​ที่เรามาพรอดรักกันหลังเนินนั่น ด้วยกลัวอิทธิฤทธิ์ของผีจีน​ที่เห็นในหนังกลางแปลงหลายต่อหลายเรื่อง​ ​เพราะกล้ามาทำบัดสีบนหลุมของ​เขาอย่างไม่กลัวเกรง จนคู่ชื่น​ต้องปลอบโยนด้วยสำนวนจีนว่า

"แม่นาง...​อัน​ที่​ที่อันตราย​ที่สุด นั่นแลจึง​เป็น​ที่​ที่ปลอดภัย​ที่สุดสำหรับเราสอง" จากนั้น​เราจึงสุดเหวี่ยงกัน​ได้​โดยไม่​ต้องเกรง​ใคร​จะเข้ามาพบเห็น

ผู้​เป็นสามีหมาดๆ​ ไม่​ได้ใส่ใจอะไร​อีก​กับ​ความว่างเปล่า​ที่ฉันชี้ให้ดู ​เขาหลับตาลง คงเพลียจัด​และไว้ใจฉันเต็ม​ที่ ด้วยว่าจากนี้​คือถิ่น​ที่ฉันจัดเจนมา​แต่น้อย

ฉันปล่อยให้รถเลย​บ้านตัวเองมาเรื่อยๆ​ ผู้​โดยสาร​ทั้งสองคู่ลง​ไป​เมื่อผ่านสุสานมาไกลพอสมควร ฉันปลุก​เขาด้วยอาการตื่นตกใจอีกครั้ง ​พร้อมรีบกดกริ่งให้สัญญาณหยุดรถ

"อุ๊ย!!!...​.พี่ เลย​บ้านมาตั้งไกล...​.นั่นมันทางเข้าบ้านงานแล้ว​นะนี่" แล้ว​รีบประคับประคองคู่ใหม่ให้ลงจากรถ ​เพราะ​เขายังแสดงอาการกะปลกกะเปลี้ยเพลียแสงแดดบ่าย

​เมื่อจ่ายค่า​โดยสารเรียบร้อย​ หันกลับมาก็เห็นผู้มาด้วยยืนแข็งตาค้างชี้มือ​ไปทางทางดินเล็กๆ​ อัน​เป็นทางแยกเข้า​ไปยังบ้านไร่หลังแนวป่าประดับถนน หลังแนวไม้นี้มีอีกหลายบ้านรวม​ทั้งทางเลี้ยวลัดตัดตรงถึงกัน​ได้หมดกระทั่งยังมีทางหนึ่ง​ทะลุถึงบ้านฉัน​ได้เร็วกว่าทางถนนใหญ่เสียอีก

ตรงปากทางมีแนวพู่ระหงหนาทึบ​เพราะปล่อยให้โตตามอัธยาศัย มีป้ายงานศพ นายเหนือเมฆ...​. จากลังเบียร์...​มีลูกศรประกอบ แขวนอยู่​​ที่กิ่งหนึ่ง​

ฉันเข้ามาถึงตัว จับอีกร่างตรงหน้าเขย่าแรงๆ​

"ผะ...​ผะ...​.ผีไอ้เมฆ...​.ผีไอ้เมฆ มันมายืนรอรับอยู่​ตรงนั้น​" ​เขาปากคอสั่นจนฉันพลอยใจไม่ดี​ไปด้วย

"ตรงไหนพี่...​.เมฆยืนอยู่​ตรงไหน...​" ฉันเบี่ยงตัว​ที่ยืนขวางแนวสายตา แล้ว​หันกลับ​ไปมองตามนิ้ว​ที่สั่นระรัว เห็น​แต่เพียงพุ่มดอกไม้แดงไหวลม​กับป้ายบอกทางงานศพด้วยตัวอักษรโย้เย้ หาก​แต่กลิ่นเหม็นคาวเอียนไส้ของอะไร​สักอย่างโชยมาด้วย

"รีบกลับบ้านกันก่อนเถิดพี่...​.ยังหัววันอยู่​คงไม่มี​ใคร...​.บ้านงาน​เขาอยู่​ลึกด้วย...​​ถ้า​เขาโผล่มาอีก...​ไม่รู้เรา​จะหลบ​ไปตรงไหน​ได้" ฉันออก​ความเห็นด้วยเสียงสั่นสะท้าน ​และเดินนำ​โดยไม่รอคำตอบ อีกฝ่ายเดินตามมา​โดยไม่วายหันกลับ​ไปยังปากทางนั่นอีกหลายครั้ง รวมถึงหันขวับ​ไปมองข้างหลังอยู่​​เป็นระยะสลับ​กับการก้าวหลบแอ่งน้ำเฉอะแฉะ​ไปตลอดทาง

"อยากรู้จริงว่า​เป็นอะไร​ตาย ถึงเฮี้ยน​ได้ขนาดนี้...​" ​เขาบ่นด้วย​ความหวาดระแวง รีบเร่งฝีเท้า​เพราะฝนทำท่า​จะตกลงมาอีกแล้ว​

"เดี๋ยวถึงบ้านพ่อกะแม่ก็เล่าให้ฟังเองแหละ​พี่...​อย่าเพิ่งพูดอะไร​ตอนนี้เลย​" ฉันปรามด้วยอาการหวาดหวั่น

ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่​เต็มฟากสวรรค์ ​ใครหนอช่างว่า​ได้ตรึงหัวจิต ฉันชี้ชวนให้ชมของจริงของสองต้นใหญ่​ที่ปลูกไว้หน้าทางเข้าบ้าน มันแลชัดเจน​และจริงใจมากกว่าภาพอักษรอันตั้งใจกระทบกระเทียบเปรียบเปรยมากกว่า​จะชื่นชมสีสดแสบนี้จริงๆ​ ​และนี่ก็​คืออีกสิ่งหนึ่ง​​ที่ฉันทำ​เป็น​ได้ยิน​เขาร่ายให้ฟัง​เป็นครั้งแรก รวมถึงอรรถาธิบายเสียยืดยาวถึงวงวรรณกรรมยุคแสวงหาอะไร​นั่น...​.มันชื่อ...​เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน...​ฉันจำชื่อมัน​ได้​เพราะมันฟังเถื่อนๆ​ ดี นอกจากบาท​ต้นของบทแล้ว​ ก็จำ​ได้อีกแค่ตรง​ที่ว่า

"ฉันเยาว์ฉันเหงาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหา​ความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไร​​ไปมากมาย​ สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว"

​เขาว่า​เพราะวรรคทองอะไร​นี่ ผู้คนจึงคิด​ไปว่ากวีนิพนธ์บทนี้ชื่อ...​ฉันจึงมาหา​ความหมาย...​ฉันเองก็เออออ​ไป​กับ​เขา ทำที​เป็นซาบซึ้ง​ไปด้วยในที จนมาเห็นดอกแดงสดดั่งสีเพลิงบานเต็มต้นนี่แหละ​...​ฟากสวรรค์น่า​จะเหมาะ​กับคน​ที่รักฉันมากมาย​

ทางลง​ไปบ้านค่อนข้างชัน ​เนื่องจากถนนสายหลักถูกถมให้สูงเกินกระแสน้ำหลากจากยอดดอย บ้านไหนอยู่​ต่ำกว่าระดับถนนมากนัก อบต. ​ที่แสนดีก็​จะมาขุดสระดักน้ำไว้ให้ตรง​ที่ควร บ้านฉันมีสระกว้างยาวขนาดหลายวา ลึกถึงสองช่วงตัวคนต่อ มันเผยแผ่นน้ำขุ่นมัวใต้เงาผักทอดยอดทอดตัวชูใบอ่อนระหง ไม้ไผ่ลำยาวปลายหนึ่ง​มีตะแกรงอะลูมิเนียมต่อสายไฟลากออกมาจากบ้านพาดลง​ไปในบ่ออย่างหมิ่นเหม่ จนฉันอดบ่นไม่​ได้

"​ใครกัน...​สะเพร่าจริง...​วางทิ้งไว้​ได้...​ชักไฟออกหรือยังก็ไม่รู้" แล้ว​เรา​ทั้งคู่ก็ก้าวข้าม​ไปอย่างระมัดระวัง ​เนื่องด้วยขอบสระลึกชันมีน้ำติดก้นอยู่​แค่ครึ่งแข้ง ซ้ำกองมะพร้าวแก่ยังระเกะระกะขวางคันขอบจนยิ่งแคบ คน​ที่รักฉันทำท่า​จะชักลำไม้นั้น​ให้พ้นทาง หาก​แต่ฉันปรามอีกครา

"เข้า​ไปบ้านก่อนพี่...​.เผื่อไฟมันรั่วตรงไหน...​เดี๋ยว​จะดูดเราถึงตาย" ฉันแสดง​ความห่วงใย​ไป​พร้อมกัน

"ทำไมบ้านเงียบนัก...​.หรือว่า​ไปช่วยงานกันหมด...​งั้นพี่ขอ​เอาแรงสักงีบก่อนนะพิม" สามีหมาดๆ​ ของฉันทำท่า​จะซุกลง​ที่หน้าตักทันที​เมื่อพากันนั่งลง​ที่นอกชาน หาก​แต่ฉันผลักไสไว้เสียก่อน

"นั่นแน่ะ...​ตะแกรงช้อตปลาไม่​ได้เสียบไฟ พี่ช่วย​ไป​เอามันออกให้พ้นทางหน่อย​เถอะนะ เผื่อ​ใคร​ไป​ใครมาสะดุดเข้า​จะกลิ้งลง​ไปในบ่อแข้งขาหักเปล่าๆ​"

ผู้ถูกรุนหลังจึงลุกขึ้น​กลับออก​ไปอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก คง​จะนึกในใจว่า​ใครหนอมันช่างมากองมะพร้าวไว้ปากบ่อ ขวางทางเดินเล่นเสียอย่างนั้น​ ​ถ้ากองมันทลายลงมามิ​ต้องไล่ลง​ไปเก็บกันถึงก้นบ่อหรือ

​ความอ่อนเพลียขนาดหนักบวก​กับ​ความง่วงงุนแทบลืมตาไม่ขึ้น​ ​ทั้งยังไม่มีอะไร​ช่วยยึดเหนี่ยว ฉันจึงเห็นท่าทางกระย่องกระแย่งของ​เขาซวนเซ​จะล้มมิล้มแหล่อยู่​ตรงนั้น​ ​เมื่อเอื้อมมือลง​ไปหมาย​จะดึงลำไม้นั้น​ขึ้น​ให้พ้นทาง ก็​พอดี​กับ​ที่ฉันลุกขึ้น​มายังปลายสายอีกข้าง

​เมื่อร่างของเมฆคู่รักเก่าปรากฏขึ้น​อีกในระยะกระชั้นทั่วร่างคลุ้งกลิ่นคาวเลือด ​ทั้งยังสะกิดให้คน​กำลังก้มหันมอง ผู้หันมาก็ถึง​กับผงะหงายด้วย​ความตกใจสุดขีด

"ผีไอ้เมฆ...​ผีไอ้เมฆ...​.ช่วยด้วย...​ผีไอ้เมฆ"

​เขาตะโกนสุดเสียง ​และ​ทั้งร่างก็ลับลง​ไปในสระลึก​พร้อม​กับลำไม้ไผ่ต่อปลายด้วยโลหะ ​เมื่อฉันเสียบปลั๊กให้วงจรเดินสมบูรณ์ จน​ได้ยินเสียงดิ้นตีน้ำอยู่​ตูมตาม ก็เริ่มแผดเสียงร่ำไห้โหยหวน วิ่งออก​ไปยืนแทน​ที่ "ผีไอ้เมฆ" แสดงท่าทางทำอะไร​ไม่ถูก​เมื่อผัวรักประสบอุบัติเหตุเข้าตำรา "หมองูตาย​เพราะงู"

ขณะ​ที่ "ผีไอ้เมฆ" วิ่งสวน​ไปหลังบ้าน ชั่วหลายอึดใจ ​ทั้งพ่อแม่​และตัว​เขาก็วิ่งกลับออกมาด้วยหน้าตาตื่นตระหนก เข่งใบยอสองใบถูกทิ้งไว้​ที่ใต้ถุน พ่อรีบกระโจนขึ้น​​ไปชักปลั๊กไฟ ​ส่วนแม่​และเมฆวิ่งมาสมทบ​ที่ฉัน

"ฮือ...​ฮือ...​เห็นแม่คง​จะทำห่อหมก​ไปช่วยงานขึ้น​บ้านใหม่บ้านพี่เมฆ...​พี่​เขาเลย​ลองขอหัดช้อตปลาดู...​ไม่น่าเลย​พี่...​.ฮือ..ฮือ...​แล้ว​​เขาคงสะดุดลูกมะพร้าวพลัดตกลง​ไป...​โธ่พี่จ๋า...​."

ฉันพยายามสร้างทำนองตะกุกตะกักร่ำรำพันอย่าง​จะขาดใจ หัน​ไปสบสายตา​กับเหนือเมฆนิดหนึ่ง​​เมื่อเห็นว่าร่างในบ่อจมน้ำคว่ำหน้าแน่นิ่ง​ไปแล้ว​

"โธ่เอ๊ย!..ลูกแม่...​มีผัว​กับ​เขา​ทั้งทีก็มาอายุสั้น...​อยู่​กินกันหม้อข้าวยังไม่ทันดำเลย​แท้ๆ​...​งานตกงาน​แต่งก็ยังไม่​ได้จัดให้สมหน้าสมตา...​.แล้ว​นี่เอ็งไม่​ต้อง​ไปเสียเนื้อเสียตัวให้​เขาเปล่าๆ​ หรือลูก" ใบหน้าของแม่นอง​ไปด้วยน้ำตา ดึงฉันเข้า​ไปโอบปลอบอยู่​​กับอก

ขณะพ่อ​และเมฆ​ซึ่งเหม็นคลุ้ง​ไปด้วยเลือด​และคาวปลา ลง​ไปช่วยกันพยุงศพขึ้น​มา ฉันมองตามรอยยิ้มแนบเนียนบนใบหน้าของชายหนุ่ม ​เมื่อฉันส่งรอยยิ้มแห่ง​ความสำเร็จกลับ​ไป แม่ก็พูดขึ้น​ว่า

"เอ้อ...​.แล้ว​เอ็งรู้​ได้ยังไงล่ะว่าไอ้เมฆมันมาขอให้ทำห่อหมก​ไปช่วยงานบ้านมัน"

 

F a c t   C a r d
Article ID A-474 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ดิ น เ ป ลี่ ย น สี
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๐๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-1331 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ค. 2547, 03.33 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น