นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๖
ลูกโป่งสวรรค์
SONG-982
...สิ่ง​​ที่ต่างกันอยู่​​เพียงนิดเดียวของคน​​ทั้งสอง ​​คือ​​ความมักใหญ่​​และหวังว่า​​จะ​​ได้อะไร​​มา​​โดยง่ายของฝ่ายชาย ​​กับการอดทนมานะบากบั่น ​​เอาหยาดเหงื่อแรงกาย​​ทั้งหมด เข้าแลก​​กับโอกาส ​​และ​​ความสำเร็จของฝ่ายหญิง...
นาิงบิดสื้อให้หมาดจากน้ำสุดท้าย ​แม้ยังเหลืออีกสี่ห้าตัวจมน้ำรออยู่​ในกะละมัง ​แต่พักมือไว้เพียงนั้น​ ​เพราะ​เมื่อยขบจากการก้มหน้าก้มตาซัก ​และบิดซ้ำ​ไปซ้ำมาตลอด​ทั้งวัน เธอยืดตัวตรงเหยียดสองแขนออกสุดล้า จนกระดูกลั่นไล่เสียงดังกร็อบแกร็บ แล้ว​กลับมานั่งลงในท่าเดิม รู้ดีว่าการเปลี่ยนอิริยาบถแค่นี้ ไม่​ได้ช่วยให้กล้ามเนื้อคลาย​ความเขม็งเกร็ง​ไป​ได้สักเท่าใด

เด็กหญิงวัยห้าขวบเศษวิ่งรี่เข้ามาหา ในอ้อมแขนโอบลูกโป่งใบโตจนแลดูทุลักทุเล ​เมื่อ​ต้องวิ่ง ​พร้อม​กับชะเง้อคอ ยื่นหน้าออกมา​เพื่อมองทาง ​ทั้งตะโกนอวดของเล่นใหม่ให้ผู้​เป็นมารดา

"แม่...​แม่...​ป้ากอบให้หนู่ ป้ากอบให้หนูนนะแม่ สวยไหม" เธอร้อนรนบอกแม่ด้วยเคยชิน ​กับคำสั่งสอนเข้มงวด ว่าไม่ให้หยิบฉวยอะไร​ของ​ใคร มา​เป็นของตน​โดย​ที่​เขาไม่อนุญาต

คลิกดูภาพขยาย
นางส่งยิ้มให้ลูกสาวอย่างพลอยปลื้ม ​ความ​เมื่อยล้าท้อถอยมลาย​ไป ด้วยเสียงใสใสก้องกังวาน บอกเธอว่าสิ่ง​ที่เธอพร่ำสอนลูกสาว มาตลอดนั้น​ไม่เสียเปล่า เรี่ยวแรง​ทั้งหมดกลับคืนมา ​เพื่อ​จะ​ได้เลี้ยงดูเด็กน้อยคนนี้ ให้เติบโตต่อ​ไปด้วยตัวของเธอเอง นางไม่ไยดี ​กับข้อเสนอของหนุ่มใหญ่หลายคน ​ที่อาสามาช่วยบรรเทา​ความลำบาก ​เพราะเกือบทุกคน เสนอให้เธอส่งลูกสาว ​ไปให้ยายเลี้ยงดู​ที่บ้านนอก ​เพื่อง่ายต่อการสร้างเนื้อสร้างตัวในมหานครแห่งนี้

​แม้เธอยังมีรูปร่างเต็มฟัด เหมือนหญิงวัยบานเบ่งทั่ว​ไป ​แต่เธอก็ตัดใจตัดขาด จาก​เขาเหล่านั้น​ ​ได้ง่ายกว่าการตัดใจจากลูกสาว แก้วตาดวงใจของเธอคนนี้ ​คือตัวแทนของ​ความรู้สึก​ทั้งมวล ​ซึ่งบรรจุ​พร้อม​ไปด้วย​ความฝัน​และ​ความหวัง แห่งการแสวงหาโชคในเมืองใหญ่

ตั้งแต่​เมื่อครั้งหนุ่มสาวคู่หนึ่ง​ หนีตามกันเข้ามาอยู่​เมืองกรุง ​ความตั้งใจร่วมกัน ​ที่​จะสร้างเนื้่อสร้างตัว ในเมืองแห่งแสงสี อันเต็ม​ไปด้วยซอกซอย ของมนุษย์หลากหลายเพศพันธุ์ ยังคงฝังจิตฝังใจตราบจนนาทีนี้

สิ่ง​ที่ต่างกันอยู่​เพียงนิดเดียว ของคน​ทั้งสอง​คือ​ความมักใหญ ่​และหวังว่า​จะ​ได้อะไร​มา​โดยง่ายของฝ่ายชาย ​กับการอดทนมานะบากบั่น ​เอาหยาดเหงื่อแรงกาย​ทั้งหมดเข้าแลก ​กับโอกาส​และ​ความสำเร็จของฝ่ายหญิง

​ความเหนื่อยยาก จึงไม่​สามารถบีบเบียดให้เธอท้อถอย​ไป​ได้ ​แต่สำหรับ​เขา แสงสีลีลายวนยั่ว อันกระพริบวิบไหว ไม่เว้นเวลา กลับทำให้​เขาฟุ้งฝัน ถึงการสวมใส่อาภรณ์อย่างงาม ประดับประดาเครื่องครบตามสมัยนิยม

หลังจาก​ที่เบื้องแรก เริ่มต้นด้วยการรับจ้างทำงานแบกหาม ตามสถาน​ที่ก่อนสร้างต่างๆ​ ช่วยให้เพียงพอ อยู่​กินกัน​ไปวันๆ​ เท่านั้น​ ​ซึ่ง​เพราะ​ความใหม่มันของชีวิตคู่ ​ทั้งสองจึงมิ​ได้วิตกกังวลเท่าใดนัก กระทั่งวัย​และเรี่ยวแรงอันเหลือเฟือนั้น​ ทำให้ประจำเดือนของฝ่ายหญิงขาดหาย จึงเริ่มปรึกษากันถึงอนาคต ของพยานรัก​ที่​จะเกิดมา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

การกลับสู่ถิ่นเิกิดถูกตัด​ไป​เป็นประเด็นแรก ​และก็ต่างมือแปดด้าน จน​เมื่อ​เพื่อน​ที่เคยผสมปูนผูกเหล็กด้วยกันมา หายหน้า​ไปเพียงชั่วครึ่งเดือน แล้ว​​สามารถกลับมารับสาวคนรัก ​ไปเลี้ยงดู​ได้อย่างผึ่งผาย

​เขาจึง​ได้ช่องทางทำมาหากินใหม่ เธอก็ยินยอม​พร้อมใจ ​เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่ การ​ไปฉกชิงวิ่งราว ค้าผงค้ายาอันใด เสื้อผ้าเครื่องประดับกายของฝ่ายชาย ถูกปรับเปลี่ยนด้วยเงินก้อนแรก ​และก้อนต่อๆ​ มา ​แต่ก็พอเจียดมาบำรุงท้องของเมียรัก ​ได้ทุกมื้อทุกคราว​ที่​ต้องการ

ห้วงเวลาไม่ถึงสามเดือน ชายหนุ่มเริ่มมีรถมารับส่งถึงบ้าน ช่วงแรกก็มาตามเวลางาน ​ที่​เขาบอกไว้​คือช่วงหัวค่ำจนถึงค่อนดึก ​แต่พักหลังรถคันนั้น​ คิด​จะมารับ​เขาเวลาไหนก็มา แล้ว​หาย​ไปกัน คราวละ​เป็นวัน​เป็นคืน เธอไม่​ได้ระแวงสงสัยอันใด ด้วยเห็น​เป็นผู้ชายด้วยกัน ​แม้​เมื่อการวิสาสะหลับนอนกันของ​ทั้งคู่ ​จะมีอัน​ต้องห่างหาย ​ทั้งจากรถคันนั้น​ ​และท้องของนางเอง​ที่ใหญ่ขึ้น​เรื่อยๆ​

​ความเชื่อใจ​และไว้ใจ เกือบ​จะถูกสะบั้นลง ด้วย​ความอาทรในวันคลอด เจ้าของรถคันนั้น​ มีกะใจพาเธอ​ไปส่งโรงพยาบาล ​โดยมีมือของ​เขาบีบกระชับมือเธอไว้ ​และพร่ำพรอด​ไปตลอดทาง

"พี่อยู่​​กับนางนะ พี่อยู่​​กับนาง" จนเูธอถูกพาเข้าห้องคลอด คลอดลูกสาวสุขภาพสมบูรณ์ พักฟื้นแล้ว​กลับมาอยู่​ห้องเช่า ด้วยกันลำพังสองแม่ลูกนั่นแหละ​ จึงรู้ว่าคน​ที่เธอรัก​ที่สุด เหลือทิ้งไว้เพียงธนบัตรใบละพันมัดหนึ่ง​ ​กับกระดาษเขียนข้อ​ความ บรรยายถึง​ความจำ​เป็น ​ต้องหายหน้า​ไปกระทันหัน ​และยืนยันด้วยลายมือหนักแน่นว่า ​เมื่อกลับมาเธอ​กับลูก ​จะสมบูรณ์พูนสุขเพิ่มขึ้น​​เป็นร้อยเท่าพันทวี

ด้วย​ความมั่นใจในรักจริง ​และเชื่อในศักดิ์ศรีแห่ง​เขา นางรอมา​ได้จนถึงวันนี้ ใบละพันปึกนั้น​ หมด​ไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการบำรุงบำเรอสารพัดสิ่ง อันจำ​เป็นต่อประโยชน์ของบุตรสาว ​เพราะเชื่อมั่น​กับการกลับมาของคน​ที่รัก กระนั้น​ผิวเนียนงามกระจ่างตา รูปหน้าน่าเอ็นดู ​ที่ปัน​ส่วนสวยมาจากแม่พ่อ ​ได้อย่างพอเหมาะ​พอดี ก็ยังคง​ความน่ารัก ​และ​ได้รับ​ความเมตตาอาทร จากคนรอบข้าง​ได้ตลอดเวลา

เธอขยำบิดผ้าในน้ำสุดท้าย ด้วย​ความเคยชิน ปล่อยสายตาให้จับอยู่​​ที่ร่างลูกสาวตัวน้อย ​ที่​กำลังไล่เลี้ยงแตะประคอง ให้ลูกโป่งใบเบากระดอนขึ้น​ลง ในอากาศอย่างอิสระ

"ให้ผมช่วยนะพี่นาง" เสียงแหบๆ​ สากๆ​ คล้าย​เป็นโรคไอเรื้อรังดังขึ้น​ ​พร้อม​กับดึงผ้าในมือเธอ​ไปช่วยบิด

"ขอบใจมากสอน...​อย่าเลย​อีกแค่ตัวสองตัว" นางตัดไมตรีอย่าง​ที่ทำมาตลอด ด้วยรอยยิ้ม ​และแกะมือ​เขาออก อย่างไม่ตั้งใจนะใส่จริต

"น่า พี่นางผม​กำลังคันไม้คันมือ อยากออก​กำลังเสียหน่อย​" เธอเหลือบ​ไปประสานสายตา ​กับชายหนุ่มแวบหนึ่ง​ สายตา​ที่ประสานกลับมานั้น​ เลื่อนลอย ​และเขม้นมองในเวลาเดียวกัน นี่หากไม่ทรุดโทรม​เพราะการโหมเสพยา สอน​จะจัดว่า​เป็นหนุ่ม​ที่หล่อไม่น้อยหน้า​ใครๆ​

นางรู้ดี หนุ่มรุ่นน้องหวังอะไร​ในตัวเธอ อัน​ที่จริง ​เขาก็มีฐานะดีคนหนึ่ง​ ขนาด​เป็นลูกชายเจ้าของตึกนี้ ​และเจ้าของแผงเกือบครึ่งหนึ่ง​ในตลาด ​ที่เธอ​ได้​แต่คอยปัดป้อง ​และปฏิเสธก็​เพราะเกรงใจเจ้าของตึก ​และกลัวการติดยางอมแงม พอ​กับการหลงใหล​ได้ปลื้มเกินควร ​เมื่อ​ได้พูดคุย ​และแตะเนื้อ​ต้องตัวนางเล็กน้อยขณะมึนเมา

"​เมื่อไหร่พี่นาง​จะยอมผมเสียที" ​เขาพูด​พร้อมดึงตะกร้าใส่ผ้าใบใหญ่​ไปถือแทน ซวนเซเล็่กน้อยด้วยน้ำหนักปน​ความเมา ​แต่เธอดึงกลับมาทันที จนชายหนุ่มถลามาตามแรง จนมือหนึ่ง​คว้า​เอา​ที่หน้าอก มือหนึ่ง​ตะปบ​ที่บั้นท้าย หน้าถลำจนจมูก​ไปกระทบ ​กับซอกคอเธอดังฟอดใหญ่

"สอนนี่ยังไง เมาก็กลับ​ไปนอนเถอะ สภาพนี้​จะมาช่วยอะไร​พี่" เธอรีบกระถดตัวออกห่าง สายตาชำเลืองมองลูก ​ที่​กำลังไล่ตีลูกโป่งอย่างไม่สนใจ​ใคร

"เล่นดีๆ​ นะลูก ระวัง​จะหกล้มหกลุก แม่ขึ้น​​ไปตากผ้าก่อนนะลูก" นางตะโกนบอก เด็กหญิง​เมื่อใกล้​จะถึงบันได ​โดยยังมีหนุ่มสอนคอยต้อนหน้าต้อนหลัง​ไปไม่ห่าง

ตึกสูงสี่ชั้น ภายในถูกแบ่งซอย​เป็นห้องเช่าเล็กๆ​ มากเกินจนแออัด ผู้เช่าอาศัยเพียง​ใช้ ​เป็น​ที่ซุกหัวเสือกกายนอนให้พ้นคืน ดาดฟ้าถูก​ใช้​เป็นลานตากผ้ารวม มีโต๊ะเตียงเก่าๆ​ กองสุมกัน​เป็นพะเนินอยู่​ด้านหนึ่ง​ บาง​ส่วนของเศษไม้เศษเหล็ก ยื่นล้ำออก​ไปนอกตัวตึก จนน่ากลัว​จะถูกลมหอบ ลง​ไปทำร้ายคนข้างล่าง​ได้อย่างง่ายๆ​

นางเคยพยายามจัดเรียงสิ่งต่างๆ​ ให้​เป็นระเบียบรัดกุม ​และลดอันตรายลงบ้าง ​แต่ก็มีกลุ่มของสอนอีกนั่นแล้ว​ ​ที่ขึ้น​มารื้อคนจัดวาง ให้ระเกะระกะ​เป็นฉาก​เป็นช่อง สำหรับมั่วสุมเสพยา จึง​ต้องนึกเสียว่า พื้น​ที่ตากผ้ามีเธอขึ้น​มา​ใช้​เป็นประจำ อยู่​เพียงคนเดียวก็​ต้องช่วยเก็บช่วยทำ​ไปตามควร ด้วยเกือบ​ทั้งตึก มอบภาระซักรีดให้เธอ​ใช้​เป็นอาชีพ ​ทั้งสะดวก​​และประหยัด รวมถึงเห็นใจ​กับการสู้ชีวิต ​โดยไม่ปริปากงอนง้อ​ใครๆ​

​เมื่อถึงดาดฟ้าชายหนุ่มถึง​กับคุมสติไม่อยุ่ ไม่​ต้องเกรงสายตา​ใคร จึงเริ่มลวนลามนางอย่างไม่เกรงใจ เธอ​ได้​แต่ปัดป้อง พอทำให้งานเก็บ ​และตากผ้าบนนี้ผ่าน​ไปให้เร็ว​ที่สุด ไม่กล้าแข็งขืนอะไร​​ไปมากกว่านั้น​ ​เพราะเกรงฤทธิ์หน้ามืดตามัว ​จะทวี​ความรุนแรง

​ที่สุดชายหนุ่มไล่ตะโลมโลมไล้ จนพลาดพลิกล้มลง​ไปด้วยกัน​ทั้งคู่ นางตก​เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ด้วยมีร่าง​เขาคร่อมทับตัวอยู่​

"แม่!!!!...​" เสียงลูกสาวแผดตะโกนมาทางช่องบันได ​โดยอัตโนมัต ิเธอผลักสอนเต็มแรง หนุ่มขี้ยากระเด็น​ไปกระแทก​กับกองตู้เตียง จนเศษไม้อัดหลายอันล้มมาทับร่าง นางผวาเข้ากอดลูกสาวไว้​กับอก ไม่ไยดี​กับอาการของ​เขาสักน้อย

"​เป็นอะไร​ลูก ​ใครทำอะไร​ บอกแม่มาซิ" ผู้​เป็นแม่ระล่ำระลักถามด้วยตกใจ ​เพราะลูกสาว ไม่เคยขัดคำสั่งห้ามไม่ให้ขึ้น​มาบนนี้

"แม่จ๋า...​ลูกโป่ง ลูกโป่งของหนู ป้ากอบ​เอาคืน​ไปแล้ว​" เด็กหญิงสะอึกสะอื้น รำพันอยู่​แค่นั้น​

"ของก้อยเค้ามั้งลูก ป้ากอบคงไม่รู้ว่าก้อยยัง​จะเล่นอยู่​"

"เดี๋ยวเรา​ไปซื้อกันใหม่นะจ๊ะ​ ​เอาลูก​ที่โต​ที่สุดเลย​ดีไหม หนูนิดอยาก​ได้สีอะไร​จ๊ะ​...​โน่นไงเห็นไหม​ที่งานวัดโน่น มีชิงช้าสวรรค์ด้วย เดี๋ยวแม่​จะพา​ไปนะลูกนะ" นางปลอบ​พร้อมอุ้มเด็กหญิงขึ้น​มา แล้ว​ชี้ให้มอง ​ไปยังงานออกร้านของวัดท้ายตลาด ​ซึ่งมองเห็นอยู่​ไม่ไกลเกิน ภาพนั้น​ช่วยให้น้ำตาหนูน้อยแห้ง​ไปในทันที ​แต่ก้อนสะอื้นยังไม่นิ่งสนิท

สอนพยุงกายขึ้น​อย่างเจ็บช้ำ​และทุลักทุเล ขัดเ​คืองอารมณ์​เป็น​ที่สุด ริ้ว​ความเคียดแค้นอยากกระหายพาดขึ้น​บนใบหน้า ขณะคิด​จะถลาเข้า​ไปรวบตัวนางอีกครั้ง ก็​พอดี​กับดวงหน้างามกระจ่างของเด็กหญิง ​แม้ยามสะอื้นไห้ ส่งกระแสสว่างวาบขึ้น​ในห้วงสำนึก ขุ่นแค้น​และกลัดมัน

"หนูนิดร้องไห้ทำไมคะ​บอกน้าสอนซิ" ชายหนุ่มเปลี่ยนแผน ​เป็นเข้า​ไปกระแซะ​ทั้งแม่​ทั้งลูก พยายามปะเหลาะเด็กหญิง ​เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ อันน่าอัปยศอดสูของตน ​แต่ผู้​เป็นแม่ ชิงอุ้มลูกวิ่งหนีลงบันไดมาเสียก่อน ​จะอดต่อว่าต่อขานกันไม่​ได้

"อ้อ! นาง ตากผ้าเสร็จแล้ว​ใช่ไหม ว่างหรือเปล่า รีดผ้าให้พี่หน่อย​สิ ตระกร้าเบ้อเร่อเลย​ ยัยก้อยแกรบมาตั้งแต่​เมื่อวาน เลย​​จะพา​ไปเ​ที่ยวงานวัดเสียหน่อย​ นี่​เขาว่าวันสุดท้ายแล้ว​ด้วย"

ป้ากอบของหนูินิด รีบไหว้วาน​พร้อมรุนหลังนาง ​ไปยังบ้านของตน ไม่มีสักนิดของเสี้ยวใบหน้า ​จะแสดงอาการยินดียินร้าย ​กับคราบน้ำตาของเด็กน้อย

"​คือ..เอ่อ..ฉันก็ว่า​จะพาหนูนิด มัน​ไปเ​ที่ยวงานเหมือนกันน่ะพี่" นางอ้อมแอ้มตอบ ​เพราะเกรงใจในค่าแรง ​ที่​ได้มากกว่าการรีดผ้าให้คนอื่นๆ​

"อย่างนั้น​ให้พี่พายัยหนูนิด​ไปด้วยก็​ได้ เด็กมัน​จะ​ได้ไม่เหงา" หญิงรุ่นพี่ รีบอาสา​เพื่อประโยชน์ตน นางชั่งใจ​ระหว่างหลบอยู่​ในบ้านพี่กอบเงียบๆ​ สักพัก ​กับการอาจ​จะ​ต้อง​ไปประจันหน้า ​กับสอนกลางถนน เธอจึงค่อยพยักหน้ารับข้อเสนอ

"งั้นฝากหนูนิด​ไป​กับพี่ด้วยนะ...​ อ้อ...​ ฝากเงินให้แกซื้อลูกโป่งสวรรค์สักลูก ด้วยนะพี่"
กอบรีบรับเงินของนาง รุนหลังหนูนิดให้ออกเดินนำ ขณะมือขาวอวบกุมมือลูกสาวตน ออกเดินอย่างประคับประคอง ก้อยไม่มีท่า​จะไยดี ​กับเศษลูกโป่ง​ที่แตกค้างอยู่​บนกระถางโป๊ยเซียนนั่นเลย​

"เ๊อ้า! คนเก่ง เดินนำ​ไปเลย​นะลูก ​ไปถูกไหม" เธอ​ใช้อีกมือดุนศรีษะหนูนิดเบาๆ​ อีกครั้งจากด้านหลัง ไม่ใส่ใจ​กับอาการเพ่งมอง ​ไปยังเศษยางบนกระถางไม้หนาม ด้วยแววตาอาวร

นางใจสงบขึ้น​ ​เมื่อเห็นลูกสาว​จะ​ได้​ไปสนุกสนาน ​แม้​จะ​ไป​กับพี่กอบ คิดเสียว่าแม่ก็​ต้องรักลูกของตัวกัน​ทั้งนั้น​ ​และตนก็ยัง​จะ​ได้เงินพิเศษ จากค่าจ้างรีดผ้าของพี่กอบอีกหลายบาท​ จนไม่​ได้สนใจอีกว่า หนุ่มขี้ยา​จะกลับมาจากดาดฟ้าอย่างไร ​และแฝงกายหาย​ไป ใน​ความมืดมิด​ส่วนไหนของค่ำคืน

ปกติเวลานี้ของวันผู้คน​จะเริ่มมากขึ้น​ ​เพราะเกือบทุกคน ​จะกลับถึงห้องเช่ากันแล้ว​ ​แต่วันนี้ ​ทั้งตึก​ที่นางเช่าอยู่​ ​และตรอกนี้​ทั้งตรอก ดูเงียบสงัด​ไปผิดตา นางไม่แปลกใจ ​เพราะ​ที่งานคืนนี้ ​จะมีการแสดงสดของเจ้าชายลูกทุ่ง นางก็ไม่​ได้เสียใจอันใดเลย​ ​ที่ไม่​ได้​ไปยืนร่วมชะเง้อชมเชยหน้าตา ​และการแสดง​ที่ถูกปรุง​แต่งเหล่านั้น​

เพียงแค่ลูกสาวเธอ​จะกลับมาหลับฝันดี อาจ​จะถึง​กับละเมอ​เป็นเสียงหัวเราะ ​เพราะการ​ได้ลูกโป่งใบใหม่​ที่ลอย​ได้ เธอก็พอใจเหลือล้นแล้ว​ ​ที่​จะหลับอย่าง​เป็นสุข​ไป​กับลูกรัก

ร่วมสองชั่วโมง ​กับผ้ากองมหึมา ถูกรีด​และแขวนเรียงกันอย่าง​เป็นระเบียบ ​ที่ราวพักรอการเก็บเข้า​ที่ กอบจูงมือลูกสาวเข้ามาในบ้าน ด้วยอาการอิดโรย ข้อมือน้องก้อยมีลูกโป่งใบยักษ์ ผูกติดมาใบหนึ่ง​

"แล้ว​หนูนิดล่ะพี่กอบ" นางเอ่ยถาม ​เมื่อไม่เห็นลูกสาวเดินตามเข้ามา

"หลงกัน.." คำตอบยังปนอาการหอบหายใจถี่ระรัว

"ฮู้ย! ทำตกอกตกใจ​ไป​ได้ ไม่​เป็นไรหรอกน่า หนูนิดแก​ไป​กับสอนน่ะ ก็ยัยหนูนี่...​" เธอเว้นช่วง ​เพื่อลูบผมกระเซิงของลูกสาว "...​แก​จะขึ้น​ม้าหมุนก่อนอะไร​เลย​ พี่​ต้องขึ้น​​ไปคอยจับ ​พอดีกลุ่มของสอน ​เขาผ่านกันเข้ามา เลย​ให้​เขาช่วยดูให้ แล้ว​สอนก็ตะโกนบอกว่า ​จะพาหนูนิด​ไปซื้อลูกโป่ง พี่ีก็มัวมึนๆ​ ห่วง​กับ​แต่ยัยก้อย ก็เลย​ไม่ทันมองว่า​เขา​ไปกันทางไหน"

"พี่ไมุ่้รู้หรือว่า พวกไอ้สอนมัน​กำลังเมายา" นางออกอาการกระวนกระวาย

"ไม่รู้.." กอบขึ้น​เสียงสูงอย่างเริ่มมีอารมณ์ "ตอนมากันสามสี่คนนั้น​ พี่ขึ้น​​ไปหมุนอยู่​ตั้งสองสามรอบแล้ว​มั้ง"

"หนูไม่น่าฝากลูก​ไป​กับพี่เลย​จริงๆ​" นางเก็บ​ความโกรธไว้ไม่อยู่​

"เอ้! นางนี่ยังไง สอน​เขาก็รัก​ใคร่นับถืออยู่​​กับเราไม่ใช่หรือ เห็นสนิทสนมจับมือถือแขนกันขนาดนั้น​...​ ไม่​เอาหละขี้เกียจคุยแล้ว​.. เดี๋ยวคง​จะมาส่งกันหละมั้ง...​ คนมุงดารากันเพียบ จนทนเบียดไม่ไหวเลย​กลับมาก่อน...​ ​ไปกันยัยก้อย ขึ้น​​ไปอาบน้ำ​กับแม่ดีกว่า ดูสิเหนียวเนื้อเหนียวตัว ​ไปหมดแล้ว​​ทั้งแม่​ทั้งลูก ...​นางรีดเสร็จ อย่าลืมชักปลั้กเตารีดให้ด้วยล่ะ ตอนออก​ไป ปิดประตูให้ด้วยนะ" แล้ว​กอบก็ไม่เปิดโอกาส ให้นางซักไซ้อะไำรอีก ​เมื่อพูดจบก็พาลูกสาวขึ้น​​ไปชั้นบนทันที

ในวิบใจนั้น​เสียงกรีดร้องของลูกรัก แผดดังขึ้น​ในหัวสมองหลายครั้ง ก่อนขาดหาย นางถลันกลัีบออกมา มอง​ไปทางห้องเช่าของตน ทุกอย่างยังสงัดอยู่​ในเงามือ เอะใจจนะเหลือบตามองขึ้น​​ไป ​ที่ลูกกรงกั้นดาดฟ้า ลูกโป่งสวรรค์สีแดงสดใบโต เหมือนเพิ่งหลุดลอยขึ้น​​ไป จากสารพัดสิ่ง​ที่ยื่นล้ำออกมา นางรีบวิ่งขึ้น​​ไปในทันที

เสียงกรีดก้องร้องเรียก "แม่...​แม่จ๋า..ช่วยหนูด้วย" ดังกระชั้นเข้ามาในโสตประสาท เหงื่อไหลพรั่งพรูโซมกาย หัวใจเต้นแรง คล้าย​จะเร่งระเบิด ให้เส้นเลือดแตกกระจาย บันไดดูคับแคบสูงชัน มากขั้นมากขึ้น​กว่าเคย

​และ​เมื่อนางถลำตัวผ่านช่องบันไดดาดฟ้าออกมา ลูกโป่งสีแดงใบโตนั้น​ เหลือ​เป็นเพียงจุดเล็กๆ​ ในฟ้าหม่นเมฆ ไม่ทัน​จะเอ่ยถามอะไร​ จากหนุ่มสอน​ที่เปลือยท่อนล่าง ย่างสามขุมเข้ามาตรงหน้า อีกแรงหนึ่ง​ก็ผลักเธออย่างแรง จนล้มคมำ หน้าอกกระแทก​กับเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง​อย่างจัง เสื้อยืด​และผ้าถุงถูกฉีกทึ้ง ​ทั้งยังคว่ำหน้าคร่อมเก้าอี้อยู่​อย่างนั้น​ ​แต่นางก็ไม่​ได้ใส่ใจ ว่าอะไร​​จะเกิดขึ้น​​กับตนเอง เท่า​กับ​เป็นห่วงลูกสาวสุด​ที่รัก ขณะอ้าปาก​จะเอ่ยถาม​กับสอนอีกครั้ง ถึงชะตากรรมของลูกสาว มันก็จิกผมเธอขึ้น​แล้ว​ยัดขมวดผ้าผืนเล็กเข้าปากเธอ

​เมื่อรู้สึกเจ็บแปลบ​ที่​ส่วนล่างรุนแรง จนสะบัดสลัดผ้า ​ที่อุดปากหลุดออกมา แล้ว​​ความเจ็บปวดทุกอย่างก็พลันวูบหาย ​เมื่อเธอเห็นว่า ผ้า​ที่อุดปากนั้น​ ​คือเศษกระโปรงของลูกสาว​ที่สวมอยู่​ก่อนจาก

ไม่มีเสียงคร่ำครวญใดใด เล็ดลอดออกมาอีกแล้ว​ จากการกระทำย่ำยี ไม่มีน้ำตาท้นทะลักออกมาจาก​ความเจ็บแค้น ไม่มี​แม้ลูกโป่งสวรรค์ใบนั้น​ ในฟ้าพร่าเลือนตรงหน้า

เวลาผ่าน​ไปอีกนานเท่าใดไม่รู้ นางก็ยังไม่​ได้ยินเสียงผู้คน ตะโกนอย่างตกใจสุดขีด​ที่เบื้องล่าง

 

F a c t   C a r d
Article ID A-044 Article's Rate 25 votes
ชื่อเรื่อง ลูกโป่งสวรรค์
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๖๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๑๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-100 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 28 มี.ค. 2546, 08.03 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : 4444444 [C-1095 ], [203.113.60.74]
เมื่อวันที่ : 04 ก.พ. 2547, 06.28 น.

มึงทำไมไม่​เอาสารเคมีในลูกโป่งสวรรค์

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : กฤษณ์ [C-6244 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 09 พ.ย. 2548, 12.09 น.

โหย...​...​หดหู่น่าดูเลย​
ไม่ชอบเรื่อง​แนวนี้เลย​อะ
​แต่ก็เขียนดีนะ...​เห็นภาพเชียว

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : วิทยา เศรษฐวงศ์ [C-7313 ], [124.120.235.93]
เมื่อวันที่ : 14 เม.ย. 2549, 09.05 น.

มนุษย์มิใช่มีเพียงชีวิต ​แต่ยังมีภาระกิจคิดสร้างสรรค์
อีกฟากฟ้าคว้าดาวสาวตะวัน มากำนัลคนยากไร้ในแผ่นดิน
ประวัติศาสตร์บ่งชี้กี่ยุคแล้ว​ ว่าดวงแก้วมักซ่อนอยู่​ภูผาหิน
ไม่สกัดภูผา​เป็นอาจิณ ก็ชื่นชมแค่เศษดินจนสิ้นใจ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น