นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘
คืนท่ีดาวเต็มฟ้า ใช้นามแฝง ช.ช่อทับทิม ในระยะแรก
เปิดฟ้า ก้องหล้า
...(​​ใช้นามแฝง ช. ช่อทับทิมในระยะแรก) รอมเลี้ยวรถเข้า​​ไปจอดริมทางเท้าก่อน​​จะถึงซอยข้างหน้าราว ๒๐ เมตร ค่อยๆ​​คลี่กระดาษแผน​​ที่ร้านอาหาร​​ที่​​เพื่อนส่งจดหมายเชิญ​​พร้อมแนบแผนท่ีร้านอาหาร​​ไปให้...
(​ใช้นามแฝง ช. ช่อทับทิมในระยะแรก)


รอมเลี้ยวรถเข้า​ไปจอดริมทางเท้าก่อน​จะถึงซอยข้างหน้าราว ๒๐ เมตร ค่อยๆ​คลี่กระดาษแผน​ที่ร้านอาหาร​ที่​เพื่อนส่งจดหมายนัด​ไปให้ ดู​เพื่อ​ความแน่ใจว่า​จะเลี้ยวเข้าซอย​ที่ถูก​ต้อง

"รอม...​​เพื่อนๆ​​จะเลี้ยงสังสรรค์กัน มาเจอกันหน่อย​นะ ห่างหายกัน​ไปเกือบ ๒๐ ปี คิดถึง​จะแย่อยู่​แล้ว​"
ด้านล่างของกระดาษ​เป็นวันเวลานัดหมาย ​และแผน​ที่ร้านอาหารเล็กๆ​เข้าซอยจากถนนใหญ่​ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร

รอมอ่านจดหมายนัดสังสรรค์อยู่​หลายเ​ที่ยว ตัดสินใจไม่​ได้ว่า​จะไม่ดีหรือไม่ เวลา​ที่ผ่านมารอมไม่เคยเจอ​เพื่อนร่วมชั้นเรียน (ชายล้วน) สมัยเด็กๆ​​ที่เรียนกันมาตั้ง ​แต่ชั้นประถมปี​ที่ ๑ จนกระทั่งถึงมัธยมปีท่ี ๓ สมัยนั้น​ ไม่มีเหตุผลว่าทำไม อาจ​เป็น​เพราะว่ารอม​เป็นเพียงแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง​ มีงานในตำแหน่งเล็กๆ​ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง​ มีรถยนต์คันเล็กๆ​เช่นกัน ​และห้องพักเล็กๆ​ในคอนโดมิเนียมใกล้​ที่ทำงาน คงไม่เหมือน​เพื่อนอีกหลายคน​ที่มีตำแหน่งหน้า​ที่การงาน​และชื่อเสียงโด่งดัง ลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่​บ่อยๆ​ ​ทั้งบางคนก็ร่ำรวยจนล้นฟ้า รอมคงรู้สึกไม่มีปมด้อย อาจคล้าย​เพื่อนอีกหลายคน​ที่ห่างหาย​ไป ​ความคิดเช่นนี้ทำให้งานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่​เพื่อน มีคน​ไปร่วมงานอยู่​น้อยนิดทุกปี อย่างมากก็ ๔๕ คน​ทั้งๆ​​ที่ห้องเรียนมี​เพื่อนร่วมรุ่นเกือบ ๕๐ คน

รอมรู้ว่าไม่ควรคิดเช่นนั้น​ ​เพราะถึงอย่างไรก็​เป็นเหล่า​เพื่อน​ที่ร่วมเดินทางผ่านวันเวลาในวัยเยาว์มาด้วยกัน ​ซึ่งรอมไม่​สามารถปฏิเสธ​ได้ว่าวันเวลา​ที่​ได้ผ่านมานั้น​ ‘รอมมี​ความสุขเหลือเกิน

รอมขับรถเลี้ยวเข้าซอยมาอย่างช้าๆ​ พยายามมองด้านซ้ายมือ​ที่ร้านอาหารตั้งอยู่​ ร้านเล็กๆ​​ที่ออกแบบลักษณะคันทรี่ ​เป็นเรือน ไม้ชั้นเดียวกรุผนังจากไม้สนสีธรรมชาติ ​และหลังคาปีกไม้สวย ด้านหน้าเปิดไฟราวสีส้มอ่อนละมุนดูอบอุ่น

รอมนั่งใจระทึกอยู่​ในรถชั่วขณะหนึ่ง​ รู้สึกประหม่ามันเคอะเขินราวคนแปลกหน้า ​เมื่อมองเข้า​ไปภายในร้าน ผ่านกระจกใสด้านหน้าทำให้มองเห็นโต๊ะ​ที่มีกลุ่มผู้ชาย​กำลังสนุกสนาน อยู่​ห้องด้านข้าง​ที่น่า​จะ​เป็น ‘ห้องพิเศษ, เฉพาะ​ที่มา​เป็นกลุ่มใหญ่เท่านั้น​

รอมเพ่งมองดูราว​จะให้ทะลุผ่านม่านสีทองของแสงจากเปลวเทียนตามโต๊ะภายในร้าน อยากเห็นหน้าตาของ​เพื่อนว่ามี​ใครบ้าง ​แต่รอมก็ไม่สมารถทำ​ได้

เสียง​เพื่อนกลุ่มใหญ่​ที่​กำลังแย่งกันพูดราว​กับเสียงผึ้ง เสียงนั้น​รอดผ่านออกมาข้างนอกห้องพิเศษนั้น​ ​แต่​เมื่อรอมเปิดประตูเข้า​ไป นั่นแหละ​เสียง​ทั้งหมดจึงเงียบลงอย่าง​พร้อมเพรียง

รอมยืนนิ่งอยู่​หน้าประตูห้อง หันมองหน้าคนโน้นทีคนนี้ที พยาบาลนึกให้ออกว่า​เป็น​ใครกันบ้าง...​ก็ทำไม่​ได้ หาก​เป็น​เพราะแสงไฟจากเปลวเทียนพรางตาไว้ ​กับเวลา​ที่ผ่านเลย​ทำให้หน้าตาของ​แต่ละคนแปรเปลี่ยน​ไป

"​ใครวะหน้าคุ้นๆ​" เสียง​ที่โพล่งออกมาแสดงให้รู้ว่าก็ไม่แน่ใจเช่นกัน

"ขอโทษครับ​ ผมคงเข้าห้องผิด" รอมเก้อเขินตอบกลับ​ไปเบาๆ​ ​กำลัง​จะหันหลังกลับ ​ถ้าไม่​ได้ยินเสียง​ใครคนหนึ่ง​ตะโกนอย่างจดจำ​ได้ดี

"ไอ้รอม ‘ปรีชา, นี่หว่า" คนพูดยืนเด่นยิ้มเริงร่าอยู่​ปลายโต๊ะด้านโน้น รอมยิ้มตอบกลับ​ไปรู้สึกอุ่นใจขึ้น​โขทีเดียว

"ผมชื่อรอมครับ​ ​แต่ปรีชา เนี่ยชื่อพ่อผมนะครับ​"

เท่านั้น​เสียงเฮ ก็ดังจนห้องพิเศษแทบแตะระเบิกออก​เป็นเสี่ยงๆ​ เวลา...​ทำให้รูปร่างหน้าตาของ​แต่ละคนเปลี่ยนแปลง​ไป อาจไม่ใช่​ทั้งหมดยังคงเค้าโครงของวัยละอ่อนหลงเหลือให้จดจำ ​แต่สิ่ง​ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย​​คือ​ความ​เป็น ‘​เพื่อน ​ที่ซึมซับอยู่​ทุกอณูของจิตวิญญาณของ​แต่ละคน

รอมลงนั่งข้างๆ​หนุ่มใหญ่หนวดโค้งเรียวงาม ​เป็น​ใครรอมยังนึกไม่ออก

"​เป็นไงบ้างรอม" คนพูดยิ้มระบัดระบายอบอุ่น เค้าหน้าคุ้นเคย ​แต่เลือนรางเต็มที รอมเพียงยิ้มตอบจางๆ​

"จำเราไม่​ได้เหรอรอม"

รอมพยายามเพ่งพิเคราะห์ทบทวน​ความหลังอันยาวนาน

"ยื่นมือซ้ายมาหน่อย​ซิรอม" คนพูดทอดเสียงหนัก แน่นมั่นคง
รอมยื่นมือออกให้ดู พลิกมือกลับ​ไปมาอย่างสงสัยว่าทำไม...​​เพื่อนจับมือพลิกหงายขึ้น​ดูฝ่ามือ

"​จะดูลายมือเหรอ" รอมอดไม่​ได้​ที่​จะถาม

"ไม่ยักเห็นรอยแผลหลงเหลืออยู่​เลย​" ดูเหมือน​เพื่อนหนวดโค้ง​จะคลางแคลงใจ
เพียงแค่คำพูดประโยคเดียว รอมก็รำลึกย้อนกลับ​ไปจนเห็นภา​พอดีตนั้น​ชัดเจน

"ออด" รอมเรียกชื่อเสียงดัง "จำไม่​ได้จริงๆ​...​เปลี่ยน​ไปมาก"

นายออดคนเดิมหาย​ไปไหน มี​แต่หนุ่มใหญ่คมเข้มดูสุขุมอยู่​ตรงหน้าแทน ออด​เป็น​เพื่อน​ที่เกเร​และเฮี้ยวสุดๆ​ของห้อง วันนั้น​รอมจำ​ได้ว่า​กำลัง​จะเรียนวิชาวาดเขียน รอมหยิบดินสอดำเหลาจนแหลมคม ไม่รู้อ๊อดมาจากไหนแย่งดินสอ​ไปจากมือ รอมโกรธจัดกระชากกลับทันที​ทั้งๆ​​ที่รู้ว่าอาจโดนชกเข้าให้ก็​ได้...​ก็เกือบ​ไปจริงๆ​อ๊อดเงื้อมมือขึ้น​สูงเตรียม​พร้อมขณะ​ที่รอมยกมือขึ้น​ปกป้อง จังหวะนั้น​เอง ออดก็ดึงดินสอในมือรอม​ไปอย่างรวดเร็ว ​พร้อม​กับแทงเข้าให้​ที่กลางอุ้มมือ จนดินสอดำไส้หักติดบนฝ่ามือ เลือดสดๆ​รินไหลตามร่องมือหยดลงพื้น​เป็นดวงเล็กๆ​มากมาย​

​แม้เวลา​จะผ่าน​ไปหลายปี...​ร่องรอยของไส้ดินสอ​ที่ฝังอยู่​บนฝ่ามือก็ยังคงเห็น​ได้ให้ระลึกถึง จนกระทั่งวันนี้...​วัน​ที่รอมลืมเรื่อง​เหล่านั้น​​ไปจนหมดแล้ว​ ลืม​แม้กระทั่งว่าไส้ดินสอนั้น​หาย​ไปตั้งแต่​เมื่อไหร่กันหนอ

"เราเสียใจนะรอม" คนพูดรู้สึกถึง​ความผิดในครั้งนั้น​

"ไม่มีโอกาส ​ได้กล่าวขอโทษ วันนี้...​​จะสายเกิน​ไปหรือเปล่า"

รอมหัวเราะขำ "ลืม​ไปแล้ว​จริงๆ​ หรือออด"

"​จะ​เอาอะไร​​กับวัยเด็ก​ที่มี​แต่ซุกซน​และสนุกสนาน เราลืม​ไปแล้ว​จริงๆ​" รอมย้ำชัดถ้อยชัดคำอย่างน้อยอ๊อดคงรู้สึกสบายใจขึ้น​

เสียง​เพื่อนทยอยกันเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง มีคำทักทายหยอกล้อกันทำให้บรรยากาศสนุกสนาน​เป็นกันเองมากขึ้น​ ​เพื่อนบางคนนานๆ​ครั้งยังเจอะเจอกันบ้าง บางคนก็ยังคงคบหากันอยู่​​และบางคนก็ห่างหายไม่เจอกันเลย​​เป็นเวลา ๒๐ ปีกว่า ​และรอมก็อยู่​ในประเภทหลังนี้ด้วย

รอมนั่งมอง​เพื่อนๆ​ไล่​ไปทีละคน จากมุมโต๊ะด้านโน้นหลายคนเปลี่ยนแปลง​ไปจนเกือบจำไม่​ได้ บางคนยังคงเค้าหน้าเดิมไว้​แต่​ที่เปลี่ยน​ไปเห็น​จะ​เป็นรูปร่าง​ที่อ้วนขึ้น​ ​ทั้งๆ​​ที่หุ่นเคยกำยำสำสัน ​เป็นแชมป์วิ่งแข่ง ๓ ปีซ้อนสมัยเยาว์วัย ​และบางคนผม​ที่เคยดกดำก็กลับขาว​เป็นปุยราว​กับสีของขนแกะ บางคนผมเริ่มเหลือน้อยเต็มที ​ทั้งๆ​​ที่เคยดกดำสลวยสวยราว​กับผมผู้หญิง บางคนยังผอมเหมือนสมัยเด็กๆ​​แต่​ความสูง​จะลดระดับลงกว่า​แต่ก่อน...​ไม่รู้ทำไม ​เพื่อนคน​ที่จำรอม​ได้​เป็นคนแรกยังคุยเก่ง​และสนุกสนานเฮฮาไม่แปรเปลี่ยน ยังพบรอยยิ้ม​ที่เต็มเปี่ยม​ไปด้วย​ความจริงใจเสมอมา

​ความหลัง​ที่ผ่านมาถูกนำมาเล่าใหม่ให้​ได้ระลึกถึงอีกครั้งหนึ่ง​ บางเรื่อง​รอมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไร​ขึ้น​ ​และบางเรื่อง​รอมก็ลืมเลือน​ไปเสียแล้ว​ ​แต่บางเรื่อง​รอมยังจดจำ​ได้​และยิ้มขำทุกครั้ง​ที่หวนระลึก​ไปถึงช่วงเวลาก่อนเก่านั้น​

​เพื่อนคน​ที่อ้วน​ที่สุดบ่นให้รอมฟังเรื่อง​ลูกๆ​​ที่​ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เ​ที่ยวเตร่​และไม่รักการเรียน ลูกมันว่า​เพราะ​เพื่อน ​แต่มันไม่เคยโทษตัวเองเลย​ ​จะกว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่อยากรับรู้​ทั้งสิ้น

รอมรู้สึกว่า​สังคมสมัยใหม่เปลี่ยน​ไปอย่างรวดเร็ว จนบางเรื่อง​รอมก็รับไม่​ได้ อาจ​เป็น​เพราะเราไม่ค่อยอยาก​ได้ยิน ​และ​ได้ฟัง ​ถ้าหากมี​ใครสักคนออกมาตักเตือน...​ออกมารั้ง ​เพราะสิ่ง​ที่เราอยากฟังอยาก​ได้ยิน มัน​เป็นสิ่ง​ที่ทำให้เราเพลิดเพลิน​กับ​ความฝันจอมปลอม ​และ​กับสิ่ง​ที่คาดหวังไว้อย่างสวยหรูเท่านั้น​เอง

​เพื่อนคน​ที่มีธุรกิจพันล้านบ่นเรื่อง​​ความไม่ซื่อสัตย์ของผู้คนสมัยนี้ ​และพนักงาน​ที่ขี้เกียจ ​แต่​ต้องการค่าแรงงานสูงๆ​ รวม​ทั้งอิทธิพลมืด​ที่​ต้องรู้จักลู่ตามลม​เพื่อ​ความอยู่​รอดของบริษัท​และพนักงานร่วมพันคน

"ไม่ไหวว่ะรอม เส้นสายเยอะเหลือเกิน ​ที่กรมมี​แต่ลูกท่านหลานเธอ แตะ​ต้องไม่​ได้เลย​...​เดี๋ยว​เป็นเรื่อง​" ​เพื่อน​ที่ทำงานรับราชการ การเปรยอย่างท้อ แท้

"​เขาประมูลงาน ไม่ว่าวงการไหนมี​แต่คอรัปชั่น​ทั้งน้าน". ​เพื่อนผู้รับเหมาก่อสร้างพึมพำมาจากด้านหลัง

แล้ว​รอมล่ะ ​ใครคนหนึ่ง​หันมาถามรอม

ก็มี​ทั้ง​ส่วนดี​และ​ส่วนเสียคลุกเคล้ากัน​ไปนั่นแหละ​ รอมนึกถึง​เพื่อนร่วมงาน บางเวลาก็รู้สึกท้อแท้​กับ​ความเห็นแก่ตัว ประจบสอพลอ ​และใส่ร้ายป้ายสีกัน ​และกันให้เห็นอยู่​บ่อยๆ​ รอมเข้าใจว่าทุกคนมาจากสภาพแวดล้อม...​การศึกษา...​​และการปลูกฝังค่านิยม​และ​ความคิด​ที่แตกต่างกันมาก บางเวลา...​​ต้องทำใจ​และปล่อยให้ทุกอย่างเคลื่อนไหว​ไปตามสภาพ​ที่​เป็นจริง บางเวลา...​​ต้องเปิดใจยอมรับให้​ได้ว่า ‘มนุษย์ยุคนี้มี​แต่การแก่งแย่งชิงดีกัน ​และบางเวลา...​รอมก็​ต้องต่อสู้​และแสดง​ความก้าวร้าวให้หวาดหวั่นกันบ้าง ให้เห็นว่ารอมหมด​ความอดทนแล้ว​จริงๆ​

"โชคดีจัง ไม่เหมือนเรามี​แต่​เพื่อนร่วมงานเลวๆ​" ​เพื่อน​ที่ทำงานธนาคารบ่นอุบ

"ทำไมล่ะ" เสียง​เพื่อน​ที่อยู่​มุมโต๊ะตะโกนถาม

"สารพัดพิษเลย​ คงไม่​ต้องแปลกนะ" คนตอบทำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ

"เราว่า​เพื่อนร่วมชั้นเรียนนี่แหละ​ เยี่ยมสุดๆ​แล้ว​" ​เพื่อนอีกคนยาหอมให้ชื่นใจ
รอมรู้สึกเห็นด้วย​กับ​เพื่อน ​เพราะ​ความรู้สึก​ที่สะอาดบริสุทธิ์ในวัยเยาว์นั้น​ ไม่​สามารถพานพบ​ได้อีก​เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ​เพราะ​เพื่อน​ที่ทำงานยิ่งอยู่​นานวันยิ่งเขี้ยวลากดิน ลากกันจนพื้นห้อง​เป็นรอยถลอกร่องลึก ​ทั้งยังดื้อรั้นจนละม้ายคล้ายไดโนเสาร์เต่าล้านปี​ที่ยังไม่​ได้พัฒนาสมอง คนดีๆ​​ถ้าไม่ปรับตัวให้ทันคู่ต่อสู้ก็คง​ต้องลาออก​ไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานเสีย

ทุกวันนี้...​เราจึงอาศัยอยู่​ในโลก​ที่แยกห่างออกจากกัน เราแทบไม่มีโอกาส​ได้พบปะพูดคุย​และทำ​ความรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง ​เพราะมัว​แต่คอยจ้องหาข้อผิดพลาดของ​แต่ละคน ​เอาไว้ทับถมให้อีกฝ่าย​ต้องจมดิน​ไป คนดี​ที่มีอยู่​น้อยนิดก็​ต้องปรับเปลี่ยนตัวให้​เป็นเสมือนจิ้งจก เปลี่ยนสี​ไปตามสภาพแวดล้อม ไม่เช่นนั้น​​จะยืนหยัดอยู่​​ได้อย่างไรกัน คน​ที่เข้มแข็ง​และปรับเปลี่ยนสภาพเก่ง​ที่สุด จึง​จะมีชีวิตอยู่​​ได้อย่างปลอดภัย...​​แต่ไม่​เป็นสุขนัก

เวลาค่อยๆ​คืบคลาน​ไป​ได้ครึ่งคืน ​แต่​เพื่อนๆ​ดู​จะสนุกสนานกันจนติดลมเสียแล้ว​ ​เพราะตั้งแต่ทักทายกันเรื่อง​ของสุขภาพ​ความ​เป็นอยู่​ ไล่เรื่อย​ไปจนถึงการงาน ครอบคัว ​ความรัก ​ความสมหวัง ผิดหวัง ​และสิ่งสำคัญ​คือการรื้อฟื้น​ความหลัง​และมิตรภาพ​ที่ยืนยาวนาน ในวัย​ที่ควรจดจำมาเล่าใหม่อีกครั้งหนึ่ง​เห็นทีว่า...​เวลา​ทั้งคืนจนรุ่งเช้า​ก็คงไม่เพียงพอให้รำลึกถึง

รอมรู้สึกสนุก​และเพลิดเพลินเกินกว่า​ที่คาดเดาไว้ ​เพราะไม่เห็นมี​ใครสักคนดูถูกดูหมิ่นกันให้ชอกช้ำใจ ไม่โอ้อวด​และหยิ่งผยองอย่าง​ที่รอมกลัวหนักหนา ​เพื่อนๆ​ทุกคนเหมือนกลับ​ไปอยู่​ในห้องเรียนอีกครั้งหนึ่ง​ ​ความรู้สึกนึกคิดประสาเด็กทำให้โลดสดใส​และมี​แต่มิตรภาพ​ที่ดี อดเสียดายไม่​ได้​ถ้ารู้ว่าเวลาเหล่านั้น​มีค่ามากมาย​ รอมคงรัก​เพื่อนๆ​​ได้มากกว่านี้อีกสักร้อยเท่าพันเท่า ​เพราะเวลา...​นั้น​ผ่าน​ไปแล้ว​​และไม่หวนคืนกลับมาอีก
เสียงประตูห้องเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง​ ผู้มาเยือน​เป็นชายร่างเล็ก​ที่มีผู้หญิงคนหนึ่ง​พยุงเข้ามาด้วย หลายๆ​คนหัน​ไปมองแลเพ่งพินิจดูว่า​เป็น​เพื่อนคนไหน​ที่เพิ่ง​จะมาถึงเสียดึกดื่นขนาดนี้

"เฮ้...​วิทย์"​ใครคนหนึ่ง​ตะโกนขึ้น​มา ผู้มาเยือนพยายามยิ้มตอบ เหมือน​จะให้รู้ว่าดีใจ​ที่สุดแล้ว​​ที่​ได้พบกันอีก

"​ต้องขอโทษด้วย​ที่มาถึงช้า คุณวิทย์นอนช่วงหัวค่ำกว่า​จะตื่น​และ​แต่งตัวออกจากบ้านมา​ต้อง​ใช้เวลาพอสมควร อ้อ...​ดิฉัน ‘อรวี ​เป็นภรรยาคุณวิทย์ค่ะ​" คนพูดประคองสามีลงนั่งเก้าอี้ใกล้ๆ​ประตูทางเข้า

​เพื่อนหลายคนเข้ามาทักทาย รอมเห็นวิทย์พยายามพูดอย่างช้าๆ​ระมัดระวังในท่าที มีรอยยิ้มบนดวงตา​ที่คลอด้วยน้ำใสเอ่อล้น เจียน​จะรินไหลให้​ได้เห็นกัน

"วิทย์ไม่ค่อยสบายนัก" ​เพื่อนคน​ที่นั่งข้างๆ​กระซิบบอกรอม

ผอมจนเกือบจำไม่​ได้จริงๆ​ รอมยังจดจำวิทย์​ได้ดี ‘วิทย์ ​เพื่อน​ที่เล่นฟุตบอลเก่งเหลือเกิน นัดไหน​ถ้าไม่มีวิทย์ลงเล่น นัดนั้น​เกมส์​จะจืดชืด​เป็น​ที่สุด วิทย์​เป็นนักกีฬา​ที่แข็งแรง ​แม้โครงสร้างของร่างกาย​จะไม่ใช่คนสูงใหญ่ ​แต่วิทย์ก็มีช่วงขา​ที่พละ​กำลังมากมาย​วิ่งเข้าปะทะคู่ต่อสู้ในสนาม"

"วิทย์มาร่วมงานเลี้ยงรุ่งหลายครั้งแล้ว​ ​ทั้งๆ​​ที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย​ต้องให้ภรรยา​เป็นคนพามา ​แต่ครั้งนี้ดู​จะหนักหนากว่า​ที่ผ่านมา" ​เพื่อนอีกคนเล่ารายละเอียดให้ฟัง

รอมมองดูดวงหน้าของวิทย์​ที่ซีดเซียว ​แม้แสงของเปลวเทียน​จะช่วยบดบังรายละเอียด​ได้มากแล้ว​ก็ตาม ร่างกายฝ่ายผอมทำให้ดูชราภาพกว่า​ความ​เป็นจริงมาก

"วิทย์​เป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายแล้ว​ ​เป็นมากกว่าสิบปีรักษาทุกวิธีก็มี​แต่ทรง​กับทรุด ข้อหัวเข่าก็ไม่ดี​เพราะ​ใช้งานมาอย่างสมบุกสมบันเต็มที โชคดี​ที่​ได้ภรรยาดีอย่างคุณอรวี คอยดูแล​เอาใจใส่ไม่​ได้ขาดตกบกพร่องสักนิดเดียว เคยถามเธอใน​ความยากลำบาก เธอไม่เคยปริปากขอ​ความช่วยเหลือเธอบอกว่าเธอ​สามารถทำ​ได้"

"แล้ว​ลูกๆ​ล่ะ" รอมไถ่ถามด้วย​ความห่วงใย

"วิทย์ไม่มีลูกอยู่​กันสองคนสามีภรรยา ตอนนี้ก็ไม่​ได้ทำอะไร​แล้ว​เคยทำงาน​เป็นนักกีฬาในสังกัดองค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง​ พอเจ็บก็​ต้องลาออก​ได้เงินช่วยเหลือมาก้อนหนึ่ง​ ฝากธนาคารกินดอกเบี้ยนิดๆ​หน่อย​ๆ​ ​ส่วนคุณอรวีทำงาน​เป็นข้าราชการ พอ​จะเบิกค่ารักษาพยาบาล​ได้บ้าง ​เพื่อนๆ​ก็ช่วยเหลือกันเวลามีเลี้ยงรุ่นก็​จะ​ได้เงินก้อนหนึ่ง​ เก็บไว้สำหรับช่วยเหลือ​เพื่อนๆ​​ที่มีทุกข์ ​แม้​จะน้อยนิด​แต่​เป็น​ความภาคภูมิใจของ​เพื่อนทุกคน​ที่​ได้เกื้อหนุนกัน​และกัน" ​เพื่อนคนเดิมบรรยายให้รอมฟัง

"โชคดีของวิทย์​ที่​ได้คู่ชีวิต​ที่ดี" รอมให้​ความเห็นบ้าง

"เคย​ได้ถามคุณอรวีเหมือนกัน นี่​ถ้า​เป็นคนอื่น​เขาคงทิ้ง​ไปมีสามีใหม่หรือไม่ก็ส่งสามีกลับ​ไปอยู่​​กับญาติๆ​แล้ว​ อดทนมา​ได้ตั้ง ๑๐ ปีตั้งแต่​เป็นสาวสวยอยู่​เลย​ คุณอรวีบอกว่า ตอน​แต่งงานเข้าโบสถ์​และ​ได้สัญญาต่อหน้า​พระผู้​เป็นเจ้าว่า​จะซื่อสัตย์ต่อกัน​และกัน ​จะดูแลช่วยเหลือกัน​ทั้งในยามทุกข์ยามสุข ​เป็นสัญญาจาก​ความรัก​และศรัทธา แล้ว​​จะให้ทอดทิ้ง​ไป​ได้อย่างไรกัน เธอทำไม​ได้จริงๆ​"

รอมรู้สึกตื้นตันใจ​ทั้งเรื่อง​ของ​เพื่อน​และงานเลี้ยงสังสรรค์ในวันนี้ รอมรู้แล้ว​ว่าทำไมวิทย์ถึงมาร่วมงานไม่เคยขาด ​ความอบอุ่น...​​ความรักแผ่กระจายอยู่​ทั่ว​ทั้งห้องเล็กๆ​ห้องนี้ เต็มเปี่ยม​ไปด้วยพลัง​ที่ส่งให้คนมาร่วมงาน​พร้อม​ที่​จะคอยดูแลห่วงใยกัน​และกัน...​​โดยไม่รู้สึก แบ่ง​เขาแบ่งเรา

รอมเดินเข้า​ไปทักทาย​กับวิทย์ จับมือ​เขาไว้แน่นอยาก​จะส่ง​กำลังใจ​ทั้งหมด​ที่มีให้​กับ​เขา​เพื่อต่อสู่ต่อ​ไป...​​เพราะไม่มี​ใครไม่เคยเจ็บ...​ไม่มี​ใครไม่เคยตายจากโลกนี้​ไป ทุกคน​จะ​ต้องเดินทางผ่านถนสายนี้เหมือนๆ​กัน เพียง​แต่​จะช้า​จะเร็วเท่านั้น​เอง ​และ​จะเก็บเกี่ยว​ความงดงาม​ได้มากน้อยไม่เท่ากัน ในชีวิตสั้นๆ​​ที่​เป็นเพียงแค่ทางผ่านของกาลเวลา
ดาวยังพราวสวย​และเต็มฟากฟ้ายามดึกสงัด ​เมื่อรอมก้าวเท้าออกมาจากงานเลี้ยง รู้สึก​เป็นสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่นึกไม่ฝันว่าการ​ได้มาพบ​และเจอะเจอ​เพื่อนเก่า ​จะทำให้​ความทุกข์มลายหาย​ไปสิ้น หลงเหลือ​เป็น​กำลังใจ​ที่​จะเริ่มต้นเดินทางกันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น​ จนกว่า...​​จะถึงจุดหมายปลายทาง

รอมสัญญาว่า​จะกลับมาพบ​เพื่อนๆ​อีก ในวันนัดครั้งต่อ​ไป ​จะไม่ให้ขาดหาย​ไปไหน​แม้​จะมีธุระสำคัญก็ตาม

ค่ำคืนนี้...​คงไม่สาย​ไป ​ถ้ารอม​จะบอก​เพื่อนเก่าว่า ‘​เพื่อนทุกคน,...​​เป็น​ความงดงาม​และ​ความทรงจำ​ที่ไม่อาจลืมเลือน​ได้เลย​ในชั่วชีวิตนี้

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3738 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง คืนท่ีดาวเต็มฟ้า ใช้นามแฝง ช.ช่อทับทิม ในระยะแรก
ผู้แต่ง เปิดฟ้า ก้องหล้า
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-19228 ], [2.162.203.62]
เมื่อวันที่ : 03 ก.ค. 2558, 19.53 น.

ยินดีต้อนรับค่ะ​ เขียน​ได้น่าอ่านมาก ยังมี​ที่เขียนผิดอยู่​บ้างค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น