นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘
...สิบสามนาฬิกาของวันพฤหัสบดี​​ที่ 22 มีนาคม 2553 ณ ศาลาคู่เมรุวัดทุ่งยาว ​​เป็นอาคารกว้างใหญ่ผสมผสานแบบการก่อสร้าง​​ระหว่างศิลปะสมัยเก่า​​กับศิลปะสมัยใหม่แนวตะวันตก...
สิบสามนาฬิกาของวันพฤหัสบดี​ที่ 22 มีนาคม 2553 ณ ศาลาคู่เมรุวัดทุ่งยาว ​เป็นอาคารกว้างใหญ่ผสมผสานแบบการก่อสร้าง​ระหว่างศิลปะสมัยเก่า​กับศิลปะสมัยใหม่แนวตะวันตกช่างสวยงาม​และกลมกลืนอย่างเหมาะเจาะ กว้างขนาด 40 x 60 เมตร ด้านหลังอยู่​ทางทิศเหนือ​เป็นฝาทึบครึ่งหนึ่ง​ ข้างบน​เป็นฝาโปรงลม​สามารถถ่ายเท​ได้ตลอด มีฝาปิดรอบในบริเวณภายใน ขนาด 40 x 12 เมตร ด้านตะวันออกมีประตูใหญ่สร้าง​โดยแผ่นเหล็กม้วน​สามารถดึงขึ้น​ดึงลง​ได้สะดวก​ ด้านทิศใต้​เป็นประตูแผ่นโลหะตลอด ด้านตะวันตก สอง​ส่วน​เป็นกำแพงทึบอีกหนึ่ง​​ส่วน​เป็นฝ่าโลหะดึงเปิดปิด​ได้

ด้านตะวันออกใกล้​กับประตูใหญ่​เป็นสถาน​ที่วางหีบศพให้นอน​ไปตามขวางของอาคาร ​คือศีรษะศพ​ไปทางทิศใต้ ปลายเท้า​ไปทางทิศเหนือ ​ส่วน​ที่เหลือในสาม​ส่วน ​ส่วน​ที่ 1 เหนือสุด​เป็นสถาน​ที่​พระแสดง​พระอภิธรรม ​พระธรรมเทศนา มี​พระพุทธรูป​และโต๊ะหมู่บูชา อยู่​บนพื้นเดียวกัน ยกจากพื้นธรรมดาสูงประมาณ 70 เซนติเมตร ตะวันตกสุด​เป็นห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ มีฝาปิดมิดชิด ประตูแข็งแรง

​ส่วน​ที่สอง​และสาม​เป็นสถาน​ที่บรรดาเจ้าภาพ ญาติสนิทมิตรสหาย​และแขกผู้มีเกียรติ​ทั้งหลาย​ได้นั่งฟัง​พระแสดงธรรมเทศนา​และฟัง​พระสวดอภิธรรม ​ส่วนด้านนอก​ที่เหลือ​เป็น​ที่โล่งสร้างต่อเติมด้วยศิลปะสมัยใหม่ตามแนวตะวันตก ​คือมีเสาโต ชั้นเดียว เช่นเดียว​กับเสาในราชสำนัก หรือวิหารใหญ่ ​สามารถบรรจุคน​ได้ประมาณ 500 - 800 คน

"ขอเชิญ คุณอรพิน จุดธูปเทียนหน้าหีบศพ" พิธีกรประกาศเชิญคุณอรพินหลังจาก​ที่​ได้เชิญชวนให้ผู้มีเกียรติ​และญาติ​ได้จุดธูปเทียนหน้า​พระพุทธรูป​และหน้าโต๊ะ​พระอภิธรรมแล้ว​

​เมื่อเธอ​ไปถึงหน้าศพ​ได้ทำ​ความเคารพศพ ​ซึ่งผู้ช่วยพิธีกร​ได้ยืนคอยอยู่​ ​พร้อมอำนวย​ความสะดวก​ในการจุดธูปเทียนหน้าหีบศพ ​โดยยื่นเทียนชนวนให้ อรพินรับ เทียนชนวนแล้ว​เริ่มจุดเทียนจากเล่มซ้าย แล้ว​ย้ายมาจุดเล่มขวามือ จึงจุดธูป​ซึ่งปักไว้เพียงดอกเดียว สำหรับบูชามนุษย์ปุถุชนทั่ว​ไป สำหรับธูปสามดอกนั้น​สำหรับบูชา​พระพุทธเจ้า หมายถึง ​พระปัญญาคุณ ​พระบริสุทธิคุณ ​และ​พระมหากรุณาธิคุณ

ขณะ​ที่จุดธูป น้ำตาของเธอก็ไหลรินหยดผ่านเป้าตาไหลสู่ริมจมูก​และตกลงพื้นบ้างผ่านลงแก้ม บ้างก็ไหลลงสู่ริมฝีปากของตนเอง ​เพราะเธอคิดถึงสามี​ที่​ต้องจากเธอ​ไป​ทั้งชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนน เธอเองก็ประสบอุบัติเหตุด้านจิตใจ​เป็นสำคัญเช่นกัน ​เพราะเธอขาดเสาหลักค้ำยันครอบครัว​ไป เธอสุดเสียใจ เธอสะอึกสะอื้นด้วย​ความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ต่อสามี น้ำตาหยดไหลรินเช่นเดียว​กับน้ำตาเทียน​ที่​กำลังร่วมแสดง​ความโศกเศร้าเสียใจ​กับเธอด้วย

ก่อน​ที่เธอ​จะกลับมาถึง​ที่นั่งอาการยังเหม่อลอยอยู่​ พิธีกรก็เริ่มอราธนา​พระธรรม ​เมื่อถึง​ที่เธอนั่งลงด้วย​ความอ่อนล้า ปานหัวใจ​จะขาดรอน ๆ​ เธอพนมมือขึ้น​ น้ำตายังมิ​ได้หยุดไหล ​แต่กลับเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น​ เธอสะอึกสะอื้น​ทั้ง ๆ​ ​ที่พยายามข่มใจ​จะไม่ร้อง ไม่เสียดาย อยู่​ตลอดเวลา คง​จะตรง​กับ​ที่​พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การพลัดพรากจากสิ่ง​ที่รัก​เป็นทุกข์ อรพินเพิ่ง​จะ​ได้ประจักษ์ในครั้งนี้เอง

ลูกสาวนั่งอยู่​ใกล้ ๆ​ ก็พลอยร้องไห้​ไป​กับคุณแม่ของตนด้วย เธอยังอุตส่าห์เอื้อมมือ​พร้อมด้วยผ้าเช็ดหน้าขนาดเล็กสีชมพู​ไปช่วยซับน้ำตาให้คุณแม่ด้วย ทำให้หลายคน​ที่​ได้เห็นในขณะนั้น​พลอยน้ำตาซึมด้วย​ความสงสาร ​และเอ็นดูใน​ความไร้เดียงสาของลูกสาวอายุประมาณ 6 -- 7 ปี ​โดยประมาณ

​พระ​ได้เริ่มแสดง​พระธรรมเทศนา ตอนหนึ่ง​ท่านกล่าวว่า "ชีวิต​เป็นสิ่งไม่แน่นอน ​จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ​ เกิดขึ้น​​ได้เสมอ ​โดย​ที่ไม่คาดคิดฝันมาก่อน ​เพราะ​ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง มันไม่ใช่ของเรา เรา​จะบังคับไม่ให้​เป็น​ไปไม่​ได้ มันจึงทำให้มี​ความทุกข์ ​ความเศร้าโศกเสียใจ ดังเช่น คุณพ่อสมพงศ์ ​ที่​ต้องประสบอุบัติเหตุ​โดยไม่คิดฝันมาก่อน นี่​คือ​ความไม่แน่นอนของชีวิต​ที่เรียกว่า อนิจจัง ทำให้มี​ความทุกข์ เรียกว่า ทุกขัง ​เพราะมันไม่ใช่ของเรา จึง​จะบังคับไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่​ได้ จึง​เป็น อนัตตา คุณพ่อ​ต้องขับรถโค้ง​ไปโค้งมา​ระหว่างขุน​เขา แดนป่าอัน​เป็นพงพี​ที่แสนเปลี่ยว รถ​ได้เสียหลักลื่นล้มลง​ไปในหุบเหวข้างทาง คุณพ่อ​ได้รับ​ความบาดเจ็บ แน่นอก กว่า​จะมีคนมาพบ​และนำร่างอันเจ็บปวดสู่โรงพยาบาล ประจำอำเภอ แพทย์​และพยาบาลพยายามช่วยคุณพ่ออย่าง​ที่สุด ​แต่ท่านสิ้นชีวิต ในขณะ​ที่ญาติพี่น้อง​ไปเยี่ยมยังไม่ถึง

อรพิน​ได้ตระหนักถึงคำพูดของ​พระนักเทศน์​ได้ว่า การพลัดพราก​เป็นทุกข์ เธอรู้ดีว่า​ความทุกข์ในครั้งนี้​เป็นอย่างไร เธอหว้าเหว่ ชีวิตอ้างว่าง ขาด​ที่พึงพักทางใจ ขาดเสาหลักของครอบครัว ต่อ​ไปนาวาแห่งชีวิตในครอบครัวของเธอ​จะ​เป็นอย่างไรเธอยังนึกไม่ออก

"​เมื่อสามีของเธอเสียชีวิต นี่​คือการพลัดพรากจากกันอันทำให้เกิด​ความทุกข์ ชีวิตไม่มีอะไร​แน่นอน ​แต่สิ่ง​ที่แน่นอนของชีวิต ​คือ​ความตาย หมายถึงทุกคน​ต้องตาย ​จะตายเร็วหรือช้าอย่างไรนั้น​ไม่​สามารถกำหนดบอก​เป็นตัวเลข​ได้ อรพินกอดลูกสาวแน่น​พร้อมปล่อยเสียงโฮออกมาอีกครั้ง ทุกคนอดสังเวชใจไม่​ได้ ทุกคนพลอยหดหู่ใจ ​และน้ำตาไหลรินตามเธอ​ไปด้วย

​พระอธิบายว่า การพลัดพรากจากสิ่ง​ที่ตนรัก​เป็นทุกข์ เรา​จะ​ต้องรู้เท่าทันทุกข์ ​และทำการรู้จัก​กับทุกข์ ทุกข์มีให้เห็นไม่ใช่มีให้​เป็น​และไม่ปล่อยให้ทุกข์เดินลอยนวลอีกต่อ​ไป มีหลายคน​ที่สูญเสียชีวิตของญาติ เช่น บุตรธิดา พ่อแม่ ​เขาก็​ต้องมีทุกข์กว่า ​เขาเจ็บปวดทรมานกว่า ​แต่​เขายังทน​ได้ หักห้ามใจ​ได้ เราสูญเสียสามีเพียงผู้เดียว ​แต่ลูก พ่อ แม่ พี่น้อง ​เพื่อน ๆ​ ก็ยังมีอยู่​ เรา​สามารถสร้างอนาคต​ได้ หยุด​ความทุกข์ สร้างชีวิตใหม่ ​ต้องต่อสู้ สู้​กับตนเอง ​เอาชนะ​ความเศร้าโศกเสียใจให้​ได้ ​ซึ่งคนอื่น เสียใจมากกว่าอีกมาก

อรพินซับน้ำตาตนเอง เธอพยายามตั้งสติฟัง​พระแสดง​พระธรรมเทศนาต่อ​ไป ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยเปียกปอน น้ำตาไหลผ่านพวงแก้มกระโจนลงคลุกเสื้อจนเปียก​เป็นทางยาว

"​จะขอกล่าวถึงผู้​ที่สูญเสีย ใน ชีวิตจริง ​คือ พ่อแม่ สามี​ได้​โดยสารรถมาด้วยกัน ​เพื่อ​ไปเยี่ยมญาติในต่างจังหวัด พ่อแม่เสียชีวิต สามีพิการ ผู้ภรรยาเศร้าโศกเสียใจมาก เธอนั่งเหม่อลอย ลูกชายคนเดียวอายุประมาณ 2 ปี เดิน​ไปล้มลงในกองไฟ เธอ​ไปช่วยไว้ทันนำส่งโรงพยาบาล ​และลูกเสียชีวิตในเวลา​ต่อมา เธอผู้นี้​ได้รับ​ความสูญเสียอย่างมหาศาล เธอ​ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ​เมื่อเทียบ​กับลูกสาวผู้สูญเสียสามีในครั้งนี้ ถือว่ายังน้อยนัก ควร​จะระงับใจไว้ไม่ให้เศร้าโศกเสียใจมากนัก ​เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง มันเกิด แล้ว​ก็ดับ​ไป ทุกรูปทุกนาม ไม่มีการยกเว้น เว้น​แต่เวลาของตนยังมาไม่ถึงเท่านั้น​" ​พระแสดง​พระธรรมเทศนา

อรพินสะอึกสะอื้นเบา ๆ​ ตายังแดงกล่ำ รู้สึกอิดโรย เธอพยายาม...​..ตัวเอง​และคิดว่าผู้อื่น​เขาเสียชีวิต​ไปตั้งแต่อายุยังน้อยก็เยอะ ด้วยอุบัติเหตุ ด้วยการเจ็บป่วย ก็มากมาย​ บางครั้งบางคนสูญเสียเยอะแยะกว่าเธออีก ฉะนั้น​จึง​จะ​ต้องเรียนรู้ธรรมชาติ ว่า ทุกอย่างไม่มี​ความแน่นอน ไม่เ​ที่ยงแท้ จึงทำให้เกิดทุกข์ ​เพราะมันไม่ใช่ของเรา ทุกข์มีให้เห็นไม่​ใช้มีให้​เป็น เรา​จะเข้า​ไปควบคุม​ความเจ็บปวด ​ความเสียหาย ​ความตายไม่​ได้ ​เพราะมันไม่ใช่ของเราจริง ๆ​ ดัง​ที่​พระท่าน​ได้สั่งสอนพวกเรา ​ความรู้สึกของเธอก็สดชื่นขึ้น​

อรพินคิด​ได้ว่ามัน​เป็นตาม​ความ​เป็นจริงดัง​ที่ท่านผู้แสดง​พระธรรมเทศนากล่าวจริง ผู้​ที่สูญเสียมากกว่าเรา ย่อม​จะเสียใจมากกว่าเรา ​แต่เรา​จะปรับใจตนเองให้คิดถึงสัจธรรม คุณธรรม​เป็นเหตุแห่งการหลุดพ้นตามฐานันดรของ​แต่ละคน

"ในสมัยพุทธกาล มีลูกสาวของเศรษฐีคนหนึ่ง​ชื่อนาง ปัตตาจารา ​เป็นหญิง​ที่มีผิวพรรณผุดผ่อง กริยามารยาทเรียบร้อย​ ผู้​เป็นพ่อมี​ความประสงค์ ให้ลูกสาว​แต่งงาน​กับบุตรท่านอำมาตย์ผู้หนึ่ง​ ​แต่นางปัตตาจารา ไม่รัก​ใคร่ชอบพอ ​ซึ่งนางเอง​ได้หลงรักชอบพออยู่​​กับคน​ใช้ในบ้านผู้หนึ่ง​ ​เมื่อเธอถูกบังคับให้​แต่งงาน จนใกล้ถึงวันพิธีวิวาห์ เธอบอกให้ท่านเศรษฐีทราบ ​แต่ท่านไม่ยอมรับฟัง​ความ​ต้องการของลูก" ​พระนักเทศน์สาธยาย

อรพินฟังอย่างตั้งใจ น้ำตาของเธอก็ยังไหลซึมมิขาดสาย

"ปัตตาจาราจึงตัดสินใจหนีจากบ้าน ​พร้อมด้วยคน​ใช้สุด​ที่รักหนี​ไปตายดาบหน้า ​ทั้งสอง​ไปยังสถาน​ที่อันไกลโพ้น ​เป็นถิ่นทุระกันดาน ภายในป่าเชิง​เขา"

"​ทั้งสองช่วยกันสร้างกระท่อมอยู่​กันอย่างมี​ความสุข สองปีผ่าน​ไปลูกสาวเศรษฐีเธอตั้งครรภ์​และ ใกล้​จะคลอด เธอมีการเจ็บท้องในบางครั้ง"

"ตามธรรมเนียมของผู้หญิงในอินเดีย ผู้หญิง​จะ​ต้องกลับ​ไปคลอด​ที่บ้านของตนเอง มีพ่อ แม่พี่น้อง ​และ ญาติ ๆ​ เฝ้าดูแลอย่างดี"

"น้องใกล้​จะคลอดแล้ว​ ขอ​ความกรุณานำน้องกลับ​ไปบ้าน​เพื่อ​จะ​ได้คลอด​ที่นั่น"

"พี่ไม่กล้า กลัวว่าทางครอบครัวท่านเศรษฐี​จะไม่อภัยพี่"

"ช่างเถอะ ​เป็นหน้า​ที่ของน้อง​ที่​จะพูดจาต่อรองเอง ขอให้เราออกเดินทาง​ไปกันเถอะ"

"​ได้ พี่​จะ​ไป​กับน้องเดี่ยวนี้"

​ทั้งสองเดินทางมา​ได้ครึ่งทาง เธอมีอาการปวดท้อง เธอนั่ง​และนอนลงร้องไห้ดิ้นรน​ไปมาด้วย​ความทุกข์ทรมาน ปานชีวิต​จะสิ้น​ไป ไม่มี​ใครช่วย มี​แต่สามีเท่านั้น​ ​เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว​ เธอก็มี​ความสุขสุดปิติ หลังจากนั้น​​ทั้งสองก็นำลูกกลับ​ไปกระท่อม​ที่จากมา

​ทั้งสองมีชีวิตอย่างมี​ความสุข จนเกือบสามปี จากวันนั้น​ เธอก็ท้องโต​กำลัง​จะคลอด ​ทั้งสองสนทนากันว่า ​จะ​ต้อง​ไปคลอด​ที่บ้านเกิดของท่านเศรษฐี ใกล้ถึงเวลาคลอด​พร้อมด้วยลูกชายคนโต​ทั้งหมดก็เดินทางมาถึงกลางป่าก็มีอาการปวดท้อง ​และคลอด​เป็นผู้หญิง จึง​ได้เดินทางกลับ​ไป​ที่กระท่อม​ที่จากมา

ขณะเดินทางมา​ได้คืนหนึ่ง​ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้น้ำเจิ่งนองไหลท่วมบ่าลำคลอง จมไร่สวนนา ​ทั้งครอบครัวก็อาศัยร่มไม้​เป็น​ที่พัก ลูก ๆ​ ​ต้องหนาวสั่น พ่อจึงออก​ไปหาไม้ฟืนมาสุมก่อไฟให้​ความอบอุ่นแก่ลูก จนกระ​ทั้งรุ่งเช้า​ สาย เ​ที่ยง บ่าย พ่อก็ยังไม่กลับมา

ฝนหยุดตกตั้งแต่​เมื่อคืน แม่จึงตัดสิ้นใจพาลูกออก​ไปตามหาพ่อ ​ไปเจอพ่อนอนนิ่งอยู่​ มีเลือดไหลออกทางจมูก​และขุมขน มีรอยแผลเลือดจิ่ม สองรอยใกล้กัน เธอสันนิษฐานว่าพ่อน่า​จะโดนงูกัด จึงเสียชีวิต ​เมื่อกอดศพพ่อล่ำลาด้วย​ความอาลัย​และเสียใจ​ที่สุดในชีวิต เธอจึงนอนเฝ้าศพอยู่​หนึ่ง​คืนเริ่มมีกลิ่น รุ่งเช้า​เธอจึง​จะเริ่มออกเดินทาง

เธอเสียใจร้องไห้แทบ​จะสิ้นชีวิต ลูกคนโตก็พลอยร้องไห้ด้วย เธอสุดอาลัย​และเสียใจ ​แต่​จะ​ต้องเดินทางต่อ​ไป ​เพื่อเจอบ้านผู้คน​จะ​ได้ให้​ความอบอุ่นแก่ลูก​ทั้งสอง

อรพินนึกถึงลูกของตน ​เมื่อหวนคิดถึงข้อ​ความของ​พระนักเทศน์​ที่พูดว่า การพลัดพรากจากกัน หรือพลัดพรากจากสิ่ง​ที่รัก​เป็นทุกข์ ลูก​ทั้งสองก็ร้องห่มร้องไห้ ​เขาปลุกพ่อเท่าไรพ่อก็ไม่ตื่น ​เมื่อขาดพ่อแล้ว​ แม่​จะช่วยลูก​ได้แค่ไหนก็ไม่รู้ มันอาจ​จะไม่ดีเหมือน​ที่มีคุณพ่ออยู่​

เธอร่ำไห้กอดศพสามี คิดถึงชีวิตลูก​ทั้งสอง จำ​จะ​ต้องละร่างของสามี​ไป ​และหวังว่าคง​จะ​ได้รับการอภัย​ที่ไม่​สามารถฝังศพของพ่อ​ได้

เธอพาลูก​ทั้งสองถึงฝั่งคลอง​ซึ่งฝนตกใหม่ ๆ​ มีน้ำขุ่นข้น​และเชี่ยวมาก คง​จะลึกไม่มาก เธอจึงตัดสินใจพาลูกคนโตลุยน้ำข้าม​ไปจนถึงฝั่งตรงข้าม​และวางลูกผู้พี่ไว้ เธอจึงลุยน้ำกลับ​ไปรับลูกคนเล็ก ​ซึ่งวางอยู่​บนฝั่ง​ที่แรกถึง ลุยมา​ได้ครึ่งทาง มีพญานกยักษ์ตัวหนึ่ง​บินมาเห็นเด็กแบเบาะนอนอยู่​จึงเฉี่ยวลงโฉบเด็ก​ไป แม่จึงตะโกน​และ​ใช้มือยกขึ้น​โบกไล่นก ปานหัวใจเธอขาดรอน ฝ่ายลูกชายอยู่​บนฝั่งคิดว่าแม่เรียกให้ตนลง​ไป จึงลุกขึ้น​เดินลง​ไปในน้ำ แม่ห้ามไม่ทัน ลูกลงถึงน้ำถูกกระแสน้ำเชียวนำลูกจมหาย​ไป แม่เสียใจ​เป็น​ที่สุด ปานดวงใจถูกกวัก​ไป เธอปวดร้าว เวทนา เธอปวดร้าวกว่า​ใครในโลกนี้ เธอร้องไห้รำไร เดินขึ้น​จากน้ำเดินพรางร้องพราง ​ไปเรื่อย ๆ​

"อรพินร้องไห้โฮด้วย​ความสงสารคุณแม่​ที่​พระนักเทศน์เล่าให้ฟัง เธอมิ​ได้เสียใจด้วยเรื่อง​ของตนเอง ​แต่อรพินสงสารหญิงในนิทาน​ที่​พระนักเทศน์เล่าให้บรรดาแขกผู้มีเกียรติ​ที่มาร่วมพิธีในการบำเพ็ญศพสามีของเธอ​ได้ฟัง"

เธอผู้เคราะห์ร้ายสูญเสียสามี ลูก​ทั้งสอง​ไปแล้ว​ เธอก็เดินร้องห่มร้องไห้มาเรื่อย ๆ​ ด้วย​ความเศร้าโศกเสียใจ

จนกระ​ทั้งมาถึงสถาน​ที่แห่งหนึ่ง​ เธอเห็นไฟลุกโชนไหม้บ้านคนอยู่​หลังหนึ่ง​

"น้า ๆ​ ​เขาเผาอะไร​หรือ" หญิงเคราะห์ร้ายถาม

"​ที่เห็นไฟโชนอยู่​นั้น​​เป็นบ้านของเศรษฐี ​เมื่อคืนฝนตกหนัก เกิดฟ้าผ่าลงมา​ที่กลางบ้าน มีไฟลุกโชนเผาผลาญชีวิตของท่านเศรษฐี​และ ภรรยาตลอดจนคน​ใช้ตายหมด ไม่มี​ใคร​สามารถช่วยบุคคลในบ้านหลังนี้​ได้เลย​

เธอจำ​ได้ว่าบ้านหลัง​ที่ติดไฟอยู่​นี้​เป็นบ้านของเธอเอง ​ซึ่งเธอคิดถึงพ่อแม่​และน้อง ๆ​ คน​ใช้ยิ่งทำให้เธอมี​ความเศร้าโศกเสียใจเพิ่ม​เป็นทวีคูณ มากขึ้น​ ๆ​ ​ถ้าตัวเธอเปรียบ​กับแก้ว ​ความทุกข์ ​ความโศกเศร้าเสียใจดุจน้ำ ขณะนี้น้ำนั้น​ล้นแก้ว เธอจึงกลาย​เป็นคนเสียสติ เดินแก้ผ้าร้องไห้​ไปเรื่อย ๆ​ บางครั้งก็หัวเราะ ผมกระเชิงฟุ้ง บางพูดคนเดียว พูด​กับต้นไม้ พูด​กับสายลม บางครั้งร้องไห้

"น่าสงสารจริง ๆ​ เธอสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เธอเศร้าจนกลาย​เป็นบ้า​ไปแล้ว​ นี่เรา​จะปล่อยให้เสียใจ แล้ว​ปล่อยให้​เป็นบ้าเดินแก้ผ้า เดินร้องไห้ เช่นเธอหรือ อย่าเลย​ หยุด​ความทุกข์ไว้ก่อนเถอะนะ" อรพินปรารภ​กับตนเอง

คืนนั้น​องค์สมเด็จ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ได้เสด็จประทับ ณ วัดเวฬุวรรณ ท่านทราบด้วยญาณว่า พรุ่งนี้​จะมีผู้สำเร็จ​เป็น​พระอรหันต์

เธอผู้แก้ผ้าเดินรำเต้นมาตลอดทาง มุ่งตรงมายังวัดเวฬุวรรณ บรรดาพุทธบริษัทเห็นจึงชวนกันไล่นางมิให้เข้ามาภายในวัด ​เพราะ​เป็นการอุจาดตา ไม่เหมาะ​ที่​จะให้​พระภิกษุเห็น ​แต่​พระพุทธเจ้าทรงขอร้องไว้

"ปล่อยเธอเข้ามาเถอะ"

พุทธบริษัท​ทั้งหลายมิกล้าขัดขืน​พระประสงค์​ได้ จึงปล่อยให้ผู้หญิงนั้น​เดินมาจนถึง​ที่ประทับ เธอนั่งลง ​พระพุทธเจ้าหันมาแล้ว​พูดว่า

"ตื่นเสียทีเถอะ"

"ตื่นเสียทีเถอะ"

​เมื่อนาง​ได้ยินคำกล่าว "ตื่นเสียทีเถอะ" ทำให้เธอ​สามารถระลึก​ได้ มีสติคืนมาเหมือนเดิม เห็นว่าตนไม่นุ่งผ้า กายล่อนจ้อน ก็มี​ความรู้สึกละอาย ใบหน้าแดงระเรื่อกระบิดกระบวน พุทธบริษัทคนหนึ่ง​​ได้โยนผ้าให้เธอ​ได้นุ่ง​และห่ม เธอจึงลุกขึ้น​​จะ​ไปอาบน้ำล้างหน้า ก่อน​จะล้างหน้าเธอตักน้ำ สามขันราดรดลงบนพื้น ปรากฏว่า

ขัน​ที่ 1 น้ำไหล​ไปประมาณ 2 - 3 ศอก น้ำไหล​ไปไม่มากนัก เปรียบเหมือนมนุษย์​ที่มีอายุน้อย ​ต้องเสียชีวิตเสียก่อน

ขัน​ที่ 2 น้ำไหลไกลออก​ไปประมาณ เกือบ 2 เท่า เปรียบเหมือน​กับมนุษย์​ที่มีอายุอยู่​ในวัยหนุ่มสาว ​ที่​สามารถดำเนินชีวิตอยู่​​ได้แค่นั้น​

ขัน​ที่ 3 น้ำไหลไกลออก​ไปกว่าครั้งแรก​และครั้ง​ที่สอง ​คือน้ำไหล​ได้มาก​ที่สุด เปรียบเหมือนคน​ที่มีอายุมาก ยืนยาวกว่า 60 ปีขึ้น​​ไป

ชีวิตต่างกัน เช่นเดียวกัน น้ำ​ที่หยดลงพื้นย่อม​เป็น​ไปดุจวัยของคน ไม่มี​ความแน่นอน
อรพินยกมือขึ้น​ปิดหน้า นั่งนิ่งนึกอยู่​นาน ปล่อยใจให้วน​ไปตาม​ความจริงดุจน้ำ 3 ขัน ​ที่ตักสาด​ไป เธอเห็นสภาพธรรม​และเกิดปัญญา เห็นธรรมชาติของโลกธรรม อรพินคิดว่า ฉันก็​สามารถเข้าใจธรรมะ​ได้บ้างเช่นเดียวกัน

"ขอเชิญคุณอรพิน ถวายผ้าไตร​พระนักเทศน์" พิธีกรกล่าวเชิญ

อรพินลุกขึ้น​ยืนอย่างสง่า ​และเดินตรง​ไปรับผ้าจากผู้ทำหน้า​ที่ส่งผ้า ไม่มีร่องรอยของ​ความเศร้าหมอง ​ความอิดโรย ​ความเสียใจใด ๆ​ เหลืออยู่​อีกเลย​ ​เป็นปกติวิสัย เช่นเดียว​กับ​เมื่อสามียังมีชีวิตอยู่​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3668 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ตื่นเสียที
ผู้แต่ง นกน้อย"เปิดฟ้า ก้องหล้า"
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๔๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-19131 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 14 พ.ค. 2558, 16.01 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น