นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘
...สัปเหร่อราดน้ำมันบนศพ​​ที่พลิกคว่ำอยู่​​ในโลงลูกใน(หีบศพ)บนกองฟืน​​ซึ่งเรียงดับสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร อย่าง​​เป็นระเบียบ​​ระหว่างเสาไม้กลมสี่ต้น ยาววา กว้าง2ศอก รวมสามเชิงตะกอนเผา...
สัปเหร่อราดน้ำมันบนศพ​ที่พลิกคว่ำอยู่​ในโลงลูกใน(หีบศพ)บนกองฟืน​ซึ่งเรียงดับสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร อย่าง​เป็นระเบียบ​ระหว่างเสาไม้กลมสี่ต้น จำนวน 3 ​ที่สำหรับเผาสามศพ สัปเหร่อ​พร้อมด้วยผู้ช่วย 2 คน​ได้จุดไฟเผาใต้ศพ​ทั้งสาม​พร้อมกันคนละศพ ไฟลุกท่วมอย่างเร็ว​เพราะน้ำมัน​เป็นสื่อ ไฟไหม้มอดเสื้อผ้า เสื่อกก​และดอกไม้จันทน์​และเหยื่อไฟ​ที่เตรียมไว้สำหรับเผาศพ หลังจากนั้น​ไฟลุกวาวควันโขมงยอดไฟกระจายทั่วโลงใบเล็ก(โลงใน) เปลวไฟลุกขึ้น​สูงประมาณ 2 เมตรกว่าบนฐานของกองไฟไม้ฟืนกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ควันตลบม้วนตัวดำ​เป็นพวยพุ่งขึ้น​​ไปวนกระจาย​ไปทั่วตามกระแสลม​ที่พัดวกวนกลับ​ไปเวียนมา

​ความร้อนรุนแรงขึ้น​จนเราไม่​สามารถยืนในระยะใกล้กว่า 5 เมตร​ได้ ญาติมิตรก็เปลี่ยนทิศทางการยืน​ไปทางทิศใต้ ​เพราะควันไฟดำหนาฟุ้งตะลบ ทำให้แสบตา​และหายใจไม่สะดวก​ ​เขา​ไปยืนเหนือทิศทาง​ที่ลมพัดมา หรืออยู่​เหนือลม

ผู้ปกครอง​และญาติพี่น้องจำนวน 5 ท่านถูกคลอมิให้ล้ม​และบางคนถูกหาม​ไปอยู่​ใต้ร่มไม้ห่าง​ไปจากสถาน​ที่เผาศพประมาณ 15 - 20 เมตร ​เมื่อผู้ปฐมพยาบาลให้สูดดมยาแก้วิงเวียนหน้ามืดตาลาย บางคนช่วยบีบนวดบริเวณมือ หลัง ​เพื่อให้เลือดสูบฉีดเลือด​ไปหล่อเลี้ยงสมอง​และ​ส่วนต่าง ๆ​ ของร่างกาย​ได้สะดวก​

แว่วเสียงสะอึกสะอื้นมาจากหญิงผู้หนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นแม่ของผู้​เป็นศพในจำนวนนั้น​​ที่​กำลังถูกไฟไหม้ลามอย่างรวดเร็ว แข่ง​กับเวลา​และสายลม​ที่พัดหวนเปลี่ยนทางบ่อยครั้ง

ป่าช้าแห่งนี้รกร้างมานาน หลังจากทางวัดให้สร้างเมรุสถาน​และศาลาคู่เมรุในวัด จึง​ได้เปลี่ยน​ไป​ใช้เมรุสถาน​และศาลาคู่เมรุใหม่ การเปลี่ยน​ไป​ใช้เมรุสถานในวัดตลอดมา​เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ฌาปนสถานแห่งนี้สมัยก่อน​ได้​ใช้​เป็นสถาน​ที่เผาศพสาธารณะของวัดในตำบลนี้ มีต้นไม้ใหญ่​เป็นจำนวนมาก เช่น ต้นประดู่ ต้นเมา ต้นพะยอม ​เป็นป่ารกชัฏ เนื้อ​ที่ ประมาณเกือบ 7 ไร่ ​ต่อมาท่าน สจ.​และท่านกำนัน​พร้อมด้วยพุทธบริษัท​ได้มี​ความเห็นตรงกันว่า ควรให้มีการปลูกต้นไม้สะเดา(เทียม) ​เป็นแถว​เพื่อ​ใช้ประโยชน์ ​เมื่อไม้โตขึ้น​โตขึ้น​​สามารถตัดไม้เลื่อย​เป็นเครื่องประกอบการสร้างอาคารของวัด​ได้มากมาย​ ในบริเวณนี้ด้านทิศเหนือติด​กับเขตพื้น​ที่ด้านนอก​ได้มีการขุดสระน้ำลึกเนื้อ​ที่ประมาณ 2 งาน​เพื่อเลี้ยงปลา​เป็นโครงการของโรงเรียน​ที่ตั้งอยู่​ภายในวัด ​เพื่อฝึกนักเรียน​ได้มีประสบการณ์ ​ได้อาศัยปลาเลี้ยงชีวิตมา​เป็นเวลาหลายปี ​ต่อมา​ได้มีการเลี้ยงปลาในกระชัง ​ได้กำหนดเลี้ยงในคลอง​ซึ่งอยู่​ติด​กับวัด ​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่ใกล้บ้านผู้คน​และสะดวก​ในการดูแลมากกว่า ​และ​เป็น​ไปตามธรรมชาติ ​เป็นเหตุให้เลิกเลี้ยงปลาในบ่อแห่งนี้
ฌาปนสถานแห่งนี้มีเขตด้านทิศตะวันตกจดถนนสายเอกระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรจากในเมือง มีการสร้างอาคารศาลาเอนกประสงค์​เพื่อ​ใช้สอยในการบำเพ็ญกุศล ปัจจุบัน​ได้มีการรื้อถอน​เนื่องจากปลวกกัดกินไม้ ขาดการดูแล​เอาใจใส่ หลังจาก​ไป​ใช้ฌาปนสถานในวัด​ที่สร้างใหม่​และสะดวก​กว่าหลายเท่า จึงมีเหลือให้เห็นเพียงพื้นปูนเท่านั้น​

ขณะไฟ​กำลังลุกโหมอย่างเมามันเปลวเพลิงสูงควันฟุ้งตลบ ผู้ปกครอง​และญาติสนิทบางคนยังสะอื้นร้องไห้อยู่​ บางคนนั่งนิ่งพิงญาติ​และญาติช่วยกันพยาบาลเบื้องต้นอยู่​ บางท่านญาติช่วยกันพยุงนำกลับ​ไปวัด ​ซึ่งห่างจากฌาปนสถานแห่งนี้เพียง 300 เมตรเท่านั้น​ ญาติบาง​ส่วนทยอยกลับบ้าน ​แต่​ส่วนมากยังยืนมองด้วย​ความ​เป็นห่วง​และอาลัยอาวรณ์ต่อการจาก​ไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ ยังไม่​สามารถทำใจ​ได้ ​ความโศกเศร้าจึงช่วยกันรุมทึ้งญาติพี่น้องเหล่านั้น​อย่างไม่ยอมไว้หน้า ต่างถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ยอมให้ตั้งตัว

สามสาววัยรุ่น​ซึ่ง​เป็นญาติกัน ทำให้ญาติพ่อแม่พี่น้องมิตรสหาย​ต้องเสียใจร้องห่มร้องไห้นั้น​ คนแรก​กำลังเรียนอยู่​ในชั้นมัธยมศึกษาปี​ที่ 4 คน​ที่สอง​กำลังเรียนอยู่​ในชั้น มัธยมศึกษาปี​ที่ 2 ​และคนสุดท้าย​กำลังเรียนอยู่​ในชั้นประถมศึกษาปี​ที่ 6 โรงเรียนอยู่​ในเขตบริเวณวัด​ที่คณะญาติพี่น้องมิตรสหายมาร่วมกันบำเพ็ญกุศล สองคนเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนอยู่​ในตัวเมืองห่าง​ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร ​ทั้งสามคนมี​ความผูกพันกันมาก คน​ที่สอง​และคน​ที่สาม​เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน สำหรับคนแรกก็​เป็นญาติกัน ​แต่นามสกุลต่างกัน อยู่​บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ​ ร่วมกันเสมอ

สามสาว​ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ​แม้​แต่การออก​กำลังกาย การทำการบ้าน การเสวนาทั่ว​ไป จึงไม่น่าสงสัยเลย​ว่า​ทั้งสามสาว​ไปมาหาสู่กันอย่างไร

"แตง..เรา​ไปสวนกันดีกว่า คิดถึงพ่อจังเลย​ พ่อ​ไปทำสวนอยู่​ใกล้​กับเชิง​เขาไม่​ได้กลับบ้านหลายวันแล้ว​ เกือบอาทิตย์แล้ว​นะ " ผึ้ง..ชวน

"เรา​จะ​ไปกันตอนไหนละ" แตง..ถาม

"เรา​ไปกันตอนนี้เลย​ เธอมีงานอะไร​คั่งค้างอยู่​บ้างไหม" ผึ้ง..ตอบระคน​ความห่วงใย

"สุ..​ไปด้วยไหมละ" ผึ้งถาม

"​ไปจ้า" สุ..ตอบ "เราอยาก​ไปดูกล้วยน้ำหว้าข้าง(ใกล้)ขนำด้วยว่า​จะตัดมาบ่ม​ได้แล้ว​หรือยัง"

สามสาว​ได้​ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สะดวก​ในการขี่รถ​และท่องไพร ​เมื่อมา​พร้อมกันแล้ว​ ผึ้งจับรถจักรยานยนต์คันโปรด 125 ซีซี สีครีม ​จะมีสุ..​และแตง..ซ้อนท้าย ผึ้งสตาร์ทด้วยมือก่อน​จะเข้าเกียร์หนึ่ง​จึงออกรถ เธอเร่งบิดมันจนเสียงกระหึ่ม เธอเข้าเกียร์หนึ่ง​ รถออกด้วย​ความเร็วปานธนูออกจากแหล่งตามธรรมเนียมของวัยรุ่น​และเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะ​ความเร็วจนเกียร์สุดท้าย(เกียร์สี่)

" ยัง ! อย่าเพิ่งออกรถ ฉันยังไม่​ได้ขึ้น​นั่งซ้อนท้ายเลย​" สุ..เตือนลั่นกลัวว่า​จะตกรถ​และไม่​ได้​ไป​กับ​เขาอีก

" จ้า" ผึ้ง..รับคำเบา ๆ​ " เออ พี่ลืมโทรศัพท์ไว้บนบ้านอยู่​บนโต๊ะในตะกร้าเล็ก น้องช่วย​ไปเก็บมาให้พี่ด้วย" ผึ้ง..ขอร้องเกมบังคับ

" ​ได้จ๊ะ​พี่" สุ..รับคำ​พร้อมวิ่งกลับขึ้น​​ไปบนบ้าน

เครื่องรถจักรยานยนต์ก็ดับเงียบลง บรรยากาศก็สงบปราศจากกลิ่นไอได ๆ​ สดชื่นแจ่มใสด้วยออกซิเจนหรือโอโซนจากต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียงอย่างร่มเย็น แถมดนตรีแห่งสวรรค์สรรไว้ให้ชาวป่าดง​ได้หรรษาตาม​ความปรารถนาของตน จากเหล่านกกา​และสัตว์ปีกอื่น ๆ​

​เมื่อสุ..กลับมา​ที่รถ​พร้อมด้วยโทรศัพท์เครื่องนั้น​ ผึ้ง..สตาร์ทรถกระหึ่มก้องขึ้น​อีกครั้ง สุ..​และแตง..จึงทยอยกันขึ้น​ซ้อนท้าย ผึ้ง..รับโทรศัพท์จากสุ..มาใส่กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายแนวหน้าอก
" เรียบร้อย​หรือยัง" ผึ้ง..ถาม

"เรียบร้อย​.. ​ไป​ได้ ​ไปเลย​ เฮ้ว ๆ​ ๆ​ " สุ..ชูกำปั้นขึ้น​​พร้อมยืนขึ้น​บน​ที่วางเท้า มือซ้ายจับไหล่ของแตง..ไว้กันเสียหลัก​และล้ม สุ..ดีใจมากแตง..ก็พลอยลิงโลดตื่นเต้นตาม​ไปด้วย

" ​ไป​ได้เลย​ ขี่กันให้สนุก ​เป็นวันสุดท้าย​ที่เรา​จะ​ได้สนุกกัน" สุ..ตะโกนลั่น​ไปตามถนนตัดผ่านในบริเวณป่ายางพาราอันกว้างขวางมองสุดลูกตา กว้างไกลลิบ ไกลบ้านผู้คน จึงไม่มี​ใคร​ได้ยินคำพูดตะโกนนี้​ได้นอกจากพวก​เขาสามคนเท่านั้น​ ​แต่​เขาก็ไม่​ได้ตั้งใจฟัง เพียงเสียงผ่าน​ไปเท่านั้น​
รถวิ่งออกจากบ้านด้วย​ความเร็วพอประมาณ​เพราะถนน​เป็นดินมีหลุมบ่อบ้าง ​เมื่อถึงถนนสายเอกลาดยางอย่างดี ผึ้ง..ก็บิดรถ​ได้อย่างสนุกสนาน ปกติผึ้ง..​จะขี่ด้วย​ความเร็วประมาณ 70 -- 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนติด​เป็นนิสัยของสาวรุ่นสมัยใหม่ มีญาติพี่น้อง​ได้พบเห็นพฤติกรรมการขี่รถนี้แล้ว​ก็คอยตักเตือนผึ้งเสมอ ​และมีบ่อยมากด้วย​ความปรารถนาดี ผึ้ง..ก็ยอมรับฟัง​และ​จะปฏิบัติตาม ​แต่รู้แล้ว​รู้รอดเธอไม่​สามารถปฏิบัติ​ได้สักที ​เพราะระยะทางของการเดินทาง​ไปโรงเรียน​และเวลาไม่มากนัก ​เพื่อป้องกันการเข้าเรียนสาย ผึ้งจึงขับรถด้วย​ความเร็วดังกล่าวจนกลาย​เป็นนิสัยในการขี่รถ​และ​เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอ​ไปแล้ว​ ชาวบ้าน​และ​เพื่อน ๆ​ ขนานนามเธอว่า "จอมซิ่ง" บ้าง "ยอดนักซิ่ง"บ้าง คน​ส่วนมาก​จะเรียกขานเธอว่า "ไต้ฝุ่นดง"

" กริ่ง ๆ​ ๆ​ ๆ​ ๆ​ ๆ​ ...​." เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อก็ดังก้องกำรามขึ้น​ ด้วยน้ำเสียง​ที่น่าสะพรึงกลัว หัวใจเธอเต้นระทึก ละมือจากแฮนด์รถข้างซ้ายมาตะปบกระเป๋าเสื้อ ทันใดนั้น​สามัญสำนึกของเธอทำงานอย่าง​ได้ผล ​พร้อมเสียงก้องมาว่า

" ไม่​ได้ อย่า​ไปรับ ​ใครก็ช่าง อันตราย เรา​กำลังขี่รถอยู่​บนถนน อันตราย ไม่​เอาละ" ผึ้ง..เตือนตนเอง

เสียงโทรศัพท์หาย​ไป ครู่หนึ่ง​มันก็ดังก้องขึ้น​มาอีก เธอทนฟังด้วย​ความทรมานอย่างแสนสาหัส เธอเผลอสติ​ไปแวบหนึ่ง​ ดึงโทรศัพท์มากดสวิตช์รับ ​เมื่อเห็น​เป็นเบอร์ของ​ใครแล้ว​ก็​จะพูดด้วย เธอรีบปิดเครื่อง​และใส่กลับสู่ก้นกระเป๋าเสื้อตามเดิมด้วย​ความสงบนิ่ง

"กฎหมาย​ได้ออก​ใช้บังคับแล้ว​ในปี พ.ศ.นี้ สำหรับผู้ขับขี่ไม่ควรพูดโทรศัพท์ขณะขับขี่ ​ถ้า​จะพูด​ต้องจอดรถ เว้น​แต่​ใช้หูฟัง ​ซึ่ง​ใครไม่ปฏิบัติตามถูกจับ​ได้​จะถูกลงโทษ เรา​จะพูดไม่​ได้ ​จะ​เป็นอันตราย ​ได้ข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากการพูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถมามาก​ต่อมาก ทางเจ้าหน้า​ที่บ้านเมือง​เป็นห่วงเรื่อง​นี้ ห่วงสวัสดิภาพ​ความปลอดภัยของประชาชน จึง​ได้ออกกฎหมาย​เพื่อ​จะรักษา​และสงวนชีวิตไว้ประดับเมืองไทยให้รื่นรมย์ เผลอไม่​ได้สักที ​เมื่อไร​เมื่อนั้น​ ข่าวทางสื่อสารมวลชนทุกแขนงนำเสนอ​อยู่​ประจำ" ผึ้ง..พยายามรำพึง​กับตนเอง​และเตือนตนเอง

"กริ่ง ๆ​ ๆ​ ๆ​ ...​" โทรศัพท์ดังก้องมาจากในกระเป๋าอีก ยังกังวานอยู่​หลายครั้งผึ้งคิดว่า "คงไม่​เป็นไร เพียง​แต่ดูว่า​ใครโทรมาเท่านั้น​ คง​จะไม่​เป็นไร ไม่พูดก็ไม่​เป็นไร ​ถ้า​จะพูดก็หยุดรถเสียก่อน ​แต่ไม่นิยมทำกัน" ผึ้งก็ดึงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อดูเบอร์โทรเข้า เจอเบอร์​ที่ตนชอบใจ หากไม่พูด​จะเสียโอกาส ​เขา​จะคุยอะไร​กันแน่ ​ต้อง​เป็นเรื่อง​สำคัญ ​เขาจึงกดมาหลายครั้งแล้ว​ ​เขาก็พยามยามอย่างยิ่ง​และหวังเช่นกันว่า​จะไม่มีอันตรายเกิดขึ้น​ ไม่​ต้องหยุดรถละ นิด ๆ​ หน่อย​ ๆ​ นิดเดียวคงไม่ถึง​กับเกิดอันตราย จึง​เอาโทรศัพท์แนบหู
" ฮัลโล่ สวัสดีจ้า"

" ผึ้ง.. ทำไมไม่รับสาย โทรหาตั้งนานแล้ว​"

" ใจเย็น ๆ​ น่า"

" เย็นไม่ไหวแล้ว​นะ โทรไม่ยอมรับหรือว่า​กำลังคุย​กับ​ใครอยู่​ มีคนใหม่แล้ว​หรือผึ้ง.. เรา​จะ​ต้องไม่เสียเวลา เราก็​จะหาใหม่​ได้" เสียงนั้น​กระแทกกระทั้นด้วยอารมณ์เสียมันพลั่งพลูออกมาปานลูกปืนกล​ที่ยิงเป้าหมาย​เป็นชุด ๆ​ ​และรุนแรง

" ทำไมเธอพูดอย่างนั้น​ หรือเธอมีคนใหม่แล้ว​ เธอจึงมากรรโชคอย่างนี้ เหมือน​จะนอกใจ​ไปแล้ว​" ผึ้ง...​พยายามโต้

" ผึ้ง..นั้น​แหละ​ตัวดี ทำ​เป็นเสงี่ยมเจียมตัว แท้จริงแล้ว​ ก็...​...​."

"อ้ายบ้า ๆ​ พูดให้ดีนะ อย่ามาทะเล้นทะลึ่ง​กับฉันนะ"

ขณะนั้น​ผึ้ง..ขับรถด้วย​ความเร็วขึ้น​ตามอารมณ์ คนนั่งหลังหัน​ไปดูทางอื่น ​เพราะบริเวณนั้น​​เป็นสถาน​ที่มีผู้คนหนาแน่น​เป็นศูนย์กลางการค้า​เป็นตลาดมี​เพื่อน ๆ​ อยู่​บริเวณนี้หลายคนอยาก​จะพบ​เพื่อนบ้างเช่นกัน

ไม่มี​ใครรู้ล่วงหน้ามาก่อนว่า​จะมีอะไร​เกิดขึ้น​ ​แต่แตง..เห็นว่าขณะนี้มีรถสิบล้อตามหลังมา​เป็นกระบวน ​พร้อมด้วยรถเมล์ประจำทาง​และรถกระบะ ผึ้ง..สะดุ้งตาค้าง ​เมื่อเห็นรถกระบะจอดขวางอยู่​ระยะกระชั้นชิด "โครม !" ครืน ๆ​ รถสะท้านด้วยแรงปะทะ ในวินาทีเดียวกัน ร่างของผึ้ง..​และอีก 2คน​ได้ล้มลง​กับพื้นถนนด้านกลางถนน รถใหญ่วิ่งมากระชั้นชิดติดกัน ​เมื่อสามสาวล้มฟาดลง​ไปขวางทางวิ่งของสิบล้ออย่างกระชั้นชิด โอกาส​จะหลีกหลบหรือเบรกให้รถหยุดนั้น​น้อยมาก ​ทั้งสามสาวถูกรถทับสิ้นชีวิตในเสี้ยววินาทีนั้น​เอง โครม กรี๊ด หว้าย เสียงผู้คนท่ีเห็นเหตุการณ์กรี๊ดด้วย​ความตกใจ บางคนถึง​กับ​เป็นลมล้มพับ​กับท่ี ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้น ในขณะ​ที่ดวงตะวัน​กำลังลอยเด่นขึ้น​สู่จุดยอดของจักราศีของวันนี้

ไม่มีสิ่งใดแน่นอน​กับชีวิตของมนุษย์เรานี้ อยู่​ ๆ​ ก็​สามารถจบสิ้นชีวิต​ได้อย่างง่ายดาย นี่แหละ​ชีวิต มัน​เป็นอนิจจัง ​เพราะมันมิใช่ของเรา มัน​คืออนัตตา

ผลเมืองดี​ได้โทรเจ้าหน้าท่ีตำรวจทราบ ขณะ​ที่เจ้าหน้า​ที่สถานีตำรวจภูธรประจำอำเภอ​ได้รับทราบข่าว​ได้มาทำแผ่น​ที่​และบันทึกเหตุการณ์ จึงอนุญาตให้ญาติ​และพลเมืองดี ​ซึ่งเตรียมรถไว้เรียบร้อย​แล้ว​นำศพสามสาว​ไปส่ง​ที่โรงพยาบาล

เจ้าหน้า​ที่พยาบาล​และนายแพทย์ให้การต้อนรับอย่างดี พูดจาสุภาพ ทำให้ญาติผู้ตายอิ่มใจ​และภาคภูมิใจแทนคนป่วย​ที่​ได้มาพบแพทย์​และพยาบาลแห่งนี้ ​แม้ว่า​เขา​จะเสียชีวิต​ไปแล้ว​ก็ตาม ​เมื่อเหล่าพยาบาลทำ​ความสะอาดร่างกายเช็ดเลือด ตกแต่งบาดแผล เปลี่ยนเสื้อผ้า​และฉีดยาป้องการเน่าเปื่อยของศพ​และเก็บไว้ ​เมื่อครบตามเวลา​ที่นายแพทย์กำหนดไว้ญาติจึงพาสามชีวิตออกจากห้องเก็บศพนำร่างไร้วิญญาณกลับ​ไป​ที่วัดใกล้บ้าน ​คือวัดทุ่งยาว ตำบลชุมพล อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง

ไม่มีการรดน้ำศพ ​เพราะเจ้าภาพบอกว่าไม่​ต้อง เด็ก​เขาอายุน้อย ไม่​ต้องขอขมาก็​ได้ ปกติชาวบ้าน​เขาขอขมาศพผู้สูงอายุ ​พระภิกษุองค์ปาฐก​ได้กล่าวว่า เราอาจ​จะไม่​ต้องขอขมาศพเด็กก็​ได้ ​แต่ควร​จะมีการรดน้ำศพ ทำ​ความสะอาดให้แก่ร่างกาย เราไม่คิดในฐานะญาติมิตรขณะ​เมื่อยังมีชีวิตอยู่​ ​เมื่อ​เขาเสียชีวิต​ไปแล้ว​ เคาควรนับถือว่า​เขา​เป็นพี่ในฐานะ​ที่​เขาเสียชีวิตก่อน ​คือทุกคน​ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ​ใครถึงก่อนก็ตายก่อน ผู้​ที่ถึงก่อน ย่อม​เป็นพี่ ผู้ถึงหลังย่อม​เป็นน้อง ดังเช่น การบวช ​ใครบวชก่อนหรือพรรษามากกว่าก็​เป็นพี่ บวชหลังพรรษาน้อยกว่าย่อม​เป็นน้อง ฉะนั้น​เราจึงควรเคารพ​ทั้งสามสาว​ที่​เป็นผู้ถึง​พร้อมก่อน ก็มีสิทธิต้อนรับ​กับมรณะก่อน ถือว่าพวกเธอ​เป็นพี่ ​แต่มีการสวด​พระอภิธรรมก่อนผู้​ที่มีชีวิตอยู่​

พ่อแม่ของสามสาวอยูในอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างไม่มีผู้ใดเปรียบ​ได้ บางคนยังโศกเศร้า นั่งสะลึมสะลือ สมองตื้อตัน คิดอะไร​ไม่ออก ญาติพี่น้องจึง​ต้องช่วย​กับบริหารงาน จัดการฌาปนกิจด้วย​ความเต็มใจ​และ​พร้อมเพรียง​ทั้งสามศพ

" ...​..ลูกรัก" แม่ส่งเสียงโฮ ฟูมฟายน้ำตาไหลริน​เป็นสายดุจน้ำตกจากขุน​เขาเปียกนอง​ทั้งสองแก้ม เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกก็เปียกตาม​ไปด้วย

" ลูกมาด่วนจาก​ไป แม่ยังไม่หายคะนึง แม่ยังคิดถึงลูก แม่รักลูก ลูก​คือดวงใจของแม่" เธอสะอึกสะอื้นคร่ำครวญฟูมฟายต่อ​ไป

" ต่อ​ไปแม่​จะอยู่​อย่างไร ​จะมี​ใครมาช่วยแม่ยามแม่เจ็บป่วย ​ใคร​จะช่วยบีบนวดให้แม่ ​ใคร​จะหาขนมให้แม่ทานยามหิว ลูกรัก ทำไมบุญของลูกจึงมีน้อยเกิน​ไป เจ้าด่วนจาก​ไป​แต่ลำพัง แม่เสียใจ แม่คิดถึงลูกยิ่งกว่าสิ่งใด ลูก​คือชีวิตของแม่ แม่ทำทุกอย่าง​เพื่อลูก" แม่รำพันสะอื้นพราง อย่างน่าเวทนา​และน่าสงสาร

" ข้า​แต่​พระยายมราช..​ที่เคารพค่ะ​ กรุณาคืนชีวิตลูกมาให้ดิฉันด้วยเถอะคะ​ แล้ว​มารับชีวิตของดิฉัน​ไปแทน​เขาเถอะ " เธอรำพันคล้ายละเมอ " ขอให้ลูกมีชีวิตอยู่​ ฉัน​จะตายก็ไม่​เป็นไร ดิฉันยินดีทุกอย่าง​เพื่อให้ลูก​ได้มีชีวิต ลูก​จะ​ได้มี​ความสุข อนาคตของเธอคงรุ่งโรจน์ เธอ​จะ​ได้ช่วยเหลือสังคม​และประเทศชาติ​ได้มาก" รำพันพลางสะอื้นพลางมือฟายน้ำตาน่าสงสารยิ่งนัก

" แม่คิด​และวาดอนาคตของลูกไว้อย่างสวยหรู​ที่สุด ลูก​จะ​ได้มี​ความเจริญก้าวหน้า แม่พยายามทุกอย่าง​เพื่อส่งเสียให้ลูก​ได้เล่าเรียนจนประสบ​ความสำเร็จ มีชีวิต​เป็นตัวของตัวเอง ​เป็นผู้​ที่สร้างสรรค์สังคมให้มี​ความสงบสุข​และเจริญรุ่งเรื่อง​" เธอรำพันต่อ คิ้วขมวด ตาแดงกร่ำผมยุ่งเหยิงแล้ว​ก้มหน้านิ่ง

"ลูกจาก​ไปมิทัน​ได้ลา ไม่​ได้สั่งเสีย​แต่อย่างใด เจ้า​จะมีชีวิตอยู่​ในสัมปรายภพอย่างไรนั้น​ แม่ไม่รู้ ​ถ้ามีปัญหา อุปสรรค์ ​จะมี​ใคร​ได้ช่วยเหลือเจ้า แม่อยาก​จะ​ไปอยู่​ด้วยเจ้า ​แต่แม่ไม่​สามารถจาก​ไปตอนนี้​ได้ ​เพราะแม่มีน้องของเจ้าอีก 2 ชีวิต ​ที่​จะ​ต้องรับผิดชอบ สัมภาระของแม่ช่างยิ่งใหญ่นัก ​ถ้า​พระเจ้าผู้ประเสริฐมีอภินิหาร ​จะบันดาลชีวิตของแม่ให้​สามารถผ่านทะลุมิติแห่งกาลเวลา​ไป​ได้ ให้แม่มีโอกาสช่วยเหลือเจ้า ​และ​สามารถช่วยเหลือน้องเจ้า​ได้เช่นกัน แม่วิงวอน​และภาวนาให้​เป็นเช่นในภาพยนตร์เรื่อง​ ทวิภพ แม่​จะ​ได้ตาม​ไปดูแลลูก​ได้อย่างใกล้ชิต เจ้า​ไปอยู่​ตามลำพังหรือเปล่า หรือ ​ถ้า..มี​ใครมารังแกเจ้า ​ใคร​จะ​ได้ช่วยเหลือเจ้า ยามเจ้าเจ็บไข้​ได้ป่วย ​ใคร​จะ​ได้ช่วยเหลือเยี่ยวยาเจ้า แม่ห่วงเหลือเกิน ลูกรัก " เธอรำพันเพ้อ​ไปเรื่อย ๆ​

" พี่จ๋า...​ ทำไมพี่จากน้อง​ไปเร็วละ พี่รีบกลับมาก่อนนะค่ะ​ น้องคอยพี่อยู่​ พี่อย่า​ไปลับนะค่ะ​ ​ใคร​จะ​ได้ช่วยน้องยาม​ไปเก็บผลไม้ในสวน เราสนุก​กับการเล่นน้ำตก ชมสัตว์ป่า ฟังนกร้องกล่อมไพร ​และหาว่านมาให้พ่อทำยา พ่อทำยาแจกจ่ายให้ญาติพี่น้อง ​ซึ่ง​สามารถรักษาโรคพื้นฐาน​ได้ บางครั้งก็หาย ไม่​ต้อง​ไปพบแพทย์​ที่โรงพยาบาล" น้องรำพันด้วยอารมณ์เศร้าปานหัวใจ​จะวายตาม​ไปด้วย

" หลานรัก ย่าไม่ควร​จะอนุญาตให้หลาน​ไปสวนในวันนี้เลย​ น่ากลัวจริง ๆ​ ย่ากลัวว่า​จะมีบาปติดตัว​ที่ปล่อยให้หลาน​ได้พบ​กับอุบัติเหตุ ​เพราะไม่​สามารถคุ้มครองป้องกันหลาน​ได้เหมือนดังเช่นก่อนมา ย่าเสียใจมาก ย่าอยากให้อดีตหมุนเวียนกลับมา​ที่เดิมก่อน​ที่หลาน​จะประสบอุบัติเหตุ หลาน​จะ​ได้ฟังนิทานจากย่า ย่า​จะให้หลานร้องเพลงสุนทราภรณ์ เพลงทูล ทองใจให้ย่าฟัง เดี๋ยวนี้ย่ามีชีวิตมืดมน ไม่มีเรี่ยวแรง ปาน​จะหายใจไม่ออก ย่าอยาก​จะ​ได้พบหลาน ​ได้พูดคุย​กับหลาน ​แต่อนิจจา ย่าเสียใจ ย่า​ได้​แต่ร้องไห้ วาสนาของย่ามีน้อย​ที่​จะ​ได้อยู่​ร่วมโลกเดียวกัน​กับหลานตลอด​ไป" ย่ารำพึงรำพันด้วย​ความน้อยอกน้อยใจ​และเสียใจ​ที่สุด

"ในบริเวณวัด​ที่ศพสามสาวตั้งบำเพ็ญกุศล​เป็นวัดอยู่​กลางชุมชนมีคนอาศัยอยู่​มากมาย​ จึงมีคนตายมาก​เป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ในโลกนี้ มันย่อมเท่ากัน​ทั้งคนเกิด​และคนตาย ​ถ้าเกิดมาหนึ่ง​ก็​ต้องตาย​ไปหนึ่ง​ ​จะตายสองหรือสามไม่​ได้" ยายของแตง..พึมพำ

เวลาผ่าน​ไปครบ 3 วัน คณะเจ้าภาพจัดงานศพร่วมกัน ทำอะไร​เหมือน​กับอย่างเดียวกันตลอดงาน เช่น สวด​พระอภิธรรมเตียงเดียวกัน ตั้งหีบรับเงินใบเดียวกัน ร่วมกันจัดข้าวปลาอาหารเลี้ยงแขกโรงเลี้ยงเดียวกัน ​พระแสดง​พระธรรมเทศนาองค์เดียวกัน พิธีกรคนเดียวกัน ถวายสังฆทาน​พร้อมกัน สวดมัตติกาบังสุกุลด้วยกัน กรวดน้ำ​พร้อมกัน​ที่เดียวกัน มีการมอบทุนการศึกษา​และช่วยเหลือวัดร่วมกันเท่ากัน พิธีประเดิมเพลิงประธานคนเดียวกัน นำศพ​ไปเผา​พร้อมกัน เผาในกองไม้ฟืน​ที่เหมือนกัน จุดไฟเผา​พร้อมกัน วางศพใกล้กัน ให้ของชำร่วยแด่แขกชนิดเดียวกัน เก็บอัฐิ​พร้อมกัน บำเพ็ญกุศล​และฝังอัฐิไว้ใกล้กัน​และ​พร้อมกัน

มีครูคนหนึ่ง​ท่านกล่าวว่าท่าน​เป็นคนโชคดี​ที่สุด ​คือ​ได้​เป็นครูของพ่อ ​และ​เป็นครูของลูกด้วย ท่านบอกว่า ท่านเสียใจมากในการสูญเสียครั้งนี้ ​ถ้าเปรียบพ่อแม่ของเด็กดุจการค้าหรือทุนนิยม เทียบ​ได้ว่า พ่อแม่ลงทุนให้ลูก​เป็นการสูญเปล่า ยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ​ต้องหยุดกิจกรรม​เพราะ​ความบังเอิญ ​เป็นสิ่ง​ที่ครูท่านเสียใจมาก​ที่สุด ยังไม่ทัน​ได้ทำใจ เหมือนโดนต่อยใบหน้าระยะกระชั้นชิดถึง​กับช็อค ปานหัวใจ​จะวาย ครูในฐานะพ่อแม่คน​ที่ 2 สำหรับพ่อแม่​เป็นผู้ให้กำเนิดจริง ๆ​ ให้ชีวิตจิตใจ​จะเสียใจ โศกเศร้าอย่างไรนั้น​ยาก​ที่​จะคะ​เน​ได้ สำหรับครูนั้น​ท่าน​สามารถระงับอารมณ์​และทำตามปกติ​ได้

​เมื่อสัปเหร่อจุดเพลิงเผาจริง ทำให้ไฟลุกโชติช่วงเปลวเพลิงพุงตลบบริเวณนั้น​ด้วยควันสีหมึกดำ เดชะบุญ...​ลมเจ้าถิ่น​สามารถพัดกลุ่มควันนั้น​ลอยจาก​ไป​ได้

นักวิปัสสนาท่านหนึ่ง​ มองรูปภาพสามสาว​ที่ญาติยืนถืออยู่​ในบริเวณใกล้ ๆ​ ท่านรู้สึกว่า​สามสาวมีบุคลิกดีสวยงาม ยิ้มแย้ม ชวนให้ฝันใฝ่นิยมชมชอบ ​แต่ท่าน​ได้มองสภาพ​ความ​เป็นจริงว่า​เป็น​ไปตามกรรม ​เป็นอนิจจัง ​เป็นอนัตตา ​และผู้พบเห็นพลอย​เป็นทุกข์​ไปด้วย ​คือ​ความเศร้าโศกเสียใจ

" ไฟเผาไหม้ผม เสื้อผ้า จนเกรียมไหม้ ผิวหนังผุพองน้ำเยิ้มมันไหลย้อย​และไหม้เกรียม​ไปเรื่อย ๆ​ กล้ามเนื้อก็กลาย​เป็นอาหารอันโอชะของ​พระเพลิง ​และมอดไหม้​ไปใน​ที่สุด เหลือเพรียง​แต่กระดูก​ส่วน​ที่แข็งเพียงเล็กน้อย ทิ้งไว้​แต่ร่องรอยของ​ความ​เป็นอดีต เช่น ​เป็นนักกีฬารางวัลเหรียญทองมากมาย​ ​เป็นผู้สอบ​ได้คะแนนยอดเยี่ยม ​เป็นคนดี ​เป็นต้น" ​พระพึมพำ

"อนิจจัง มันไม่เ​ที่ยง ปกติคนเราย่อมมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ​เป็นอัน​ที่สุด ​แต่สามสาว​ได้เกิดมาแล้ว​ พอเริ่ม​จะแก่ตามวัยก็ประสบอุบัติเหตุเสียแล้ว​ เธอจึง​ได้​แต่เกิด แก่ ตาย ไม่​สามารถเจ็บ​ได้ทัน ไม่ทัน​ได้ถูกทรมาน สภาพจิตตอนนั้น​​จะนำจิตของเธอ​ไปสู่สุขคติ หรือทุกขคติในสัมปรายภพ"

" ลูกรัก เธอจง​ไปสู่สุขคติเถิด ครู​จะทำบุญแผ่อุทิศบุญกุศล​ไปให้ตามโอกาสในวันต่อ​ไป ลูกเกิดมาสร้างชื่อเสียง​และประโยชน์ให้แก่วงศ์สกุล​และจังหวัด อัน​เป็นตัวอย่าง​ที่ดีแก่เยาวชนทั่ว​ไป ​และลูกมีโอกาสดีกว่าบุคคลทั่ว​ไป ​คือ ปัจจุบันผู้เสียชีวิต​จะถูกนำ​ไปเผาในเตาเผา​ซึ่งมิดชิดดูไม่เห็น

​แต่สำหรับลูก​ทั้งสาม​ได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ลูก ๆ​ ​ได้ให้​ความรู้​เป็นวิทยาทานแก่คน​ที่​ได้มาพบเห็นซากศพของลูกสาว​ที่​กำลังละลาย​ไปในกองเพลิง ทำให้คนคิดเปรียบเทียบชีวิต​ที่โลดเต้นอยู่​ ​กับ​ความสนุก​และตอนสิ้นชีวิต​ไป ทำให้เห็น​ความทุกข์ ​ความ​เป็นอนิจจัง ​ความ​เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา" ครูเว้นวรรค​เพื่อกลืนน้ำลาย​และข่ม​ความรู้สึกลึก ๆ​ ครู่หนึ่ง​

" การ​ที่​ได้มาเห็นสภาพการ​เป็นอสุภะจากชีวิตจริง ​เป็นของเสียถูกไฟไหม้เกรียม​ไป ​จะ​เป็นมรณะสติ เตือนให้ทุกคนทำเนินชีวิตด้วย​ความไม่ประมาท ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่ทำลายล้างผู้อื่น ไม่ริษยาผู้อื่น ควร​จะมี​ความเมตตาสงสารผู้อื่น ​และอภัยให้ผู้อื่นชีวิต​เป็นสิ่งไม่แน่นอน แก่ก็ตาย หนุ่มก็ตาย เด็กก็ตาย ​เป็น​ไป​ได้​ทั้งนั้น​ ​แต่ทุกชีวิต​กำลังเดิน​ไปสู่​ความตายด้วยกัน​ทั้งนั้น​ ​แต่​ใคร​จะถึงก่อนหรือถึงหลัง นับว่า​เป็นการโชคดี​เพราะสามสาว​จะพ้นจาก​ความทุกข์ในสภาพของการ​เป็นมนุษย์นั้น​" ครูรำพึง​กับตนเอง

"วิญญาณของเธอก็​จะ​ได้​ไปสู่สุขคติ" ครูกล่าว​ไปเรื่อย ๆ​

" ไม่มี​ใครมีชีวิตอยู่​​ได้ยืนนาน ​แม้​แต่คนสมัยปู่ย่าตายายของเราก็ตายเกือบหมดแล้ว​ ฉะนั้น​ คน​เขาคิดอย่างไร ทำไมจึงมีอิจฉาริษยา พยาบาท​ อาฆาตแค้น ทำลายกัน​ซึ่งหน้า​และลับหลัง ​ต้องตายกัน​ไป ​ต่อมาคนฆ่าผู้อื่นก็ตายหมดไม่มีเหลือ ฉะนั้น​ จึงควร​ที่​จะคิดว่าประโยชน์ของแผ่นดิน​เป็นของตน​จะ​เอาล้างผลาญไม่​ได้ มิฉะนั้น​รัฐบาล​จะอยู่​ไม่​ได้ ​ซึ่งอสุภะ หรือมรณะสตินี้​จะช่วยให้มวลมนุษย์เกื้อกูลกัน ​จะสร้างสรรค์สังคมให้สงบ ​สามารถละทิ้งกามตัณหา โลภะ โทษะ โมหะ​ได้บ้าง

สัปเหร่อยิ้มผ่องใส "มนุษย์คง​จะ​ได้เห็นธรรมชาติ​ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น​ ขอบุญกุศลจงดลบันดาลให้สามสาว​ไปสู่สุคติ ​ถ้า​ไปตก​ที่ทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ ​ถ้าอยู่​​ที่สุขแล้ว​ขอให้มี​ความสุขยิ่งขึ้น​"

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3663 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง เตือนใจ
ผู้แต่ง เปิดฟ้า ก้องหล้า
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๑๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-19124 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 09 พ.ค. 2558, 12.01 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น