นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘
เหมือนเดิม
เปิดฟ้า ก้องหล้า
..." ​​ระหว่างวันปิดเรียน ขณะรอประกาศผลการสอบชั้นประถมศึกษาปี​​ที่ 6 วันนั้น​​ฉัน​​ได้​​ไปในสวนหลังบ้าน ​​ซึ่งมีไม้นานาพันธ์ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลางสาด...
" ​ระหว่างวันปิดเรียน ขณะรอประกาศผลการสอบชั้นประถมศึกษาปี​ที่ 6 วันนั้น​ฉัน​ได้​ไปในสวนหลังบ้าน ​ซึ่งมีไม้นานาพันธ์ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลางสาด ฯลฯ มีพืชอีกหลายชนิด​ที่กิน​ได้ ​และมีไม้ประเภทเนื้อแข็งสำหรับสร้างบ้านปลูกอาคาร

ในสวนมีลำธารไหลผ่าน น้ำใสเย็นสบาย ฝั่งคลอดตื้นไม่ลาดหรือขันมาก ขณะฉันเดินบนต้นมะพร้าวล้มทอดข้ามคลอง​เป็นสะพาน​ไป​ได้ครึ่งทาง ทันใดนั้น​มีผึ้งฝูงหนึ่ง​บินผ่านมา เสียงแรงกระพือปีกดังแว่วมา จากเสียงเบา ​เป็นเสียง​ที่ดังยิ่งขึ้น​ผ่าน​ไปเหนือศีรษะของฉันเพียงนิดเดียว มีหลายตัวบินมาชนบริเวณศีรษะ คอ แขน ทำให้ฉันตกใจ มือตะเกียกตะกายลืมตัว สะพานมะพร้าวทอดยาว ไม่มีราวเกาะจับ ทำให้ฉันโงนเงน​และล้มตกลง​ไปในคลองจมน้ำแค่สะเอว ทำให้แว่นตกลงในน้ำ ฉันจึง​ต้องงมหาแว่นอยู่​นานแสนนานจนรู้สึกหนาวสั่น หาไม่เจอจึง​ได้งมลง​ไปตามลำคลอง คิดว่าแว่นคง​จะ​ไปติดอยู่​สักแห่งหนึ่ง​ ตะปบ​ไปควาน​ไปตามลำน้ำจนถึง​ที่โค้งแห่งหนึ่ง​ มือก็ตะปบ​ไปพบแว่นเข้า ฉันดีใจมากจนเกือบกระโดดโลดเต้น ​แต่ยังยั้งไว้​ได้ นี่​เป็นในน้ำ ไม่อยากให้ผู้ใดทราบ ​จะอาย​เขา

" ​แม้โชคดีมาก เจอแว่นแล้ว​ ฉันคง​จะไม่​ต้องมืดบอดต่อ​ไปอีก" เธอรำพึง

ฉันนำแว่นโผล่น้ำขึ้น​มา รู้สึกว่า​มันหนักกว่าอันเดิม จึงกางขาแว่นออก

" เอ๊ะ ขา​และกรอบมันโตกว่าก่อนนี้​เป็น​ได้อย่างไร" เธอรำพันพลาง" หรือว่าเราหนาวเย็นจนตัวสั่นงันงกจึงทำให้มี​ความรู้สึกว่า​ มันโตขึ้น​ "

ฉันสวมแว่นตาทันใด รู้สึกว่า​มันสว่างสดใส มองเห็น​ไปหมด เห็นตาม​ความ​เป็นจริงทุกอย่าง ​แต่มันมิใช่แว่นของฉันก่อนตกลงน้ำ ฉันแปลกใจมาก ฉันก็เดินกลับบ้าน​ทั้งเสื้อเปียกปอน ​แต่พอนึก​เป็นห่วงพ่ออยู่​ทางบ้าน ก็ปรากฏภาพของพ่อ​กำลังทำงาน จากนั้น​มีเด็กหนุ่ม 3 คนมาแกล้งรังแกคุณพ่อ ​ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนเหมือนอยู่​ในเหตุการณ์นั้น​จริง ๆ​ ฉันจึง​ไปบอกญาติผู้ชาย กลุ่มหนึ่ง​ให้ทราบ ​และ​เขารีบ​ไปช่วยคุณพ่อทันที ​และ​สามารถกำจัดคนร้าย​และจับคนร้าย​ได้ พ่อก็ไม่​ได้​เป็นอันตรายมากนัก

ญาติทุกคนต่างสงสัยว่า ฉันรู้​ได้อย่างไรว่าพ่อของตน​กำลังตกอยู่​ในอันตราย ​เขาถามฉันเท่าไรฉันก็ไม่กล้าบอก​ความจริง เพียง​แต่บอกว่า "ช่วย​ไปดูพ่อให้หน่อย​" เท่านั้น​เอง

​เมื่อคิดถึงน้าวิไล ภาพก็ปรากฏบนแว่น

ฉัน​ได้บอกพวก​เขา​ไปว่า "ใต้ต้นมะขามเหนือจอมปลวกบนคันนากลางทุ่ง น้าวิไล​กำลัง​ต้องการ​ความช่วยเหลือ รีบ​ไปเถอะพวกเรา " ฉันก็​จะตาม​ไปช่วยน้าวิไลด้วย

สิงห์ หมาย​และปอง ต่างสงสัยว่า " ​จะ​ไปทำไม ​ถ้าเธอหลอกให้​ไปก็เหนื่อยเปล่า ​แต่​ถ้าไม่​ไป ​ถ้ามีเหตุการณ์จริง ๆ​ เกิดขึ้น​ ก็​จะ​ได้รับการตำหนิจาก​ใครต่อ​ใคร​ได้" สิงห์แสดง​ความคิดเห็น"

" ​ไปเถอะ เรา​ไปพิสูจน์คำพูดของเธอ ว่า​จะ​เป็นจริงอย่าง​ที่พูดหรือไม่" ปอง

" ฉันก็​จะ​ไปธุระ​ที่หมู่บ้านข้างหน้านั้น​ด้วย มีธุระ​กับน้าวิไลเกี่ยว​กับเรื่อง​พันธ์ผักคะ​น้า​ที่​จะปลูก"หมายบอก​เพื่อน ๆ​

" เรารีบ​ไปกันเถอะ อย่าช้านัก เรา​จะ​ได้พิสูจน์​และรีบ​ไปรีบมา" หมายเร่ง​พร้อมหยิบไม้แผ่นเล็ก ยาวประมาณ 1 ฟุต กว้าง 2 นิ้ว หนา 1 เซนติเมตร ติดมือ​ไปด้าย

" มิควร​จะ​ไป คง​จะไม่มี​ความจริงใด ๆ​ เธอคงหลอกให้เราเก้อแหละ​นะ" ปอง

"เราอยากกลับบ้านจริง ๆ​ เราสังหรณ์ใจ​และชัก​จะ​เป็นห่วงน้าวิไลละ รีบ ๆ​ เข้าเถอะ" สิงห์

​ทั้งสามรีบออกจากบ้าน เดินตรง​ไปยังทุ่งนา เป้าหมายต้นมะขามงามเด่นอยู่​บนจอมปลวกกลางคันนา ​และกลางทุ่งกว้าง​เป็นพุ่มเงาใหญ่ ร่มเย็น

"ไม่มี​ใครอยู่​เลย​นี่" ปองสงสัย

" วิ่ง​ไปเร็วเข้าเถอะ ลองไล่ฉันดูซิว่า ทันไหม " สิงห์เริ่มออกวิ่ง​ไปก่อน​พร้อมเย้ายั่วให้​เพื่อนวิ่งไล่ตาม

หมาย ปอง ตั้งสติมั่นทันที ​เมื่อสิงห์วิ่ง​ไป​ได้ระยะพอควร จึงวิ่งตาม​ไป​พร้อม ๆ​ กัน "รอด้วย"

เพียงไม่กี่นาทีก็มาเกือบถึงใต้ต้นมะขาม

" ไม่มี​ใครอยู่​นี่ หยุดเถอะ กลับดีกว่า เสียเวลาเปล่า ๆ​ " หมายแนะนำ
" ไหน ๆ​ ก็มาแล้ว​ ​ไปให้ถึงใต้ต้นมะขาม หยุดพักสักนิด ให้หายเหนื่อยก่อน แดดจ้าอย่างนี้ ร้อนเหลือเกิน" ปอง

" ดี เหมือนกัน เรา​จะ​ได้รับโอโซนให้เต็มปอดจากต้นมะขาม ​ที่มันถ่ายออกซิเจนออกมาให้มวลมนุษย์​ได้แย่งกันสูดดมในยามกลางวัน ตรงกันข้าม ในเมืองรถยนต์มี รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรต่าง ๆ​ ต่างค่ายพ้นคาร์บอนมอนนอกไซด์ให้มวลมนุษย์สูดดม ​ทั้งยามกลางวัน​และกลางคืน" สิงห์

​เมื่อ​ทั้งสามตกลงกัน​ได้แล้ว​ ก็หยุดวิ่ง เปลี่ยน​เป็นเดินตามปกติ​ไปตามคันนา​ที่เริ่มชันขึ้น​ประมาณ 5 องศา จนถึงใต้ต้นมะขาม

" อือ ๆ​ อุย "
" ​ใครครางนะ สิงห์เธอครางหรือเปล่า หรือว่า หมายคราง" ปองถามด้วย​ความสงสัย

" ไม่ เราไม่​ได้คราง" หมาย​กับสิงตอบ​พร้อม ๆ​ กัน
" ​ใครละ" ปองซักขึ้น​ลอย ๆ​

" ​ใคร​จะรู้ละ " หมาย

" ลองดูรอบ ๆ​ ปลวกซิ ว่ามี​ใครอยู่​บ้าง" สิงห์

​ทั้งสามจึงแยกย้ายออก​ไปดูรอบทิศ เดินดูรอบจอมปลวก ​ซึ่งเจ้าของพังทลายให้ต่ำลงมาจากยอดจอมปลวกสูงจากท้องนาประมาณ 50 - 80 เซนติเมตร

" อยู่​นี่ น้าวิไลอยู่​นี้ มาเร็ว ๆ​ " ปองตะโกนขึ้น​อย่างลิงโลดด้วย​ความตื่นเต้นระคนตกใจกลัว ทั่งหมดมารวมกัน​ที่ปองยืนดูอยู่​ทันที

" น้าวิไล " หมาย ปอง สิงห์ตะโกนขึ้น​​พร้อม กัน

"อุ่ย ช่วยน้าด้วย" น้าวิไลครางออกมา

" น้ายังไม่เสียชีวิต รีบ​ไปช่วยเร็วเข้า "สิงห์ " น้าเจ็บตรงไหนบ้างน้า

" ​ที่ข้อเท้า "น้าวิไลตอบ

สามหนุ่มจึงเพ่งมอง​ไป​ที่ปลายเท้า​พร้อม ๆ​ กัน

" อย่าจับนะ ดูให้แน่ใจก่อนว่า​จะหักหรือไม่ " สิงห์ทักท้วง

​เมื่อสามหนุ่มพิสูจน์​และสรุปว่าแข้งด้านขวาเหนือข้อเท้าหัก จึง​ได้นำไม้ท่อนบาง​ที่ถือมานาบ​ส่วนหัก​และพันด้วยผ้าขาวม้าหลายรอบจนรู้สึกว่า​ปลอดภัยดีแล้ว​

" พวกเราคอยอยู่​นี่ก่อนนะ ผม​จะ​ไป​เอาเปลมาห้ามน้าวิไล" พูดเสร็จปองก็ออกวิ่งกลับ​ไปบ้าน เพียงไม่นานปองก็นำเก้าอี้ออกมา 1 ตัว​พร้อมชาวบ้านอีก 5 คน บางคนก็มีไม้คานติดมาด้วย บางคน​ได้เชือกสำหรับผูกล่ามวัวมาด้วย ​เมื่อมาถึงใต้ตนมะขาม จึงผูกเก้าอี้ให้แขวน​กับคาน​ที่วางบนบ่า ​ได้ขนาด​และจังหวะนั่ง​และหาม​ได้มี​ความถ่วงสมดุล​พอดี จึงช่วยกันยกน้าวิไลนั่งบนเก้าอี้แล้ว​ช่วยกันหามกลับบ้านทันที ​ที่เหลือเดินมาใกล้ ๆ​ ​เพื่อคอยระวัง ​และคอยเปลี่ยนคนหาม​เมื่อรู้สึกเหนื่อย

​เมื่อมาถึงบริเวณบ้าน รถกะบะของ​เพื่อนบ้าน​ได้รออยู่​แล้ว​ จึงนำน้าวิไลขึ้น​​ไปบนรถให้นั่งบนเก้าอี้ ในกะบะหลัง​พร้อมด้วยญาติพี่น้องหลายคนติดตาม​ไปโรงพยาบาลด้วย ญาติคนหนึ่ง​นำร่มมาให้ไว้สำหรับกางให้น้าวิไล ​เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย​ รถออกจาก​ที่ขึ้น​ถนนใหญ่มุ่งหน้า​ไปสู่โรงพยาบาลในตัวเมือง ​เป็นระยะทาง ประมาณ 9 กิโลเมตร เปิดไฟกระพริบขอทาง

สร้าง​ความประหลาดใจให้แก่ สิงห์ ปอง ​และหมาย อย่างยิ่ง​กับการทราบข่าวล่วงหน้าหรือตาทิพย์ของฉัน ​(บุปผา) ​ทั้งสามคน จึง​ได้ซักถามฉันด้วย​ความสงสัย อยากรู้อยากเห็น​และอยากทราบ​ความจริงว่าบุปผารู้​ได้อย่างไร

" บุปผา ช่วยบอกหน่อย​เถอะ ว่าเธอ​ได้รู้เรื่อง​อย่างนี้​ได้อย่างไร จึง​สามารถบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า​ได้ หรือเหตุการณ์​ที่อยู่​ห่างไกลออก​ไปเกินกว่าตาเนื้อ​จะมองเห็น​ได้ บอกให้เรารู้ด้วยนะ เราอยากรู้จริง ๆ​ ​ถ้าไม่รู้คงออกแตกตายแน่ ๆ​ " สามสหายยืนยันด้วย​ความพยายาม​และอ้อนวอนด้วย​ความตั้งใจจริง

" ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา พวกเธออย่าเรียกร้องอะไร​มากว่านี้เลย​ ขอร้องเถอะ ไม่​ต้องถามอะไร​​ทั้งสิ้น ขอร้อง​เพื่อให้​ความ​เป็น​เพื่อน​และมิตรภาพของเรายั่งยืนนานตลอด​ไป" ฉันขอร้องเชิงวิงวอน

" นี่บุปผา เธอบอกเรา​ได้ไหมว่า​จะมีเหตุการณ์อะไร​​ที่แปลก​ไปกว่าเหตุการณ์ปกติเกิดขึ้น​​ที่ใดบ้าง กรุณาบอกเราด้วย เรา​จะ​ได้​ไปดู ​ไปพิสูจน์ ขณะนี้เราเชื่อเธอแล้ว​ บุปผาเอ่ย"

" พวกเธอเชื่อจริงหรือ ​ถ้านั้น​ให้เธอ​ไปพิสูจน์อีกครั้ง ให้พวกเธอ​ไป​ที่ถนนสายเพชรเกษม เลย​​ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 6 -- 7 กิโลเมตร บ้านสะพานหมวย ก่อนเ​ที่ยงวัน วันนี้ เธอ​จะ​ได้พบ​กับเรื่อง​ระทึกใจสะเทือนขวัญ ​แต่ฉันขอร้องเธอทุกตนไม่ให้เล่าเรื่อง​ราวใด ๆ​ เกี่ยว​กับฉันอีก" บุปผาขอร้อง

" ​ได้ ฉัน​จะไม่เล่าให้​ใครฟังว่าเธอบอกให้พวกเรา​ไปดูสิ่ง​ที่​ได้พบเห็นในเหตุการณ์​ที่​จะเกิดขึ้น​ ไม่ว่า​จะ​เป็นกรณีใด ๆ​ ​ทั้งสิ้น" ปอง

ทั่งสามคน​ได้​ไปนั่งอยู่​บ้าน​เพื่อนบริเวณบ้านสะพาน หมวย ตั้งแต่เวลา 9.30 น ​เพื่อสังเกตดูทุกพฤติกรรม​และการเคลื่อนไหว​ที่​จะเกิดขึ้น​ตาม​ที่บุปผากล่าวแนะนำไว้ จนกระ​ทั้ง 10.30 นาฬิกากว่า ๆ​ ยังไม่เหตุการณ์อะไร​เกิดขึ้น​

" น่าเบื่อจัง ไม่เห็นมีอะไร​เกิดขึ้น​ หรือว่า บุปผา มันหลอกเราให้มาเก้อ " สิงห์

"อย่าน่า อดทนนิด ไหน ๆ​ ก็มาแล้ว​ ขอให้ผ่านเ​ที่ยงวันของวันนี้ เรากินข้าวกันคนละจานก่อน แล้ว​จึงกลับบ้าน เรื่อง​กินหน้า​ที่ฉัน " หมายแนะนำ​พร้อมรับ​เป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารมื้อกลางวัน

" ตกลง" เกือบ​จะ​พร้อมกัน คำสัญญาดังชัดเจน​และก้องกังวานในดวงใจ อย่างมี​ความหมาย ​และมีค่าสำคัญยิ่ง ​คือทุกคน​จะรักษาคำพูดของตน​และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดมา

เกือบ สิบเอ็ดโมง มีรถกะบะคนหนึ่ง​มาจอดข้างถนนเลย​สะพาน​ไปประมาณ 100 เมตร เพียงอึดใจ​ต่อมา มีรถจักรยานยนต์คนหนึ่ง​ มีเด็กผู้หญิงสามคนอาศัยขี่กันมา ​พร้อมส่งเสียงดังลั่นอย่างสนุกสนาน คนขับ​กำลังพูดโทรศัพท์อยู่​

" โธ่ อันตราย ไม่น่าทำอย่างนั้น​เลย​นะน้องนะ เจ้ามีจิตใจ​ที่​ที่กร้าว​และโหด​กับตัวเองเหลือกเกิน" หมายอุทานตามหลังเบา สายตาจับมองรถคนนั้น​​ไป

ใกล้กันนั้น​ มีรถตามหลังมา​เป็นแถวยาวเหยียดด้วย​ความเร็วสูง มี่​ทั้งรถเล็ก รถใหญ่ รถประจำทาง บางก็แซงขึ้น​มาเหมือน​กับว่าเต็มถนน​ไปหมด ​และใกล้​จะถึงหรือทันรถจักรยานยนต์​ที่สามสาว​กำลังขี่​ไปใกล้รถกะบะ​ที่จอดอยู่​ข้างหน้า ซีกซ้ายในทางเท้าหรือทางรถจักรยานยนต์

คนขับจักรยานยนต์​กำลังสาละวนอยู่​​กับการพูดโทรศัพท์ สังเกตคล้าย​กับ​จะมีอารมณ์ ทำให้รถเซถลาเล็กน้อยพุ่ง​ไปปะทะ​กับท้ายรถกะบะซีกขวา​ที่จอดอยู่​ เธอหลบไม่ทัน ทำให้รถ​และคนล้มออกมากลางถนน มันสุดวิสัย​ที่โซเฟอร์​ที่วิ่งตามมา​จะทำอะไร​​ได้ทัน​เพราะระยะกระชั้นชิด รถก็วิ่งผ่าน​ไปตามปกติ​เป็นเวลานานพอสมควรกว่า​จะผ่าน​ไปหมด ประมาณ ไม่ถึงนาที ​เมื่อรถผ่าน​ไปหมดแล้ว​ถนนก็ว่าง เห็นซากรถ​และคนอยู่​กลางถนนใกล้​กับ​ที่รถกะบะจอดอยู่​ ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงในละแวกนั้น​ก็ตะโกนขึ้น​ " รถชนเด็ก ช่วยเร็ว " หญิงชราคนหนึ่ง​​พร้อม​เพื่อนบ้านวิ่งมา​ที่รถกะบะจอดอยู่​ " ช่วยไม่ทันลูก มันใกล้เกิน​ไป ​และรถก็เร็วเกิน​ไป เห็น ๆ​ ก็วิญญาณจากเจ้า​ไปแล้ว​ "

เราสามคนก็ขี่รถ​ไป​ที่เกิดเหตุ ยืนสงบด้วย​ความอาลัย​เป็นเวลา 1 นาที​พร้อมกัน "ขอให้วิญญาณของน้อง ๆ​ ​ไปสู่สุขติ ​และอย่า​ได้จองเวร​ซึ่งกัน​และกันเลย​ การให้อภัย​เป็นทาน​ที่ประเสริฐสุดในพุทธศาสนา

ปรากฏว่าคนใกล้เคียงในละแวกนั้น​ออกมา​พร้อม ๆ​ กัน เป้าหมาย​ที่ศพกลางถนน ​ทั้งหญิง​และชายเด็กชรา ทุกคงจังงังด้วย​ความสังเวช ​ทั้งสามเสียชีวิต ร่างบาง​ส่วนเหลวแหลก ​ส่วนมากยังดีอยู่​ คง​เพราะรถอาจ​จะเห็น​และหลีก​ไป​เพราะล้มลงใกล้รถกะบะ ​แต่ทำให้​ทั้งสามเสียชีวิตทันที

จาก การสันนิษฐานสาวคนแรก อายุประมาณ 16 ปี คน​ที่สองอายุประมาณ 14 ปี​และคน​ที่สามอายุประมาณ 12 ปี พวกเธอคง​จะอยู่​ในวัยเรียน อนิจจา ทุกอย่างไม่แน่นอน ไม่เ​ที่ยงแท้ ​เป็นอนิจจัง ​และอนัตตา ​คือมันไม่ใช่ของเรา มัน​เป็น​ส่วนของ​ความทุกข์​ทั้งหมด

" เธอแน่มาก บุปผา ​ที่​สามารถบอกเหตุการณ์​ได้ล่วงหน้า ​และ​เป็นจริง เธอรู้​ได้อย่างไร" สมหมาย

" อย่าเพิ่งรู้ตอนนี้เลย​ วันใดอยาก​จะบอกก็​จะบอกให้พี่​ได้ทราบ ไม่​ต้องห่วง ​จะบอกให้รู้ก่อน​ใคร​ทั้งหมด" บุปผา
" ​แต่พี่อยากรู้เดียวนี้นะ " สิงห์

" ใจเย็น ๆ​ พี่ ขอร้องอย่าถามอะไร​เลย​ " บุปผา

ข่าวการบอกเหตุการณ์ต่าง ๆ​ ​ได้ล่วงหน้า เหตุการณ์​ที่เกิด​จะ​เป็นระยะใกล้ไกล หรือระยะห่างนานหลายวันก็ตาม เธอรู้​ได้แจ้งชัดดังตาเห็น สร้าง​ความประหลาดใจให้แก่ทุกคน​ที่ทราบข่าว มีการวิพากษ์วิจารณ์ กันกว้างขวางในทุกกลุ่มสังคม ตั้งแต่เด็ก ถึงผู้ใหญ่ ในประเทศ​และต่างประเทศ ​เพราะข่าวสารสนเทศก้าวไกลฉับไวมาก

มีหลายคนมาติดต่อสอบถาม บางคนให้พยากรณ์เกี่ยว​กับของหาย การปล้นขโมย ​และการสืบหา​ความจริงอื่น ๆ​ เช่นภรรยา หาย สามีหาย ลูกหาย ทรัพย์สมบัติหาย ​แต่ฉัน ก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

" บุปผา ช่วยดูหน่อย​ซิ รถจักรยานยนต์เพิ่งซื้อมา​ได้ไม่กี่วันถูกขโมย​ไป ช่วยดูให้หน่อย​มันอยู่​​ที่ไหน ​ใคร​เอา​ไป ​จะ​ได้ตามกลับคืนมา​ได้ ขอ​ความกรุณาดูให้​และบอกให้รู้ด้วย" หนุ่มบ้านใกล้ขอร้อง

"หนูบอกไม่​ได้หรอก หนูไม่​ได้​เป็นหมอดู หนูไม่รู้อะไร​หรอก มัน​เป็นบังเอิญ อย่างนี้ดูไม่​ได้หรอกนะ" บุปผาปฏิเสธ

" ขอร้องเถอะ ช่วยหน่อย​นะ หลาน​จะ​เอาเงินเท่าไรก็​ได้ น้า​จะให้ขอให้เพียง​ได้รถกลับคืนมา " หนุ่มใหญ่วอนขอ

" เรา​กำลัง​จะเดือดร้อน ​ถ้าเราใจอ่อน​และบอก​เขา​ไป เหล่าผู้ร้าย​ต้องโกรธ ​และคิดแก้แค้น ​จะ​เป็นบาปเปล่า ๆ​ ​ถ้าบอก​ไปก็ไม่ดีแน่ ๆ​ ​และคนอื่น ๆ​ ก็​จะมาสอบถามเรื่อง​ราวต่าง ๆ​ อีกมาก บางเรื่อง​ก็ดีมีประโยชน์ต่อตน ​ได้ช่วยเหลือชาติประชาชน ​แต่บางเรื่อง​​เป็นอันตราย ​เพราะนายทุนบ้านเรามีอิทธิพล มีมือปืนรับจ้าง​และเหี้ยมโหดมาก หากกิจใดมีคนขัดขวางผลประโยชน์ของ​เขา ​เขา​ใช้ชีวิตสังเวย ด้วย​ความโหดเหี้ยมทารุน ​ที่น่ากลัวไม่แพ้ถิ่นอื่นใดในโลก" บุปผา

" เราบอก​เขาไม่​ได้แน่ ​เขาอาจ​จะรบเร้าบ้าง อาจ​จะเสียอารมณ์บ้าง ​แต่ไม่​ได้มี​ความเดือดร้อนต่อทางครอบครัว​และญาติ " บุปผา

​แต่ละวัน​จะมีคนมาปรึกษาให้บอกเล่าเรื่อง​โน้นเรื่อง​นี้ มิ​ได้ขาดระยะ ​แต่ก็​ต้องผิดหวังกลับ​ไป สร้าง​ความเสียใจ เสีย​ความรู้สึก​เป็นอย่างยิ่ง บางคนถึงด่าว่า ​และโกรธขึ้งกัน​ไป

"ทำไมเธอไม่บอก​เขา​ไปละ ไม่​ต้องรำคาญ ​จะ​เอาเงินเท่าไร​เขาก็ให้ ​จะ​ได้ร่ำรวยเร็ว ๆ​ ไม่ดีกว่าหรือ" หมาย

" ไม่หรอก ​เมื่อคนทราบแล้ว​มัน​จะดังออก​ไป ​จะมีตนมาหามาก อาจ​จะไม่มีเวลาทำมาหากิน" บุปผา

" ทำมาหากินด้วยเรื่อง​นี้แหละ​ ยึด​เป็นอาชีพเสียเถอะนะ" ปอง

" ไม่​ได้หรอกพี่ " บุปผา คัดค้าน" มัน​จะทำให้สังคมวุ่นวายยิ่งขึ้น​​ไปอีก ​เป็นการฝืนมติสวรรค์ หรือพรหมลิขิต หรือฝืนธรรมชาติของสรรพสัตว์ ขอให้​เขา​ได้สืบ​ได้รู้เอง​โดยวิธีธรรมชาติทางระเบียบสอบสวน​จะดีกว่า ​ซึ่งการ​ที่บุปผา​จะบอกให้​เขารู้ มัน​เป็นการฝืนธรรมชาติ​และกฎหมาย​เขา​ต้องการหลักฐาน ​เป็นวัสดุหรือภาพถ่าย ​แต่บุปผาไม่​ได้มีสิ่งเหล่านี้ให้​เขา​ได้ ​เมื่อพูด​ไปแล้ว​อาจ​จะ​เป็นการหมิ่นประมาทต่อสิทธิเสรีภาพ​ส่วนบุคคล​ได้ ​จะสร้าง​ความโกลาหลวุ่นวาย​เป็นอย่างยิ่ง " บุปผา

จากคำเล่าลือทำให้คนมากมาย​เดินทางมาจากทุกทิศด้วย​ความหวัง ​แต่​ความร่ำรวย ​คือ ขอเลขเด็ด ​แต่​ต้องผิดหวัง​ไปทุกราย

ดังนั้น​ บุปผา จึง​ได้หลบหน้าผู้คน​ไปอ่านหนังสือ ทำงานฝีมืออยู่​​ที่ขนำในสวนท้ายบ้าน การเดินทาง​ต้องผ่านคลอง​ซึ่งมีน้ำลึก​และเชี่ยวพอประมาณ ​แต่ก็มีคนเดิน​ไปจนถึงขนำในสวนท้ายบ้านจน​ได้ ทุกคนต่างมุ่งหวังประโยชน์​และ​ความ​ต้องการเหมือนเด็ก​ที่ดื้อรั้น ​ต้อง​ใช้เวลาอธิบายกันพอสมควร บุปผา ยังยืนกรานกระต่ายขาเดียว​ที่​จะไม่บอกให้​ใครทราบในสิ่ง​ที่​เขา​ต้องการบอกให้​ใครทราบในสิ่ง​ที่​เขา​ต้องการทราบ ​เพื่อ​ความร่ำรวย ​และ​ความโลภในสันดาน

ทุกคนกลับ​กับหมดแล้ว​ ​เมื่อยามโพล้เพล้ ​ความมืด​กำลังปกคลุม บุปผาจึงเดินทางกลับบ้าน ขณะ​กำลังข้ามสะพาน​ซึ่งทำด้วยไม้ด้นเดียวมีราวจับ​(คนละ​ที่​กับ​ที่ต้นมะพร้าวล้มข้ามคลอง)​ กลางคลองมีเสาค้ำปักในน้ำด้วยไม้ไผ่ให้ปลายทแยง​และมัดด้วยเชือก​เป็นรูปกากบาท​ ​ใช้ไม้สะพานวางบน​ส่วน​ที่ปลายมันตัดกัน ทำให้สะพานแข็งแรง ราวจับทำด้วยไม้ใฝ่​ซึ่ง​ส่วนหนึ่ง​มีไม้ไผ่​ที่เชื่อม​ระหว่างสะพาน​กับราว​โดย​ใช้เชือกมัด สำหรับ​ที่ฝั่ง​ทั้งสองข้าง หรือปลายสะพาน​ทั้งสองข้าง ​ใช้ไม้ฝัง​เป็นหลักยึดสะพาน​และราวสะพานจึงแข็งแรง​และมั่นคง การเดินผ่านสะพานครั้งละไม่เกิน 5 -- 6 คน ​และเดินห่าง ๆ​ กันพอสมควร

บุปผา ถือถุงหนังสือเดินมาข้ามสะพาน เดินผ่านมา​ได้ครึ่งหนึ่ง​ มีงูเหลือมตัวหนึ่ง​ใหญ่ขนาดลำแขนของเธอ​กำลังเลื้อยข้ามสะพานมา งูตกใจกลัวชูศีรษะขึ้น​ บุปผาเห็นงูในระยะใกล้ก็ตกใจเช่นกัน ​เพราะ​ความมืด​กำลังคลอบคลุม​ไปทั่วบริเวณ บุปผาตกใจสุดขีด เสียการทรงตัว ตกลง​ไปในคลอง

" ตูม" น้ำแตกกระจายฟุ้งออกดุจดอกไม้เพลิงงานศพ เต็ม​ทั้งบริเวณ

"ช่วยด้วย" บุปผาอุทานด้วย​ความตกใจ เธอจมลงในน้ำเชี่ยว​เมื่อเท้าถึงพื้นดิน เธอ​ใช้แรงดันพื้นให้โผล่ขึ้น​มาเหนือน้ำ

"คง​จะลอยไกล​ไปจากสะพานมากโขแล้ว​ เจ้างูมันคงไม่หล่นมาด้วย" บุปผานึกในใจ

ถุงหนังสือหลุดมือจม​ไป​กับกระแสน้ำ กระแสน้ำเชี่ยวมาก​และลึก บุปผาตะเกียกตะกายจนใกล้ฝั่ง เธอ​สามารถจับรากไม้ ​ซึ่งชอนไชออกมาในลำน้ำ ดึงตัวเองขึ้น​มาจากน้ำด้วย​ความยากลำบาก​และ​กำลัง​จะปีนขึ้น​สู่ฝั่ง​ได้

บุปผา​ได้ยินเสียงใบไม้ดังแกร็ก​ไปอีกทางหนึ่ง​แสดงว่างู​ได้เลื้อย​ไปทางนั้น​ ​แต่เธอดูไม่คอยเห็นจึง​เอามือ​ไปจับแว่น​แต่ไม่พบแว่น

"แว่นหายเสียแล้ว​" บุปผาอุทานอย่างลืมตัว​และตกใจกลัว

"​จะกลับบ้าน​ได้อย่างไร "

"ยามราตรีนี้โลกของเรามืดยิ่งนัก "

"งู​จะมาเล่นงานเราหรือไม่ น่ากลัวจัง ตาก็มองไม่ค่อยเห็น คืนนี้มืดเหลือเกิน"​จะนึก​และมองอะไร​ก็ไม่เห็นเช่นวันก่อน ๆ​

"เหมือนเดิมอีกแล้ว​"

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3662 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง เหมือนเดิม
ผู้แต่ง เปิดฟ้า ก้องหล้า
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๙๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-19123 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 08 พ.ค. 2558, 10.30 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น