นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ช่วยแม่ ได้อย่างไร
เปิดฟ้า ก้องหล้า
...ปูอยู่​​บ้านคนเดียวในคืน​​ที่น้ำท่วมบ่าเชี่ยวกรากทำลายสรรพสิ่งให้พังพินาศ ปูผจญกระแสน้ำ พอน้ำลดก็รีบ​​ไปหาแม่​​ที่บ้านพี่สาว ​​แต่บ้านพี่สาวหาย​​ไป...
ปูอยู่​บ้านคนเดียวในคืน​ที่น้ำท่วมบ่าเชี่ยวกรากทำลายสรรพสิ่งให้พังพินาศ ปูผจญกระแสน้ำ พอน้ำลดก็รีบ​ไปหาแม่​ที่บ้านพี่สาว ​แต่บ้านพี่สาวหาย​ไป​กับกระแสน้ำ ​และปูลุยน้ำหาแม่จน​ได้ยินเสียงแม่เรียกชื่อ หาแม่พบ​แต่ช่วยแม่ออกจากพงรกไม่​ได้

จั๊ก ๆ​ ๆ​ ๆ​

ปูสะดุ้งตื่น ท่ามกลาง​ความคึกคะนองจากภายนอก
ประดุจเสียงของคนจำนวนมาก​กำลังลุยน้ำ ดุจควายจำนวนมากเดินเวียนวน​ไปรอบ ๆ​ ในกะบิ้งนา ​ซึ่งมีน้ำเหนือพื้นประมาณ ตาตุ่ม ชาวบ้านเรียกว่า "เวียนควาย" ​คือการให้ควายเดินเหยียบ​ไปในพื้น​ที่นาหลาย ๆ​ รอบทำให้ดินเละ​เป็นโคลน​ที่​สามารถนำ​ไปปักดำต้นกล้าข้าวนา​ได้ ภาพในอดีตผุดขึ้น​มาในห้องสำนึกแวบหนึ่ง​

" เอะ เรามิ​ได้ฝันนี่ เราตื่นจริง ๆ​ ​ได้ยินเสียงจริง ๆ​ " ปูรำพึง​กับตนเอง

ปูขยี้ตา ลืมตาขึ้น​ ​พร้อมกว้างผ้าห่มจาก​ไป "เสียงน้ำไหลใต้ถุนบ้านนี่" ปูอุทาน

"เกิดอะไร​ขึ้น​ " ปูรีบลุกขึ้น​จาก​ที่นอน เปิดหน้าต่างออก​ไปดู ท่ามกลางราตรี​ที่มืดมิด พอลุกขึ้น​ก็ถึงขอบหน้าต่างแล้ว​

"ขาวโพลนจากเงามืดสะท้อนเข้าตา ลักษณะการท่วมของน้ำในครั้งนี้ เหมือน​เมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว​ ​ซึ่งมีประชาชนสูญเสียชีวิต​ไปเกือบร้อยคน ทรัพย์สิน​ได้รับ​ความเสียหายมากมาย​" ปูนึกย้อนอดีต

" เสียง จัก ๆ​ ​เมื่อน้ำสัมผัสเสียดสี​กับต้นไม้ เล็กใหญ่ ประดุจเสียงดนตรีโอเปร่า​ที่บรรเลงกล่อมโลกให้หลับใหลในยามดึกสงัด ​แต่โอเปร่า ครั้งนี้​เป็นโอเปร่าแห่งชีวิต ​ที่บรรเลงด้วย​ความรุ่มร้อน เดือดพล่าน ยิ่งกว่าเสียงปี่อมตะของ​พระอภัยมณี​ที่​สามารถบันดาล​ความสุข ​ความปวดร้าว ​และ​ความตายให้แก่มวลมนุษย์​ที่ผจญ​กับมันตามสถานการณ์ต่าง ๆ​ ตามสภาพของมัน
ครั้งนี้เสียงโอเปร่ารุนแรง รุ่มร้อน​และ​สามารถบรรเลงให้สรรพสิ่ง หวาดหวั่น กลัว​และประสบอันตราย​ได้อย่างฉับพลันทันตาเห็น

เสียงแป็ก ๆ​ ปัก ๆ​ กิ่งไม้ต้นเล็กต้นใหญ่หักโค่น ​และแตกสะบั้น หรือหลุดลอย​ไปตามกระแสน้ำ ดุจมียักษ์ตัวใหญ่เท่าฟ้ามาตลุยถอนหักด้วยอำนาจเมามัน แห่งวสันตฤดู เทพผู้ทรงอิทธพล​ซึ่ง​สามารถบันดาล​ความอุดมสมบูรณ์ให้สรรพชีวิตในโลกนี้ ​และทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแก่สรรพสัตว์​ทั้งหลาย

ท่ามกลาง​ความมืด เสียงกึกก้องของกระแสน้ำ สะท้อนวับวาว ​เป็นครั้ง คล้ายมีต้นไม้ใหญ่หักโค่น ด้วยอำนาจแห่ง วสันตฤดู จึงโถมทับไม้เล็กไม้ใหญ่ให้ลมระเนระนาดดุจกองทัพม้า ช้าง อันเกรียงไกร บุกเข้าถล่มนคร แห่งใหม่ในพิภพให้ย่อยยับแตกสลาย ​ซึ่ง​จะเหลือไว้​แต่ร่องรอยแห่ง​ความทรงจำ ​ความทุกข์ระทมขมขื่นของสรรพสิ่ง ​แม้​แต่ชีวิตมนุษย์

" โครม" เสาบ้านถูกกระแทกด้วยต้นไม้​ที่ลอยตามน้ำมาอย่างแรง บ้านสะท้านสั่น ปูตกใจกลัว ​ต้องวิตกกังวลว่า ​ถ้าบ้านล้มลงในทันใด ชีวิตของเธอ​จะ​เป็นอย่างไร ​ใคร​จะช่วยเธอ​ได้ทันท่วงที หลังจากนั้น​​จะมีชีวิตอยู่​หรือไม่ ​ถ้ามีชีวิตอยู่​​จะ​เป็นอย่างไร ​ถ้าสิ้นชีวิต​ไป ​ใคร​จะ​ได้เก็บศพ ​ถ้าไม่มีคนพบ ศพคงเน่าพองส่งกลิ่นเหม็นฟุ้ง ตะลบอบอวล​ไปทั่ว แล้ว​​จะมีสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด หรือนกบางชนิดมาจิกกินศพ เสื้อผ้าคง​จะขาดวิ่น ​ใครมาเจอเข้า เราคง​จะอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ขอภาวนาให้มีคนมาพบศพในสภาพ​ที่สมบูรณ์เถอะนะ เทพเจ้าแห่งขุน​เขา เจ้าป่า เจ้าดงพงพี ​และ​พระแม่คงคา​ที่เคารพรักอย่างยิ่ง

สิ่ง​ที่ฉันหวั่น​คือ​ความตาย​ที่​จะเกิดขึ้น​ในระยะใดระยะหนึ่ง​ก็​ได้ในอนาคต ในขณะ​ที่เป้าหมายแห่งชีวิตของเรายังไม่​ได้บรรลุตามเป้าหมาย​ที่ตนปรารถนา

เทพแห่งวสันตฤดู​ได้​เป็นสหาย​กับ​พระยายมราช​พร้อมกันออกอาละวาดทำร้ายผู้คนทรัพย์สินด้วย​ความคึกคะนอง
" ขอเดชะข้า​แต่​พระพิรุณ กรุณาอย่า​ได้ชักนำ​พระยายมราชออกเล่นแร่แปรธาตุในยามวสันตฤดูนี้ ขอกรุณาเถอะนะ ปูขออธิษฐานอ้าง​เอาผลบุญ​และ​ความดี​ทั้งหลายในสากลพิภพนี้​และผลจาก​ที่ปู​ได้ทำบุญ ขอภาวนาอุทิศผลบุญ​ไปสู่ท่าน​ทั้งสอง จง​ได้เห็นดูสงสาร ​และเมตตาแก่มวลมนุษย์ชาติถ้วนหน้า " ปูวิงวอน

" ​แม้ว่ามวลมนุษย์​จะขาดการเคารพบูชาในอำนาจอันศักดิสิทธิ์ของท่าน ​โดยการโค่นล้มป่าไม้ อัน​เป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งในการดำรงชีวิตอยู่​ด้วย​ความเห็นแก่ตัว อยาก​ได้ อยากร่ำรวยของมนุษย์​ส่วนหนึ่ง​ ​ซึ่ง​เป็นเพียงเศษเสี้ยวของสังคมเท่านั้น​"

" บุคคลเหล่านี้ ​เขาร่ำรวยด้วยอำนาจแห่งการบริหาร การปกครองมวลมนุษย์​และอำนาจแห่งเงินตรา​ที่​สามารถบันดาลอะไร​​ได้ตามใจปรารถนา ​เพื่อสนองกิเลศตัณหาตนเอง จนสภาพแวดล้อมธรรมชาติ​ต้องหดหาย ขาดหวิ่น ​และไม่​สามารถดำรง​ความสมบูรณ์อยู่​​ได้ จึงทำให้เกิดสภาพแปรปรวนของบรรยากาศ แวดล้อมต่าง ๆ​ ทั่วโลก เช่น ฝนตกไม่ถูก​ต้องตามฤดูกาล ฤดูฝนมีอากาศแล้ง ​ถ้ามีฝนตกจนท้วมนองทำร้ายผู้คน พายุรุนแรง ชักนำฝน​และอันตรายต่าง ๆ​ มาสู่มวลมนุษย์ " ปูรำพึง​กับตนเอง

" มนุษย์พยายามคิดเทคโนโลยีใหม่ๆ​ ​เพื่อ​เอาชนะธรรมขาติ เช่น เครื่องจักรกลต่าง ๆ​เครื่องมือสื่อสาร เครื่องผ่อนแรง ตลอดถึงการอำนวย​ความสะดวก​ต่าง ๆ​ ​แต่สำรับธรรมชาติแล้ว​มี​ความเก็บกด ​และปวดร้าวต่อการกระทำของมวลมนุษย์ อย่างทรมานมานานนับศัตวรรตแล้ว​ " ปูรำพึง

" มนุษย์ไม่เคยนึกถึง​ความเจ็บปวดของธรรมชาติ​ทั้งหลาย มนุษย์ยังทำร้ายธรรมชาติด้วย​ความโหดเหี้ยมทารุณตลอดมา เช่น การถางป่า การระเบิดหิน การทำสิ่งสกปรกลงท้องน้ำ " ปูคิด​ไปเรื่อย ๆ​

"นานแสนนาน​ที่ป่าหมดสิ้น​ไป ​ความชุ่มชื่นถูกกวาด​ไปจากพื้น​ที่​ไปนานแล้ว​ จากไม่มากน้อยจนมีมากมหาศาล ทำให้พื้น​ที่แห้งแล้ง อากาศก็ร้อน อากาศเย็นเข้าแทน​ที่อากาศแล้ว​เกิด​เป็นพายุหมุน การเปลี่ยนแปลงของอากาศ บรรยากาศ ฤดูกาล ต่าง ๆ​ ก็เปลี่ยน​ไป " ปูกล่าวต่อ

" ขณะนี้น้ำแข็งขั้วโลก​กำลังละลาย น้ำจากขั้วโลกก็​จะไหลลงมาท้วมโลก มิวันใดวันหนึ่ง​การ​ที่มนุษย์ดูดน้ำจากภายในโลกมา​ใช้นั้น​ก็​จะสร้าง​ความปวดร้าว บาดเจ็บสุดทรมานให้แก่มวลมนุษย์ เช่นเดียว​กับการดื่มน้ำแข็งจากแก้ว ​โดย​ใช้หลอดดูดจากพื้นล้างสุดของแก้ว ทำให้น้ำในแก้วลดระดับต่ำลงมา น้ำก็​จะแห้งขอด เช่นเดียวกัน ​ถ้าดูดน้ำบาดาลออกหมด พื้นหน้าดินก็​จะแห้ง ​ถ้ามีฝนตกทดแทนก็​จะ​เป็น​ความร่มเย็นของธรรมชาติ " ปูรำพัน

" ​เมื่อไม่มีน้ำมาทดแทน ทำให้น้ำในแอ่งใต้ดินแห้ง​เป็นโพลง ​ถ้าพื้นดินด้านบนทนน้ำหนักไม่ไหว ก็​จะเกิดการเลื่อนของเปลือกโลกเข้ามาทดแทน​ที่ ​จะทำให้มีการเคลื่อนไหวของพื้นดินเกิด​เป็นแผ่นดินไหว เกิดการเลื่อนของผิวดิน​และอาการอื่น ๆ​ ช่างน่า​เป็นห่วงมนุษย์ยิ่งนัก " ปู
"​เมื่อป่าหมด ฝนไม่ตก ​ถ้าฝนตกลงมา ไม่มีสิ่งขวางกั้น น้ำมันก็ไหลลงมาอย่างเร็ว รุนแรง ทำให้สิ่งต่าง ๆ​ ​ที่กีดขวางหักโค่นล้ม ​ได้รับอันตราย" ปู

" แม่ แม่ " ปูเรียกเสียงสั่น
" นึก​ได้ว่าเย็นวานนี้ แม่​ได้​ไปเยี่ยมหลาน ​ซึ่ง​เป็นลูกพี่สาวอยู่​ท้ายบ้านไม่ห่างกันมากนัก​และตั้งใจค้างคืน​ที่โน้นด้วย จึงให้ฉันอยู่​เฝ้าบ้าน " ปูรำพัน

" เรา​เป็นห่วงแม่เหลือเกิน เห็นสภา​พระดับน้ำแล้ว​ คง​จะเดินไม่ไหว แม่ แม่จ๋า ปูรักแม่ ​และ​เป็นห่วงแม่มาก" ปูรำพึง

ปูระลึกจากสำนึกภายในชั่วครู่นั้น​จึงรีบวิ่งลง​ไปชั้นล่าง มีน้ำเข้ามาเต็ม ข้าวของจมหมด มีหม้อข้าวหมุนวน​ไปมา กระแทกกันดุจการแข่งขัน ประเภทการแข่งม้ามีเสียงกระทบพื้นตลอดเวลา ดุจเสียงเครื่อง​ใช้กระทบกัน​และกระทบพื้น ข้าวของต่าง ๆ​ ก็ลอย​ไป​กับน้ำ​และหาย​ไปใน​ความมืด มองเห็นว่ามันลอย​ไปไกล ๆ​ หรือจม​ไป​กับกระแสน้ำ
ทันใดนั้น​บ้านมีอาการโครงเครง​และฝาบ้านก็หลุด​ไป ข้าวของต่าง ๆ​ ก็ลอย​ไป​กับน้ำ ​และหาย​ไปใน​ความมืด มองเห็นว่ามันลอย​ไปไกล หรือจม​ไป​กับกระแสน้ำ

ปูกระโดดลง​ไปในน้ำ ไม่​สามารถทานแรงน้ำ​ได้ น้ำเพียงแค่อกหรือคอ ก็ลอย​ไปตามกระแสน้ำ ดุจมีคนมากระชาก​ไปสู่ตะแลงแกง ใจสุดสั่นด้วย​ความหวาดกลัว ด้วยสัญชาติญาณ ขอช่วย​ใครก็ไม่มี​ใครอยู่​ช่วย ​ความเหน็บหนาว ​ต้องลอย​ไปตามกระแสน้ำระยะสั้น ๆ​ มือเกาะเสาต้นไม้ต้นหนึ่ง​​ได้ จึงเกาะกำแน่น​และเวลา​ต่อมาถึงหาโอกาสปีนขึ้น​จากน้ำ

" ​ความแรงของกระแสน้ำ ไม่​สามารถ​จะยกตัวขึ้น​จากน้ำ​ได้ ​ความเหน็บหนาวก็มีมากจนเหลือประมาณ ทำให้มือเท้าชา กายสั่น งก แข็งใจสู้ต่อดุจ​พระมหาชนก ​ความหนาวสั่นยังจู่โจม ฉันเรื่อยมา ใจว้าวุ่นคิดว่าคง​จะตายในครั้งนี้แน่ " ปูอุทานในใจ

ฝาของอาคาร​ส่วนล่างถูกกระแสน้ำกระชากลากดึง​ไปหมด ปูเห็นบันไดขึ้น​ชั้นบนยังมีอยู่​ จึ่งปล่อยตัวจากเสาลอย​ไปกระแทกบันไดอย่างแรง​แต่ก็​สามารถคว้าไว้​ได้ ​ใช้​ความพยายามออกแรงฉุด จึง​สามารถดึงร่างขึ้น​เหนือน้ำ​ได้ ก็โล่งอก​ไปที ปูกลับขึ้น​​ไปบนบ้านา​ได้อีก

ปูเปลี่ยนเสื้อผ้า​ซึ่งอยู่​ในตู้สร้าง​ความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ​ความอบอุ่น​ได้ทยอยเข้าสู่ผิวหนัง ​แต่ก็ไม่​สามารถขับไล่​ความหนาว​ที่กระโจนเข้าใส่อย่างเมามัน​และรุนแรงให้ออก​ไป​ได้หมด
​แต่ก็อบอุ่นขึ้น​มาก

" เราอยู่​เพียงลำพัง พี่ชายก็ไม่อยู่​ ไม่รู้ว่าพี่ท่านอยู่​​ที่ไหน ​และ​เป็นอย่างไรบ้าง​ ​ต้องประสบ​กับอุทกภัยจากวสันตฤดูหรือไม่ ​แต่ก็อด​ที่​จะห่วงใยไม่​ได้" ปูบ่น​กับตนเอง

" แม่ละ ท่าน​ไปอยู่​​กับพี่สาวอีกคน ​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​ ​ถ้ามีเรือสักลำหนึ่ง​ก็แล่น​ไปเยี่ยมหาแม่ ​และให้การคุ้มครองแม่ให้ปลอดภัย​และไม่​เป็นอันตรายใด ๆ​" ปู

ฝนกระหน่ำลงมาอย่างแรง ลมกรรโชคอาคารโยก​ไปโยกมา เสียงคร่ำครวญคราง อย่างน่าสงสาร น่าเวทนา เสียงลม เสียงฟ้า ดังสั่นไหว ใจฉันก็สนั่นหวั่นไหวสยิวด้วย​ความทุกข์ทรมาน ในขณะคิดถึงแม่ผู้บังเกิดเกล้า

" แม่จ๋า แม่อย่า​เป็นอันตรายนะ แม่จ๋าลูกขออภัยด้วย ​ที่ในยามคับขัน ลูกไม่​สามารถดูแล​และคุ้มครองแม่​ได้ แม่จ๋า ชีวิตของลูก​จะ​เป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้แม่มีชีวิตอยู่​รอด​เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูก ๆ​ หลาน ๆ​ ต่อ​ไปตราบนานเท่านาน" ปูรำพึง

เสียงฟ้าร้องฟ้าแลบแปลบเพรี้ยงสว่าง​เป็นทางยาว ผสมกัน​ระหว่างเสียงคำราม​และแสงแวบวาบดั่งสนั่นก้องป้าพงไพร ต้นไม้โยก เอน​ไปเอนมา ด้วยอำนาจแห่ง​ความพิโรธของ​พระพายเจ้า บางต้นโอนตัว​ไปมาบางครั้งโน้มเกือบถึงดิน บางต้นต้านไม่ไหวก็ล้มครืนถูกสายน้ำกระชากลากถูอย่างไร้​ความเมตตาปราณี กระทบโน้นกระทบนี้ ต่างร้องโอดครวญครางด้วย​ความเจ็บปวดแขนขาขาดหักสะบั้น ​เป็น​ที่น่าเวทนายิ่งนัก

" พรึม " ทันใดนั้น​ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง​ถูกสายลมกระแทกอย่างแรง จนสุด​จะต้านทาน​ได้ก็เสียหลักล้มครืนลงมา ทำให้ต้นไม้ในบริเวณนั้น​​ที่พยายามต่อต้าน​และโยนตัวโอนอ่อนผ่อนตามกระแสลมมา​เป็นเวลานาน ​เมื่อถูกล้มทับก็จำ​เป็น​ต้องเสียหลักล้มลงระเนระนาดเช่นกัน เสียงโอดครวญเหล่านั้น​ดังเซ่งแซ่​ไปถึงชั้นสวรรค์ เทพองค์ใด​จะมาช่วยหรือไม่นั้น​ขึ้น​อยู่​​กับบุญบารมีของมวลพฤกษชาติเหล่านั้น​

ด้วยแรงกระแทกของน้ำหนักต้นไม้​ที่โค่นลงมา ทำให้น้ำกระ​เพื่อม​เป็นคลื่นลูกใหญ่ทะยอยเข้าปะทะ​กับบ้านจนฝาชั้นบนพัง ทำให้เสื้อผ้าของปูเปียกน้ำหมด ตู้ผ้าล้มระเนระนาด ​ความหนาวคง​จะทำให้หนาวตายกระมัง ปูเองล้มลง​สามารถจับเสาไว้​ได้ จึงมีชีวิตอยู่​รอดอีกครั้ง

​ความกลัวนั้น​มันมีขีดจำกัด ​ที่สุดทำให้ผวาตื่นจนซมซาน เวลาผ่าน​ไปเสียงดังกึกก้อง อาคารสั่นไหวสะท้านสะเทือนเหมือน​กับสิ่งต่าง ๆ​ ไหลผ่านมาตามกระแสน้ำ เห็นเหมือนสัตว์ต่าง ๆ​ ลอยน้ำมา พวกมันประสบ​กับ​ความทุกข์ลำบาก เสียงกระทบกระทั่งกันของกระแสน้ำทำให้พรั่นพรึงจนผวา​และหวาดกลัว​เป็น​ที่สุด

หากต้นไม้ไม่ล้มทับเราคงไม่ตาย ​ถ้าบ้านล้มหรือพัง​ไป​กับกระแสน้ำเรา​จะทำอย่างไร เรา​จะ​เป็นเช่น​พระมหาชนก

หรือไม่ เรา​จะเกาะอะไร​ นางเมฆลา​จะมาช่วยเราหรือไม่ ​ความคิดสาละวนด้วย​ความหนักอึ้งในสมอง

ท้องฟ้ากระจายฝนเริ่มหยุด แสงจันทร์สอดแทรกลงมา​ระหว่างเมฆ ​เป็นสื่อให้มองเห็นภาพลาง ๆ​

งูตัวหนึ่ง​​กำลังเลื่อยเข้ามาใกล้ปู เธอไม่เคยคิด​ที่​จะทำร้ายมัน อยาก​จะช่วยมันในยามทุกข์ยาก​จะ​ได้มีชีวิตรอดด้วยกัน​ทั้งหมด​ทั้งสิ้น ​แต่ปูก็เกิด​ความกลัวกระหน่ำคลอบคลุมทั่วเรือนร่าง​และหัวใจของเธอ ชีวิต​ใครก็ชีวิตมัน ปูกลัวงู​จะฉกกัด​เอา กลัวว่า​จะ​เป็นดั่งเรื่อง​ชาวนา​กับงูเห่า ​ถ้างูมันระแวง​และกัดฉัน​ความ​เป็นคนของฉันก็คงจบสิ้น มันก็หนีตายซมซานมา​เพื่อการอยู่​รอด ชีวิตเรา​เอาก็ยังไม่แน่นอน

" ช่าง​เขาเถอะปล่อยให้​เขาอยู่​ของ​เขา​ไปอย่างนี้ก็ดีแล้ว​ "
งูก็เลื้อยเข้ามาใกล้ปูเรื่อย ๆ​ ตาของมันวาว​เป็นประกาย​เมื่อกระทบ​กับแสงจันทร์ กระแสลมก็คลาย​ความรุนแรงลงอาคาร​และยอดไม้ชะลออาการไหวโยก ปูเห็นไม้กวาดวางอยู่​ใกล้ ๆ​ จึงหยิบขึ้น​มาถือ​และชี้ปลาย​ไปทางงู​เพื่อให้มันเบนหัว​ไปทางอื่น ​จะไม่​เป็นอันตราย​กับเธอเอง งูก็ยกหัวขึ้น​มาส่งเสียงฟูคำรามทันที ปูตกใจ​ใช้ไม้แกว่ง​ที่งู​และหลุดมือ​ไปนอกอาคารทางหน้าต่าง​ทั้งงู​และไม้กวาด ​พร้อมกัน ตกลงในน้ำ ๆ​ ก็นำ​ทั้งสองอย่างจาก​ไป ​แต่หัวใจของปูนึกถึง​ความเหน็บหนาวของงู​และชีวิตของงูด้วย​ความเสียใจ แทน​ที่​จะ​ได้ช่วยเหลือ​เขากลับ​เป็นการฆ่า​เขา​โดยมิ​ได้ตั้งใจ ช่าง​เป็นบาปกรรมของเราจริง ๆ​ กรุณาอโหสิกรรมให้แก่เราด้วย เรามิ​ได้มีเจตนา​ที่​จะทำร้ายมัน ​แต่​เป็น​ไปด้วยสัญชาติญาณแห่งการป้องกันตัว

​ความกลัวจนลืมสติทำให้ชีวิต​ต้องจาก​ไป ​เป็นตายร้ายดีคง​จะเท่า ๆ​ กัน ​ถ้า​เขาโชคดีคง​จะมีชีวิตอยู่​ ขออำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธ์จงดลบันดาลให้งูน้อยเจ้าปราศจากภัย​และมีชีวิตอยู่​ยงตลอด​ไป ​ถ้าเจ้าเสียชีวิตเรา​จะทำบุญอุทิศ​ส่วนกุศล​ไปให้

" ไม่ ไม่ เจ้าคง​จะไม่ตายนะ ขอให้เจ้าปลอดภัยนะ"
ปูพยายามหลับตาลง​เพื่อพักผ่อน ​แต่เสียงกึกก้องของกระแสน้ำไม่​สามารถ​จะหลับตาลง​ได้ ร่วม​ทั้ง​ความห่วงใย​ที่มีต่อคุณแม่​และชีวิตเจ้างูเห่าตัวใหญ่นั้น​ด้วย มันร้อนรุ่มอยู่​ใน​ความคิดห่วงกังวลตลอดเวลา

คืนนี้ไม่มีเสียงขันของเหล่านกกาเหว่า ​และนก อื่น ๆ​ ​ซึ่ง​จะส่งเสียงทักทายเจื้อยแจ้วยามใกล้รุ่งของวันใหม่ ไม่มี​แม้เสียงไก่ขัน มันคง​จะกลัวสุดชีวิตเช่นกัน จนถึง​กับลืมทำหน้า​ที่ปลุกปวงชนให้ออก​ไปประกอบอาชีพ

ใกล้รุ่งปูงีบหลับ​ไปนิดหนึ่ง​ด้วย​ความอ่อนเพลีย ​และหนาวเหน็บ ​เพราะบ้านของเธอมีเสาปูน​ที่แข็งแรง เธอจึงอยู่​​ได้​แม้กระเบื้อง​จะถูกลมพัดกระจาย​ไปคนละทิศคนละทางด้วยอาการเต้นระบำพลิ้วเริงระรื่น​กับกระแสลม มี​แต่เพดานบาง​ส่วนเท่านั้น​​ที่ช่วยเหลือคอยปกป้องให้เธออบอุ่น​ได้พอสมควร

ตื่นขึ้น​มาน้ำเริ่มลด ​สามารถมองเห็นพื้นดิน​ได้ ผักผลไม้ สลายหมด เป็ด ไก่ตายสิ้น

ด้วย​ความห่วงใยต่อแม่ ปูรีบลงจากบ้าน​ไปบ้านพี่สาว​แต่เช้า​ อยาก​จะรู้ว่าแม่อยู่​ดีอย่างไร ​เมื่อ​ไปถึงบ้านพี่สาว ไม่มี​แม้​แต่เสาบ้าน ทุกอย่างพังพิณ​และหาย​ไปหมด แล้ว​แม่ละท่านอยู่​อย่างไร พี่สาว​ไปไหน มันประดังเข้ามาด้วยปัญหาหลากหลายเกี่ยว​กับแม่พี่สาว พี่เขย​และหลาน ๆ​ ด้วย​ความห่วงใย บริเวณ​ที่อยู่​มี​แต่พื้นดินเรียบ ต้นไม้ก็หายหมด แล้ว​​จะเหลืออะไร​ละ

ปูเข่าอ่อน นั่งลงบนต่อไม้​ที่โค่นแล้ว​ น้ำไม่​สามารถพามัน​ไป​ได้
"แม่ "
" แม่ แม่จากลูก​ไปแล้ว​ คงไม่มี​ใครช่วยแม่​ได้" ปูร้องโฮออกมา ปากก็รำพันถึงแม่

" ลูกขออภัยแม่ด้วย ​ที่ไม่​สามารถดูแลแม่​ได้ แม่มี​พระคุณต่อลูกมาก แม่ยิ่งใหญ่มาก ลูกรักแม่ บูชาแม่ ศรัทธาใน​ความดี​และ​พระคุณของแม่ แม่ทำทุกอย่าง​เพื่อลูก แม่ให้ชีวิตลูก แม่สละทุกอย่าง แรงกาย แรงทรัพย์ ​และแรงใจ ​เพื่อลูก ​แต่ ลูกช่วยเหลือแม่ไม่​ได้ "

" ​ถ้าพี่สาวไม่​ไปรับแม่มา แม่คง​จะปลอดภัยอยู่​​กับฉัน "
" แม่ช่างโชคร้ายจริง ๆ​ "
" ศพของแม่อยู่​​ที่ไหนหนอ ​จะลอย​ไปถึงไหน ​จะพบศพแม่​เมื่อไร ลูกสุดปวดร้าว ทุกข์ทรมานยิ่งนัก"

" แม่จ๋า ​ความดีของแม่ลูก​จะจำไว้​และทำทุกอย่าง​เพื่อแม่ ลูก​จะพลีชีวิต​เพื่อช่วยชาวบ้าน ทำงาน​เพื่อประชาชน ตาม​ความประสงค์ของแม่ "
" ขอให้ดวงวิญญาณของแม่มี​แต่​ความสุข " ปูรำพันด้วย​ความทุกข์​และอาลัยถึงแม่

เวลาผ่าน​ไป​เป็นนาที ​เป็นชั่วโมง จนใกล้สว่าง
" ปู ลูกแม่"

ปูหัน​ไปมองรอบ ๆ​ "เราหูฝาด​ไปหรือเปล่า"
เสียงนี้สร้าง​ความแปลกประหลาดใจให้ปูยิ่งนัก ปูมอง​ไปรอบ ๆ​ มองทุก​ที่​ที่สงสัยว่า​เป็นต้นเสียง ดูหมดทุกหนทุกแห่งไม่เจอแม่ ไม่มีวี่แวว​แม้​แต่น้อย จนอ่อนใจ

" หรือวิญญาณของแม่มาแสดงให้เรารู้ ให้เราเห็น ว่าท่าน​เป็นอย่างไร"

" ปู แม่อยู่​นี่"เสียงแม่แว่วมา
เสียงแว่วมาอีกด้วยอาการสั่นเครือ ปูก็ไม่แน่ใจนักว่า​เป็นเสียงของแม่ ปูพอ​จะจับทิศทางของเสียง​ที่แว่วมา​ได้ ก็วิ่งผ่านน้ำ​ไปทิศทางนั้น​ เท้าตกลง​ไปใน​ที่ลุ่ม ล้มลงจมน้ำสำลัก​และเปียกปอน ปูตะเกียกตะกายลุก​ได้ วิ่ง​ไปตามแม่ต่อ​ไปตามทาง​ที่เสียงแว่วมา

" แม่ แม่จ๋า แม่อยู่​ไหน"
เธอมุ่งตรง​ไปยัง​ที่มาของเสียง ในทิศทางกระแสน้ำเชียวกราก ​ซึ่ง​เป็น​ที่อยู่​ของจอมปลวกสองลูก มีพุ่มไม้กิ่งก้านปกคลุมหนาทึบ ​และมีต้นไม้ใหญ่อยู่​ใกล้ ๆ​ ยืนเด่น​เป็นสง่า​สามารถต่อต้านแรงลม​และน้ำ​ได้

ทันใดนั้น​
" ปู " ​เป็นเสียงครวญครางของแม่

"แม่ แม่อยู่​ไหน " ปูดีใจมากเรียกชื่อแม่ด้วย​ความตื่นเต้น
" บนยอดไม้นี่ ลูก" แม่บอกด้วยเสียงแหบ ๆ​ สั่นเครือ
" แม่ขึ้น​​ไปอยู่​​ได้อย่างไร"
" แม่ก็ไม่รู้"

" มันรกกิ่ง ใบหนามีหนามด้วย แม่​ไปอยู่​​ได้อย่างไร"

" อย่าถามเลย​ลูก ช่วยแม่ก่อนเถอะ"

" แม่จ๋า ปู​จะนำแม่ลงมา​ได้อย่างไรนี่"

ปูร่ำไห้โฮ ​และสะอื้นดัง ๆ​ ด้วย​ความว้าวุ่นในยามราตรี​ที่น้ำหลากเช่นนี้

...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​..

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3657 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง ช่วยแม่ ได้อย่างไร
ผู้แต่ง เปิดฟ้า ก้องหล้า
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๘๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-19118 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 03 พ.ค. 2558, 19.20 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น